วันเวลาปัจจุบัน 27 พ.ค. 2019, 04:03  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ส.ค. 2009, 15:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

ขณะที่ฟังธรรมขอให้ทำใจให้ว่าง ให้สบาย ไม่ต้องกังวลกับเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น
ให้มีสติอยู่เฉพาะหน้า ตั้งใจฟังพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า
แล้วธรรมจะได้ไหลเข้าสู่ใจ เพื่อชโลมเลี้ยงใจให้ได้รับความสงบ ได้รับความสุข

ในโลกนี้มีความสุขอยู่ ๒ ชนิดด้วยกัน
คือ ๑. กามสุข ๒. สันติสุข
ระหว่างสุขทั้ง ๒ ชนิดนี้
พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนว่า ไม่มีสุขใดที่จะเหนือ
ที่จะดี เท่าสุขที่เกิดจากความสงบของใจ คือ สันติสุขนั่นเอง
เพราะสุขที่เกิดจากกามสุข เป็นสุขที่มีความทุกข์เจือปนอยู่
เนื่องจากเหตุปัจจัยของกามสุข
ล้วนเป็นกองทุกข์ทั้งสิ้น คือ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
จึงเป็นความสุขที่ไม่ใช่ความสุขที่แท้จริง
เป็นความสุขที่ไม่ได้ให้ความสุขอย่างร้อยเปอร์เซ็นต์
เป็นความสุขที่มีความทุกข์เจือปนอยู่
เปรียบเหมือนกับยาขมที่เคลือบน้ำตาล
เวลาอมใหม่ ๆ ก็จะรู้สึกว่าหวาน
แต่พอน้ำตาลที่เคลือบยาขมละลายหมดไป
ความขมก็จะเข้ามาสัมผัสกับลิ้น ฉันใดกามสุขก็ฉันนั้น



กามสุขจึงเป็นความสุขที่มีความทุกข์ซ่อนเร้นอยู่
เปรียบเหมือนกับเหยื่อที่ติดอยู่ปลายเบ็ด
ความสุขที่เกิดจากการกินเหยื่อ มีอยู่เพียงน้อยนิด
แต่เมื่อไปติดเบ็ดเข้าแล้ว
ความทุกข์ที่เกิดจากเบ็ดจะมีอย่างแสนสาหัส
ท่านถึงเปรียบกามสุข
ว่าเหมือนกับเหยื่อที่ติดอยู่ปลายเบ็ดเป็นโทษมากกว่าเป็นคุณ
เป็นความสุขชั่วประเดี๋ยวประด๋าว
แล้วหลังจากนั้นก็จะเป็นความทุกข์อันแสนสาหัสตามมา
เป็นทุกข์ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆที่จิตไปยินดี ไปชอบ
เนื่องจากธรรมชาติของสิ่งเหล่านี้เป็นของไม่เที่ยง เป็นของแปรปรวน
มีการเจริญ มีการเสื่อมเป็นธรรมดา
ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้หนึ่งผู้ใด
เขาจะอยู่เขาก็อยู่เขาจะไปเขาก็ไป
เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว จึงนำความไม่สบายใจ
ความทุกข์ใจมาให้ผู้ที่ไปติดอยู่กับสิ่งนั้นๆ
พระพุทธองค์ซึ่งได้ทรงสัมผัสมาทั้ง ๒ ชนิด
คือสุขทางโลก คือ กามสุข และสุขทางธรรม คีอ สันติสุข
จึงทรงรู้ได้อย่างชัดแจ้งว่าสุขไหนเป็นสุขที่ประเสริฐ เป็นสุขที่แท้จริง
เป็นสุขที่ปราศจากความทุกข์ ก็คือสันติสุขนั่นเอง


กามสุขเป็นสุขที่เกิดจากการที่ได้สัมผัสกับกามคุณทั้ง ๕
คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะ ที่ถูกอก ถูกใจ
เวลาได้เห็นรูปก็ดีได้ยินเสียงก็ดี ได้ดมกลิ่นก็ดี ได้ลิ้มรสก็ดี
ได้สัมผัสโผฎฐัพพะต่างๆ ก็ดี ที่ถูกอก ถูกใจ
ใจจะมีความยินดี มีความสุขชั่วขณะหนื่ง
แต่เมื่อกามคุณทั้ง ๕ เปลี่ยนแปลงไปหรือหายไป
ใจก็จะเกิดความว้าเหว่เกิดความเสียดาย
เกิดความทุกข์ใจขึ้นมา เพราะใจไปหลงไปยึดไปติดกับสิ่งเหล่านั้น
โดยที่ไม่ได้ใช้ปัญญาพิจารณาไว้ก่อนว่า
สิ่งต่างๆที่ใจไปยินดีไปชอบนั้นจะอยู่กับใจไปตลอดเวลาหรือเปล่า
จะเป็นเหมือนเดิมอยู่ตลอดเวลาหรือเปล่า
อย่างเวลาเราชอบบุคคลหนึ่งบุคคลใด
เขาจะเป็นอย่างนี้ไปตลอดเวลาหรือเปล่า
เขาจะเป็นคนดี ยิ้มแย้มแจ่มใสกับเราตลอดเวลาหรือเปล่า
หรือบางครั้งบางเวลาเขาอาจจะทำหน้ายักษ์หน้ามารใส่เรา
พูดจาไม่สุภาพใส่เรา ประพฤติตนไม่ดี เช่น ทุบตีเราหรือเปล่า
สิ่งเหล่านี้เราไม่ค่อยคิดกัน หรือเขาอาจจะไม่ทุบตีเรา
ไม่ทำหน้ายักษ์หน้ามารใส่เรา ไม่พูดจาหยาบคายใส่เรา
แต่เขาจะอยู่กับเราไปตลอดชีวิตหรือเปล่า
เขาจะอยู่จนกระทั่งเราตายไปหรือเปล่า หรือเขาจะตายก่อนเราไป
นี่เป็นสิ่งที่เราไม่ได้วิเคราะห์กัน
เราไม่ได้คิดกันพอเราเห็นอะไรเข้าสักอย่างหนึ่ง
ได้ยินอะไรเข้าสักอย่างหนึ่งเราก็เกิดอุปทานความยินดี
ความชอบขึ้นมาทันที
แล้วก็อยากจะได้สิ่งนั้นโดยไม่คำนึงว่าเขาเป็นอย่างไรอย่างแท้จริง
จะเป็นแบบที่เราเห็นอยู่ตลอดเวลาหรือเปล่า
อันนี้เราไม่รู้ เพราะไม่คิดกัน
ถ้าคิดกันสักหน่อยอาจจะไม่ชอบสิ่งเหล่านั้นก็ได้
เพราะจะเห็นว่า จะไม่เป็นอย่างที่เราเห็นครั้งแรกเสมอไป
ต่อไปก็ต้องเปลี่ยนแปลงไป
คนเป็นหนุ่มเป็นสาวต่อไปก็ต้องเป็นคนแก่คนเฒ่า
แล้วในที่สุดก็ต้องตายไปอย่างนี้เป็นต้น
ถ้าเป็นวัตถุสิ่งของต่างๆ เวลาได้มาก็รู้สึกว่าดี
สวยงามใหม่เอี่ยม แต่ใช้ไปเรื่อยๆ ของก็ต้องเก่าลงๆ
แล้วเริ่มเสียหาย เกิดการชำรุดทรุดโทรมขึ้นมา
กลายเป็นภาระที่จะต้องดูแล รักษา ซ่อมแซม
ให้คงสภาพใช้งานได้แต่ถ้าไม่สามารถช่อมแซมได้ ก็ต้องทิ้งไป


นี่คือลักษณะของกามสุข ที่พวกเรายึตติตกันมาก
โดยไม่คำนึงถึงผลเสียที่จะตามมา
ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านั้นถ้าเราไม่มี เราไม่ได้สัมผัสเราไม่ได้เสพ
เราก็ไม่ตาย เราก็ยังสามารถอยู่ได้


นอกเหนือจากสามารถอยู่ได้แล้ว เรายังอยู่ได้ด้วยความสบายใจเสียอีก
เพราะเราไม่มีความทุกข์ใจ ความกังวลใจ
ความห่วงใยกับสิ่งเหล่านั้นเมื่อไม่ติดกับสิ่งเหล่านี้แล้ว
อะไรจะเกิดขึ้นกับสิ่งเหล่านี้ ใจเราก็ไม่เดือดร้อน
แต่ถ้าหลงไปยึดไปติดกับสิ่งเหล่านี้แล้ว
จะเป็นบุคคลก็ดี เป็นวัตถุสิ่งของต่างๆ ก็ดี เราจะต้องมีความทุกข์ใจเสมอไป
เนื่องจากธรรมชาติของสิ่งเหล่านี้มีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
มีความไม่แน่นอน อยู่กับเราวันนี้
แต่อาจจะไม่อยู่กับเราในวันพรุ่งนี้ก็ได้
พระพุทธเจ้าจึงทรงเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เป็นความสุขที่แท้จริง
ไม่ให้ความสุขกับเราอย่างแท้จริง
แต่กลับเป็นโทษ เป็นความทุกข์เสียมากกว่า จึงทรงสละกามสุขทั้งหลาย
กามสุขของราชโอรส คิดดูชีวิตคนที่เป็นพระราชโอรสนั้น
จะมีความสุขทางด้านกามสุขขนาดไหน มีนางสนมกำนัล
มีอาหารเครื่องดื่มชนิดต่างๆ มีปราสาทสามฤดูไว้ให้อยู่ให้เสพ
แต่ก็ไม่ได้ให้ความอิ่มความพอเสพเท่าไหร่ก็ยังมีความหิวอยู่
ยังต้องเสพอยู่เรื่อยๆ แล้วก็มีความกังวลกับเครื่องมือที่ใช้เสพ
คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย รู้ว่า ตา หู จมูก ลิ้น
กายก็เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงเหมือนกัน เป็นสิ่งที่จะต้องมีการเสื่อมลง
เมื่อมีอายุมากเข้า ตาก็ไม่ดี หูก็ไม่ดี อย่างนี้เป็นต้น
แล้วถ้ายังติดอยู่กับกามสุขจะทำอย่างไร
เมื่อไม่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ที่อยากจะมองได้
ฟังสิ่งต่างๆ ที่อยากจะฟังได้ ฯลฯ
เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ใจก็จะมีแต่ความร้อนรนกังวลใจอยู่ร่ำไป


นี่คือลักษณะของกามสุข จึงไม่ควรให้ความสนใจกับกามสุขกันมากนัก
ถ้ายังไม่สามารถตัดหรือละกามสุขได้ ก็่ควรเริ่มทำความเข้าใจว่า
กำลังกอดอยู่กับกองทุกข์ กำลังกอดอยู่กับลูกระเบิด
เราก็รู้ว่าลูกระเบิดนั้นเป็นอย่างไร ธรรมชาติของเขาเป็นอย่างไร
วันดีคืนดีอาจจะระเบิดขึ้นมาเมื่อไรก็ได้
ฉันใดกามสุขก็เป็นเช่นนั้น
เหมือนกับลูกระเบิดวันดีคืนดีความสุขที่ได้จากกามสุข
อาจจะกลายเป็นความทุกข์ขึ้นมาก็ได้
เช่นสามีภรรยาเวลาแต่งงานกันใหม่ๆ ก็มีความสุขดี
มีความเห็นอกเห็นใจ เข้าอกเข้าใจกันดี
แต่เมื่ออยู่กันไปนานๆ เข้าก็เกิดความชินชาขึ้นมาแล้ว
ก็เริ่มเกิดมีความเห็นที่ไม่ตรงกันขึ้นมา มีการทะเลาะเบาะแว้งกันขึ้นมา
แล้วในที่สุดอาจจะถึงการทุบตีกันขึ้นมาก็เป็นได้
นี่ก็เป็นเพราะว่าธรรมชาติของคนเรา
มันเปลี่ยนแปลงได้ทั้งกายและใจ กายก็เปลี่ยนใจก็เปลี่ยน
ใจวันนี้อาจจะชอบคนนี้แต่เมื่ออยู่กับคนนี้ไปนานๆเข้าเห็นซ้ำแล้วช้ำอีก
ก็เกิดความเบื่อหน่ายขึ้นมาได้ เมื่อเกิดความเบื่อหน่ายแล้ว
ความประพฤติที่ดีต่อคนๆ นี้ก็จะหายไป ความประพฤติไม่ดีก็มาแทนที่
เมื่อคนๆ นี้ได้รับการตอบสนองที่ไม่ถูกอกถูกใจเหมือนดังที่เคยเป็น
ก็จะเสียอกเสียใจ เพราะเมื่อก่อนนี้เคยได้รับการตอบสนองที่ดี
แต่เดี๋ยวนี้กลับได้รับการตอบสนองที่ไม่ดี
มีแต่ความเย็นชา เมินเฉย ไม่ให้ความสนใจ อย่างนี้เป็นต้น
นี่เป็นความทุกข์แล้วที่เกิดจากการมีคู่ครอง


ถ้าปรารถนาความสุขที่แท้จริง
ความสุขที่ให้ความอิ่มตลอดไปความพอตลอดไป ไม่มีความทุกข์เลย
ก็ควรพิจารณาหรือให้ความสนใจกับสันติสุขบ้าง
พระพุทธองค์ตรัสสอนว่า สันติสุขเป็นสุขที่เกิดจากใจที่สงบตัวลง
เป็นความสุขที่ประเสริฐ เป็นความสุขที่เลิศ
เป็นความสุขที่มหัศจรรย์อย่างยิ่ง
ผู้ใดลองได้ประสบพบเห็นความสุขนี้ แม้แต่เพียงครั้งเดียวแล้ว
จะสามารถตัดความสุขอื่นๆ ไปได้หมดเลย
จะทุ่มเทชีวิตจิตใจทั้งหมดให้กับความสุขอันนี้ ที่เรียกว่า สันติสุข
สาเหตุที่พวกเราเข้าวัดกัน มาถือศีล ๘ กันก็ดี
มาบวชเป็นสามเณรก็ดี มาบวชเป็นพระก็ดี มาบวชเป็นพราหมณ์ก็ดี
ก็เป็นเพราะอยากจะมาสัมผัสกับความสุขทางด้านจิตใจบ้าง
อย่างที่เมื่อสักครู่ได้สมาทานศีล ๘ กัน
โดยปรกติถ้าเป็นศีล ๕ จะไม่มีการควบคุมเรื่องกามสุข
อย่างศีลข้อ ๓ ก็ยังเป็นกาเมสุมิจฉาจาราอยู่ คือ ไม่ประพฤติผิดประเวณี
ยังเสพกามได้อยู่เพียงแต่ไม่ให้ผิดประเวณี คือ ให้เสพกามกับบุคคล
ที่เป็นสามีหรือเป็นภรรยาของตนเท่านั้น
แต่ถ้าถือศีล ๘ แล้ว ศีลข้อ ๓ ก็จะเปลี่ยนเป็นอพรหมจริยาเวรมณี
คือ ละเว้นจากการเสพกามเลย จะไม่มีการเสพกาม ถือพรหมจรรย์
คำว่าพรหมจรรย์คือไม่เกี่ยวข้องกับหญิงหรือชาย
ไม่หาความสุขกับการมีเพศสัมพันธ์นั่นเอง
นี่เป็นข้อหนึ่ง เป็นเจตนารมณ์ของผู้ถือศีล ๘ ที่จะตัดกามสุข
ไม่หาความสุขจากการเสพกามคุณทั้ง ๕



ที่มา...สุข ๒ แบบ : พระจุลนายก
จากหนังสือ “กำลังใจเล่ม ๖”

http://www.mindcyber.com/content/data/12/0024-1.html

:b8: :b8: :b8:

:b44: รวมคำสอน “พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=47981

:b44: ประวัติวัดญาณสังวราราม วรมหาวิหาร จ.ชลบุรี
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=24&t=49573


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 เม.ย. 2015, 11:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ธ.ค. 2008, 09:34
โพสต์: 875


 ข้อมูลส่วนตัว


4A ขออนุโมทนาสาธุค่ะ
:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 พ.ค. 2019, 20:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 1929


 ข้อมูลส่วนตัว


Kiss
:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 6 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร