วันเวลาปัจจุบัน 31 ต.ค. 2020, 15:30  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=7



กลับไปยังกระทู้  [ 5 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ต.ค. 2009, 10:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

...เราเห็นทุกข์แล้ว​​เราก็มีโอกาสประพฤติปฏิบัติ ​​ความทุกข์​​เป็นอาจารย์ของเรา
​​แต่​​ความทุกข์ทางกายก็ถือว่า​​เป็นเรื่อง​​ธรรมดาของสังขาร ​​
แต่​​ความทุกข์ทางใจเกิดจาก​​ความคิดผิด ​​ความเห็นผิด
เกิดจากมุมมอง​​ที่ไม่ตรงตาม​​ความ​​เป็นจริง...
วันแรกของ​การปฏิบัติธรรมอย่างเข้มข้น เรามีเวลาอยู่​ไม่กี่วัน ​
เพราะฉะนั้น​ เรา​ต้องพยายามตั้งอกตั้งใจให้มาก ​เพื่อเรา​จะ​ได้รับประโยชน์


​การปฏิบัติธรรม ​คือ การให้เวลา​กับการมารู้จัก​กับตนเอง ​
พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่า ชีวิต​คือทุกข์
​แต่​ความหมายของท่านนั้น​ก็ไม่​ได้หมาย​ความว่า ชีวิตของเรา​เป็นทุกข์ทุกวินาที
หรือชีวิตของเรา​ต้อง​เป็นทุกข์ตลอดกาลนาน
​ความหมายของท่านก็​คือ ชีวิตของผู้​ที่มีกิเลสย่อมมีทุกข์ไม่มากก็น้อย
มีกิเลสมากก็ทุกข์มาก มีกิเลสน้อยก็ทุกข์น้อย หมดกิเลส​เมื่อไรก็หมดทุกข์​เมื่อนั้น​


ท่านจึงสอนเรื่อง​อริยสัจสี่ ทุกข์ เหตุให้การเกิดทุกข์ ​ความดับทุกข์ หนทาง​ไปสู่​ความดับทุกข์


เราเห็นทุกข์แล้ว​เราก็มีโอกาสประพฤติปฏิบัติ ​ความทุกข์​เป็นอาจารย์ของเรา ​
แต่​ความทุกข์ทางกายก็ถือว่า​เป็นเรื่อง​ธรรมดาของสังขาร
​แต่​ความทุกข์ทางใจเกิดจาก​ความคิดผิด ​ความเห็นผิด
เกิดจากมุมมอง​ที่ไม่ตรงตาม​ความ​เป็นจริง


ยุงกัด ​ถ้ายุงกัดก็เจ็บ เราอาจ​จะคัน นั่น​เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง​
ธรรมชาติของยุง ธรรมชาติของร่างกายมนุษย์ ​เป็นเรื่อง​ธรรมดา ​
แต่​ความทุกข์ทางใจ ​คือ ​ความรำคาญ ​ความไม่ชอบ ​ความรังเกียจ ​เป็นต้นนั้น​
ธรรมชาติไม่บังคับ ไม่​ได้เกิด​กับคนทุกคน ​
และ​แม้ตัวเรา ​ถ้าเรา​กำลังเบื่อยุงกัดแล้ว​ มันก็รู้สึกรำคาญมาก
เราไม่อยากอยู่​​ที่นี่อีกแล้ว​ มันกัดก็ยิ่งทรมานใหญ่


​ถ้าเราอยู่​​ที่ไหน มี​ความพอใจ​ที่​จะอยู่​ตรงนั้น​ ยุงกัดแทบ​จะไม่สังเกต
นั้น​อารมณ์ทางใจไม่ใช่ของถูกธรรมชาติบังคับ


​ถ้าเราฉลาด เราก็ยัง​สามารถ​ได้กำไรจากทุกขเวทนา หรือธรรมชาติของกาย​ได้ ​
ถ้ายุงกัด เราก็คิดอยู่​ในใจว่า ดีนะ ไม่ง่วง ​ถ้ายุงไม่กัด สบายเกิน​ไป อาจ​จะง่วง
คิดอย่างนี้ก็ไม่ค่อย​จะทุกข์ นั้น​การ​ใช้สติปัญญาของเราให้พลิกแนว​ความคิด
จาก​ความคิด​ที่ส่งเสริม​ความรำคาญ ทำให้อารมณ์​ที่​เป็นอกุศลเพิ่มมากขึ้น​
คิดซะให้​เป็น​ความคิด​ที่ทำให้​ความไม่สบายใจ ​ความไม่พอใจ ​ความยินร้ายลดน้อยลง
นี่​คือวิธีแก้กิเลส​ที่เราเรียกว่านิวรณ์


นิวรณ์​ซึ่ง​เป็นอุปสรรคสำคัญในการประพฤตินั้น​ มีห้าข้อ
ข้อ​ที่สองเรียกว่า ​ความพยาบาท​ ​ความพยาบาท​มีตั้งแต่หยาบ​ไปหาละเอียด
มี​ความรู้สึกไม่พอใจ ขัดเ​คืองใจ ไม่ว่าต่อสิ่งนอกตัวเราหรือภายในตัวเรา ก็​เป็นนิวรณ์​ทั้งนั้น​
ให้ชื่อว่าพยาบาท​ พยาบาท​นิวรณ์


การประพฤติปฏิบัติ​คือการฝึกให้รู้เท่าทัน ไม่เชื่อ​ความคิด ไม่เชื่ออารมณ์​ที่เกิดขึ้น​ในใจเรา
​ความเชื่ออารมณ์​เป็นอย่างไงก็​เพราะเกิดทุกขเวทนาทางกาย ​
ความเจ็บปวด ปวดเข่า ปวดหลัง ปวดเอว รับรู้แล้ว​ ก็ปรุง​แต่งด้วย​ความไม่พอใจ ไม่ชอบ


​ถ้าไม่มีสติเลย​ เรา​จะกระโดดเลย​จากไม่ชอบ ​เป็นมันไม่ดี
นั่นก็ไม่ดี อันนี้ก็​ใช้ไม่​ได้ อันนี้ก็แย่มาก นี่คำพูดจากคนไม่มีสติ
เพราะพูดจาก​ความรู้สึกของตัวเอง ​เอา​เป็นอาการสากล​ไปเลย​
คือ​เอา​เป็นธรรมชาติ ​เอา​ไปโทษธรรมชาติว่าไม่ดี อย่างนั้น​ไม่ดีเลย​ อย่างนั้น​​ใช้ไม่​ได้
แปลเราไม่ชอบ อยากให้​เป็นอย่างอื่น
เรา​เอาอะไร​มา​เป็นเครื่องวัดว่าสิ่งนั้น​ไม่ดี นอกจาก​ความรู้สึกของเรา ​
และ​ความรู้สึกของเรา​เป็นเครื่องวัด​ที่ไว้ใจ​ได้ไหม
ใน​เมื่อ​ความรู้สึกของเราเปลี่ยนแปลงอยู่​ตลอดเวลา


​ความท้อแท้ใจ ​ความไม่เชื่อมั่นในตัวเอง ​ความกลัวทุกข์จึงทำให้ชีวิตของเราคับแคบ
​ความกลัวทุกข์​เป็นตัวสำคัญ หลายสิ่งหลายอย่าง เราไม่บรรลุเสียที
เราไม่เข้าถึงสักทีเพียง​เพราะกลัว​ความทุกข์​ที่อาจ​จะเกิดขึ้น​ใน​ระหว่างการแสวงหาสิ่งนั้น​
หรือใน​การปฏิบัติ​เพื่อแสวงหาสิ่งนั้น​


​เมื่อเรามีสติ เราก็รู้ว่านี่​คือแค่​ความกลัว ก็​เอาอารมณ์​ที่ปรากฏในปัจจุบัน​เป็น​ที่กำหนด
ไม่ตามเหตุผล ตาม​ความคิดปรุง​แต่งต่าง ๆ​ เช่น ถามตัวเองว่า เดี๋ยวนี้มีอารมณ์อะไร​อยู่​ ​
ความรู้สึกอะไร​อยู่​ ​ถ้ามี​ความจริงใจ​กับ​การปฏิบัติ​จะมีคำตอบว่า
กลัวลำบาก กลัวทุกข์ กลัวไม่สบาย


​ถ้าถามตัวเองต่อ​ไปว่า แน่ใจหรือว่า​จะทุกข์ แน่ใจว่า​จะทุกข์อย่าง​ที่คิด เราก็แน่ใจไม่​ได้
น่า​จะ น่า​จะทุกข์ ​แต่เราก็ไม่รู้ อาจ​จะยากกว่า​ที่คิดกว่าก็​ได้ อาจ​จะทุกข์มากกว่า​ที่คิดก็​ได้
​แต่อาจ​จะทุกข์น้อยกว่า​ที่คิดก็​ได้ ​แต่เราไม่รู้


นี่​คือ​ความอ่อนน้อมถ่อมตนของผู้มีปัญญา ยอมรับว่าสิ่ง​ทั้งหลาย​ทั้งปวงแปรผัน
เราไม่มีทางรู้แน่นอน มัน​จะมีการเปรียบเทียบพุทธศาสนา​กับวิทยาศาสตร์
ถึงขั้น​ที่ว่า บางคนก็ไม่ยอมรับว่า​เป็นพุทธศาสนา​เป็นศาสนา ถือว่า​เป็นวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่ง​
ว่า​เป็นอันหนึ่ง​อันเดียวกัน ถาม​เป็นวิทยาศาสตร์อย่างไร ว่า​เป็นสิ่ง​ที่พิสูจน์​ได้


​แต่เราควร​จะศึกษาเรื่อง​นี้ให้ดีหน่อย​ แล้ว​ถามว่า คำว่าพิสูจน์​ได้แปลว่าอะไร​
การพิสูจน์อะไร​ก็แล้ว​​แต่ ​ต้องอาศัยศรัทธา​ความเชื่อ ศรัทธาอะไร​ ​ความเชื่ออย่างไร
เราก็​ต้องเชื่อในเครื่องพิสูจน์ของเรา ​คือ เราพิสูจน์อะไร​ เราก็​ต้องมีเครื่องพิสูจน์
แล้ว​เรารู้​ได้อย่างไรว่าเครื่องพิสูจน์ของเรา​ใช้​ได้ ​ต้องเชื่อ
งั้นทุกสิ่งทุกอย่างมัน​ต้องถึงจุดหนึ่ง​​ที่เรา​ต้องยอมรับว่า ไม่รู้ ​
ต้องยอมรับว่า ​ต้องไว้ใจไว้ก่อน เชื่อไว้ก่อน


อย่างว่าเราถามนักวิทยาศาสตร์ว่า ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์​ทั้งหลาย
สิ่ง​ที่เคยพิสูจน์ในอดีต พิสูจน์​ได้ไหมว่า สิ่งนั้น​​ที่เคย เอ้า สมมติว่าสิ่ง​ที่เราเคยพิสูจน์​เมื่อเช้า​นี้
​ซึ่งเราถือว่า​เป็น​ความจริงทางวิทยาศาสตร์ พิสูจน์​ได้ไหมว่าพรุ่งนี้มัน​จะยัง​เป็น​ความจริงอย่างนั้น​
มันพิสูจน์ไม่​ได้ การพิสูจน์มัน​เป็นเรื่อง​ลึกซึ้งกว่า​ที่เราคิด


​แต่ในการประพฤติปฏิบัตินี่ยังน้อย เรารู้สึกว่า​ จิตใจของเรายัง​เป็นเครื่องพิสูจน์ธรรมะ​ที่ไม่สมบูรณ์
ตามหลักพุทธศาสนาถือว่า จุดเริ่มต้นของการศึกษา​ที่แท้จริง
​คือ จิตใจ​ที่ปราศจากนิวรณ์ เหมือนเครื่องมือ มันก็​ต้องอยู่​ในสภาพ​ที่​ใช้งาน​ได้
จิตใจของเราเหมือนเครื่องมืออย่างหนึ่ง​ จิตใจของคนธรรมดา
จิตใจ​ที่ขาดการฝึกอบรม ยังไม่อยู่​ในสภาพ​ที่​ใช้งาน​ได้


อานิสงส์ของการฝึกจิตข้อหนึ่ง​ ​คือ สภาพ​ที่​พระองค์เรียกกว่า กัมมะนีโย
หรือ ควรแก่งาน ควรแก่งานอะไร​ ควรแก่งาน ​คือการแสวงหา​ความจริงของชีวิต ​
ที่นี้จิตใจของเราไม่มี​ความเข้มแข็งพอ เราตั้งใจคิด ตั้งใจพิจารณาเรื่อง​อะไร​ก็ตาม
จิตใจไม่​สามารถ​จะอยู่​​กับเรื่อง​นั้น​อย่างต่อ​เนื่อง​ได้ ไม่กี่วินาทีมันก็​ไป​ที่อื่น ใช่ไหม
อันนี้ก็เห็น​ได้ง่ายจากการพยายามดูลมหายใจเข้าลมหายใจออก


​ถ้าจิตใจของเราอยู่​ในสภาพ​ใช้งาน​ได้ เราก็น่า​จะสั่งมัน​ได้แล้ว​
อยาก​จะคิดอะไร​ก็ให้คิดเรื่อง​นั้น​สักห้านาทีซะ สิบนาทีซะ
คิดเรื่อง​งานก็ให้คิดตามแนวนี้ซะสิบนาที สิบห้านาที ​
แต่เราทำไม่​ได้​ใช้ไหม บังคับไม่อยู่​ ​เพราะไม่เคย


ดูลมหายใจเข้าลมหายใจออก​เป็นต้น ไม่กี่วินาทีเรื่อง​อื่นก็แทรกเข้ามา
ดูลมหายใจลมหายใจออก แล้ว​ก็ ตายละ ​ไปคิดเรื่อง​อะไร​ก็ไม่รู้ ใช่ไหม ​
ไปคิดถึงเรื่อง​​ที่บ้าน ​ไปคิดเรื่อง​​ที่ทำงาน คิดเรื่อง​ปัญหาชีวิต คิดเรื่อง​คนนั้น​ เรื่อง​คนนี้
คิดเรื่อง​ข่าว​ที่อ่านในหนังสือพิมพ์​เมื่อเช้า​นี้ คิดถึงเพลง​ที่ฟังในรถ​เมื่อกี้นี้
คิดเรื่อง​กีฬา คิดเรื่อง​ซื้อของ คิดเรื่อง​สารพัดอย่าง


ทุกครั้ง​ที่เราทำอะไร​ พูดอะไร​ คิดอะไร​ด้วยจิต​ที่ขาดสติ มันก็ทิ้งร่องรอยอยู่​ในใจ
พอเรา​จะกำหนดรู้ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง​ จิตใจก็เลย​ไม่มีคุณภาพพอ ไม่มี​ความเข้มแข็งพอ
​เพราะเต็ม​ไปด้วยของเก่า มีอะไร​คั่งค้างอยู่​ในจิตเยอะแยะ


​ถ้าในการทำสมาธิภาวนา เรามีโอกาส​ได้รู้ถึงจิตใจของตนว่า อยู่​ในสภาพอย่างไร
อยู่​ในสภาพ​ที่​ใช้​ได้หรือยัง สภาพ​ที่​ใช้​ได้​เป็นอย่างไร
ก็​คือสภาพ​เป็นอิสระ ไม่​เป็นอิสระ​เป็นอย่างไร ก็​คือจิตใจวิ่งตามสิ่ง​ที่มากระทบตลอดเวลา
ยกตัวอย่างง่าย ๆ​ ​เขาสรรเสริญ ก็ดีใจ นินทาเราก็เสียใจ ​เป็นอัตโนมัติ ​
ถ้าเราไม่ปฏิบัติธรรมแล้ว​ เรา​จะพ้นจากสัญชาตญาน พ้นจากระดับตอบสนองตาม​โดยอัตโนมัติ
ตาม​ความเคยชิน​ได้ยากมาก แทบ​จะไม่มีทาง


​แต่เราหลอกตัวเองว่า เรา​เป็นตัวของตัว หลอกตัวเองว่า​เป็นเจ้าของชีวิต
หลอกตัวเองว่า​เป็นอิสระ หลอก​ได้ ​เพราะไม่เคยมองเห็น ไม่เคยดู​ความจริง


​แม้​ความคิดเห็นต่าง ๆ​ เกี่ยว​กับชีวิตมัก​จะมีพื้นฐานมาจาก​ความรู้สึกต่างๆ​
อาตมาตอน​ที่ยังไม่บวชก็​ไปทำงาน​ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์มี​เพื่อนสามสี่คน
​เป็นคอมมิวนิสต์ มี​เพื่อนผู้หญิงก็​เป็นคอมมิวนิสต์รุนแรงมาก เถียงกันทุกวัน
คุย​ไปคุยมา การ​ที่​เป็นคอมมิวนิสต์​เพราะอะไร​ ​เพราะพ่อ​เป็นเจ้าของโรงงาน
แล้ว​​เขาเถียง​กับพ่อ เกลียดพ่อ ก็เลย​​เป็นคอมมิวนิสต์ประชดพ่อ ​แต่​เขาไม่ยอมรับ ​
เพราะ​เขาเชื่อว่า​ที่​เขาชอบ​เพราะทฤษฎีของคาร์ล
มาร์กซนี่ลึกซึ้งมาก ​ได้คุยกัน​ไปกันมา ก็ไม่ใช่เท่าไร


แนว​ความคิดทางการเมือง แนว​ความคิดเรื่อง​ต่าง ๆ​
บางทีมันเกิดจาก​ความรู้สึกอคติต่อคนใดคนหนึ่ง​
หรือปฏิกิริยาหรือประสบการณ์บางสิ่งบางอย่างในตอนเด็กก็​ได้
​ถ้าเราไม่มองดูข้างในเราก็มองไม่เห็น


ชีวิตของเรามันจึงเหมือนหุ่นกระบอกมากกว่า​จะ​เป็นชีวิตของมนุษย์ ​
ทั้ง ๆ​ ​ที่มีเงินมีทอง​ไปไหนก็​ไป​ได้ ​แต่มันก็ยังอยู่​ในกรอบ​ที่คับแคบ
กรอบ​ที่คับแคบหมายถึง​ความคิดเห็น ​ความยึดมั่นถือมั่นต่าง ๆ​


การทำสมาธิจิตไม่สงบเลย​ ดี เรา​จะ​ได้ไม่ลืมตัว ไม่หลงตัว
เราจึงรู้ว่ามีงาน​ต้องทำเยอะ จิตใจของเราไว้ใจไม่​ได้
จิตใจของเรายัง​เป็นเหยื่อของอารมณ์ พอเกิด​ความรู้สึกว่า​ชอบ
วิ่งตามสิ่งตนเองชอบ ​ต้อง​เอาให้​ได้ นี่ลักษณะของเด็กไม่ใช่ลักษณะของผู้ใหญ่
เจอสิ่ง​ที่ไม่ชอบ ไม่​เอา เห็นไหม
นี่ลักษณะของเด็กหรือผู้ใหญ่ อาตมาว่า​เป็นลักษณะของเด็กนะ


เช่น เด็กอายุสองขวบกว่า มัน​จะมีช่วงหนึ่ง​​จะพูด​แต่คำเดียวว่า
ไม่​เอา ไม่​เอา ไม่​เอา ตลอดเวลา ​แต่จริง ๆ​ แล้ว​ เราก็ยัง​เป็นกันอยู่​ทุกคน
เพียง​แต่ว่าไม่กล้าพูด มันเด็กไร้เดียงสา ​แต่ภายในใจเราก็ยังร้องดังลั่นอยู่​ ว่า
ไม่​เอา ไม่​เอา ไม่​เอา ​เป็นเรื่อง​ธรรมดา ​
ถ้าไม่ฝึกจิตก็​เป็น​ไปตามสัญชาตญานนี้อยู่​ตลอดเวลา ชีวิตอย่างนี้ไม่มีคุณภาพ ​
ถ้าเราฝึกจิตลำบากก็จริง ​แต่ว่ามันก็มีประโยชน์ จำ​เป็นไหม


ก็แล้ว​​แต่​จะจำกัด​ความของคำว่าจำ​เป็น ​จะว่า​ไปแล้ว​ หายใจเข้า หายใจออกก็จำ​เป็น
​เพราะหายใจออกแล้ว​ไม่เข้าก็ตาย อย่างนั้น​อาตมา​จะถามต่อ​ไปว่า มีชีวิตจำ​เป็นไหม
มันจำ​เป็นอย่างไร ​เอาอะไร​​เป็นหลักตัดสินว่า อะไร​จำ​เป็นหรือไม่จำ​เป็น ​
เอาแค่มีชีวิตหายใจ​ได้ว่าจำ​เป็น หรือว่า​จะ​เอาอะไร​ว่าจำ​เป็น
บางคนฆ่าตัวตาย​เพราะเห็นว่าชีวิตไม่จำ​เป็น ไม่จำ​เป็น​ต้องอยู่​
งั้นเรา​ต้องคิดให้ดีใช่ไหมว่า ​ต้องการชีวิตอย่างไร ชีวิต​ที่ดีงาม​เป็นอย่างไร
ชีวิต​ที่เราภูมิใจ​ได้​เป็นอย่างไร


ท่านเจ้าคุณพุทธทาสบอกว่า ​ต้องการ ควร​จะปฏิบัติให้มีชีวิต​ที่ว่าทบทวนตอนกลางคืนว่า
วันนี้เรา​ได้ทำอะไร​บ้าง พูดอะไร​บ้าง ไหว้ตัวเอง​ได้
​ถ้าอย่างนี้เรียกว่า​ใช้​ได้ ไหว้ตัวเอง​ได้ อยาก​จะไหว้ตัวเอง ​เพราะมันดีมันงาม
สร้างประโยชน์ตน สร้างประโยชน์คนอื่น


อย่างว่าบางคนบอกว่า ไม่​ต้องลำบากลำบน ทรมานตนเอง
ตื่น​แต่เช้า​ ทานมื้อเดียว สองมื้อเนี่ยทรมานเปล่า ๆ​ มันไม่ใช่ทรมานเปล่า ๆ​
มันทรมานมีประโยชน์ เรื่อง​ทรมานไม่ห้ามหรอก
​แต่ขอให้ทรมานมี​ความรู้​ความเข้าใจในเหตุผล สิ่ง​ที่รู้สึกว่า​ทรมานแรก ๆ​
อยู่​​ไปอยู่​มาก็ไม่ทรมานเลย​ บางทีก็ทรมาน​เพราะ​ความคิดเสียมากกว่า


แล้ว​ก็บอกว่ามันอยู่​​ที่ใจ เคย​ได้ยินไหม มันอยู่​​ที่ใจ ​พระพุทธเจ้าไม่​ได้สอนอย่างนั้น​
ท่านบอกว่า มันอยู่​​ที่กาย มันอยู่​​ที่วาจา มันอยู่​​ที่ใจ
แล้ว​​พระพุทธองค์จำกัด​ความของบัณฑิตผู้มีปัญญาว่า
ผู้ไม่เบียดเบียนตน ผู้ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ​แต่คำว่าเบียดเบียนนี่​เป็นคำลึกซึ้งเหมือนกัน


​แต่ใน​ที่นี้ขอสังเกตเพียงแค่ว่า ท่าน​เอาพฤติกรรม​เป็นเครื่องวัดปัญญา ​
เอาปัญญา​เป็นเครื่องวัดพฤติกรรม ​พระพุทธองค์ทรงเปรียบเทียบเหมือน​กับการล้างมือ
มือหนึ่ง​​คือศีล มือหนึ่ง​​คือปัญญา ล้าง​ซึ่งกัน​และกัน ศีลก็ล้างปัญญา ปัญญาก็ล้างศีล


​ถ้าเรามีปัญญา ศีลเรา​จะบริสุทธิ์ ​จะรักษาศีลง่าย ​เพราะเห็นโทษในการไม่รักษา
เห็นคุณประโยชน์ในการรักษา
มี​ความฉลาดในการหากุศโลบายในการรักษาศีลของเราไม่ให้มีมลทิน


​เมื่อศีลเราบริสุทธิ์แล้ว​ จิตใจปราศจาก​ความเดือดร้อน มี​ความเชื่อมั่นในตัวเอง
ไว้ใจตัวเอง​ได้มากขึ้น​ จิตใจไม่ฟุ้งซ่านวุ่นวาย ไม่เสียดาย ไม่มีอะไร​ปิดบังอำพราง
ไม่มีอะไร​​ที่​จะ​ต้องอาย ไม่มีอะไร​​ที่​จะ​ต้องเขิน จิตใจสงบระดับ ปัญญา ​ความรู้
​ความเข้าใจในชีวิตก็เพิ่มก็ผุดขึ้น​มาตลอดเวลา เรียกว่า ​เป็นนักศึกษา​โดยแท้
เจออะไร​ในชีวิต แทน​ที่​จะวิ่ง​ไปตาม​ความรู้สึก​ที่เกิดขึ้น​
ว่าชอบหรือไม่ชอบ ​สามารถเรียนรู้ ​สามารถ​ได้กำไร ​แม้จากสิ่ง​ที่เราไม่ชอบ


งั้นชีวิตของผู้มี​แต่กิเลส มี​แต่นิวรณ์เต็มสมอง เต็มหัวใจ ก็​เป็นอย่างหนึ่ง​ ​
ความรู้สึกของชีวิตก็​เป็นอย่างหนึ่ง​ ​
ความรู้สึกของผู้​ที่​สามารถน้อมนำจิตใจอยู่​เหนือนิวรณ์เหนือกิเลสก็​เป็นอีกอย่างหนึ่ง​
เราก็พูดกัน​ได้ยากเหมือนกัน ​คือหลายสิ่งหลายอย่างอาศัยประสบการณ์


แม่คุย​กับลูกเรื่อง​​ความ​เป็นแม่ ​ถ้าลูกยังไม่มีลูกของ​เขา ก็ไม่มีวัน​จะเข้าใจอยู่​ดี ​
เพราะ​ต้องมีประสบการณ์ มัน​ต้องรู้เอง หลายสิ่งหลายอย่างก็เหมือนกัน
หรือว่าภาพสองมิติ ​กับ ภาพสามมิติ สมมติว่า คนเคยเห็น​แต่ภาพสองมิติ
แล้ว​อยาก​จะรู้ว่าภาพสามมิติ​เป็นอย่างไร อธิบายยากใช่ไหม ​เพราะ​เขาไม่เคยเห็น


บางสิ่งบางอย่าง รู้ก่อนจึงค่อยทำ บางสิ่งบางอย่างรู้ก่อนไม่​ได้ ​ต้องทำจึง​จะรู้
​ที่นี้ในการประพฤติปฏิบัติก็เหมือนกัน ​แต่ในฐานะ​ที่เรา​เป็นชาวพุทธ
มีศรัทธาในองค์สมเด็จ​พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีศรัทธาใน​พระอริยสงฆ์ ​
พระสาวกของ​พระพุทธองค์​ทั้งหลาย ว่าท่านสอนจริง ท่านรู้จริง ท่านแนะนำอย่างไรก็​ต้องเชื่อ


มีไหม​ที่เราเคยอ่านคำสอน​พระพุทธเจ้า​ที่ไม่ตรง​กับประสบการณ์ของเรา
​ที่เราพิสูจน์​ได้เลย​ว่าไม่ใช่ ไม่มีใช่ไหม ดังนั้น​ ​เมื่อเราเชื่อว่า​พระพุทธองค์ตรัสสิ่งใด
ก็ตรัส​เพื่อประโยชน์​เพื่อ​ความสุขแด่มวลมนุษย์
เราก็พยายามปฏิบัติตาม พยายามทำให้เห็น ทำให้รู้เอง ​เป็นประสบการณ์ตรง


เบื้องต้น​ต้องฝึกจิตไม่ให้หลงใหล​กับอารมณ์ มาปฏิบัติธรรมแล้ว​
เราออกจากบ้าน ออกจากสิ่งแวดล้อม​ที่เราคุ้นเคย​เพราะอะไร​
​เพราะไม่มีสัญญาเก่า​ที่​จะดึงจิตออกจากปัจจุบัน มาอยู่​​ที่นี่
ถึง​แม้ว่าเรา​เป็นผู้มีครอบครัว มีคุณพ่อคุณแม่ มีสามีภรรยา มีลูกมีหลาน
สองสามวันนี้​ต้องทำตัวเองให้​เป็นผี เรียกว่า มี​แต่เราคนเดียว
ช่วงนี้วางซะ ​ความผูกพัน ​ความวิตกกังวลต่าง ๆ​
ไม่ใช่เวลา​ที่​จะ​ต้อง​ไปคิด ไม่​ต้อง​ไปกังวลในเรื่อง​ต่าง ๆ​ ​
ถ้า​เอาเรื่อง​จากทางบ้าน เรื่อง​จาก​ที่ทำงานมาคิด ก็เสียเวลาใน​การปฏิบัติ


สองสามวันนี้ อนุญาตให้เห็นแก่ตัวเต็ม​ที่ ​แต่เห็นแก่ตัวในการสร้างสรรค์ ​
และประโยชน์​ที่​ได้จากฝึกจิต ไม่ใช่ว่าเรา​จะเก็บ​ได้ไว้คนเดียว
พอเรากลับ​ไปถึงบ้าน มันก็​จะ​เป็นประโยชน์
​และ​จะแผ่ออก​ไปสู่คุณพ่อคุณแม่สามีภรรยาลูกหลานอย่างแน่นอน


​เพราะ​เมื่อใจเราสงบระงับ มี​ความสุข เรารู้สึกเหมือนเศรษฐี มหาเศรษฐี ​
คือมีเงินมีทองมาก ให้คนนั้น​คนนี้​ได้ ​เมื่อเรามี​ความสุขอยู่​ในใจ
เราก็รู้สึกให้คนอื่น​ได้ ไม่เสียดาย ​แต่คน​ที่ไม่ค่อยมี​ความสุขอยู่​ในใจ ​
จะกลัว​ความสุขเรา​จะหมด​ไป ไม่ค่อยกล้าไม่ค่อยอยากให้คนอื่น
กลัวตัวเอง กลัวของตัวเอง​จะหมด​ไป


ดังนั้น​ การภาวนา​เป็นสิ่ง​ที่เราพยายาม​ต้องเอ็นจอย ​
เมื่อเช้า​นี้ก็พูดเรื่อง​นี้แล้ว​ว่า ฝึกให้​เป็นคนเอ็นจอยขณะปัจจุบัน​เป็น
เอ็นจอยลมหายใจเข้า เอ็นจอยลมหายใจออก ​
ถ้าเราเอ็นจอยลมหายใจ​ได้ แหม สบายเลย​ ​ไป​ที่ไหน เราก็​เอาลมหายใจ​ไปด้วย
เห็นไหม อยู่​​ที่ไหนอย่างไร ชีวิตทางโลก​จะเจริญ​จะเสื่อมอย่างไร ​จะรวย​จะจนอย่างไร ​
จะมีคนเข้าใจเราหรือมีคนไม่เข้าใจเรา เราก็มีลมหายใจอยู่​​เป็น​เพื่อนตลอดเวลา ​
ถ้าเรา​สามารถหลับตา เอ็นจอยลมหายใจเข้า เอ็นจอยลมหายใจออก
ไม่​ต้อง​เป็นทุกข์อีกแล้ว​ ​ไป​ที่ไหนก็ไม่เหงา ​ไป​ที่ไหน มี​เพื่อน


ดูลมหายใจเข้า ​เพื่อให้จิตใจพอใจ​ที่​จะดูลมหายใจเข้า พอใจ​ที่​จะดูลมหายใจออก ​
ถ้าเรารู้สึกพอใจ รู้สึกเอ็นจอยธรรมชาติ ​คือ ลมหายใจ
นิวรณ์แทบไม่มีช่องเข้า​ไปครอบงำจิตใจเรา​ได้ พอจิตใจมันเผลอ
​เพราะเราไม่พอใจ​กับลมหายใจใช่ไหม จิตใจมันอยาก​ไปหาสิ่งอื่น ​
จะ​เป็นเรื่อง​อดีต​ที่ผ่าน​ไปแล้ว​ เรื่อง​อนาคต​ที่ยังมาไม่ถึง ​เพราะอะไร​ ​
เพราะไม่พอใจ​ที่​จะอยู่​ในปัจจุบัน​กับลมหายใจ


​เมื่อเราอยู่​ในปัจจุบัน อารมณ์เกิดขึ้น​เราก็รู้ว่านี่​คืออารมณ์
สัก​แต่ว่าอารมณ์ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา มันดับ เราก็รู้ว่า​เป็นสัก​แต่ว่าอารมณ์ ไม่ใช่เรา
ไม่ใช่ของเรา มัน​เป็นของธรรมชาติ เกิดขึ้น​แล้ว​ก็ดับ​ไป ไม่​ต้อง​ไปยึดมั่นถือมั่นมันมาก

​ถ้าเราไม่อยู่​ในปัจจุบัน เรารู้เท่าทันอารมณ์ ปล่อยวางอารมณ์ หลุดพ้นจากอารมณ์ไม่​ได้​


นี่เราปฏิบัติธรรม มันอยู่​​ที่ใจก็จริง มันอยู่​​ที่กายด้วย ​ที่วาจาด้วย ​
ที่นี้ก็มีปัญหาว่า กายเรามันก็มัก​จะมีปัญหา
แทบ​จะไม่มี​ใคร​ที่มีสังขารร่างกาย​ที่ไม่สร้างปัญหาแก่เราเลย​
มีโรคประจำตัวบ้าง ปวดเข่า ปวดหลัง ปวดอะไร


​และก็เปรียบเทียบด้วยว่า ขอมองอย่างนี้​ได้ไหม เหมือนผู้มีอุปการคุณต่อเรา
อย่างเช่นคุณพ่อคุณแม่ คุณตาคุณยาย ผู้​ที่เราเรียกว่าบุพการี
ผู้​ที่มีบุญคุณต่อเรามาก ​แต่มีนิสัยเสียบางอย่าง เรารู้สึกอย่างไรไหม
เราก็ยอมรับว่า นิสัยบางอย่าง ​จะ​เป็น​ความหงุดหงิด
​จะ​เป็นอะไร​ก็แล้ว​​แต่ ​เป็นสิ่ง​ที่เราไม่ค่อยชอบ ​
แต่​เมื่อเราเทียบ​กับ​ความดี​ความรัก​ความเมตตา​ที่ท่านให้​กับเราตลอดชีวิต
รู้สึกว่า​​เป็นเรื่อง​เล็กน้อย เราก็ไม่​ได้ถือสาอะไร​


ที่นี้​เมื่อเราพิจารณาถึงสิ่ง​ที่เรา​ได้จากสังขารร่างกายนี้
ก็เทียบ​กับ​ความเจ็บปวด​ความทรมานมากกว่าหลายเท่า
งั้นอย่า​ไปโกรธ อย่า​ไปว่าสังขารมาก ​เพราะ​เป็นบุพการี ​เป็นผู้มี​พระคุณ
​เพราะเรามา​ที่นี่วันนี้ ไม่​ได้มา​แต่ใจใช่ไหม ​เอากายมาด้วย
​ถ้ากายไม่ยอมมา มา​แต่ใจไม่​ได้ใช่ไหม
นอกจากว่า​จะมีอิทธิฤทธิ์ปาฎิหาริย์ ส่งกายทิพย์มา ​แต่​ส่วนมากก็​ต้อง​เอากายนี้มา


​เพราะฉะนั้น​ กายนี้ก็​เป็นผู้มี​พระคุณ เรา​ไปวัด​ไปวา เราปฏิบัติธรรม
​เพราะกายเรายอม ​เพราะกายเราพา​ไป ​
ที่นี้กายก็มีบางสิ่งบางอย่าง​ที่ทรมาน ปวดขา ปวดหลัง เราก็ไม่ถือสา สงสารมัน


นี่หัวใจเราเต้นนาทีละกี่ครั้ง ชีวิตเราเคยเต้นกี่ครั้ง ไม่เคยผิดพลาดเลย​ใช่ไหม
น่าอัศจรรย์ หัวใจเราดีมากเลย​ใช่ไหม เต้นทุกวัน ทุกเสาร์อาทิตย์ ทุกวันไม่มีพักร้อน
ลมหายใจเข้าหายใจออกทุกเวลานาที ไม่เคยขอพัก นี่มันมีบุญคุณต่อเรามาก


งั้นมองร่างกายในแง่ดี ขอบคุณ ​เมื่อมันช่วยเราถึงขนาดนี้ เราก็​ต้องปฏิบัติทางใจให้ดี
อย่าเสียเวลา อย่างเช่น เรื่อง​การมาภาวนากันสองสามวัน ​
ที่นี้ก็ไม่อยาก​จะให้เครียดมาก ก็ไม่อยาก​จะมีข้อบังคับ ข้อวัตรปฏิบัติอะไร​มากมาย​
​แต่ว่า ​ต้องการให้เราทุกคนเห็นประโยชน์ในการไม่พูดไม่คุย
​เพราะพูดจากประสบการณ์ของอาตมาเอง ประสบการณ์ของลูกศิษย์ลูกหาฝ่ายสงฆ์
พูดจากประสบการณ์ของครูบาอาจารย์ของอาตมา ​และนักปฏิบัติทุกยุคทุกสมัย


ท่าน​จะพูดเสียงเดียวกันว่า การพูดคุยเรื่อง​ทางโลก​เป็นอุปสรรคสำคัญต่อ​การปฏิบัติ
​เพราะฉะนั้น​การนั่งสมาธิ เราก็พยายามปล่อย​ความคิดต่าง ๆ​
ทีนี้ ​ถ้าเราทำสมาธิตั้งแต่เช้า​จนเย็นจนกลางคืน จิตใจเรา​จะ sensitive มาก
พูดคุยไม่กี่นาที ก็ทิ้งร่องรอยไว้​ที่​ต้อง​ใช้เวลาชำระหลายนาที
หรือว่า อาจ​จะทำให้จิตใจเศร้าหมองตลอดวันก็​ได้


เผลอห้านาที มีผลกระทบต่อการทำสมาธิชั่วโมงสองชั่วโมง​ได้ นานกว่านั้น​​ได้ ​
ถ้า​เป็นเรื่อง​​ที่ทำให้เกิดอารมณ์ ดังนั้น​ การพูดคุย​คืออาการของคนไม่ฉลาดใน​การปฏิบัติ
ก็ถือว่า เข้า retreat แล้ว​พูดคุย ก็​คือการแสดงว่าตัวเองยังไม่เข้าใจ


​ถ้าเราสังเกตการณ์การเคลื่อนไหวของจิตใจ
สังเกต​ความเจริญ​ความเสื่อมของสมาธิภาวนาของเรา ​
จะเห็นว่าขึ้น​อยู่​การกระทำทางกายทางวาจาเรามาก
ดังนั้น​ การเข้า retreat ช่วยให้เราเห็นชัดเลย​ว่า ศีล สมาธิ ปัญญาแยกออกจากกันไม่​ได้
เห็นอยู่​ใน​การปฏิบัติของตัวเอง ในชีวิตประจำวัน​จะไม่ชัด​เพราะมีกิจกรรมมัน​ที่หลายอย่าง
ยาก​ที่​จะเห็น​ความต่อ​เนื่องของอารมณ์ เหมือน​ที่เรา​สามารถทำ​ที่นี่


​ถ้าเราทานข้าวด้วย​ความสำรวม ทานเสร็จ​ต้องดูอารมณ์ตัวเอง
​ถ้าเราไม่สำรวมในเวลาทานข้าว ดูอารมณ์ มันต่างกันไหม ​
คือนี่ไม่ใช่ทฤษฎี​ที่​ต้องเชื่ออาจารย์ นี่มัน​เป็นสิ่ง​ที่เห็น​ได้ไม่ยากเลย​ ​
ที่เราเน้นเรื่อง​​ความสำรวม สำรวมตา สำรวมหู สำรวมใจ ​เพราะมีผลต่อ​การปฏิบัติ


​ถ้าเห็นว่า​การปฏิบัติ​เป็นสิ่ง​ที่​เป็นประโยชน์ต่อชีวิต เรา​ต้องฉลาดในสิ่ง​ที่สนับสนุน ​
เป็นเครื่องหนุน​การปฏิบัติ ​และสิ่งใด​ที่​เป็นอุปสรรค
เราก็​ต้องพยายามขจัด พยายามลดมาก​ที่สุดเท่า​ที่​จะทำ​ได้


​การปฏิบัติไม่​ต้องมีการคาดหวัง ​แต่ตั้งเป้าหมายไว้​กับตัวเอง
ตั้งเป้าหมายไว้​ที่การทำ​ความเพียรอย่างเต็ม​ความ​สามารถก็​ได้ ​
ถ้าไม่มีเป้าหมาย ​การปฏิบัติ​ไปเรื่อย ๆ​ ก็​จะกลาย​เป็น​การปฏิบัติเลื่อนลอย​ไป​ได้

นั่งสมาธิ​แต่ละครั้ง ไม่ใช่ว่าพอนั่งขัดสมาธแล้ว​​ต้องเริ่มดูลมหายใจทันที
ดูสภาวะจิตของตัวเองก่อนว่า ​พร้อมไหม แล้ว​ก็ดูนิวรณ์ต่าง ๆ​ ว่า มีไหม
หรือว่ามีแนวโน้ม​ที่​จะมีนิวรณ์ข้อใดข้อหนึ่ง​ไหม


ดังนั้น​ ​ถ้ารู้สึกระสับกระส่ายนิดหน่อย​ ก็รู้ว่า เออ นี่ก็​เป็นนิวรณ์ ​ต้องระมัดระวัง
หรือว่า​ถ้าทำท่า​จะง่วง เราก็​จะระมัดระวังไม่ให้ง่วง หรือ​ถ้าจิต​กำลังมีเรื่อง​​กำลังอยาก​จะคิด
เราก็​จะ​ได้ป้องกันอันตราย ไม่อย่างงั้นบางทีก็มีอยากอะไร​สักอย่างหรือมีนิวรณ์อะไร​บางอย่าง
​แต่ไม่รับรู้ มัน​จะกลาย​เป็น​ความขัดแย้งในใจ ใจหนึ่ง​อยาก​จะภาวนา
ใจหนึ่ง​ก็อยากคิดอยาก​จะปรุง​แต่งในเรื่อง​นั้น​ จิตใจก็เลย​ไม่สงบ


งั้น​ถ้ามีเรื่อง​กังวลอยู่​ในใจ อย่าไม่​ต้องดูลมหายใจหรอก
ดูว่า ปล่อยนะ ปล่อยนะเรื่อง​นี้ ยังไม่​ต้องคิดนะ ปล่อยวางก่อน
หรือ​ใช้อุบายอย่างใดอย่างหนึ่ง​จัดการ​กับเรื่อง​นี้ ตกลง​กับตัวเองว่า ช่วงนี้ไม่คิดเรื่อง​นั้น​แล้ว​


​ถ้ารู้สึกง่วงมาก​จะไม่ไหว ก็อาจ​จะ​ต้องเปลี่ยนการภาวนา ​
ถ้ารู้สึกว่า​ง่วง​เมื่อไร ดูลมหายใจแล้ว​​จะสัปหงก ก็แสดงว่า ​ถ้าอย่างนั้น​ ​เอาอย่างอื่นดีกว่า
ระลึกถึงคุณ​พระพุทธเจ้า คุณ​พระธรรม คุณ​พระสงฆ์ ระลึกถึงสิ่ง​ที่ทำให้จิตใจเราปลาบปลื้ม
อาจ​จะ​เป็นการระลึกถึงคุณงาม​ความดี​ที่เราเคยทำไว้
การทำบุญ​ที่เราภาคภูมิใจก็​ได้ ​เพราะจิตใจมี​กำลัง จิตใจมี​กำลังแล้ว​ จึงดูลมหายใจ


ก่อน​จะเริ่มดูลมหายใจ อาจ​จะกวาด​ความรู้สึกจากศีรษะลง​ไปถึงเท้า
สักสองสามครั้งก่อน​จะเริ่มดูลมหายใจ แล้ว​​จะพิจารณาเกศา โลมา นขาต่าง ๆ​ ตะโจ ก็​ได้
พิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง กลับ​ไปกลับ​ไป


​ถ้าจิตใจรู้สึกอยาก​จะคิด ไม่อยาก​จะสงบ มันอยาก​จะคิด ฝืนไม่​ได้ ก็ปล่อยให้มันคิดซะ ​
แต่ให้คิดตามเรื่อง​​ที่เรากำหนดให้มัน อย่าปล่อยให้มันคิดเรื่อยเปื่อย
คิดเรื่อง​ร่างกาย หรือว่าคิดอย่างนี้ คิดเหมือนหน้าอกนี้มีซิป ซิปเปิดออกมา
​เอาอวัยวะออกมาวางไว้ต่อหน้าเรา ​เอาหัวใจออก ​เอาตับ ​เอาไต ​เอาลำไส้ออก
ออกมาเรียงไว้ ตามอาการสามสิบสอง เล็งแล้ว​ ดูให้ดีแล้ว​ ก็​เอาใส่เข้า​ไปไหม สนุกดี


​คือเรามีอาณาปาณสติ ​เป็นวิธีหลัก ​แต่บางครั้งนี่มันไม่​ไป ก็ไม่​เป็นไร
​ถ้าเรารู้จักปรับตัวให้​พอดี ​คือปรับ​การปฏิบัติของเราให้​ได้ผล
บางทีก็ดูเกศา โลมา นขา ทันตะ ตะโจ ดู​ความไม่สวยไม่งามของร่างกาย
หรือว่า พิจารณาธาตุสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ​ได้ พิจารณา​ไป พิจารณามา ก็รู้สึกพอแล้ว​
จิตใจก็หายจากนิวรณ์​ที่รบกวน​เมื่อกี้นี้​ได้แล้ว​ ก็ดูลมหายใจเข้าลมหายใจออกต่อ


การดูลมหายใจนี้​เป็นงาน​ที่ละเอียดหน่อย​ ดังนั้น​​ต้องให้จิตใจเรา​พร้อม
จิตใจเราละเอียดพอ​ที่​จะเจริญในทางนี้​ได้


เรามีเวลาไม่นานแค่สองสามวัน สำหรับคนบางคนอาจ​เป็นการฟื้นฟู
สำหรับคนบางคนทำทุกวันก็​เป็นการเพิ่ม​ความเข้มข้น​ไปสักหน่อย​หนึ่ง​
อย่างไรก็ตาม ขอให้เรา​ใช้เวลาให้​เป็นประโยชน์มาก​ที่สุด ​
แต่​ที่สำคัญ​คือตั้งอกตั้งใจตัดเรื่อง​อดีตเรื่อง​อนาคตออกจากใจเราให้มาก ที่สุด


ช่วงนี้ถือว่า เหมือน​กับเรา​ไปอยู่​ในอีกโลกหนึ่ง​
เราก็พยายามทำตัวเองให้เหมือน​กับอยู่​คนเดียว ถึง​จะนั่งอยู่​หลายสิบคน ก็เหมือน​กับอยู่​คนเดียว
นั่งแล้ว​ก็อยู่​คนเดียว ​แต่ในขณะเดียวกัน ก็ขอให้มี​ความเกรงใจต่อ​เพื่อน
​จะเดินเข้าเดินออกขอให้ตรงต่อเวลา ขอให้ส่งเสียงให้น้อย​ที่สุด
มีสติในการเคลื่อนไหว ​คือ หลักไม่รบกวน​เพื่อน ​เป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง​เหมือนกัน


ฉะนั้น​ เย็นนี้ก็​ได้แสดงธรรมพอสมควรแก่เวลา พอ​เป็นการแนะนำในการเข้า retreat สำหรับวันนี้
แล้ว​ก็ขณะนี้ แล้ว​ก็เอวังก่อนแล้ว​กัน แล้ว​ก็​จะพูดต่อ เอวัง


ถอดเทป​โดย รจนา ณ เจนีวา
(หากผิดพลาดประการใด ผู้ถอดเทปขอน้อมรับไว้​แต่เพียงผู้เดียว)
ที่มา...
http://www.noknoi.com/magazine/article.php?t=978

:b8: :b8: :b8:

:b44: รวมคำสอน “พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=38509

:b44: ประวัติและปฏิปทา “พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=22230


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ต.ค. 2009, 13:17 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 ม.ค. 2009, 20:45
โพสต์: 1095

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ธรรมะอยู่ทั่วอาณาบริเวณ

สำคัญที่การหยิบฉวยมาใช้

:b8:

.....................................................
[รอยยิ้ม...ก็เช่นแสงแดดในฤดูหนาว และลมเย็นในฤดูร้อน..]


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ธ.ค. 2010, 16:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


:b48: :b8: :b48:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ธ.ค. 2010, 20:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4991

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


เห้อ สัปดาห์นี้ไม่มีเวลาอ่านให้จบ ขอมาบุคมาร์คไว้ก่อนนะคะ

สาธุ อนุโมทนาค่ะ :b8: :b8: :b20:

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 พ.ย. 2014, 18:23 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2012, 15:32
โพสต์: 1887


 ข้อมูลส่วนตัว


Kiss :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 5 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 8 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร