วันเวลาปัจจุบัน 05 เม.ย. 2020, 07:40  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 5 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ก.พ. 2009, 09:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ก.ค. 2008, 14:11
โพสต์: 839

ที่อยู่: สงขลา

 ข้อมูลส่วนตัว


บันไดขั้นที่ 1 มองตัวเองว่าดีและมีค่าทุกวัน ในแต่ละวันให้นึก ถึงความดี และความโชคดีของตนเอง เริ่มต้นด้วยการ ……..
1. ตื่นนอนตอนเช้า ให้ยิ้มกับตัวเอง และนึกว่าโชคดีที่ได้ตื่นขึ้นมาแล้ว
2. ให้ นึกถึงความดีของตนเอง ที่เคยทำมาแล้วในอดีต (ที่สามารถนึกได้ง่ายๆ) เช่น เคยทำบุญ เคยช่วยคนที่อ่อนแอกว่า เคยสงเคราะห์สัตว์ ฯลฯ คิดว่าตัวเองดี และมีคุณค่าที่ได้เคยทำสิ่งดีๆ และให้นึกซ้ำๆ จะได้เกิดความเชื่อตามที่นึกนั้น คุณก็จะเกิดความอิ่มเอิบใจ และเชื่อว่าตัวเองมีความดี ความเก่ง ตามความเป็นจริงในขณะนั้นด้วย คุณจะเกิดความอยากมีชีวิตอยู่ และสร้างสิ่งที่ดีๆ ให้กับชีวิตต่อไป และ
3. ต้องอวยพรตัวเองเสมอๆ อย่าแช่ง หรือตำหนิตัวเอง และอย่ารอให้คนอื่นมาชื่นชมคุณ ซึ่งมักจะไม่ได้ดั่งใจ หรือได้มาก็ไม่สมใจ

บันไดขั้นที่ 2 มองคนอื่นดี มองโลกในแง่ดี
ขั้นนี้คุณจะต้องมองว่า …..
1. ทุกๆ คน มีขีดจำกัดของความสามารถ ความดี ความเก่งกันทุกคน ตามความเป็นจริงของเขา ซึ่งไม่เท่ากัน และไม่เหมือนกันเลย
2. ส่วนความไม่ดี หรือไม่เก่งของเขา (ซึ่งมีกันทุกคน) ปล่อยให้เป็นเรื่องของเขาไป ให้มองเฉพาะส่วนที่ดีของเขาเท่านั้น ถ้าคุณทำได้เช่นนี้ คุณก็จะเป็นคนที่มองอนาคต และชีวิตดี มีความหวังที่ดีในชีวิตตลอดเวลา สองสิ่งนี้ ถ้าคุณทำเป็นนิสัย คุณจะพบว่า โลกนี้มีสิ่งที่ดีๆ และไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคต่างๆ และท้ายที่สุดก็จะกลายเป็นสุขนิยมทั้งชีวิต

บันไดขั้นที่ 3 ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
คือ …..
1. การ อยู่กับปัจจุบัน ทำกิจกรรมในวันนี้และเวลานี้ให้ดีที่สุด ทำได้แค่ไหนเอาแค่นั้น ไม่ทุกข์ร้อน หรือคาดหวังกับผลลัพธ์ของมัน ไม่ว่าจะสมใจ หรือไม่สมใจก็ตาม
2. จงชื่นชมในความตั้งใจ ทำเต็มความสามารถของตนเอง และคิดต่อว่า ในอนาคตจะต้องทำให้ดีกว่านี้ นอกจากนั้น
3. คุณต้อง เลิกจดจำ หรือนึกถึงเรื่องที่ไม่ดีที่เกิดกับคุณในอดีต เพราะการจดจำเรื่องราวที่ไม่ดีในอดีต เท่ากับคุณไปสะกิดแผลในใจ และจะทำให้คุณเจ็บปวดมากยิ่งขึ้น จนส่งผลให้ปัจจุบันคุณไม่มีความสุข และกลัวว่าอนาคตจะเกิดสิ่งที่ไม่ดีซ้ำๆ อีก

บันไดขั้นที่ 4 มีความหวังและเชื่อว่าอนาคตจะดีเสมอ
ความหวัง ความเชื่อ เกิดจากความคิดถึงบ่อยๆ หรือได้ยินบ่อยๆ
1. จงนึกและบอกกับตัวเองเสมอว่า อนาคตจะดีขึ้นอีกเรื่อยๆ จะส่งผลให้เกิดกำลังใจมากขึ้น อยากพบเห็นสิ่งต่างๆ ที่จะเข้ามาในชีวิตโดยไม่กลัว
2. มีอารมณ์ขัน และไม่จริงจังกับชีวิตมากนัก แต่จะมีความหวังที่ดีๆ ( Good Hope) อยู่เสมอ แต่อย่ามีความคาดหวัง ( Expectation) กับชีวิต เพราะถ้าคาดหวังกับชีวิต เรามักจะกลัว หรือกังวลว่าจะไม่ได้ผลลัพธ์ดังความคาดหวัง หรือเมื่อได้มาแล้วก็มักไม่พอใจ จึงอาจทำให้เกิดทุกข์ได้

บันได้ขั้นที่ 5 ปรับปรุงตัวเองเสมอ
โดยปรับปรุง 4 ส่วนที่มีความสำคัญต่อชีวิต คือ




1.
การงาน ให้มีความขยัน อดทน หมั่นหาความรู้ใส่ตัว และกล้าลงมือปฏิบัติในสิ่งที่ควรทำ จะทำให้มีการลงมือทำสิ่งใหม่ๆ ในชีวิตได้เรื่อยๆ และปรากฏเป็นผลงานที่ชัดเจน



2.
ครอบครัว จะต้องยึดหลักที่เป็นมงคลต่อกันคือ ไม่อิจฉา ไม่ระแวง ไม่แข่งขัน ไม่นอกใจ รู้จักการให้และการอภัย มีน้ำใจ และรู้จักเกรงใจกัน



3.
สังคม หมั่นสร้างมิตรเสมอ มีการให้ความสำคัญกัน ให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และพูดจากันแบบปิยะวาจา



4.
ตนเอง ต้องมีการพัฒนาตนเองเสมอ มีความภูมิใจตนเองตามความเป็นจริง สามารถให้กำลังใจตัวเองได้ และมีกำลังใจที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงตนเองไปในทางที่ดีขึ้น

.....................................................
ทำดีทุกทุกวัน เมื่อโอกาสมา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 มี.ค. 2009, 09:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ม.ค. 2009, 13:25
โพสต์: 6


 ข้อมูลส่วนตัว


:b43: พยายามทำจิตใจให้ดีทุกวัน
พยายามที่จะฝึกใจของตัวเองให้เข้มแข็ง
และมั่นคง..อ่านแล้วรู้สึกดีจังเลยค่ะ..


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 มี.ค. 2009, 10:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ก.ค. 2008, 14:11
โพสต์: 839

ที่อยู่: สงขลา

 ข้อมูลส่วนตัว


ครับสู้ๆๆๆต่อไปครับเป็นกำลังใจให้ครับ :b4: :b20:

.....................................................
ทำดีทุกทุกวัน เมื่อโอกาสมา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 มี.ค. 2009, 17:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 ม.ค. 2009, 13:25
โพสต์: 6


 ข้อมูลส่วนตัว


วันนี้รู้สึกแย่ๆๆ ทั้งวัน
แต่พอได้เข้ามาอ่าน
มันทำให้ใจสบายขึ้นมากค่ะ
จะพยามฝึกให้คิดในแง่บวก
คิดในทางที่ดี..คิดในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับตัวเรา
:b43: :b39:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 มี.ค. 2009, 16:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ก.ค. 2008, 14:11
โพสต์: 839

ที่อยู่: สงขลา

 ข้อมูลส่วนตัว


เราต้อง สร้างกำลังใจให้ตนเอง ทุกๆครั้ง ในจิตเราว่า วันนี้เราทำได้ๆๆๆๆ
เราเก่งๆๆๆๆๆๆ เราไม่เคยแพ้โชค ชะตา เหมือน หนังเรื่องถ้า ฟ้า ลิขิต
สู้ๆจนชนะโชคชะตา....โลกนี้ สมมุต มาทั้งสิ้นๆอย่าไปสนใจอะไรๆในนี้
ให้รู้อยู่ตลอดๆว่าเมื่อเราละโลกนี้ อะไรๆๆก็จบหมด ดังนั้นเรายังมีอยู่ต้องทำ
ให้ดีสุดๆๆๆๆๆไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นก็ ตอบตนเองว่า มันต้องมี ดี ไม่ดีมั้งในชีวิตไม่งั้นไม่สนุก
เกมส์ ชีวิตนี้จึงมันส์ครับท่าน
ลองฝึกนี้ ควบคู่กับทำ บุญ สมาธิ ศีล ทาน ปัญญาครับ เยี่ยมๆจริงๆๆจะบอกให้
เอกสารประกอบการบรรยาย
AUTOGENIC TRAINING
AUTOGENIC TRAINING เปนศาสตรซึ่งประยุกตมาจากหลักการสะกดจิตซึ่ง Dr.Schultz
ไดพัฒนาขึ้นมาตั้งแตป ค.ศ. 1932 และเปนที่นิยมแพรหลายในยุโรปมากกวา 50 ป ในปจจุบันได
มีการนํามาดัดแปลงเพื่อทําใหประสิทธิภาพในการนําไปใชประโยชนตางๆ ไดดีขึ้น จากการ
ประเมินผลและการศึกษาวิจัยของสถาบันเพื่อการพัฒนาจิตและกายพบวา
AUTOGENIC
TRAINING เมื่อใชควบคูหลักการสมาธิและการพัฒนาสุขภาพรางกายใหแข็งแรงจะมีประโยชนใน
กรณีตางๆ ดังตอไปนี้คือ
1. ทําใหสมาธิและความจําดีขึ้น
2. เพิ่มความเชื่อมั่นในตนเอง
3. เพิ่มประสิทธิภาพในการทํางาน
4. ชวยทําใหคุณภาพชีวิตในภาพรวมดีขึ้น
5. ชวยระงับอารมณเศราโศกเสียใจจากการสูญเสียสิ่งที่รัก
6. เพิ่มแรงจูงใจและความกระตือรือรน
7. แกปญหาเรื่องนอนไมหลับ
8. ชวยบรรเทาอาการปวด
9. ขจัดความวิตกกังวลและความรูสึกซึมเศรา
10. บรรเทาอาการปวดศีรษะ ไมเกรน และอาการปวดเรื้อรังตางๆ
11. บรรเทาอาการภูมิแพ
12. ขจัดนิสัยที่ไมดีออกไป
13. เลิกบุหรี่
14. ควบคุมน้ําหนักตัว
15. เปนคนอารมณดีอยูเสมอ สดชื่นแจมใส และสามารถปรับเปลี่ยนขอมูลใหกับจิตใต
สํานึกไดดวยตนเอง
________________________________________
Page 2
AUTOGENIC TRAINING
การศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตรเกี่ยวกับ AUTOGENIC TRAINING
ในการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตรเกี่ยวกับ AUTOGENIC TRAINING ไดมีการ
คิดขบวนการโดยหลายขบวนการดังตอไปนี้
1. การศึกษาคลื่นสมอง และ IMAGING TECHNIQUES
การตรวจวัดคลื่นสมองหรือที่เรียกวา EEG (Electroencephalogram) ไดมีการนํามาใชวัด
การเปลี่ยนแปลงในชวงที่จิตอยูในภวังค (trance) และถูกสะกดจิต (hypnosis) หลักของ EEG
เครื่องวัดความแตกตางในศักยภาพของกระแสไฟฟา (potential differences) ในบริเวณหนังศีรษะ
ซึ่งเกิดจากการไหลเวียนของกระแสไฟฟาในสมอง โดยใชชวงอิเล็คโทรนิคในบริเวณหนังศีรษะ และ
สามารใชบันทึกสภาวะทางจิตใจไดวาอยูในภาวะตื่นตัวหรือหลับ และกําหนดชวงความถี่ของคลื่น
ตามอักษรกรีกเปน alpha, beta, delta และ theta ในภาวะที่จิตอยูในภวังคหรือถูกคลื่นสมองจะ
อยูในชวง alpha waves หรือ theta waves ซึ่งจะบงบอกถึงภาวะที่ผอนคลายมากกวาในชวงของ
การนอนหลับปกติ กลามเนื้อจะมีการผอนคลายอยางเต็มที่ และการทํางานของระบบประสาท
อัตโนมัติจะมีประสิทธิภาพสูง รวมทั้งการทํางานของระบบประสาทซิมพาเทติกและพาราซิมพาเท
ติกจะทํางานกันอยางสมดุลย
ในระยะหลังไดมีการนําเอาเทคนิค MAGNETIC RESONANCE IMAGING (MRI) และ
POSITRON EMISSION TOMOGRAPHY (PET) scans มาใชในการวัดการเผาผลาญพลังงาน
และการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีของเซลลสมอง ผลการวิจัยแสดงใหเห็นอยางชัดเจน ในชวงที่จิต
อยูในภวังคจะมีการลดการทํางานของสมองซีกซายในขณะที่การทํางานของสมองซีกขวาเพิ่มขึ้น
อยางชัดเจน ซึ่งก็ตรงกับขอมูลที่มีการเสนอแนะวาการทํางานของจิตสํานึกเกี่ยวกับสมองซีกซาย
และจิตใตสํานึกเกี่ยวกับสมองซีกขวา ดังนั้นการที่จะสื่อกับจิตใตสํานึกตองกระทําในขณะที่
จิตสํานึกทํางานนอยลงกอน นอกจากนั้นยังพบวาสมองสวน LIMBIC SYSTEM ที่เกี่ยวของกับ
อารมณจะถูกกระตุนใหทํางานมากขึ้นในภาวะการสะกดจิต และเปนขอยืนยันวาจะทําใหเขาใจถึง
สภาวะทางอารมณไดอยางชัดเจนขึ้นเมื่อจิตอยูในภวังค สิ่งที่นาสนใจคือการทํางานของสมองใน
หลายชวงไมวาจะเปนการควบคุมการมองเห็น การไดยิน และการวาดจินตนาการจะทํางานได
อยางมีประสิทธิภาพขึ้นดวย
________________________________________
Page 3
2. การศึกษาดาน PSYCHONEURO IMMUNOLOGY
ในการศึกษาการทํางานของสมองและระบบภูมิคุมกันโรคพบวา การทํา autogenic
training จะมีการกระตุนใหเซลลเม็ดเลือดขาวชนิด T cells มีประสิทธิภาพในการทําลายเชื้อโรค
และเซลลมะเร็งมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีผลตอ hypothalamus ตอมใตสมองและการทํางานของ
ตอมไรทอชนิดตาง ๆ ใหมีประสิทธิภาพขึ้น ซึ่งจะเปนผลใหประสิทธิภาพในดานสุขภาพมากมาย
หลายประการ
3. การศึกษาดาน ENERGY MEDICINE
ENERGY MEDICINE เปนการศึกษาวิจัยที่วาดวยปรากฎการณพลังงานแมเหล็กไฟฟาที่
จีนเรียกวาชี่ และการแพทยแผนไทยและอินเดียเรียกวาพลังปราณ ซึ่งพลังดังกลาวเกิดจากการ
สั่นสะเทือนของอิเล็คตรอน
รอบนิวเคลียรของอะตอม ในปจจุบันเทคนิคภาพถายออรา
KERLIAN PHOTOGRAPHY ทําใหสามารถถายภาพออราของมนุษยไดและเมื่อเปรียบเทียบกอน
และหลังการฝก autogenic training จะพบวาพลังออราเรียงเปนระเบียบและมีพลังงานมากขึ้น
ขั้นตอนในการฝก AUTOGENIC TRAINING
การฝก AUTOGENIC TRAINING จะมีขั้นตอนตามแนวทางการสะกดจิตเพียงแตผูฝกจะ
เปนผูกําหนดใหใหเกิดสภาวะตางๆดวยตนเอง และไมตองใหผูอื่นมาทําหนาที่สะกดจิตตน
1. การชักนํา(INDUCTION)
ขั้นตอนนี้เปนขบวนการทําใหรางกายและจิตใจผอนคลาย โดย RELAXATION
TECHNIQUES อาทิเชน การฝกการหายใจอยางถูกวิธีการผอนคลายกลามเนื้อเปนขั้นตอน
(PROGRESSIVE MUSCLE RELAXATION)
2. ทําใหจิตอยูในภวังค(Trance)
ในขั้นตอนนี้จะเปนชวงที่สมองอยูในชวงคลื่นALPHA WAVE และจะอาศัยขบวนการวาด
จินตนาการ (VISUALIZATION) โดยเฉพาะอยางยิ่งการวาดภาพการลงจากที่สูง เชน จาก ลิฟท
ขั้นที่20 และคอย ๆลงตอจนถึงชั้นลางสุด ซึ่งการทําเชนนี้จะทําใหจิตอยูในภวังคไดงาย
________________________________________
Page 4
3. การปอนโปรแกรมจิตใตสํานึก(POST-HYPNOTIC SUGGESTIONS)
ในขึ้นตอนนี้ผูฝกจะสามารถปอนโปรแกรมใหจิตใตสํานึกทํางาน เพื่อพัฒนาตนเองและ
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหเหมาะสมยิ่งขึ้นซึ่งหากกระทําไดอยางเหมาะสมจะสามารถพัฒนาตนเอง
ไดภายในชวงระยะเวลา 21-28 วัน
4. การยุติโปรแกรม(TERMINATION)
เมื่อจะเลิกโปรแกรม AUTOGENIC TRAINING จะเริ่มตนดวยการนับเลขยอนกลับนํา
จาก 1 – 10 และทําใหรางกายทุกสวนตื่นตัว ซึ่งเมื่อสิ้นสุดโปรแกรมจะมีความรูสึกสดชื่น
แข็งแรงโดยทันที
คําถามเกี่ยวกับAUTOGENIC TRAINING
เนื่องจากขบวนการ AUTOGENIC TRAINING เปนขบวนการสะกดจิตตนเองจึงมักจะมี
คําถามบอยๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ซึ่งตอไปนี้จะไดรวบรวมคําถามที่วิทยากรของสถาบันฯ มักจะถูก
ถามอยูเสมอ
คําถามที่ 1 การฝก AUTOGENIC TRAINING มีอันตรายหรือไม?
การสะกดจิตตนเองโดยอาศัยวิธี AUTOGENIC TRAINING เปนวิธีที่มีความปลอดภัยสูง
มากขึ้นทั้งนี้เพราะจะใชกลไกที่ปกติรางกายจะมีเกิดขึ้นอยูแลว ดังที่ไดกลาวมาแลวขางตนวาใน
การที่จะฝกไดผล สมองจะตองอยูภายใตการทํางานในระดับคลื่นอัลฟา ซึ่งภาวะนี้จะเกิดขึ้นเปน
ปกติเมื่อเรานอนหลับทุกวันและในยามที่ฝนกลางวัน ในขบวนการฝกในหลักสูตรกลยุทธสูความสุข
ความสําเร็จ ทางสถาบันฯ ยังไดใชเครื่อง MIND MONITOR คอยประเมินวา ผูรับการอบรมจะเกิด
สัมฤทธิ์ในการฝกหรือไมและวิทยากรจะคอยใหคําแนะนําเพื่อใหผูเขารับการอบรมทุกคนปฏิบัติได
อยางถูกตอง
ในภาวะของการสะกดจิตตนเองจะไมมีผูใดที่ประสงคจะกระทําในสิ่งที่ตนเองไม
ตองการนอกจากนี้ขบวนการ AUTOGENIC TRAINING ยังเปนศาสตรที่มีการใชกันอยาง
แพรหลายและมีผูเคยผานการอบรมในลักษณะเชนนี้มาแลวหลายลานคนทั่วโลก จึงเปนการยืนยัน
ถึงความปลอดภัยไดดีเปนอยางยิ่ง
________________________________________
Page 5
คําถามที่ 2 การฝก AUTOGENIC TRAINING ดวยตนเองจะมีประสิทธิภาพเหมือนกับถูกสะกด
จิตโดยบุคคลอื่นหรือไม?
การฝก AUTOGENIC TRAINING จะมีประสิทธิภาพใกลเคียงกับการถูกสะกดจิตโดย
ผูเชี่ยวชาญ ถึงแมวาการถูกสะกดจิตโดยผูที่มีประสบการณและความเชี่ยวชาญอยางแทจริงใน
บางกรณีอาจจะไดผลดีกวา
แตพึงระลึกไวดวยวาการปลอยใหถูกสะกดจิตโดยบุคคลอื่นที่ไมมี
ความเชี่ยวชาญอยางแทจริงอาจกอใหเกิดอันตรายและผลขางเคียงได
นอกจากนี้การฝก
AUTOGENIC TRAINING ดวยตนเองยังสามารถฝกปฏิบัติไดโดยไมตองพึ่งพาผูอื่น และยังไม
จําเปนตองจายคาตอบแทนแกนักวิชาชีพสะกดจิตในบางครั้ง
คําถามที่ 3 การฝก AUTOGENIC TRAINING เปนประจําจะทําใหเปนคนที่ถูกชักจูงไดงายจริง
หรือไม ?
เนื่องจากการฝก AUTOGENIC TRAINING เปนการตอบสนองตอการชักนําของตนเอง
ดังนั้นจึงเปนสิ่งที่ดีสําหรับตนเองที่จะเรียนรูการควบคุมตนเองใหอยูในทิศทางที่ถูกตองใน
ขณะเดียวกันยังจะชวยใหมีแรงตานที่จะถูกผูอื่นชักจูงไปในทิศทางที่เหมาะสม อยางไรก็ตามเมื่อ
ผานการอบรมหลักสูตรนี้แลวผูเขารับการอบรมควรจะตองมีความสนใจและรักที่จะฝกตอเนื่อง
อยางสม่ําเสมอวันละอยางนอย2-3 ครั้ง โดยใชเวลาเพียงครั้งละประมาณ 5 นาทีเทานั้น
คําถามที่ 4 ในชวงฝก AUTOGENIC TRAINING จะหมดสติหรือไม?
ในชวงฝกปฏิบัติแมวาบางคนดูเสมือนวาจะหลับไปแตอันที่จริงแลวยังมีสํานึกรับรูอยูและ
จิตใตสํานึกยังทํางานไดโดยอัตโนมัติ เชนเดียวกับเวลาที่เราขับรถจิตใตสํานึกจะคอยสั่งการใหเรา
ถือพวงมาลัยเหยียบคันเรงหรือเหยียบเบรคตามเสนทางของถนนอยางเหมาะสม
คําถามที่ 5 จะมีโอกาสไหมที่ภายหลังการเสร็จสิ้นการฝกแลวจะไมสามารถตื่นขึ้นมาได ?
เปนไปไมไดเลยที่จะมีผูใดถูกสะกดจิตใหหลับตอเนื่องไปโดยตลอด
เราตองใชความ
พยายามอยางมากในการที่จะเขาสูภวังคหรือทําใหสมองอยูในระดับ อัลฟา แตเปนเรื่องที่งายมาก
ที่จะปลอยใหภาวะจิตกลับมาสูระดับปกติ อยางมากที่สุดในบางคนอาจจะทําใหเกิดภาวะที่สูการ
นอนหลับปกติและในที่สุดก็จะตื่นขึ้นมาจากการนอนหลับเชนเดียวกัน
คําถามที่ 6 ผูที่ฝก AUTOGENIC TRAINING จะประสบความสําเร็จหรือไม?
จากประสบการณการฝกอบรมของวิทยากรพบวาทุกคนที่ผานการฝกอบรม
AUTOGENIC TRAINING จะสามารถสื่อกับจิตใตสํานึกได ซึ่งเครื่องมือ MIND MONITOR จะ
ชวยในการประเมินวาผูเขารับการอบรมจะสามารถฝกจิตไดประสบความสําเร็จหรือไม โดยสรุป
อาจกลาวไดวาทุกคนภายใตการควบคุมของวิทยากรจะประสบความสําเร็จได เพียงแตบางคนจะ
ไดผลเร็วหรือชาตางกันเทานั้น
________________________________________
Page 6
คําถามที่ 7 การสะกดจิตตนเองและการฝกสมาธิแตกตางกันหรือไม?
มีความแตกตางกันบางทั้งนี้เพราะการฝกสมาธิคือ การทําใหจิตรวมเปนหนึ่งเดียวกันแต
การสะกดจิตตนเองแบบ AUTOGENIC TRAINING จะสงผลใหจิตใตสํานึกมีภารกิจที่จะตอง
กระทํา นอกจากนี้การตรวจคลื่นสมองในภาวะการสะกดจิตตนเองและการฝกสมาธิ ที่สถาบันฯ ได
ทําการศึกษาวิจัยปรากฎวามีความแตกตางกันทั้งในรายละเอียดอยางไรก็ตามในหลักสูตรนี้ผูเขา
รับการอบรมยังไดประโยชนจากการฝกสมาธิควบคูไปกับการฝก AUTOGENIC TRAINING ดวย
คําถามที่ 8 ในการที่ฝก AUTOGENIC TRAINING จะกระทําไดเฉพาะผูที่มีความเชื่อเทานั้น
หรือไม?
ไมจําเปนทั้งนี้เพราะการประสบความสําเร็จในการสื่อกับจิตใตสํานึกไมมีความสัมพันธแต
ประการใดเกี่ยวกับระดับความเชื่อของบุคคลนั้นๆ
ปรากฏวามีบุคคลจํานวนมากที่ฝกไดสําเร็จ
อยางงายดายทั้งๆ ที่ไมมีความเชื่อถือในเรื่องการสะกดจิตเลยแมแตนอย
คําถามที่ 9 ตองใชเวลามากนอยแคไหนจึงจะประสบความสําเร็จและไดประโยชนจากการฝก
AUTOGENIC TRAINING?
การฝกฝนเพื่อใหเกิดความชํานาญจะตองกระทําอยางสม่ําเสมอ หากผูเขารับการอบรม
นําเทคนิคที่ไดรับการแนะนําไปฝกปฏิบัติอยางสม่ําเสมอจะทําใหมีความชํานาญและจะใช
ระยะเวลาในแตละวันสั้นลงเรื่อยๆ
โดยทั่วไปหากหวังผลที่จะเกิดขึ้นจากการฝกมักจะประสบ
ความสําเร็จชัดเจนภายในระยะเวลา 21 วันเมื่อปฏิบัติตอเนื่อง
คําถามที่ 10 หากมีปญหาพรอมๆ กันหลายเรื่องจะแกไขโดยการฝก AUTOGENIC TRAINING
ไดผลในทุกๆ เรื่องหรือไม?
ในกรณีที่มีปญหาพรอมกันหลายๆ เรื่องโดยทั่วไปควรทําการแกไขปญหาทีละเรื่องโดยเริ่ม
จากปญหาที่งายที่สุดใหหมดไปทีละเรื่องจะไดผลดีกวา
________________________________________
Page 7
การฝก AUTOGENIC TRAINING
ในการฝก AUTOGENIC TRAINING ตองอาศัยเทคนิคและขั้นตอน 5 ประการคือ การ
เตรียมการ การฝกผอนคลาย การเขาสูภวังคลึก การปอนขอมูลจิต และการยุติขบวนการฝก ซึ่งจะ
ไดกลาวถึงในรายละเอียดตอไป
1. การเตรียมการ
ในการฝก AUTOGENIC TRAINING ควรมีการวางแผน และวิจัยในการฝกฝนอยางที่
สามารถจะกระทําไดอยางตอเนื่อง ควรเริ่มตนโดยการเลือกเวลาที่เหมาะสมในการปฏิบัติ ควร
เลือกชวงเวลาที่ดีที่สุดในแตละวันที่จะไมออนเพลียมากเกินไป และควรมีความตื่นตัวพอสมควรใน
การฝกปฏิบัติ หากชวงเชาเปนเวลาที่สะดวก อาจจะเริ่มฝกเมื่อตอนตื่นนอนใหมๆ กอนลุกจากที่
นอน หรือหากเวลากอนนอนเหมาะสมอาจใชเวลาสั้นเพื่อชวยใหหลับสบายดีขึ้น อยางไรก็ตามควร
เลือกเวลาที่ปราศจากการรบกวนจากบุคคลอื่นและสิ่งแวดลอมภายนอกจะดีที่สุด ทาที่ใชในการ
ฝกอาจเปนทานั่งหรือทานอนในอิริยาบทที่สบายก็ได และหากมีเสียงรบกวนอาจใชอุปกรณปดหู
เพื่อใหเกิดความสงบมากขึ้นก็ได นอกจากนี้การใชเสียงเพลงที่เหมาะสมและการใหกลิ่นหอมบาง
ชนิดอาจมีผลชวยทําใหการฝกปฏิบัติงายขึ้น
2. การฝกผอนคลาย
เปนขั้นตอนที่สองซึ่งตองฝกปฏิบัติเพื่อใหเกิดการผอนคลายของทุกสวนของรางกายและ
ขจัดความเครียดออกไป โดยปกติจะเริ่มฝกโดยการฝกหายใจเขาออกลึกๆ 2-3 ครั้ง ซึ่งในหลักสูตร
นี้จะไดมีการฝกฝนตามแนวหัตธาโยคะ (Hatha Yoga) ทุกครั้งที่หายใจออกใหวาดจินตนาการวา
ความเครียดกําลังถูกขจัดออกไปทุกลมหายใจออกในการผอนคลายกลามเนื้อ ทุกสวนของรางกาย
จะเริ่มจากบริเวณศีรษะลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงปลายแขนและเทา การเกร็งกําลังกลามเนื้อและ
คลายออกเปนวิธีหนึ่งที่จะชวยใหเกิดการผอนคลายไดเร็วขึ้น ขั้นตอนนี้มีความสําคัญในการฝก
AUTOGENIC TRAINING อยางมากและบางคนอาจใชเวลาแตกตางกันขึ้นอยูกับประสบการณ
และความชํานาญ ซึ่งบางครั้งก็ใชเวลานานถึงครึ่งชั่วโมง ในขณะที่บางคนใชเวลาเพียง
2-3
วินาทีเทานั้น
________________________________________
Page 8
3. การเขาสูภวังคลึก
เปนขบวนการที่จะเกิดขึ้นหลังจากการฝกผอนคลายแลว จิตจะเขาสูภวังคลึกพรอมรับการ
ปอนขอมูล ในการฝกขึ้นตอนนี้การนับจํานวนเลขจากมากมาหานอยจะเปนวิธีการที่ไดรับความ
นิยมมากที่สุดการวาดจินตภาพที่ดีจะทําใหจิตเขาสูภวังคไดดีขึ้น การวาดภาพลงจากลิฟทหรือลง
จากบันไดจะเปนเทคนิคที่ชวยเขาสูภวังคไดเร็ว ในหลักสูตรนี้วิทยากรจะไดแนะนําเทคนิคที่ชวยชัก
นําใหผูเขารับการอบรมใหเขาสูภวังคไดลึกพอเพียง
4. การปอนขอมูลจิต
เปนขบวนการที่จะกระทําไดตอเมื่อสมองอยูในระดับอัลฟาและอยูในภวังคลึกพอที่จะปอน
ขอมูลใหจิตใตสํานึกไดงาย ขอความที่ใชควรเปนขอความที่กระทัดรัดเขาใจไดงายและจดจําไดไม
ยากนัก ควรเปนขอความที่ระบุสรรพนามของตนเองและกําหนดใหอยูในปจจุบันและไมใชขอความ
ในเชิงปฏิเสธ การเลือกขอความมีความสําคัญที่จะทําใหเห็นผลเร็ว และถาหากใชขอความ
ดังกลาวแลวไมเห็นผลควรจะเปลี่ยนมาใชความใหมแทน ในหลักสูตรนี้วิทยากรผูเชี่ยวชาญจะให
คําปรึกษาในการหาขอความที่เหมาะสมสําหรับปญหาแตละบุคคล นอกจากนี้การใชจินตภาพหรือ
การคิดเปนภาพก็เปนการปอนขอมูลใหประทับลงสูจิตใตสํานึกไดอยางแนนแฟนและไดผลดี
เชนกัน ซึ่งการปอนขอมูลในแตละครั้งควรมีทั้งขอความและจินตภาพพรอมกันจะไดผลดีที่สุด
5. การยุติขบวนการฝกจิต
ซึ่งควรจะทําเปนขั้นตอนสุดทายในการฝก AUTOGENIC TRAINING ไมควรเพียงแตจะ
เปดตาและลุกไปเลย การยุติขบวนการฝก เปนขั้นตอนจะทําใหสามารถแยกแยะระดับของจิตที่อยู
ในภวังค
กับภาวะที่มีสติสัมปชัญญะไดอยางชัดเจน ซึ่งอาจเรียกวาเปนการปลุกใหตื่นจาก
ภวังคนั่นเองในกรณีที่ฝก AUTOGENIC TRAINING กอนนอนและหลับตอจากนั้นก็ยังควรที่จะ
แยกใหออกจากภาวะการสะกดจิตแลวเขาสูภาวะนอนหลับตามธรรมชาติ
การทําเชนนี้จะชวย
หลีกเลี่ยงไมใหเกิดการนอนหลับเปนนิสัยเมื่อฝก โดยทั่วไปเมื่อเสร็จสิ้นการฝกควรกําหนดจิตวาจะ
ตื่นตัวเต็มที่เมื่อนับขึ้นจาก 1 ถึง 5 หรือ10 ยกเวนในยามนอนอาจกําหนดใหเขาสูภาวะการนอน
หลับเปนธรรมชาติเมื่อสิ้นสุดการนับก็ได
________________________________________
Page 9
ขั้นตอนการฝก
AUTOGENIC TRAINING
1. ฝกปราณ
2. เกร็งกําลัง
3. ผอนคลาย
4. จินตนาการวากําลังลงจากที่สูงโดยนับถอยหลังจาก 20-0
5. ปอนขอมูลใหจิตใตสํานึก(ในสิ่งที่ทานปรารถนา)
6. ปลุกใหตื่น
1-2-3 แขนขามีกําลังกลับคืนมา
4-5-6 ทั่วทั้งรางกายมีกําลังกลับคืนมา
7-8-9 สมองสดชื่นแจมใส จิตใจเบิกบาน
เมื่อไดยินเสียงนับ10 ใหตื่นลืมตาขึ้นสมอง สดชื่นแจมใส
กฎ 10 ประการ
สําหรับปอนขอมูลใหจิตใตสํานึก
1.
ใชคําสั่งที่เปนปจจุบันกาล(ไมใชคําวา“จะ”)
2.
ตองเปนคําสั่งเชิงบวก (ไมใชคําวา“ไม”)
3.
ควรปอนขอมูลใหกับจิตฯครั้งละ 1 ไมเกิน3 คําสั่ง
4.
มีรายละเอียดบางตามสมควร มีความหมายตรงๆ
5.
ใชคําพูดงายๆไมกํากวม
6.
ใชคําพูดที่ตื่นเตน มีชีวิตชีวาและประทับใจ
7.
ขอมูลที่ปอนใหกับจิตใตสํานึก ควรมีความเปนไปได
8.
การปอนขอมูลตองปอนใหกับตนเอง และคนใกลชิดเทานั้น
9.
ขอมูลที่ปอนตองประกอบดวยสัมผัสทั้ง 5 (รูปรสกลิ่นเสียง สัมผัส) จะไดผลเร็ว
10.
ควรปอนขอมูลขณะที่ฝกAUTOGENIC TRAININGในขั้นตอนที่ 5ขณะที่อยูในอัลฟา

.....................................................
ทำดีทุกทุกวัน เมื่อโอกาสมา


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 5 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร