วันเวลาปัจจุบัน 24 พ.ค. 2019, 10:12  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง





กลับไปยังกระทู้  [ 4 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.ค. 2014, 14:35 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

มหานุภาพ

(เรียบเรียง พ.ศ. ๒๔๗๒)
..........บัดนี้ จักแสดงเรื่องพญามาราธิราช ผู้ทรงไว้
ซึ่งมหานุภาพอันมหึมา ซึ่งควรสันนิษฐาน
เมื่อได้รจนาเรื่องจักรแก้วไว้เล่มหนึ่งแล้ว ยังมีความรู้สึก
อยู่ว่า ผู้มีมหานุภาพยิ่งกว่าพระเจ้าจักรพรรดิ
และยิ่งกว่าท้าวโลกบาล คือท้าวจาตุมหาราช
ยิ่งกว่าพระอินทร์ เจ้าพิภพดาวดึงส์ ยิ่งกว่ายามาเทพบุตร
ยิ่งกว่าดุสิตเทพบุตร ยิ่งกว่านิมมานรดีเทพบุตร ยังมี
อยู่แต่พวกพรหมเท่านั้น ที่
อยู่เหนืออำนาจของพญามาราธิราช นั่นก็
เป็นแต่เพียงหลบหนีเขาไปชั่วคราวเท่านั้น ยังมีเวลาจะ
ต้องกลับมาสู่อำนาจเขาอีก นับว่ายังหนีไม่รอด
ผู้มีมหานุภาพอันสูงสุดนั้น โบราณาจารย์
ผู้รจนาคัมภีร์ปฐมสมโพธิอย่างเก่า
ท่านขนานนามว่าพญามาราธิราช เป็นอิสราธิบดี
อยู่ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ซึ่งยกพลนิกายมารลงมาเพื่อ
จะชิงชัย เอาพระรัตนบัลลังก์ของพระพุทธเจ้าในเวลา
ใกล้จะได้ตรัสรู้ แต่แพ้อำนาจของนางพระธรณี
ถึงปราชัยไปดังนี้
เมื่อพิจารณาดูคงได้ความตามสันนิษฐาน รู้สึกว่า
เป็นกลอุบายอันแยบคายของท่านโบราณาจารย์
เพราะชั้นฟ้าทั้ง ๖ เชื่อว่า
เป็นของเก่าแก่แต่ดึกดำบรรพ์ก่อนพุทธกาลนมนานมา
แล้ว จึงเป็นเหตุให้ท่านแต่งปฐมสมโพธิมารวิชัยขึ้น
ไว้อย่างนั้น
ชั้นฟ้าทั้ง ๖ นั้น คือ ชั้นจาตุมหาราชิกา ๑ ดาวดึงส์ ๑
ยามา ๑ ดุสิต ๑ นิมมานรดี ๑ ปรนิมมิตวสวัตดี ๑
และยังมีกะระยะส่วนสูงเหนือกันขึ้นไปเป็นชั้น ๆ
ทั้งกำหนดเขตอายุและสุขสมบัติสูงกว่ากันเป็นลำดับ
ไว้ทุกชั้น น่าสนุกสนานมาก แต่ในชั้นฟ้าทั้ง ๖ นั้น
จำเพาะมีเจ้าผู้เป็นอิสระอยู่ ๓ ชั้นเท่านั้น คือ
ชั้นจาตุมหาราช ท้าวจตุโลกบาลเป็นอิสระ, ชั้นดาวดึงส์
พระอินทร์เป็นอิสระ, แต่ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี
หามีผู้ออกหน้าออกตาเป็นอิสระไม่ จำเพาะไปมีชั้นที่ ๖
ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี คือพญามาราธิราชเป็นอิสระ
เมื่อสันนิษฐานชื่อของชั้นฟ้าทั้ง ๖ เทียบเคียงดูน่าจะ
เป็นชื่อของร่างกายแห่งเรานี้เอง ดังชั้นจาตุมหาราช
ซึ่งแปลว่า ท้าวโลกบาลทั้ง ๔ นั้นก็คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม
เพราะโลกจะประสานกันอยู่ได้ก็เพราะดิน น้ำ ไฟ ลม
เป็นของเห็นด้วยตา จึงหมายความว่าชั้นตา,
ชั้นดาวดึงส์ แปลว่า ๓๓ คงหมายความว่าอาการ ๓๒
ยกใจออก ตั้งให้พระอินทร์ให้เป็นอิสระแก่อาการ ๓๒
เพราะว่าเรารู้จักอาการ ๓๒ หรือศัพท์สำเนียงเสียงทั้งสิ้น
ย่อมสำหรับด้วยหู ดาวดึงส์จึงหมายความว่าชั้นหู,
ชั้นยามา แปลว่ายามหนึ่ง ครู่หนึ่ง ขณะหนึ่ง
ได้แก่จมูกรับกลิ่นครู่เดียวยามเดียวก็หายไป ยามา
จึงหมายความว่าชั้นจมูก,
ดุสิต แปลว่าชื่นชมยินดี หมายลิ้นรับรสอาหาร ชั้นนี้
เป็นที่นิยมกันมาก พระโพธิสัตว์
หรือพระพุทธมารดาก็ชอบอยู่ในชั้นนี้ เพราะรสอาหาร
เป็นของสำคัญ ผู้มีบุญปรุงได้ตามชอบใจ จึง
เป็นที่ยินดีชอบกันมาก บรรดาสรรพรสย่อมสำเร็จ
ด้วยลิ้น ดุสิตจึงหมายความว่าชั้นลิ้น,
ชั้นนิมมานรดี แปลว่านิรมิตเอาเองตามชอบใจ คือชอบสิ่ง
ใดก็สร้างเอาทำเอา ได้แก่โผฏฐัพพารมณ์ คือบ้านเรือน
เครื่องอุปโภคบริโภค รูป เสียง กลิ่น รส สรรพอิฏฐารมณ์
ทั้งสิ้น ต้องใช้กายให้เป็นผู้สร้างผู้ทำ ถ้ากาย
ไม่วิการย่อมสำเร็จได้ทุกประการ เพราะเหตุ
นั้นนิมมานรดี จึงหมายความว่าชั้นกาย,
ปรนิมมิตวสวัตดี แปลว่าอาศัยอำนาจผู้อื่นนิรมิตให้
เทวบุตรชั้นนี้วิเศษนัก พอนึกอยากได้สิ่งใดก็มีผู้นิรมิต
ให้ทันที ไม่ต้องทำอะไร นึกใช้แต่คนอื่นให้เขาทำให้เท่า
นั้นเอง สรรพอิฏฐารมณ์ ย่อมสำเร็จด้วยใจนึกอย่างเดียว
ใครเล่าต้องมานั่งคอยนิรมิตให้ร่ำไหนร่ำไป
ก็ตาหูจมูกลิ้นกายนั้นละซิ เป็นผู้คอยนิรมิตให้
ต้องการรูป ตาก็นิรมิตให้ ต้องการเสียง หูก็นิรมิตให้
ต้องการกลิ่น จมูกก็นิรมิตให้ ต้องการรส ลิ้นก็นิรมิตให้
ต้องการเครื่องสัมผัสกาย กายก็นิรมิตให้ สำเร็จ
ได้ดังใจหมาย เพราะเหตุนั้น ปรนิมมิตวสวัตดี จึงหมาย
ความว่าชั้นใจ
ชั้นปรนิมมิตวสวัตดีนี้เป็นสวรรค์ชั้นสูงสุด แต่น่าเสียใจ
จำเพาะเป็นพิภพที่ประทับอยู่ของเจ้าพญามาราธิราชเสีย
ด้วย คือเจ้าพญามาราธิราชเป็นอิสราธิบดีผู้ปกครอง
เมื่อฟัง ๆ ตรอง ๆ ก็น่าพิศวง ยิ่งพิสูจน์ชั้นพรหมทั้ง ๑๖
ชั้น ก็ลงมารวมอยู่ชั้นเดียวกันนี้เอง คือ ปฐมฌาน ๕ ชั้น
ทุติยฌาน ๓ ชั้น ตติยฌาน ๒ ชั้น จตุตถฌาน ๒ ชั้น
อรูปฌาน ๔ ชั้น เป็นโสฬสมหาพรหม


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.ค. 2014, 14:39 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


..........บัดนี้ จักสันนิษฐานเรื่องพญามาราธิราชต่อไป
พญามาราธิราชนี้ พระโบราณาจารย์ท่าน
จะหมายเอากิเลสประเภทไหน ตั้งให้เป็นเนื้อเป็นตัว
ถ้าตามความสันนิษฐานก็เห็นว่าในโลกนี้ท่าน
ให้ชื่อว่ากามโลก พระโบราณาจารย์
ผู้รจนาคัมภีร์ปฐมสมโพธิคงหมายกามกิเลส
ตั้งตัวกามกิเลสนั้นแหละให้เป็นพญามาร
ถ้าแผนกออกไปว่า ราคา ตัณหา อรดี ท่านก็ตั้งให้
เป็นเพียงลูกสาวของพญามาร ส่วนอกุศลเจตสิก
ท่านตั้งชื่อให้เป็นพลมาร คงได้ความดังนี้
เพราะว่าในสากลโลกนี้ กามกิเลสเป็นเจ้าเป็นใหญ่
กามกิเลสนี้เองเป็นผู้สร้างโลก กามกิเลส
เป็นตัวมหานุภาพในสากลโลก ไม่มีใคร
จะมีเดชานุภาพยิ่งขึ้นไปกว่ากาม กามเป็นผู้สร้างสัตวโลก
ตลอดถึงต้นหญ้าต้นไม้เครือเขาเถาวัลย์ และสร้าง
ให้มีตัวผู้ตัวเมียให้เป็นที่รื่นรมย์ชมเชยให้สำราญใจ
บำรุงพืชพันธุ์ต่อไปในโลกา กามกิเลส
เป็นสวรรค์ของสัตว์ในโลก ผู้ใดเกิดขึ้นในภพใดชาติใด
ก็เพลิดเพลินอยู่ในภพนั้นชาตินั้น
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นพระบรมศาสดาจารย์
ผู้สูงสุด จึงทรงแสดงลักษณะของกามตัณหา
ในสมุทยวาร ในพระธรรมจักกัปปวัตตนสูตรว่า “ยายํ
ตณฺหา โปโนพฺภวิกา นนฺทิราคสหคตา ตตฺรตตฺราภินนฺทินี”
ความว่า ตัณหาผู้แต่งภพใหม่นี้ใด ไปพร้อม
ด้วยนันทิราคะ ให้เพลินยิ่งในภพนั้น ๆ ดังนี้
..........บัดนี้ จักแสดงกามคุณและกามโทษไว้ให้รู้สึกทั้ง
๒ ประการ
ส่วนกามคุณนั้น พึงรู้สึกว่ากามเป็นผู้สร้างโลก เป็นผู้ให้
ความสุขแก่โลก สัตว์ที่เกิดขึ้นในโลก เกิดขึ้นได้
ด้วยอำนาจของกาม ความสุข
ความเพลิดเพลินเจริญใจที่กามบำเหน็จให้
จะพรรณนาหาที่สิ้นสุดมิได้
ตั้งต้นแต่เป็นเด็กเยาว์วัยกำหนดเพียง ๕ ขวบขึ้นไปถึง
๑๕ ขวบ นับว่ายังตกอยู่ในจำพวกเป็นเด็ก ความสุข
ในระยะนี้ สุขกินสุขนอน สุขวิ่งเต้น สุขเที่ยวเล่น
สุขแต่งกายด้วยเครื่องประดับ สุขเล่าเรียนวิทยาศิลปะ
สุขดูโขนดูหนังดูละครดูการละเล่น มีแต่
ความเพลิดเพลินเจริญใจอย่างเดียว จะพรรณนา
ความสุขของเด็กไม่มีที่สิ้นสุด เพราะไม่ได้คิดถึงความดี
ความมีความจน ความได้ความเสีย จึงเพลิดเพลินยิ่งนัก
ต่อแต่อายุ ๑๕ ปี ๑๖ ปีขึ้นไป สุขในความเป็นหนุ่ม
เป็นสาวทั้งชายทั้งหญิง ชายเป็นบ่าว หญิงเป็นสาว
เจ้าบ่าวเจ้าสาว เป็นชายกลางเป็นหญิงกลาง
ต่างคนก็ต่างจะจองเอาไว้เป็นสมบัติของตน ต่างคนก็ต่าง
จะเลือกหาผู้ที่ชอบใจของตน ตอนนี้เป็นมหาสนุกใหญ่
ต้องแต่งเนื้อแต่งตัว ผัดแป้งแต่งหน้า
ฉาบขมิ้นน้ำมันน้ำอบน้ำหอม ต้องใส่สายสร้อยตุ้มยัน (
คือสร้อยลูกประคำมีจั่นเพชร) เพชรพลอยไข่มุก แต่งกัน
ใหญ่ มีงานอะไรก็ออกโชว์กัน ต้องเกี้ยวกัน
ด้วยเพลงตาบ้าง ด้วยเพลงฝีปากบ้าง ต้องใช้สื่อบ้าง ต้อง
ใช้สารบ้างร้อยแปด ต่างคนต่างหึงหวงกัน
ต่างคนต่างแย่งกัน ต่างคนต่างคิดกลอุบายถ่ายเท
ด้วยเสน่ห์ยาแฝดเวทมนตร์กลมายาต่าง ๆ หาที่สุดมิได้
ตอนนี้สนุกเหลือเกิน จะเอาสวรรค์ที่ไหนมาเปรียบ
สวรรค์อยู่กับตัวแล้ว ความสุขในระยะที่เป็นบ่าว
เป็นสาวนี้ก็พรรณนาไม่ทั่วถึง เมื่อสำเร็จการได้มา
เป็นสมบัติของตัวแล้ว นับว่าความปรารถนานั้นสำเร็จ
ยิ่งมีความสุขสำราญบานใจอิ่มทีเดียว
แต่นั้นก็ตั้งหน้าพากันทำมาหากิน มีผัวถ่อเมียพาย
ตั้งบ้านตั้งเรือน ทำสวนทำนาค้าขาย
สุดแต่วิชาของตนควรแก่การงานในหน้าที่ใด
ก็ตั้งหน้าทำการงานในหน้าที่นั้น เพื่อบำรุง
ความสุขเรื่อยไปทีเดียว ถ้ายังมีบุญมีวาสนา ยิ่งทำมาหา
ได้มั่งมีบริบูรณ์มีลูกมีหลาน มีบริวารยศฐานาศักดิ์ขึ้น
ก็ยิ่งเพิ่มความสุขให้ไพศาลขึ้นไป อยู่ในโลกนี้ก็ได้รับ
ความสุขอันกามบำเหน็จให้อย่างเต็มที่ ยิ่ง
ได้เตรียมการต่อไปในเบื้องหน้า คือได้
ให้ทานรักษาศีลเจริญเมตตาภาวนา ก่อสร้างถาวรวัตถุ
คือสร้างวัด สร้างโบสถ์วิหารการเปรียญ สร้างศาลา
สร้างสระน้ำ สร้างถนนหนทาง ปลูกต้นไม้ให้ดอกให้ผล
ให้ร่มเงาเป็นทาน เป็นการหากำไรที่จักติดตามแต่ง
ความสุขต่อไปในชาติหน้าด้วย
..........ส่วนท่านที่มีอุปนิสัยทางบุญได้บำเพ็ญมามาก
แล้ว ก็ตั้งหน้าบำเพ็ญบารมีให้แก่กล้าขึ้น เป็นต้นว่า
ได้บวชเรียนในทางพุทธศาสนา
ตั้งหน้าเจริญสมถวิปัสสนา ยังอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา
ให้แก่กล้า ได้สำเร็จโลกุตรภูมิ
ตามสมควรแก่อุปนิสัยของตน บางพวกปฏิญาณตน
เป็นอุบาสกอุบาสิกาถึงพระไตรสรณคมน์เป็นที่พึ่ง
ตามสมควรแก่ความสามารถของตน
ที่พรรณนามานี้เพียงเล็กน้อย เพื่อจะให้เห็นคุณของกาม
เพราะกามเขาสร้างมา เขาก็บำเหน็จความสุขให้
มีพระนิพพานเป็นขีด ท่านจึงตั้งชื่อว่ากามคุณ พึงเข้าใจ
ความแห่งกามคุณโดยย่อดังบรรยายมานี้
ที่บรรยายมานี้เพียงเล็กน้อย ไม่เพียงพอที่ได้รับความสุข
จากกาม พรรณนาคุณของกามไว้เพียงเท่านี้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.ค. 2014, 14:42 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


..........ต่อนี้จักแสดงส่วนกามโทษ
คือโทษที่กามบำเหน็จให้
เจ้ากามสร้างอัตภาพร่างกายขึ้นมา ให้บริบูรณ์
ด้วยอวัยวะ คือตน ตัว หัว ขา มือ เท้า ตา หู จมูก ลิ้น กาย
ใจ ครบบริบูรณ์แล้ว แต่ที่จักประณีต เลว ทราม
ผิดแผกต่อไปนี้ สุดแต่พี่เลี้ยงจะประคบประหงม พี่เลี้ยง
นั้นคือบุญกับบาป
ถ้าใครรักบุญชอบบุญบำเพ็ญไว้ให้มาก บุญผู้
เป็นพี่เลี้ยงก็คอยตกแต่งให้ได้ส่วนประณีต ทั้งสมบัติภาย
ในภายนอกให้ได้รับความสุขมาก
ถ้าผู้ใดชอบบาป รักบาป ทำบาป ทำกรรมอันเลวทราม
ไว้มาก ผู้นั้นก็ได้พี่เลี้ยงเลวทราม พี่เลี้ยงผู้เลวทราม
นั้นแหละคอยแต่งให้ได้ส่วนเลวทราม ทั้งสมบัติภาย
ในสมบัติภายนอก ให้ได้รับความทุกข์มาก
กามโทษนั้น ตั้งแต่เกิดมา เขาแต่ง
ความทุกข์มาพร้อมทีเดียว คือกำลังก็น้อย อำนาจก็น้อย
ถูกแต่เขาข่มเหงเบียดเบียนร้องไห้ไม่ขาดวัน ถูกผู้ใหญ่
เขาบังคับให้ทำงานบ้าง ให้เล่าเรียนวิชาบ้าง จะกินจะนอน
จะเล่นให้สนุกตามชอบใจของตนเป็นอันไม่ได้
แสนยากแสนลำบาก ที่แสดงมานี้เป็นส่วนทุกข์ภายนอก
ยังทุกข์ส่วนภายในก็เหลือนับ เป็นต้นว่า เป็นตาน
เป็นซาง เป็นไข้ เป็นฝีดาษ เป็นฝีใหญ่ฝีน้อย ปวดหัว
เจ็บท้อง เป็นนิ่ว เป็นตะมอย คุดทะราด กลาก เกลื้อน นับ
ไม่ถ้วน ทำให้เสียโฉมเสียอวัยวะนับไม่ถ้วน ตายเสีย
ในระหว่างเป็นเด็กก็เหลือล้น
ครั้นเจริญวัยเป็นบ่าวเป็นสาวแล้ว
งานการสำหรับบ่าวสาวก็ไม่ใช่น้อย ครั้นมีเหย้ามีเรือน
แล้วก็ยิ่งลำบาก ต้องตั้งหน้าหาเงินหาทองหาลาภหายศ
ถ้าวิชาต่ำก็ต้องตั้งหน้าทำนาทำสวนค้าขาย รับจ้างรับวาน
เขาตามสมควรแก่วิชาที่มีในตน ตั้งหน้าวิตกวิจารไป กลัว
จะไม่เทียมเขา
ครั้นมีลูกมีหลานขึ้น ก็ยิ่งเดือดร้อน นอนไม่เป็นสุข ยุ่ง
ในการทำมาหากิน ยุ่งในการเลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน กลัว
จะพาลูกหลานอดอยากยากแค้นแสนวิตก
ครั้นลูกหลานเจ็บไข้ได้พยาธิ พ่อแม่แทบจะตายตาม
ยิ่งลูกตายลงเสียด้วย พ่อแม่พากันเป็นทุกข์เหลือที่
จะปกปิด ทุกข์ออกหน้าออกตาทีเดียว ยิ่งผัวตาย
หรือเมียตาย ก็ยิ่งเป็นทุกข์ใหญ่ แทบจะตั้งตัวไม่ได้
ถ้าบุญกุศลอุปถัมภ์อยู่ด้วยกันเป็นสุข ต่อแก่เฒ่าจึงพา
กันตายค่อยดีหน่อย
ส่วนที่บรรยายมานี้ เป็นทุกข์ภายนอกเหลือล้น พรรณนา
ไม่ทั่วถึง ยังทุกข์ภายในก็นับไม่ถ้วน
คือโรคภัยไข้เจ็บมีประเภทต่าง ๆ
จกฺขุโรโค โรคเกิดในตา เป็นตาเปียก ตาแฉะ ตาแดง
ตามืด ตามัว ตาเป็นฝีเป็นต้อต่างๆ นับอย่างไม่ถ้วน,
โสตโรโค โรคเกิดในหู เป็นฝีในหู เกิดน้ำหนวกน้ำเน่าในหู
ริดสีดวงในหู เกิดหูหนวกหูหนักมีหลายประเภท,
ฆานโรโค โรคเกิดในจมูก เป็นริดสีดวงในจมูก เนื้องอก
ในจมูก จมูกโหว่ จมูกตัน โรคหวัด โรคคันในจมูก
มีมากประเภทเหมือนกัน,
มุขโรโค ชิวฺหาโรโค โรคเกิดในปากและลิ้น
เป็นโรคปากเปื่อย ลิ้นเปื่อย เจ็บปาก เจ็บลิ้น เหงือกบวม
เจ็บเหงือก เป็นรำมะนาด ปวดฟัน เป็นฝีต่าง ๆ
ฝีคัณฑมาลา มะเร็งกรามช้าง มะเร็งดอกบุก โรคเกิด
ในปากในลิ้นก็เหลือล้นนับไม่ถ้วน
เป็นอย่างร้ายแรงทนทุกขเวทนา
ต้องกินเลือดกินหนองของตัวเอง
น่าสังเวชน่าเบื่อหน่ายเหลือเกิน,
สีสโรโค โรคเกิดที่ศีรษะ เป็นฝีพิษฝีกาฬ
ฝีกลางกระหม่อม ฝีลำมะลอก เกิดได้ทั่วศีรษะ เป็นกลาก
เป็นเกลื้อน เป็นโรคคันศีรษะจนผมร่วง ยังภาย
ในสมองเลือดลมกำเริบให้ปวดศีรษะ
แสนลำบากเจ็บปวดเหลือประมาณเพราะมีศีรษะ
ไม่มีศีรษะเหมือนตัวปูนเช่นนั้นก็ไม่ต้องเจ็บไม่ต้องปวด
แต่ก็เห็นจะไม่สวยไม่งาม,
กายโรโค โรคเกิดที่กาย นับทั้งในท้องในลำไส้ด้วย
โรคหืด โรคหอบ ฝีในท้อง ฝีในลำไส้ร้อยแปด
โรคมะเร็งร้อยแปด คุดทะราด หิดเปื่อย หิดด้าน ริดสีดวง
มองคร่อ กุฏฐัง โรคผิวหนังมากอย่าง ฝีคัณฑสูตร
อคเนสัน วัณโรค ฝีประอากปากหมู นับ
ไม่ถ้วนล้วนแต่อันตรายแก่ชีวิต อันตรายแก่ความสุข
แม่เจ้าเอ๋ย! ร่างกายของเรานี้น่าสยดสยอง ช่าง
เป็นเรือนของโรคจริง ๆ มีมือมีเท้าไว้สำหรับใช้ จำเพาะ
เป็นเจ้าของโรคเสียอีก โรคตะมอย ลำมะลอกก็ชอบ
เป็นที่มือที่เท้า ในเวลาพลาดเผลอตกต้นไม้ ตกล่อง
ตกบ่อ ตกเหว หรือพลาดล้ม จำเพาะชอบหักที่ขาที่แขน
โรคสำหรับขาแขนก็นับไม่ถ้วน ถ้าไม่มีแขน
ไม่มีขาเหมือนงูเหมือนปลาเช่นนั้น ก็จักไม่มีโรคเกิดในที่
นั้น แต่มนุษย์เราถ้าไม่มีแขนไม่มีขาเช่นนั้นก็
จะทำการงานอะไรไม่ได้ จะไปมาทางใดก็ไม่ไหว
ช่างลำบากรำคาญเสียนี่กระไร มีก็ยากไม่มีก็ยาก คิดดู
โรคภัยสำหรับมนุษย์เรา
ช่างมากมายหลายประเภทเหลือเกิน โรคทั้งหลายเหล่า
นั้น อาจจักเกิดขึ้นแก่ใครเวลาใดก็ได้ เพราะเหตุนั้น จึง
ต้องพากันตายดื่นตายดาษ ตั้งต้นแต่อยู่ในท้องมารดา
เขาก็เคยตาย เป็นเด็กรุ่นแรกเขาก็เคยตาย กำลังหนุ่ม
เป็นบ่าวเป็นสาวเขาก็เคยตาย มีเหย้ามีเรือน
มีบุตรคนหนึ่ง สองคนเขาก็เคยตาย ตอนกลางคน
หรือตอนเป็นผู้ใหญ่แก่เฒ่าแล้วเขาก็เคยตาย เป็นพระ
เป็นเณรเป็นถานาบาเรียญ ตลอดถึง
เป็นพระราชาคณะชั้นสูงสุดก็เคยตาย คฤหัสถ์ก็เคยตาย
นักบวชก็เคยตาย ผู้ชายก็เคยตาย ผู้หญิงก็เคยตาย
คำที่ว่าเคยตายนั้น คือตายให้เรารู้เราเห็นมาแล้วทั้งนั้น
เมื่อมาคำนวณดูโทษทั้งหลายเหล่านี้ ต้องเหมาว่า
เป็นกามโทษทั้งสิ้น คือเจ้ากามผู้แต่งความสุขให้นั่นเอง
หาแต่งความสุขให้เท่านั้นไม่ ยังแต่งความทุกข์ให้เสีย
ด้วย เมื่อเจ้ากามเป็นสัปดน สร้างสัตว์ขึ้นแล้ว
สร้างสุขสร้างทุกข์ให้ด้วย แล้ว
เขาก็นั่งคอยดูสรรพสัตว์เสวยสุขเสวยทุกข์เล่นตามสบาย
เท่ากับเขาหัดละครไว้ดูเล่น ถ้าสัตว์ได้สุขหรือ
ได้ทุกข์เวลาใด เขาก็ชอบใจ ฮาบ้างห่อร่อตัวงอไปบ้าง
ถ้าพวกเราชอบสุขของเขา ก็เป็นอันชอบทุกข์ของเขา
นั้นเอง พวกเราถลำเข้าอยู่ใต้อำนาจของเขาเสียแล้ว ควร
จะปรึกษาหรือกันดู จะยอมอยู่ใต้อำนาจของเขา
รับสุขรับทุกข์ ซึ่งเขาบำเหน็จให้ไว้สำหรับดูเล่น ยอมรับ
ให้เขาดูอย่างนี้ร่ำไปทีเดียวหรือ?
ความจริงการอยู่กับเขาก็ไม่ลำบาก อยู่เรื่อย ๆ
ไปอย่างนี้แหละ เขาพาทำอะไรก็ทำตาม ๆ เขาไป
เขาพาเสวยพางามอย่างไร ก็สวยก็งามตามเขาไปก็แล้ว
กัน แท้ที่จริงเจ้ากามเป็นแต่ผู้แต่งให้เกิดเท่านั้น ข้อสำคัญ
อยู่ที่พี่เลี้ยง คือบุญและบาป
ถ้าได้บุญเป็นผู้อุปถัมภ์ ก็ได้รูปดีสีงาม
โรคภัยไข้เจ็บน้อย มีสติปัญญามาก บริบูรณ์
ด้วยโภคทรัพย์ พร้อมทั้งลาภและยศ มีอายุยืน มี
ความสุขมาก ถ้าบาปเป็นผู้อุปถัมภ์เกิดตระกูลต่ำ
รูปเลวทราม มีโรคมาก ยากจน โง่เขลา อายุสั้น หา
ความสุขได้ด้วยยาก เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ควรทำบุญไว้
ให้มากดีกว่า จะเกิดอีกก็เกิดเถอะ แต่ให้มี
ความสุขตลอดชาติก็แล้วกัน
ความจริงเครื่องล่อลวงให้เราหลงงมงายอยู่ทุกวันนี้
ก็คือร่างกายนี้เอง ถ้าดูความจริง ความสวยความงามก็มี
อยู่เพียงผิวหนังเท่านี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็
ต้องขัดสีอาบทาตกแต่งไม่เว้นวันจึงพอดูได้ ร่างกาย
เป็นของเปื้อนเปรอะ ที่เห็นสวย ๆ งาม ๆ ผ่านไปนั้น
เราถูกเขาหลอกเสียแล้ว
เขาอาบน้ำขัดสีอาบทำประดับประดาตกแต่งมาใหม่ ๆ
นี้เอง แป้งบ้าง ขมิ้นบ้าง
สายสร้อยตุ้มยันเพชรพลอยไข่มุกบ้าง ผ้าสีแพรสีบ้าง
สวมเข้าไว้เครื่องหลอกลวงทั้งนั้น
หาสวยหางามจริงจังอย่างนั้นไม่
ข้อสำคัญที่เหมือนกันไปหมด ที่ติเตียนกันไม่ได้ก็
เพราะเหมือนกันนั่นเอง ถ้าติเตียนเขาว่าไม่สวยไม่งาม
ก็ถูกตัวเข้าด้วย เพราะเหตุนั้น ไม่ต้องติเตียนกัน ให้ดูแต่
ความจริงในตัวนี้
ที่นิยมกันว่าสวยว่างาม ก็หมายที่ดวงหน้า ถ้าดวงหน้า
ไม่บูดบึ้ง คดงอ ไม่วิการ สละสลวยดี ก็ชมกันว่าสวยเท่า
นั้น แต่ความจริงดวงหน้าเป็นที่ปฏิกูลยิ่งกว่าที่อื่น
เราเองอาจรู้จักของเราได้ดี
พึงสังเกตดูพอตื่นนอนก็รีบตะลีตะลานหาน้ำล้างหน้าทีเดียว
ทำไมจึงต้องล้างหน้าก่อนเขา? ไม่ล้างได้หรือ?
มันเปื้อนหลุมคูถมีอยู่ที่วงหน้าถึง ๗ หลุม คือตา ๒ หู ๒
จมูก ๒ ปาก ๑ เขาร้องเรียกกันว่าขี้ตา ขี้หู ขี้มูก ขี้ฟัน
วงหน้าที่ว่าสวยนั้นแหละจำเพาะเป็นป่าแห่งหลุมคูถเสีย
ด้วย
ไม่ใช่แกล้งหาโทษ ความจริงหากเป็นอย่างนั้นเหมือน
กันหมด จะพากันเพลินไปถึงไหน จะพา
กันตั้งหน้ารำละครให้เจ้าพญามารเขาดูเล่น
อยู่อย่างนี้ร่ำไหนร่ำไปทีเดียวหรือ? จะ
ไม่อายพระอริยเจ้าบ้างหรือ?
แต่จำพวกที่เขามืดมนอนธการจริง ๆ ก็ควรยกให้
เป็นอโหสิกรรม ส่วนจำพวกที่แลเห็นสุขทุกข์ของโลก
แลเห็นโทษของโลกว่าเต็มไปด้วยภยันตราย อาจจักมา
ถึงตัวเราวันใดก็ได้ สมควรจะคิดหนี
ให้พ้นอำนาจของพญามาร ให้บรรลุนิรามิสสุข
คืออมตธรรม ซึ่งเป็นธรรมอันไม่เกิดไม่ตายดีกว่าเป็นแน่
ทางที่จักหนีให้พ้นอำนาจของพญามาร
มีแต่พระพุทธเจ้าพระองค์เดียวท่านหนีพ้นแล้ว ท่านทรง
เป็นมรรคนายก ผู้นำทางผู้ชี้ทาง ผู้ที่เชื่อต่อพระองค์
เดินตามทางที่พระองค์ทรงแนะนำ พากันพ้น
จากอำนาจของพญามาร นับประมาณไม่ถ้วน ยัง
อยู่แต่พวกเรานี้แหละจะพากันคิดประการใด
ทางที่พระองค์ทรงชี้แจงประทานไว้โดยย่อไม่มากนัก
พอสมควร พวกเราจะพากันปฏิบัติดำเนินตามได้
จะนำมาแสดงไว้ในที่นี้ต่อไป


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 ก.ค. 2014, 14:46 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


..........ดำเนินความตามพุทธภาษิตว่า
มคฺคานฏฺฐงฺคิโก เสฏฺโฐ บรรดามรรคาทางสัญจรไปมา
ในโลก ทางคือพระอัฏฐังคิกมรรคทางเดียวเท่านี้
เป็นทางอันประเสริฐสุด คือเป็นทางปราศจากภยันตราย
และทรงประกาศอานิสงส์ไว้หลายสถาน
ดังคาถาประพันธ์ว่า
เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ ทสฺสนสฺส วิสุทฺธิยา ความว่า
ทางคือพระอัฏฐังคิกมรรคทางเดียวเท่านี้ เป็นทางไปเพื่อ
ความผ่องใสสะอาดแห่งทัสสนะ คือญาณจักษุ ทางอื่น
ไม่มีเลย
เอตญฺหิ ตุมฺเห ปฏิปชฺชถ มารเสนปฺปโมหนํ ท่าน
ทั้งหลายจงดำเนินตามทาง คือพระอัฏฐังคิกมรรคนั้นเถิด
เป็นทางอันยังพญามารและเสนามารให้หลง คือมารตาม
ไม่พบตามไม่ทัน
เอตญฺหิ ตุมฺเห ปฏิปนฺนา ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสถ
ก็แลเมื่อท่านทั้งหลายดำเนินตามทางพระอัฏฐังคิกมรรค
นั้นเต็มตามที่แล้ว จักทำที่สุดแห่งกองทุกข์ได้
อกฺขาโต โว มยา มคฺโค อญฺญาย สลฺลสตฺถนํ ทางอันเรา
ผู้ตถาคตรู้ชัดแล้วว่าเป็นทางเป็นที่สลัดคืนเสียซึ่งลูกศร
คือกามกิเลส บอกไว้แก่พวกเธอแล้ว
ตุมฺเหหิ กิจฺจํ อาตปฺปํ ความเพียรเป็นเหตุเผากิเลส
ให้เร่าร้อน เป็นกิจอันท่านทั้งหลายจักต้องกระทำเอง
อกฺขาตาโร ตถาคตา พระตถาคตเจ้าทั้งหลาย เป็นแต่
ผู้บอกทางให้เท่านั้น
ปฏิปนฺนา ปโมกฺขนฺติ ฌายิโน มารพนฺธนา ชน
ทั้งหลายเมื่อเพ่งพินิจปฏิบัติตาม
ซึ่งทางคือพระอัฏฐังคิกมรรคนั้น จักเป็นผู้พ้น
จากเครื่องผูกของมารดังนี้
พระอัฏฐังคิกมรรคนี้ พุทธบริษัทย่อมทราบอยู่ทั่วกัน
มีสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบเป็นต้น มีสัมมาสมาธิ
ความตั้งใจไว้เสมอชอบเป็นที่สุด ย่นลงในสีลขันธ์
สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ พึงเข้าใจว่าขันธ์
นั้นหมายสกลกายก้อนนี้ ศีล สมาธิ ปัญญา
เป็นอาการของขันธ์ เมื่อเข้าใจเช่นนั้นแล้ว
พึงทำตนนี้แหละให้เป็นศีล
ศีลนั้นถ้าจะให้ถือเอาเนื้อความโดยง่าย พึงจัดเป็น ๓
ประเภท ศีลอย่างต่ำ ศีลอย่างกลาง ศีลอย่างสูง
ศีลอย่างต่ำนั้นได้แก่ ผู้ที่ยังไม่ฉลาดถือตามเขา
เข้าใจว่าสิกขาบทนั้น ๆ เป็นศีล ดังผู้ที่ถือศีล ๕ ก็
เข้าใจว่า ปาณา อทินนา กาเม มุสา สุรา เป็นศีล
ผู้รักษาศีล ๘ ก็ถือเอาสิกขาบทในศีล ๘ เป็นศีล
ผู้รักษาศีล ๒๒๗ ก็ถือเอาสิกขาบทในพระปาฏิโมกข์
เป็นศีล ก็ตั้งหน้ารักษาสิกขาบทนั้น ๆ ไป อย่างนี้
เป็นลักษณะศีลอย่างต่ำ เพราะเห็นว่าตัวผู้รักษานั้น
เป็นสภาพอันหนึ่ง ศีลผู้ถูกรักษานั้นเป็นสภาพอันหนึ่ง
จึงจัดเป็นศีลอย่างต่ำ,
ศีลอย่างกลางนั้นคือถือกาย วาจา ใจ นี้เองเป็นศีล
ส่วนสิกขาบท เป็นแต่อาการของศีลต่างหาก หา
ใช่องค์ศีลไม่ ก็ตั้งหน้ารักษากาย รักษาวาจา พร้อม
ด้วยเจตนางดเว้นให้ตรงตามสิกขาบทนั้น ๆ
อย่างนี้ชื่อว่ารักษาศีลอย่างกลาง คือ กลางระวางสูง
ระวางต่ำ เพราะกาย วาจา ใจยังเป็นสมมติธรรมอยู่ ยัง
เป็นคติแห่งสังขารอยู่ ยังตกอยู่ในอนิจจลักษณะแท้
จึงจัดอยู่ในชั้นสีลัพพตปรามาส คือยังเป็นศีลไม่แน่นอน
จึงจัดไว้ให้อยู่เพียงชั้นกลาง เป็นศีลอย่างกลาง,
ศีลอย่างสูงนั้น ก็ถือสกลนี้แหละเป็นศีลคือถือตัวสภาพ
ตัวปกติ ตัวธรรมดา คือส่วนที่พ้นจากสมมตินั่นแหละ
เป็นศีล จึงจัดได้ชื่อว่าปกติศีล เพราะในสกลกายนี้
มีประเภทเป็น ๒ ประการ คือสมมติประการหนึ่ง
ผู้ถูกสมมติประการหนึ่ง ตัวสมมตินั้นชื่อว่าสมมติธรรม
ตัวถูกสมมตินั้นชื่อว่าวิมุตติธรรม ผู้รู้จักวิมุตติธรรมชัดใจ
แล้ว ให้วิมุตติธรรมนั้นแหละเป็นศีล ศีลนั้นจึงชื่อว่า
เป็นศีลอย่างสูง จัดเป็นอธิศีล เป็นบาทแห่งสมาธิ
และปัญญา
ตามนัยโอวาทปาฏิโมกข์ว่า “สีลปริภาวิโต สมาธิ
มหปฺผโล โหติ มหานิสํโส, สมาธิปริภาวิตา ปญฺญา
มหปฺผลา โหติ มหานิสํสา, ปญฺญาปริภาวิตํ จิตฺตํ สมฺมเทว
อาสเวหิ วิมุจฺจติ” ดังนี้
ผู้ยังยึดมั่นถือมั่นว่าสมมติเป็นตัวตน ชื่อว่าปุถุชน ผู้พ้น
จากสมมติแล้ว ชื่อว่าอริโย ผู้หมดข้าศึกภายใน
แต่ท่านจัดไว้เป็นชั้น ตามปหานกิเลส ถ้าถึงนิรวเสสได้ ก็
ได้ชื่อว่าพระอรหันต์ ชื่อว่าเป็นผู้พ้นจากอำนาจ พ้น
จากวิสัยของพญามาราธิราช เสวยนิรามิสสุขโดย
ส่วนเดียว ไม่ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย อีกต่อไป
..........ขอให้โยคาพจรผู้เห็นภัยในโลกพึงมนสิการ
อย่าพึงเข้าใจว่าเหลือความสามารถแห่งตน
เดชกุศลก็อาจเป็นผลสำเร็จได้ ดังบรรยายมานี้แล.
..........................


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 4 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร