วันเวลาปัจจุบัน 17 ส.ค. 2019, 23:50  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.พ. 2009, 15:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

เวลากินข้าว เราไม่เพียงตักอาหารบำรุงเลี้ยงร่างกายเท่านั้น
หากยังเป็นโอกาสที่เราจะได้บำรุงเลี้ยงจิตใจด้วย
โดยเฉพาะเมื่อเรากินอย่างมีสติ รู้จักประมาณในการกิน
กินอย่างรู้คุณค่าที่แท้จริงของอาหาร
และด้วยสำนึกในบุญคุณของทุกชีวิตที่นำอาหารมาให้เรา
สติและสำนึกดังกล่าวจะช่วยบ่มเพาะจิตใจของเราให้งดงามและเป็นกุศล
นำไปสู่ชีวิตที่สงบเย็นและมีเมตตา

เวลาหายใจ เราไม่เพียงดูดออกซิเจนไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายเท่านั้น
หากยังเป็นโอกาสที่เราจะนำเอาความสงบเย็นไปหล่อเลี้ยงจิตใจด้วย
ในยามเครียดหรือเกิดโทสะ ลองหายใจเข้าลึก ๆ หายใจออกยาว ๆ สัก ๕-๑๐ ครั้ง
จิตจดจ่ออยู่ที่ลมหายใจ จะพบว่าความเครียดบรรเทาลง และจิตใจหายรุ่มร้อน
ยิ่งในยามปกติด้วยแล้ว การหายใจอย่างมีสติจะช่วยให้จิตสงบนิ่ง มั่นคงแต่อ่อนโยน
เต็มไปด้วยความรู้ตัวทั่วพร้อม

เวลาเดิน เราไม่เพียงพาตัวเองไปให้ถึงจุดหมายเท่านั้น
หากยังเป็นโอกาสที่เราจะพาใจให้เข้าถึงความผ่อนคลาย เป็นสมาธิ
เมื่อเดินอย่างมีสติรู้ตัวในทุกย่างก้าว ไม่กังวลกับจุดหมาย
ไม่สนใจว่าต้องเดินอีกไกลเท่าใด ไม่เร่งเร้าว่าเมื่อไหร่จะถึง
เมื่อนั้นเราจะเป็นอิสระจากระยะทางและเวลา
การเดินจึงกลายเป็นการพักใจในทุกก้าว แม้กายเหนื่อย แต่ใจหาเหนื่อยไม่

ทุกอิริยาบถ ทุกกิจกรรมในชีวิตประจำวัน
แม้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของร่างกายล้วน ๆ
แต่แท้ที่จริงแล้วมีมิติด้านจิตใจมาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ
เป็นมิติที่มากไปกว่าการใช้สมองหรือความคิด
หากเป็นมิติที่สัมพันธ์กับความปกติสุข(หรือความทุกข์)ในระดับจิตวิญญาณ
ทุกขณะและทุกการกระทำของเราล้วนแยกไม่ออกจากมิติทางจิตใจ
กล่าวคือ ล้วนส่งผลต่อจิตใจ ไม่ว่าในทางบ่มเพาะหรือบั่นทอน
หล่อเลี้ยงหรือตัดรอนความสงบเย็นของชีวิตด้านใน

ชีวิตที่สนใจแต่มิติด้านกายภาพ มุ่งตักตวงความสุขทางกาย
หรือความพรั่งพร้อมทางวัตถุ โดยไม่คำนึงถึงมิติด้านจิตใจ
เอาแต่ปรนเปรอร่างกาย โดยละเลยการบำรุงเลี้ยงจิตใจ
ชีวิตดังกล่าวย่อมเป็นชีวิตที่ยากจะพบกับความสงบสุข
มีแต่จะรุ่มร้อนเพราะความอยากที่ไม่รู้จักพอ
ขณะเดียวกันจิตใจก็แส่ส่ายทุรนทุรายเนื่องจากขาดความสุขที่แท้
จึงต้องดิ้นรนแสวงหาโดยนึกว่า ทรัพย์สมบัติจะนำความสุขที่แท้มาให้
แต่สุดท้ายก็ต้องผิดหวัง จึงต้องดิ้นรนแสวงหาต่อไปไม่รู้จบ
ชีวิตเช่นนี้เป็นชีวิตที่ติดลบ แม้จะมีทรัพย์สมบัติท่วมหัวก็ตาม

มนุษย์ทุกคนย่อมปรารถนาความสงบเย็นภายใน
ความสงบเย็นแบบนี้หาซื้อไม่ได้ จะได้มาก็จากชีวิตด้านในที่เจริญงอกงาม
หรือจากจิตใจที่ได้รับการบำรุงเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอเท่านั้น
ผู้ที่เห็นคุณค่าของชีวิตด้านในย่อมแสวงหาสิ่งดีงาม
มาบำรุงเลี้ยงจิตใจอยู่เป็นนิจ สิ่งดีงามนั้นได้แก่ความปรารถนาดี (เมตตา)
การเผื่อแผ่และเสียสละ (จาคะ) ความตั้งมั่นและความสงบใจ (สมาธิ)
ความรู้ตัวและไม่หลงลืม (สติ) ความรู้ความเข้าใจในเรื่องชีวิตจิตใจ (ปัญญา) เป็นต้น

เพียงแค่หยุดคิดแล้วหันมามองดูตน
เราย่อมเห็นได้ไม่ยากว่า อะไรคือสิ่งที่ชีวิตจิตใจของเราปรารถนาอย่างแท้จริง
แต่ในยุคนี้ดูเหมือนว่าทำเพียงเท่านี้ก็นับว่ายากแล้ว
เพราะนอกจากชีวิตจะเร่งรีบจนแทบไม่มีเวลาว่างแล้ว
แม้ในยามที่มีเวลาว่าง อะไรต่ออะไรก็พากันแย่งเวลาเราไปจนหมด
ไม่ว่าโทรทัศน์ วีดีโอ โทรศัพท์มือถือ อินเตอร์เน็ต หรือสถานบันเทิง

ยิ่งกว่านั้นก็คือกระแสเงินตราที่ไหลบ่ามาแรง
โดยเฉพาะสังคมไทยในพ.ศ.นี้และพ.ศ.หน้า
ไม่เพียงสินทรัพย์จะถูกแปรเป็นทุนเท่านั้น
หากแต่สรรพสิ่งก็กำลังถูกแปรเป็นเงินตรา
ขณะที่วัฒนธรรมของชาติกำลังถูกแปรเป็นวัฒนธรรมเชิงท่องเที่ยว
เพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศ คาสิโนและโต๊ะพนันบอลก็ทำท่าจะเดินตามหวย
คือถูกขุดขึ้นมาจากใต้ดินเพื่อเป็นขุมเงินขุมทองให้รัฐ
เงินกำลังกลายเป็นเป้าหมายสูงสุดของคนในชาติ
และกลายเป็นเกณฑ์วัดความสำเร็จและความเจริญของทุกสิ่ง
ตั้งแต่บุคคล องค์กร ชุมชน ไปจนถึงประเทศชาติ
ใช่แต่เท่านั้นเงินยังทำท่าแพร่สะพัดสุดแต่ว่าใครจะไขว่คว้าได้แค่ไหน
ไม่ว่าเงินกู้ในรูปเครดิตการ์ดที่ธนาคารแข่งกันออก
เงินล้านที่หลั่งไหลสู่ชุมชนเพื่อเอาชนะความยากจน
และเงินลงทุนอีกหลายแสนล้านของรัฐบาลในโครงการนับไม่ถ้วน

ในยุคที่เงินตราเป็นตัวกำหนดทุกสิ่ง รวมทั้งความถูกต้อง
จนแฟชั่น "นมหก" กลายเป็นเรื่องธรรมดา
เพราะจำเป็นสำหรับการสร้างเมืองไทยให้เป็นตลาดแฟชั่นชั้นนำของโลก
การที่ผู้คนจะแลเห็นอะไรที่ลึกซึ้งไปกว่าวัตถุเงินตรา ย่อมเป็นเรื่องยาก
อย่าว่าแต่เรื่องจิตวิญญาณเลย แม้กระทั่งศักดิ์ศรี สิทธิมนุษยชน
หรือสิทธิเสรีภาพ ซึ่งเป็นเรื่องโลกย์ ๆ ก็แทบไม่มีความหมายเสียแล้ว
เมื่อเทียบกับความมั่งคั่งหรือการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ในยามที่เงินเป็นพระเจ้านี้ สิ่งสำคัญก่อนอื่นใดคือการมีสติยั้งคิด
ไม่หลงใหลไปตามกระแสและหรือลุ่มหลงกับมายาภาพ
จนลืมไปว่า มีเงินมากเท่าไหร่ ก็ไม่มีความหมายหากชีวิตติดลบ
ติดลบเพราะหิวโหยความสงบเย็นภายใน
ชีวิตเช่นนี้ว่างเปล่าเพราะหาสาระที่แท้ของชีวิตไม่เจอ
ใช่หรือไม่ว่าในที่สุดชีวิตเช่นนี้ย่อมกลายเป็นชีวิตที่กัดเจ้าของ

ปีใหม่นี้ถึงแม้เงินจะปลิวว่อนในอากาศมากกว่าเดิม
ก็อย่าหลงเพลินกับการไขว่คว้าเงินจนลืมชีวิตด้านในของตนเอง
พึงตระหนักว่าทุกขณะและทุกอิริยาบถล้วนมีความสำคัญต่อชีวิตด้านใน
ลึกลงไปในทุกกิจกรรมคือโอกาสแห่งการบ่มเพาะจิตใจ
และการนำความสงบเย็นมาสู่จิตวิญญาณ
พยายามใช้ทุกกิจกรรมเพื่อการสร้างความไพบูลย์งดงามแก่จิตใจ
แทนที่จะทุ่มเททุกหยาดเหงื่อให้กับการแสวงหาเงินตราและวัตถุสถานเดียว

ที่ขาดไม่ได้ก็คือการหาเวลาสงบ ๆ ให้แก่ตนเอง
เพื่อไตร่ตรองมองตนและปล่อยวางจากสิ่งข้องขัดที่สะสมมาตลอดทั้งวัน
เวลาดังกล่าวสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการเติมความสงบเย็นให้แก่จิตใจ
ถ้าทำได้เช่นนี้ ชีวิตย่อมเต็มอิ่มและนำความสุขใจมาให้ทุกขณะจิต

คัดลอกจาก...
http://www.budpage.com/ba102.shtml

:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ก.พ. 2009, 15:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 12 พ.ค. 2008, 09:39
โพสต์: 219


 ข้อมูลส่วนตัว


โมทนาครับ สาธุ..

:b8: :b4:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร