วันเวลาปัจจุบัน 19 ส.ค. 2019, 23:26  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง





กลับไปยังกระทู้  [ 6 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.ค. 2010, 08:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ต.ค. 2006, 14:49
โพสต์: 1341


 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

แสงส่องใจ

ที่ระลึก วันอาสาฬหบูชา
๗ กรกฎาคม พระพุทธศักราช ๒๕๕๒


“สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา
สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา”


พุทโธ-พระพุทโธ

O เราท่านทุกคนต้องการมีความสุขกายสบายใจ ในแผ่นดินไทยที่ร่มเย็นเป็นสุขทุกหย่อมหญ้า จะสมปรารถนาแน่นอน ด้วยพร้อมใจกันอัญเชิญ “พระพุทโธ” หรือ “พุทโธ” ไว้ในจิตใจ “พุทโธ” หรือ “พระพุทโธ” คือ “พระพุทธเจ้า” การภาวนา “พุทโธ” ก็ตาม หรือ “พระพุทธโธ” ก็ตาม ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับจิตใจ

O ดังเช่นเป็นชีวิต จะเป็นการประกาศตนให้กึกก้องไป ทั่วฟ้าดิน ว่าทุกคนเป็นสาวกผู้เทิดทูนสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า พระผู้ทรงความประเสริฐสูงส่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหลายทั้งปวง จะยังความสมปรารถนาให้เกิดได้ยิ่งกว่าปาฎิหาริย์ แก่เราชาวพุทธทุกคน และแก่ประเทศชาติไทยของเรา

O การชักชวนกันให้ภาวนา “พุทโธ” หรือ “พระพุทโธ” ให้ทั่วบ้านทั่วเมือง แม้ทั่วทุกชีวิตจิตใจกึกก้องไปด้วยเสียง “พุทโธ” หรือ “พระพุทโธ” จะเป็นการปฏิบัติธรรมที่ยิ่งใหญ่ประการสำคัญ ที่คนพุทธกำลังพยายามปฏิบัติกันอยู่ด้วยความรักความห่วงใยในประเทศชาติที่รักยิ่งที่กลัวกันว่ากำลังตกอยู่ในอันตรายที่น่ากลัวที่สุด

O ขอให้ความกลัวภัยร้ายที่มีเหตุผลนี้ ได้ผลักดันเราคนพุทธทั้งหลายให้มอบชีวิตจิตใจถวายไว้กับสมเด็จพระบรมศาสดา ด้วยการภาวนา “พุทโธ” ก็ได้ “พระพุทโธ” ก็ได้ ไว้ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับชีวิตจิตใจ กับลมหายใจเข้าออก จะเกิดบุญเกิดกุศลเกิดปาฏิหาริย์ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระพุทธศาสนา

O ความเจริญรุ่งเรืองร่มเย็นเป็นสุขที่สุดจะเกิดแน่นอน จากเสียง “พุทโธ-พระพุทโธ” ในจิตใจที่กึกก้องอยู่ทั่วฟ้าดิน

O ต้องการความรุ่งเรืองร่มเย็นของชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ จงมั่นใจในความประเสริฐสุดของ “พุทโธ-พระพุทโธ” อย่าให้คำทั้งสองนั้นจากใจ

O เมื่อใดเกิดความไม่สงบสุข เป็นทุกข์หงุดหงิดผิดปกติขึ้นในจิตใจ หรือเมื่อใดเกิดความทุกข์ยิ่งใหญ่ ให้ความเร่าร้อนรุนแรงด้วยเหตุใดก็ตาม ให้รู้ว่ากำลังละลืมมหามงคล “พุทโธ” หรือ “พระพุทโธ” แน่นอน

O อัญเชิญ “พุทโธ” หรือ “พระพุทโธ” เข้าสู่จิตใจเมื่อใด เมื่อนั้นจะไกลทุกข์ไกลร้อนทั้งปวง ด้วยมีมหาสิริมหามงคลใหญ่หลวงแห่งพระพุทธบารมีในสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าปกปักรักษา

O อย่าด่วนไม่เชื่อ และปฏิเสธยอดมหามงคลสูงสุดนี้ ชีวิตจะสวัสดี มีความสูงส่งสงบสุข อย่างมหัศจรรย์

O เชื่อหรือไม่เชื่อ ก็ลองเถิด ไว้ใจในความหวังดีที่แนะนำเถิด จะพบความมหัศจรรย์ของชีวิตแน่ที่สุด.

มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๒

.....................................................
.. ทุกข์ใดดับได้ด้วยปัญญา ทุกข์นั้นจะไม่เกิดอีก ..


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ก.ค. 2010, 09:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ต.ค. 2006, 14:49
โพสต์: 1341


 ข้อมูลส่วนตัว www


แสงส่องใจ

(สมเด็จพระญาญสังวร)
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก


"น ชจฺจา วสโล โหติ น ชจฺจา โหติ พฺราหฺมโณ
กมฺมุนา วสโล โหติ กมฺมุนา โหติ พฺราหฺมโณ"

"บุคคลเป็นคนเลวเพราะชาติก็หาไม่ เป็นผู้ประเสริฐเพราะชาติก็หาไม่
แต่เป็นคนเลวเพราะการกระทำ เป็นผู้ประเสริฐเพราะการกระทำ"


O ภาษิตที่อัญเชิญมาข้างต้นเป็นพระพุทธภาษิต พระพุทธพจน์ของสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าสมเด็จพระบรมครูผู้ประเสริฐเลิศโลก เป็นพระพุทธวจนสุภาษิตที่ประเสริฐเลิศโลก หาที่เปรียบเสมอไม่มี เป็นคำทรงเตือนสติผู้ได้ฟังทุกถ้วนหน้า ผู้ใดฟังแล้วพยายามปฏิบัติตาม จะไม่เป็นคนเลว แต่จะเป็นคนดีแน่นอน.

O “แสงส่องใจ” เล่มนี้ เป็นเล่มบูชาในวัน อาสาฬหะ ที่เรียกกันว่าวันอาสาฬบูชาตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ที่เป็นเดือนอาสาฬหะ จึงเรียกบูชาสำคัญในวันนี้ ว่าวันอาสาฬหบูชา เป็นวันบูชาสำคัญ ก็เพราะเป็นวันพระพุทธองค์ทรงแสดงพระปฐมเทศนา หลังจากทรงตรัสรู้แล้ว ๒ เดือน ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ คือเดือนวิสาขะ จึงเรียกวันบูชาในเดือนวิสาขะว่าวันวิสาขบูชา.

O วันวิสาขบูชาคือวันเจ้าชายสิมธัตถะทรงตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นสมเด็จพระบรมศาสดาและวันอาสาฬหบูชา คือวันสมเด็จพระบรมศาสนดาทรงแสดงพระปฐมเทศนาโปรดท่านปัญจวัคคีย์โยคีย์ทั้ง ๕ และท่านโกณฑัญญะ ฟังพระปฐมเทศนานั้นแล้วได้ดวงตาเห็นธรรม

คือรู้ว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา” และสมเด็จพระบรมศาสดาได้ทรงประกาศให้เป็นที่รู้ในหมู่โยคีย์ทั้ง ๕ ที่ได้ฟังพระธรรมเทศนากัณฑ์ แรกจากพระโอษฐ์สมเด็จพระบรมศาสดา และท่านโกณฑัญญะเป็นผู้เดียวในโยคีย์ทั้ง ๕ ที่ได้ดวงตาเห็นธรรม

โดยสมเด็จพระบรมศาสดาทรงประกาศรับรองความเห็นธรรมที่ทรงแสดงในพระปฐมเทศนา อัญญาโกณฑัญญะ คือโกณฑัญญะได้รู้และหนอ รู้แล้วที่ทรงแสดงหมายถึงทานโกณฑัญญะได้รู้แล้วว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา” ความรู้นั้นเป็นความรู้ของพระโสดาบัน อริยบุคคลระดับแรกในอริยสงฆ์ 4 ระดับ ผู้รู้ตามความทรงตรัสรู้ของสมเด็จพระบรมศาสดา.

O พระพุทธองค์ทรงประกาศตั้งพระพุทธศาสนาขึ้น ในการทรงแสดงพระปฐมเทศนาโปรดท่านปัญจวัคคีย์และท่านปัญจวัคคีย์ และท่านโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม ที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงประกาศรับรอง ว่าท่านโกณฑัญญะรู้แล้ว คือรู้แล้ว ว่า “ สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงมีความดับไปเป็นธรรมดา”

ได้เป็นสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา ทำให้พระพุทธศาสนาสมบรูณ์เป็นครั้งแรก มีพร้อมทั้งพระพุทธเจ้า พระธรรมที่ทรงตรัสรู้และทรงแสดงเป็นครั้งแรก ทำให้เกิดพระอริยสงฆ์องค์แรก คือท่านอัญญาโกณฑัญญะ ที่พระพุทธองค์ทรงประกาศรับรองเท่ากับเป็นการตั้งพระพุทธศาสนาเป็นครั้งแรกในวันนั้น วันที่มีทั้งพระพุทธเจ้า พระธรรมทีทรงแสดงในพระปฐมเทศนา และพระอริยสงฆ์คือพระอัญญาโกณฑัญญะ.

O ผู้นับถือพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะที่ยังเป็นผู้เยาว์ ควรรู้จักพระพุทธศาสนาของตนให้ชัดเจน คือขอให้รับรู้ให้ถูกต้องชัดเจนว่า วันวิสาขบูชาคือวันพระสิทธัตถะทรงตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ สิ้นกิเลสทั้งปวงทรงเป็นพระพุทธเจ้า วันอาสาฬหบูชาคือวันพระพุทธองค์ทรงตั้งพระพุทธศาสนา ด้วยการทรงแสดงพระปฐมเทศนาโปรดท่านปัญจวัคคีย์จึงเกิดสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา คือท่านอัญญาโกนฑัญญะ อริยสงฆ์โสดาบันองค์แรก

พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นครบองค์ คือ ทั้งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ในวันอาสาฬหบูชา ปีพระพุทธศักราช ๒๕๕๒ นี้ตรงกับวันที่ ๗ กรกฎาคม และวันรุ่งขึ้น คือวันที่ ๘ กรกฎาคม เป็นวันเข้าพรรษา.

.....................................................
.. ทุกข์ใดดับได้ด้วยปัญญา ทุกข์นั้นจะไม่เกิดอีก ..


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 19 ก.ค. 2010, 10:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ต.ค. 2006, 14:49
โพสต์: 1341


 ข้อมูลส่วนตัว www


O พระอรหันต์ คือผู้ปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนาจนกิเลสหมดจดแล้วจากจิตใจ ท่านว่าจะไม่มีการเกิดอีกต่อไป นั่นก็คือท่านผู้ได้ธัมมะเป็นพระอรหันต์แล้วจะไม่มีความทุกข์อีกต่อไป เพราะพระพุทธองค์ทรงมีพระพุทธภาษิตแสดงไว้ว่า “การเกิดเป็นทุกข์” เมื่อพระอรหันต์ท่านไม่มีการเกิดอีกต่อไปแล้ว ท่านก็เป็นผู้ไม่มีความทุกข์อีกต่อไปแล้ว ได้รับรู้ความจริงนี้แล้ว

น่าที่จะมีผู้เห็นความสำคัญที่สุดของการไม่เกิด คือการไม่ต้องกลับมาเกิดอีก สำคัญที่ว่าผู้ฟังพระพุทธภาษิตนี้ที่ว่า “การเกิดเป็นทุกข์” จะต้องพิจารณาให้เห็นชัดเจนในความหมายของพระพุทธภาษิตที่ว่า “การเกิดเป็นทุกข์” ดูชีวิตของตน ในชาติที่กำลังเกิดเป็นมนุษย์นี้ ว่ามีความทุกข์เพียงไหนหรือมีแต่ความสุข ทุกคนย่อมรับกับตนเองแน่นอน ว่า “การเกิดเป็นทุกข์” จริงดังพระพุทธพจน์ มิได้ผลเลยแม้แต่น้อย การเกิดเป็นทุกข์แท้ แล้วทำไมจึงแทบจะไม่มีใครเลยที่พยายามปฏิบัติ เพื่อความไม่ต้องเกิดอีกต่อไป.

O ต้องยอมรับว่ามนุษย์ในโลกจะมีสักกี่คนที่สนใจในเรื่องความทุกข์ของการเกิด ถึงแม้จะต้องพบความทุกข์กันมากมายหนักหนาไม่เว้นแต่ละวัน แต่มีหรือที่จะคิดสักนิดเดียว ว่าความทุกข์ที่ต้องได้รับนั้นเกิดแต่การเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในโลกแล้วจะเกิดเป็นอะไร การเกิดจึงสำคัญสำหรับความคิดของผู้เป็นมนุษย์ทั้งหลาย แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนจะคิดถึงความเกิด แทบทุกคนคิดถึงความตาย กลัวตาย โดยไม่คิดเลยว่าตายแล้วจะไปไหน กลัวกันแต่ตายอย่างเดียวความรู้สึกที่ว่าตนเป็นทุกข์เรื่องนั้นบ้างเรื่องนี้บ้าง หนักหนาบ้างเบาบ้าง แทบจะไม่เคยเกิดขึ้น ว่าเป็นเพราะการเกิดของตน ไม่มีการเกิดแล้วทุกข์จะมีอยู่ไหน.

O สำหรับผู้ที่สนใจพระพุทธพจน์ที่ว่า “การเกิดเป็นทุกข์” และอยากจะไม่เกิดอีกต่อไป ความอยากจะเกิดผลสำเร็จไม่ได้นั้น ท่านทำอย่างไร ก่อนอื่นควรต้องรู้ ว่าท่านผู้เป็นพระอรหันต์หมดกิเลสแล้วสิ้นเชิงเท่านั้น ที่จะไม่มีการเกิดอีกต่อไป นั่นก็คือผู้ไม่มีกิเลสแล้วอย่างสิ้นเชิงจริงเท่านั้นที่จะไม่ต้องเกิดอีกต่อไปภพชาติของท่านเท่าจบสิ้นไปแล้วพร้อมกิเลส.

O มาถึงปัญหาว่ากิเลสอยู่ที่ไหน คำตอบก็แน่นอน กิเลสอยู่ที่ใจ ใจของปุถุชนทุกคนเป็นที่อยู่ของกิเลส ต้องทำกิเลส ให้พ้นจากใจหมดจากใจ จึงจะพันทุกข์ของการเกิดได้อย่างแน่นอนจะกล่าวว่ากิเลสเป็นอาหารของภพชาติกิเลสเป็นชีวิตของภพชาติก็ได้ ก็ไม่ผิด ตราบใดกิเลสมีอาหารอยู่ในจิตใจ ตราบนั้นก็เท่ากับกิเลสยังไม่สิ้นชีวิต กิเลสยังมีชีวิต การมีชีวิตของกิเลสก็คือการมีชีวิตของภพชาตินั่นเองกิเลสมีอยู่ตราบใด ภพชาติต้องมีอยู่ตราบนั้นเปรียบดังมีอาหารหล่อเลี้ยงร่างกาย ร่างกายก็ยังอยู่ได้ ยังไม่ตาย แต่ถ้าเมือใดร่างกายขาดอาหารสิ้นเชิง เมื่อนั้นร่างกายก็อยู่ไม่ได้ต้องตายไปเป็นธรรมดา.

O ร่างกายของผู้ใดขาดอาหารสิ้นเชิงเมื่อใดเมื่อนั้นผู้นั้นก็อยู่ไม่ได้ ต้องตายไป ชีวิตต้องสุดสิ้นไป นี้ฉันใด ฉันนั้นก็ดังภพชาติของทุกคน ภพชาติขาดกิเลสหมดจดสิ้นเชิงเมื่อใดเมื่อนั้นภพชาติก็ต้องจบสิ้นไป แน่นอน จริงเหมือนดังร่างกายขาดอาหารก็ต้องดับสูญไปเหมือนดังร่างกาย ที่เมื่อใดก็ขาดลมหายใจเมื่อนั้น และขาดลมหายใจเมื่อใด ก็ต้องขาดชีวิตเมื่อนั้น แต่การจบสิ้นของภพชาติมีคุณแตกต่างกับการจบสิ้นของชีวิต อย่างหาที่เปรียบมิได้ มีคุณประโยชน์แตกต่างกันยิ่งกว่าความชั่วกับความดี.

O ภพชาติคือการเกิด ที่สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดทรงมีพระพุทธดำรัสไว้ชัดเจน ว่า “การเกิดเป็นทุกข์” คือการเกิดเป็นเหตุแห่งความทุกข์นั่นเอง เมื่อการเกิดเป็นทุกข์ การไม่เกิด หรือการจบสิ้นภพชาติ ก็คือการไม่เป็นทุกข์ สองสภาพนี้ของจิตจึงเห็นได้ชัดว่า แตกต่างกันอย่างตรงกันข้าม ยิ่งกว่าขาวกับดำเสียด้วย แต่ดูเหมือนขาวกับดำ หรือสุขกับทุกข์ จะเป็นความคู่กันอย่างแยกจากกันไม่ได้ และที่สำคัญก็คือ แม้สุขกับทุกข์จะคู่กัน แต่สุขก็จะน้อยกว่าทุกข์ เพียงจะแต่ละคนดูชีวิตของตนเอง ก็จะต้องเห็นว่า มีความทุกข์มากกว่ามีความสุข

แต่ความจริงนี้ไม่ประจักษ์ชัดเจนอย่างถูกต้องแก่ความรู้สึกของแต่ละคน จึงน้อยคนเหลือเกินที่จะมีความเบื่อหน่ายในการมีชีวิต คือการเกิดภพภูมิต่อไป และไม่มุ่งมั่นปฏิบัติเพื่อไม่ต้องมีภพชาติอีกต่อไป อย่างมากที่สุดที่เมื่อเกิดความเบื่อหน่ายชีวิตในภพภูมินี้ ด้วยการทำให้มีภพภูมิข้างหน้า ที่น่าจะไม่มีความทุกข์น้อยไปกว่าชีวิตในภพชาตินี้ แต่จะหนักหนากว่าชีวิตในภพชาตินี้เสียอีกด้วยซ้ำไป เหตุผลก็คือหนีชีวิตในภพภูมินี้ ไปสู่ภพภูมิหน้า ด้วยวิธีที่ไม่ได้คำนึงเลย ว่าวิธีนั้น ที่นำมาใช้เพื่อหนีให้พ้นจากความทุกข์ยากของชีวิตในภพภูมินี้จะพาไปสู่ชีวิตที่หนีพ้นทุกข์ได้จริงหรือ หรือจะพาไปสู่ชีวิตใหม่ที่เป็นทุกข์ยิ่งกว่าชีวิตในภพภูมินี้ ที่คิดจะหนีให้พ้น.

O การฆ่าตัวตายด้วยวิธีต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่เนือง ๆ ในปัจจุบัน ก็เกิดจากเหตุที่ต้องการหนีให้พ้นทุกข์ของการเกิดที่ต้องเผชิญอยู่ในภพภูมินี้ โดยหาได้รู้ไม่ ว่ากำลังหนีทุกข์ไปสู่การมีทุกข์ที่ยิ่งใหญ่กว่าทุกข์ที่กำลังเผชิญอยู่เพราะการหนีทุกข์ด้วยการฆ่าตัวตายเป็นการทำบาปหนัก เป็นการสร้างชีวิตในภพภูมินี้ ไปสู่ภพภูมิหน้าแล้ว ผู้ใหญ่ในสมัยโบราณท่านเคยบอกไว้ ว่าผู้ฆ่าตัวตายจะต้องฆ่าต่อไปในภพชาติอื่น ๆ ถึง ๕๐๐ ชาติ นั่นก็น่าจะหมายความว่าจะต้องฆ่าตัวตายอีก จนครบ ๕๐๐ ชาติตามที่ผู้ใหญ่ท่านบอกเล่าไว้

ถึงคำบอกเล่าที่มีมาตามที่ผู้ใหญ่ท่านบอกเล่าไว้ถึงคำบอกเล่าที่มีมาแต่โบราณกาล ดังที่กล่าวแล้ว ว่าการฆ่าตัวตายจะต้องฆ่าถึง ๕๐๐ ชาติ แม้ฟังสักแต่ว่าฟังไม่ได้ยกคำกล่าวนี้ขึ้นพิจารณาให้ดี ก็จะไม่เห็นความสำคัญอย่างยิ่งของคำบอกเล่านี้ของท่านผู้ใหญ่ ก็จะฆ่าตัวตายกันอย่างไม่คิดให้เข้าใจว่าถ้าชาตินี้ไม่ใช่ชาติที่ ๕๐๐ ของการฆ่าตัวตาย ก็จะต้องฆ่าต่อไปในภพชาติข้างหน้าผู้ใหญ่ ความทุกข์หนักหนาเพียงไหนที่ทำให้ถึงกับต้องฆ่าตัวตาย ที่ได้รับในภพชาติปัจจุบัน

ชาติอนาคตก็จะต้องพบกับความทุกข์ที่หนักหนาอีก จนทนไม่ได้อีก ถึงต้องหนีความทุกข์ด้วยการฆ่าตัวตายอีก เมื่อมีความทุกข์หนักหนาเพียงไรก็ขอให้กลัวที่จะต้องพบความทุกข์ที่หนักหนาต่อไปอีกในภพภูมิข้างหน้า จนถึงจะต้องฆ่าตัวตายอีก ชาติแล้วชาติเล่าจนครบ ๕๐๐ ชาติ จึงจะพ้นโทษของการทำบาปด้วยการฆ่าตัวตาย.

O ผลแห่งกรรมของการฆ่าตัวตายหนักหนามิใช่น้อย ฆ่าตัวตายชาติหนึ่งจะต้องฆ่าถึง ๕๐๐ ชาติ คือจะต้องมีความทุกข์หนักนักหนาจนรับไม่ได้ ต้องฆ่าตัวตายถึง ๕๐๐ ชาติ ผู้มีความทุกข์ทั้งหลายที่รู้สึกว่าหนักนักหนา ขอให้คิดถึงคำบอกเล่าของท่านผู้ใหญ่ในสมัยโบราณคิดถึงคำบอกเล่านี้แล้วก็อย่าวู่วามทำลายชีวิตตนเพื่อหนีความทุกข์ที่ต้องเผชิญ อย่าแพ้กรรมของตนเอง แต่จงพยายามเอาชนะ แม้กรรมร้ายจะหนักหนาเพียงไร

กรรมดีที่หนักหนากว่าก็สามารถเอาชนะได้แน่นอน อยู่ที่ว่าจะต้องทำดีให้ถึงที่สุดความสามารถ จนชนะกรรมไม่ดีได้ ชนะที่สำคัญยิ่งคือชนะการไม่ต้องฆ่าตัวตาย อาจจะเป็นผลกรรมของอดีตชาติ ที่จะทำให้ต้องฆ่าตัวตาย แต่ตามคำบอกเล่าของท่านผู้ใหญ่ในอดีต มีความทุกข์หนักหนาเพียงไรอำนาจของความทุกข์ก็ไม่อาจชนะอำนาจยิ่งใหญ่ของใจได้แน่นอน

เช่นเดียวกันอำนาจของกรรมชั่วในอดีตกาลนานไกลก็ไม่อาจชนะอำนาจกรรมดีในปัจจุบันได้ แม้เป็นกรรมดีที่ใหญ่ยิ่งจริง ซึ่งจำเป็นต้องกล่าวไว้ในที่นี้ด้วยว่ากรรมดีที่ยิ่งใหญ่จริงเป็นกรรมดีของใจ เป็นกรรมดีที่ใจ การเป็นกรรมดีของใจนั้น ถ้าสงสัยว่าเป็นไปได้อย่างไรก็ขอให้นึกถึงพระพุทธภาษิตที่ว่า “ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ทุกสิ่งสำเร็จด้วยใจ”.

O “ทุกสิ่งสำเร็จด้วยใจ” ความหมายของพระพุทธภาษิตนี้ชัดเจนนัก สมควรนักที่จะเชื่อมั่น ให้เชื่อจริงจัง ไม่ต้องลังเลสงสัยแม้แต้น้อย ยังหาเหตุผลให้ตนเองไม่ได้ ว่าทำไมจึงต้องเชื่อ ก็ควรต้องคิดถึงเหตุผลสำคัญที่สุด ที่ควรต้องเชื่อ ว่า “ทุกสิ่งสำเร็จด้วยใจ” เหตุผลนี้สำคัญที่สุด ควรได้รับความเชื่อถือที่สุด ไม่ควรมีข้อลังเลสงสัยแม้เล็กน้อยเพียงใด “ทุกสิ่งสำเร็จด้วยใจ” เป็นพระพุทธพจน์ คือพระพุทธดำรัสของสมเด็จพระบรมศาสดา ที่ไม่ควรเคลือบแคลงสงสัยแม้แต่น้อย “ทุกสิ่งสำเร็จด้วยใจ” ไม่เชื่อพระพุทธพจน์ จะมีคำของผู้ใดที่ควรเชื่อยิ่งกว่า.

O ความสำเร็จยิ่งใหญ่ที่สุด เหนือความสำเร็จทั้งหลายทั้งปวง คือความเป็นพระอรหันต์พ้นการเกิดอีกต่อไป ยังสำเร็จได้ด้วยใจ เพราะเมื่อใจยังมิกิเลสโลภโกรธหลง ใจก็เป็นใหญ่เหนือความปรารถนาเป็นพระองค์ คือกิเลสไม่หมดจากใจผู้ใด ผู้นั้นก็เป็นพระอรหันต์ไม่ได้

นั่นก็คือการเป็นพระอรหันต์จะเกิดได้แก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นต้องมีใจที่กิเลสหมดจดแล้วอย่างสิ้นเชิง ก็คือความเป็นอรหันต์เกิดได้เพราะใจ ความเป็นพระอรหันต์ยิ่งใหญ่เพียงใด ใจก็ยิ่งใหญ่เพียงนั้น และไม่เพียงพระอรหันต์เท่านั้นที่เป็นได้เพราะใจ

สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่สูงส่งที่สุดด้วยการทรงตรัสรู้ก็มิใช่เพราะอะไรอื่น แต่เพราะพระพุทธจิตหรือพระพุทธหฤทัยหมดจดสิ้นเชิงจากกิเลสทั้งปวง เป็นความยิ่งใหญ่ของใจอีกนั่นเองเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่มีเรื่องอื่นใดใหญ่ยิ่งเสมอก็ยังคงเป็นเรื่องของใจอีกนั่นเอง.

O พระพุทธภาษิตที่อัญเชิญไว้ข้างต้น ก็ยืนยันความสำคัญของใจไว้ชัดเจนว่า “ทุกสิ่งสำเร็จด้วยใจ” เรื่อใหญ่ยิ่งเพียงไรก็สำเร็จด้วยใจ คนจะเลวก็ไม่ใช่เพราะอะไรอื่นแต่เลวเพราะใจ คนจะประเสริฐก็มิใช่เพราะอะไรอื่น ประเสริฐเพราะใจอีกนั่นเอง พระพุทธภาษิตที่ว่ามีดังนี้“บุคคลเป็นคนเลวเพราะชาติก็หาไม่ เป็นผู้ประเสริฐเพราะชาติก็หาไม่ แต่เป็นคนเลวเพราะการกระทำเป็นผู้ประเสริฐก็เพราะการกระทำ”

จึงมาถึงปัญหาว่าการกระทำเกิดจากอะไร น่าจะพอเข้าใจกันได้ ว่าการกระทำเกิดจากใจ ใจคิดจะทำก่อน จึงมีการกระทำอะไรนั้น ใจคิดจะทำอะไร จึงจะมีการกระทำอะไรนั้น การกระทำจะไม่มีขึ้นโดยใจไม่คิดจะทำ เช่นถ้าแม้ใจไม่คิดจะทำหนังสือ “แสงส่องใจ” ฉบับวันอาสาฬหบูชา

หนังสือฉบับอาสาฬหบูชาเล่มนี้ก็จะไม่สำเร็จเป็นเล่าให้ได้อ่านกัน เช่นในขณะนี้ นั่นก็แสดงว่าหนังสือ “แสงส่องใจ” ฉบับอาสาฬหบูชานี้สำเร็จด้วยใจ ไม่ใช่สำเร็จด้วยอะไรอื่น ใจไม่คิดจะทำหนังสือ “แสงส่องใจ” หนังสือ “แสงส่องใจ” ก็จะไม่เกิดมีขึ้น.

O พระพุทธภาษิตที่อัญเชิญมาจ้างต้นยืนยันความสำคัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของใจ ด้วยการกล่าวว่า คนจะเลวก็เพราะกรรมคือ การกระทำ คนจะประเสริฐก็เพราะกรรมกรรม คือการกระทำ คนจะดีก็เพราะกรรม กรรมคือการกระทำคนจะดี แลดังกล่าวแล้วการกระทำจะไม่เกิดขึ้นถ้าใจไม่คิดจะทำ

ผลของการกระทำยิงใหญ่เพียงไรก็ได้ สำคัญที่ใจมุ่งให้ใหญ่ยิ่งเพียงไหน แม้มุ่งมั่นให้การเกิดของตนเป็นการเกิดของชาติที่ดีงาม ก็ย่อมทำได้สำเร็จ แม้มีใจมุ่งมั่นให้ตนเป็นคนดีจริง ใจที่มุ่งดีอย่างจริงจังนั้นแหละจะเป็นเหตุให้เกิดกรรมดี คือเกิดการกระทำที่ดีงามอันจะเป็นเหตุให้ภพชาติของตนเป็นภพชาติที่ดีงามได้.

O พระพุทธภาษิตแสดงไว้ชัดเจน ว่าคนจะเลวหรือจะประเสริฐก็เพราะกรรม คือการกระทำของแต่ละคนเอง นั่นก็คือคนจะดีหรือจะเลวไม่ได้อยู่ที่ชาติกำเนิด แต่อยู่ที่การกระทำ หรืออยู่ที่ความประพฤติ นั่นเอง แม้เกิดในชาติตระกูลที่ต่ำ แต่ประพฤติดีงามไม่ชั่วร้ายเลวทราม ก็เป็นผู้ดีได้ นั่นก็คือการแสดงว่าความสูงส่งของชาติตระกูลก็ตามพระพุทธองค์ไม่ทรงถือชาติกำเนิดเป็นสำคัญแต่ทรงถือการกระทำเป็นสำคัญ นั่นก็คือทรงถือใจเป็นสำคัญ เพราะใจเป็นเหตุแห่งกรรมคือการกระทำทั้งปวง คนจะทำดีหรือทำชั่วก็เพราะใจ ใจดีก็คิดดี ก็ทำดี ก็เป็นคนดีชั่ว ก็ทำชั่ว ก็เป็นคนชั่ว ก็เป็นคนไมดี.

O ใจมีความสำคัญนัก มีความสำคัญที่สุดพระพุทธองค์ทรงยกย่องใจให้มีความสำคัญที่สุด ใจทำให้ผู้มีภพชาติที่ต่ำภพชาติที่ไม่สูงไม่เป็นคนเลวได้ แม้มีใจที่มุ่งมั่นทำความดีแต่แม้เป็นผู้มีภพชาติที่ดี ที่สูง ใจก็ทำให้เป็นคนใจต่ำ เป็นคนเลวได้ แม้มีใจที่ไม่ใฝ่ดีไม่มุ่งมั่นในการทำดีเพื่อให้สมกับชาติภพของตนตนเกิดในภพชาติที่ต่ำเป็นคนดีได้ คนเกิดในภพชาติที่สูงเป็นคนไม่ดีได้ คนเกิดในภพชาติที่สูงเป็นคนไม่ดีได้ มีใจต่ำได้ แม้มีใจที่ไม่ใฝ่ดี ไม่มุ่งมั่นทำความดี เพื่อให้พ้นจากภพชาติที่ต่ำต้อยของตน คิดให้ดีจะเห็นความสำคัญของใจ ยิ่งกว่าความสำคัญของชาติภพ.

.....................................................
.. ทุกข์ใดดับได้ด้วยปัญญา ทุกข์นั้นจะไม่เกิดอีก ..


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.ค. 2010, 08:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ต.ค. 2006, 14:49
โพสต์: 1341


 ข้อมูลส่วนตัว www


O ผู้มีบุญทำไว้แล้วในอดีตชาติ ที่เป็นเหตุให้เกิดในภพชาติปัจจุบันที่สูงและพรั่งพร้อมและแม้มีใจในอดีตชาติที่ดีงามสูงส่งด้วยบุญกุศลด้วย ใจก็จะรักษาความสูงส่งของภพชาตินี้ได้อย่างงดงาม คือจะเป็นผู้มีภพชาติสูง ที่สามารถรักษาความสูงแห่งภพชาติปัจจุบันของตนไว้ได้ หลายคนคงเคยได้ยินผู้หลักผู้ใหญ่ในสมัยโบราณพูดถึงใคร ๆ ในสมัยนี้ว่า เป็นคนเสียชาติเกิด เพราะทำความไม่เหมาะสมกับชาติตระกูลของตน เพราะทำความไม่เหมาะสมกับชาติตระกูลของตน

ดังนั้นผู้ใหญ่ โดยเฉพาะที่เป็นมารดาบิดา ที่มีชาติตระกูลหรือที่เรียกกันว่าเป็นผู้ดี จะอบรมสั่งสอนบุตรธิดาแต่เล็กแต่น้อยให้รู้ให้เข้าใจว่า เมื่อเกิดในชาติตระกูลที่สูงส่งที่ดีต้องคิดต้องพูดต้องทำอย่างไร เพื่อให้สมกับชาติตระกูลของตน ไม่ให้ได้ชื่อว่าเสียชาติเกิด

ที่ผู้ใหญ่ในสมัยโบราณท่านชอบใช้เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง แต่เด็กที่ได้รับฟังก็มีคำนี้ติดหูติดใจ อยู่จนโตแล้วจำมาใช้กับลูกหลานของตนต่อมา คำว่าเสียชาติเกิดจึงเป็นคำที่หลายคนนำมาใช้ติดปากอยู่ในปัจจุบัน.

O คำตำหนิว่าเสียชาติเกิด เป็นคำหนักแต่ไม่มีคำหยาบคายอยู่ในความหนักนี้ จึงเป็นที่ใช้กันสืบมาจนปัจจุบันโดยไม่ถูกต่อต้านจนต้องเลิกใช้ แม้คำนี้จะไม่หยาบคาย แต่ก็เป็นการตำหนิที่รุนแรง ที่ผู้ใหญ่โดยเฉพาะคือมารดาบิดานำมาใช้ แต่จะเป็นการสอนมากกว่าดูว่า คือเมื่อบุตรธิดาประพฤติไม่สมกับฐานะชาติตระกูล ก็จะได้รับคำเตือนว่าอย่าเสียชาติเกิด

เป็นคำเตือนให้รู้ ว่าไม่ได้เกิดมาต่ำ ต้องประพฤติตัวให้ดีงามสมกับฐานะชาติตระกูลของตน สมัยก่อนเด็กฟังก็จะเข้าใจจะได้คิดบ้าง ว่าตัวเองเป็นใคร มีความจำเป็นต้องประพฤติอย่างไร ให้เหมาะสมกับชาติตระกูลของตน เพื่อจะต้องไม่เสียชาติเกิด.

O ที่จริงไม่ว่าเด็กไม่ว่าผู้ใหญ่น่าจะเป็นการดี แม้จะนึกไว้ให้เป็นคติประจำใจว่า อย่าเสียชาติเกิด จะได้เป็นการช่วยยับยั้งไม่ให้คิดพูดทำที่ไม่เหมาะสมกับฐานะกับชาติตระกูลหรือความเป็นคนของตน หรือของผู้ที่ตนเคารพเทิดทูนศรัทธา ให้เหมาะให้ควรกับภาวะฐานะทั้งของท่านและของตน พยายามทำให้ได้ดังนี้ก็จะได้ไม่เสียชาติเกิดแน่นอน.

O การได้เกิดเป็นคนเป็นการได้ภพชาติที่ยิ่งใหญ่นักแล้ว ไม่ว่าจะเกิดสูงส่งหรือต่ำต้อยเพียงไหน เมื่อเป็นคนก็เป็นการได้พบชาติที่ยิ่งใหญ่ ความได้เกิดเป็นคนคือความได้ภพชาติที่ยิ่งใหญ่ด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะหูหนวกตาบอดใบ้บ้าขาเสีย เมื่อเป็นคน ก็ต้องถือว่าเป็นการมีภพชาติที่ยิ่งใหญ่ เพราะการจะได้เกิดเป็นคนนั้น ท่านว่ายากนักหนา เป็นหมูหมากาไก่เสียมากมาย ทั้งที่ไม่ปรารถนาจะเป็นเช่นนั้นแต่ก็หาเป็นไปดังปรารถนาไม่ความรู้สึกของสัตว์กับความรู้สึกของคนทุกคนแตกต่างกันแน่นอน ความยิ่งใหญ่ของภพชาติผู้เป็นคนกับผู้เป็นสัตว์ก็แตกต่างกันแน่นอนด้วยเช่นกัน.

O เราแทบทุกคนไม่เข้าใจความรู้สึกนึกคิดของสัตว์ทั้งหลาย เขาบอกเล่าก็ได้ ไม่ว่าสัตว์เหล่านั้นจะอยากบอกความรู้สึกที่ต้องเกิดเป็นสัตว์ และพยายามบอกเท่าไร เราก็หาเข้าใจได้ไม่ ทั้ง ๆ ที่สัตว์ทั้งหลายนั้นน่าจะมีความรู้สึกนึกคิดไม่แตกต่างจากเราผู้เป็นคน แต่ท่านผู้มีญาณพิเศษสามารถหยั่งรู้ความรู้สึกนึกคิด ในจิตใจ ของคน ของสัตว์ทั้งหลายได้ ก็มีอยู่ เพียงแต่ไม่จำเป็นท่านก็จะไม่แสดงออกให้เรารู้ ว่าท่านมีญาณหยั่งรู้ความรู้สึกนึกคิดในจิตใจของคนและของสัตว์

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราไม่รู้เลย ว่าสัตว์ทั้งหลายที่คลุกคลีอยู่กับเรา เช่นหมาแมวในบ้านเรือนของเรา เราก็หารู้ไม่ว่ากำลังพูดอะไรให้เราฟัง มีความทุกข์ร้อนอะไรที่อยากให้เราช่วย เราทั้งหลายผู้ไม่มีญาณหยั่งรู้ ก็หาได้ระแวงสงสัยสักนิดหนึ่งไม่ ว่าสัตว์เหล่านั้นที่คลุกคลีใกล้ชิดอยู่ในบ้านเรือนของเรา มีความเดือดร้อนอะไรที่ต้องการให้เราช่วย.

O หลายท่านที่เคยอ่านพุทธประวัติคงจะจำได้ ถึงเรื่องชายผู้หนึ่งเมื่อตายแล้วไปเกิดเป็นหมาอยู่ในบ้านของตน ที่อยู่กับลูกชายคนเดียวจนตาย และได้ไปเกิดเป็นหมาอยู่ในบ้านกับลูกชายนั่นเอง เขารู้ว่าหมาตัวนั้นเป็นหมา แต่ลูกชายของเขาไม่รู้ ว่าหมาตัวนั้นเป็นพ่อของเขาในอดีต ตายแล้วไปเกิดเป็นหมาไม่ว่าลูกชายจะเดินไปไหน หมาผู้เคยเป็นพ่อก็จะตามติด เคล้าแข้งเคล้าขาไม่ยอมห่างพร้อมกับส่งเสียงเป็นภาษาพยายามบอกให้ลูกชายรู้ว่าเขาเป็นพ่อ จะพาไปที่ฝังสมบัติที่เขาฝังไว้ก่อนตายโดยไม่ให้ใครรู้

ลูกชายของเขาก็ไม่ให้รู้ เมื่อเขามาตายไปโดยที่ยังไม่ได้บอกลูกชายคนเดียวรู้ ก็วุ่นวายใจพยายามจะหาทางบอก บอกแล้วบอกเล่าลูกชายก็ไม่รู้ มิหนำซ้ำยังเตะถีบด่าว่าพ่อด้วยความรำคาญ ที่วุ่นวายชนแข้งชนขาอยู่ตลอดเวลา หนักเข้าลูกชายก็เตะบ้างถีบบ้างหมาพ่อที่เข้าไปวุ่นวายตะเกียกตะกายแข้งขาเขาอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าลูกชายจะเดินไปไหนหมาพ่อก็พยายามบอกให้ไปยังต้นไม้ที่ฝังสมบัติทั้งหมดไว้ ลูกชายก็ไม่รู้ ยิ่งโมโหพ่อหมาที่เซ้าซี้วุ่นวาย ก็ยิ่งเตะถีบหนักขึ้น

จนพระพุทธองค์เสด็จไปบอกผู้เป็นลูกชายว่าหมาที่เขาเตะถีบอยู่นั้นเป็นหมาพ่อของเขา ลูกชายฟังแล้วไม่อยากจะเชื่อ พระพุทธองค์จึงรับสั่งให้เขาไปอาบน้ำให้หมาพ่อ แล้วให้นอนพอหมาพ่อใกล้จะหลับ ก็ให้ลูกชายเข้าไปใกล้ ๆ แล้วเรียกว่า “พ่อ” แล้วถามว่า “พ่อเอาสมบัติไปไว้ที่ไหน”

ลูกชายก็ปฏิบัติตามที่พระพุทธองค์ทรงสั่ง พอลูกชายถามหมาพ่อว่าเอาสมบัติไว้ที่ไหน หมาพ่อก็ลุกขึ้นเดินนำไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง เมื่อเดินไปถึงต้นไม้นั้นหมาพ่อก็ใช้ตีนหมาตะกุย เพียงเท่านั้นลูกชายก็เข้าใจทันทีว่า หมาพ่อกำลังบอกให้รู้ ว่าได้ฝังสมบัติไว้ที่ต้นไม้นั้น และความจริงก็เป็นเช่นนั้น เช่นที่หมาพ่อพยายามจะบอกให้ลูกรู้แต่ภาษาหมาไม่ใช่เรื่องที่คนผู้ไม่มีญาณทั้งหลายจะเข้าใจได้

พระญาณของสมเด็จพระบรมศาสดาเหนือญาณของใครทั้งนั้นแน่นอน เมื่อลูกไม่รู้ว่าพ่อเป็นหมา ปฏิบัติต่อหมาพ่อเช่นที่ปฏิบัติต่อหมาทั้งหลาย พระพุทธองค์เสด็จไปบอกให้ลูกชายของหมารู้ พ่อหมากับลูกคนจึงได้เข้าใจกัน ลูกชายได้พ้นการทำบาปหนักกับผู้เป็นพ่อ ที่ไปเกิดเป็นหมาเสียแล้ว ลูกกับพ่อไม่เข้าใจกันแล้ว เพราะฝ่ายหนึ่งเป็นสัตว์ อีกฝ่ายหนึ่งเป็นคน ไม่มีทางจะรู้เรื่องกันแล้ว.

O ทุกวันนี้สัตว์ต่าง ๆ ก็ชุลมุนวุ่นวายอยู่กับคน อยู่กับเราทุกคน ในบ้านในเรือนแทบทุกแห่ง น่าจะเป็นโอกาสดีให้เราได้อบรมความมีเมตตากรุณาให้มากขึ้นในจิตใจ นึกถึงเรื่องหมาพ่อให้เข้าใจจิตใจสัตว์ ว่ามิได้แตกต่างจากจิตใจเราเป็นผู้คน เพียงแต่ว่าสัตว์ไม่สามารถระบายความรู้สึกหวงแหนก็ตามรักใคร่ก็ตาม ไม่สามารถระบายออกมาเป็นถ้อยคำหรือเป็นน้ำตาได้ ทำได้อย่างมากก็เพียงเสียงเห่าหอนบ้าง เสียงร้อง อี๊ดๆ อ๊าดๆ บ้างเท่านั้น โดยที่คนได้ยินก็ไม่เข้าใจถึงความรู้สึกที่แท้จริงในการทำเสียงเช่นนั้น

อย่างไรก็ตามเราคงพอเดาออกจากเสียงประกอบกับหน้าตาท่าทางของหมาเวลาทำสุ่มเสียงและแสดงกิริยาเช่นนั้น น่าซาบซึ้งในความจงรักภักดีที่มีต่อเราผู้เป็นเจ้าของ เข้าใจความรู้สึกของหมาและสัตว์อื่นทั้งนั้น ว่าน่าจะไม่แตกต่างกันในความรู้สึกนึกคิด ไม่ว่าจะรัก โกรธ เกลียด ดีใจ เสียใจ รวมทั้งการหัวเราะร้องไห้ก็ต้องมีแน่ในเสียงของสัตว์ ดังความรู้สึกของหมาพ่อที่เกิดจากการกระทำของลูกชาย ที่ไม่รู้ว่าพ่อเป็นหมาไปแล้ว แต่พ่อหมารู้ว่าลูกยังเป็นคนก็ยังพยายามส่งภาษาหมา เพื่อให้ลูกเชื่อว่าพ่อเป็นหมา ที่รู้ที่ฝังสมบัติไว้.

O เรื่องของพระพุทธญาณทรงทราบเรื่องลูกชายกับพ่อหมา ไม่ใช่เป็นเรื่องเดียวเกี่ยวกับพระพุทธญาณแน่ แต่ที่จำได้ไม่ชัดเจนก็ไม่คิดว่าควรจะเล่าไว้ในที่นี้ มีเรื่องหนึ่งที่มีสัตว์เกี่ยวข้อง เป็นเรื่องที่ท่านพระอาจารย์ฟั่น อาจาโร ท่านเคยเล่าให้ลูกศิษย์ฟัง เป็นเรื่องที่ แสดงถึงความรักของ พ่อไก่ที่มีผลเช่นเดียวกับความรักของสุภาพบุรุษทั้งหลายที่มีต่อสุภาพสตรี

ท่านพระอาจารย์ท่านเล่าว่าท่านเป็นพ่อไก่อยู่หลายภพชาติ เกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตาย วนเวียนเป็นไก่อยู่หลายชาติท่านบอกว่าท่านต้องวนเวียนเกิดเป็นไก่ ก็เพราะท่านเกิดเป็นไก่ตัวผู้ ไปหลงรักผูกพันไก่ตัวเมีย จึงวนเวียนเป็นไก่อยู่หลายชาติจนได้ดี ใจไปผูกพันกับความรักความหลงจนต้องเกิดเป็นไก่หลายภพหลายชาติ

ซึ่งเมื่อท่านในสภาพชีวิตความเป็นไก่ได้สติขึ้นมา รู้ถึงความหลงผิด จึงตั้งสติไว้
ปล่อยใจได้จากความผูกพันกับไก่ตัวเมีย ได้มาเกิดเป็นมนุษย์ได้ปฏิบัติธรรมบรรลุจุดมุ่งหมายสมปรารถนาเป็นที่เทิดทูนศรัทธาของศิษย์มากมายจนถึงทุกวันนี้ว่า ท่านเป็นผู้หนึ่งที่จะไม่เกิดอีกแล้ว.

.....................................................
.. ทุกข์ใดดับได้ด้วยปัญญา ทุกข์นั้นจะไม่เกิดอีก ..


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ก.ค. 2010, 08:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ต.ค. 2006, 14:49
โพสต์: 1341


 ข้อมูลส่วนตัว www


O เรื่องพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระบรมศาสดานั้นได้อัญเชิญมากล่าวใน “แสงส่องใจ” แล้วหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่ฉ่ำชื่นใจนึกขึ้นมาทีไรก็เป็นสุขด้วยความภาคภูมิใจเป็นที่สุด ภาคภูมิใจด้วย ปีติโสมนัสด้วยว่าพระพุทธองค์ของเรานั้นทรงมีพระพุทธหฤทัยเปี่ยมล้นด้วยพระมหากรุณาธิคุณจริง ๆ ไม่ว่าต่อมนุษย์หรือต่อสัตว์ก็ทรงแผ่พระพุทธเมตตาไปทั่วถึง

คิดว่าถ้าได้พากันนึกถึงน้ำพระพุทธหฤทัยที่เปี่ยมล้นบริสุทธิ์สะอาดด้วยพระพุทธเมตตาเสมอ ๆ จิตใจของเราทั้งหลายก็จะซึมซับพระพุทธเมตตาลงในจิตใจของตนได้ยิ่งขึ้น และยิ่งขึ้น เป็นการสร้างบุญบารมีให้แก่ชีวิต ให้ชีวิตมีพระพุทธหัตถ์แห่งพระเมตตาปกปักรักษาทุกเวลานาทีทุกลมหายใจเข้าออก.

O กล่าวได้ไม่ผิดแม้แต่น้อยว่า ความสำคัญที่สุดในโลกในชีวิตพรหมเทพและมนุษย์ ที่ให้ประโยชน์มหาศาลสูงสุดคือพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาที่เกิดแต่พระมหากรุณาของเจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งปัจจุบันคือสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระเมตตาของเจ้าชายสิทธัตถะก็คือพระพุทธเมตาในสมเด็จพระบรมศาสดานั่นเองเพียงแต่ว่าแม้เจ้าชายสิทธัตถะไม่ทรงมีพระกรุณาท่วมท้นพระหฤทัย จนเป็นเหตุให้ทรงสละสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นเครื่องบำรุงบำเรอความสูงส่งของมกุฎราชกุมาร รัชทายาทแห่งบัลลังก์เจ้าแผ่นดิน ลงสู่ความยากไร้ ต้องเป็นผู้ขอข้าวปลาอาหาร เพื่อเลี้ยงพระชนม์ชีพให้อยู่ในแต่ละวัน

ในพระพุทธประวัติกล่าวไว้ด้วยว่า ข้าวปลาอาหารที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงขอได้นั้น แต่ละมื้อเป็นของคนยากคนจน จึงเป็นข้าวปลาอาหารที่สำหรับเจ้าชายยากจะเสวยได้ แต่เมื่อไม่ได้เสวยนานเข้า ความหิวโหยก็ทำให้ต้องฝืนพระหฤทัยเสวย แต่แม้จะทรงลำบากเพียงไรเจ้าชายสิทธัตถะก็ไม่ทรงย่อท้อ

ความทรงสงสารคนแก่คนเจ็บคนตายที่ทรงได้พบได้เห็น จนเป็นเหตุให้ทรงหวั่นไหวด้วยแรงพระเมตตา และในที่สุดก็ทรงมุ่งมั่นจะช่วยคนเหล่านั้นให้พ้นจากสภาพที่น่าสลดสังเวชใจจนทำให้ทรงสลดพระหฤทัยที่สุด ไม่ทรงสามารถนิ่งเฉยอยู่ต่อไปได้ ทรงมุ่งมั่นจะช่วยทุกข์นี้ของผู้คน จนถึงไม่ยอมห่วงใยพระองค์เอง

ดังนั้นจะต้องทรงลำบากยากแค้นแสนสาหัสจากความเป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินลงสู่ความเป็นผู้ขอ ก็คือขอทานนั่นเอง ลองคิดดูเพียงในฐานะของเราผู้มีการกินอยู่ไม่ถึงเป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินยังทำไม่ได้เช่นที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงทำ เป็นแรงแห่งพระมหากรุณาที่เปี่ยมล้นพระหฤทัยอย่างแท้จริง และแรงแห่งพระกรุณานี้เองที่เป็นเหตุให้เราได้มีพระพุทธศาสนา.

O เราท่านผู้นับถือพระพุทธศาสนาทั้งหลาย ไม่ควรสักแต่คิดว่าเราเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนาตามบิดามารดาปู่ย่าตายายหรือบรรพบุรุษของเรา แล้วก็รับรู้ถึงการนับถือพระพุทธศาสนาเพียงเท่านั้น ไม่สนใจที่จะคิดให้เข้าใจลึกซึ้งลงไป พระพุทธศาสนามีค่าสูงสุด เรามีบุญนักแล้วที่ได้มานับถือพระพุทธศาสนา

ต้องไม่สักแต่รู้ว่าเราเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา เพราะเป็นศาสนาประจำชาติตระกูลของไทยเราเท่านั้นไม่สนใจที่จะศึกษาให้เข้าใจถึงคุณประโยชน์ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระพุทธศาสนา น่าเสียดายที่สุดที่มีบุญได้พบพระพุทธศาสนา ได้มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และประจำชีวิต.

O เราเป็นผู้มีบุญอย่างยิ่ง ที่ได้อยู่ในประเทศนับถือพระพุทธศาสนาและตัวเองก็ได้ชื่อด้วยว่าเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา ขอให้ทุกคนเริ่มเทิดทูนพระพุทธศาสนาให้เต็มสติปัญญาความสามารถแต่บัดนี้เถิดอย่าทำตนเป็นผู้ไม่อยากมีปัญญา พระพุทธองค์ทรงหยิบยื่นปัญญาให้เราแล้ว ดีใจ ภูมิใจและซาบซึ้งในพระพุทธมหากรุณาธิคุณเถิดพยายามสร้างความรู้สึกอันเป็นมหามงคลแก่ชีวิตให้เกิดขึ้นให้ได้เถิด อย่าสักแต่ว่ารับรู้เฉย ๆ ว่าเรานับถือพระพุทธองค์มากพอสมควรพระพุทธศาสนาก็รู้เหมือนกัน ไม่ใช่ไม่รู้ รู้ว่าศีล ๕ ศีล ๘ แต่ยิ่งไม่ได้ถือ ท่องได้ ไว้สอบได้ แต่ยังถือไม่ได้ รอให้แก่เสียสักหน่อยก่อน.

O ปฏิบัติต่อพระพุทธศาสนาเช่นนั้นก็เหมือนดังมีหนังสือธัมมะที่เขียนโดยท่านผู้รู้ผู้สามารถ แต่ไม่เคยหยิบมาอ่าน ไม่เคยรู้เลยว่าท่านผู้รู้ท่านเขียนเกี่ยวกับพระธรรมคำทรงสอนของสมเด็จพระบรมศาสดาไว้อย่างไร เก็บไว้ด้วยความคิดว่าตนมีหนังสือธัมมะที่ดีเป็นของตน ใครเขาพูดกันถึงความสำคัญของหนังสือเล่มนั้น ก็ภูมิใจของเขาไปว่าเราก็มี แต่ยังไม่ได้อ่านเลย เช่นนี้ก็ไม่แตกต่างกับเราเป็นคนหนึ่งในผู้นับถือพระพุทธศาสนา ที่มีหนังสือพระพุทธศาสนาเก็บไว้ในตู้อย่างดี โดยมิได้สนใจที่จะหยิบมาอ่านให้รู้ว่า หนังสือนั้นมีข้อความว่าอย่างไร แม้มีปลวกมากัดกินก็จะทิ้งไปโดยได้รู้ธัมมะในหนังสือนั้นเลย

การปฏิบัติต่อพระพุทธศาสนา อย่าให้เป็นเช่นมีหนังสือธัมมะเก็บไว้ในตู้ โดยเพียงแต่รู้ว่าเรามีของมีค่า แต่หารู้สึกไม่ว่าตนไมเคยได้รับค่าของสิ่งนั้น เมื่อไรหนังสือนั้นถูกปลวกกันทำลายไป หนังสือธัมมะสูงค่านั้นก็จะหายไปจากตู้หนังสือของเรา ไปอยู่ในปากปลวกท้องปลวก เราก็ไม่มีโอกาสได้ชื่นชมหนังสือนั้นอีกเลย.

O หนังสือธัมมะดี ๆ มีค่าสูง แม้ถูกปลวกกันกินแหลกสลายไป ก็ไม่แตกต่างกับพระพุทธศาสนา ที่เป็นศาสนาประจำชาติไทยของเรา ที่เป็นศาสนาประจำชาติไทยของเรา พูดถึงก็ภาคภูมิใจ แต่ไม่ได้รับการทะนุถนอมประคับประคองอย่างเหมาะสมเหมือนหนังสือธัมมะที่ดี แต่เมื่อไม่ได้รับการหยิบยกจับนานเข้าปลวกกัดก็กินหมด

อยากจะขอให้เปรียบเทียบกับพระพุทธศาสนา แม้พากันปล่อยปละละเลยจนหายไปจากประเทศชาติของเรา ก็ไม่แตกต่างกับหนังสือที่ถูกปลวกกัน ขอให้คิดให้ดี คิดให้รอบคอบว่าเราควรปล่อยปละละเลยพระพุทธศาสนาไม่ให้ความสนใจปฏิบัติเท่าที่ควร จะเหมือนหนังสือธัมมะที่ปล่อยให้ปลวกกินจนผุพังหมดจะดีหรือ.

O “แสงส่องใจ” ฉบับนี้เป็นฉบับอาสาฬหบูชา วันบูชาสำคัญยิ่งวันหนึ่งในพระพุทธศาสนา เป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๘ หลังจากวันทรงตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ๒ เดือน ซึ่งเป็นวันวิสาขบูชา วันหนึ่งคือวันวิสาขบูชาเป็นวันตรัสรู้ อีกวันหนึ่งคือ วันอาสาฬหบูชาเป็นวันทรงประกาศตั้งพระพุทธศาสนา คือพระรัตนตรัยเกิดขึ้นในวันนั้น มีทั้งพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ครบองค์สามของพระรัตนตรัย

จึงควรถือได้ว่าหนังสือ “แสงส่องใจ” ฉบับอาสาฬหบูชาเป็นอีกมือหนึ่งที่ส่งมหามงคลให้รับได้มากหรือน้อยเพียงไหน ก็ขอให้รับเพื่อให้วันบูชามหามงคลนี้เป็นวันมหามงคลแก่ชีวิตตนด้วย พร้อมเพรียงกันอัญเชิญมหามงคลจากพระพุทธองค์เข้าครองชีวิตเราทุกคนให้พร้อมเพรียงกัน ทุกลมหายใจเข้าออกเถิด โรคร้ายที่น่ากลัว ซึ่งกำลังคุกคามชีวิตคนไทยอยู่ เช่นเดียวกับที่กำลังคุกคามคนในประเทศทั่วโลก จะไม่อาจมีอำนาจเหนือพระพุทธพรที่เต็มเปี่ยมอยู่ใน “พุทโธ” หรือ “พระพุทธโธ” ที่กึกก้องอยู่ในจิตใจของเราคนพุทธทั้งหลาย ยิ่งกว่าโรคร้ายหวัดร้าย

ที่พระพุทธพรก็เหนือกว่า ขอเพียงให้รวมใจกันอยู่กับ พระพุทโธ มีพระองค์เสด็จประทับอยู่ในชีวิตจิตใจไม่ว่างเว้น มั่นในเทิดทูนพระพุทธบารมีอย่างทุ่มเทชีวิตจิตใจเชื่อมั่นในพระพุทธเมตตาที่ไม่เคยบางเบา ทรงสละความพรั่งพร้อมสูงส่งสะดวกสบายในพระชนม์ชีพได้หมดสิ้น ลงสู่ความยากไร้ขนาดต้องขออาหารคนยากจนเสวยเพื่อผ่อนคลายความหิวโหย

ไม่มีความจำเป็นแม้สักน้อยที่จะต้องทรงรับสภาพนี้ แต่ก็ทรงเข้ามารับ ด้วยทรงมีพระเมตตาเหนือเมตตาของใครทั้งหลาย ยิ่งใหญ่ต่อสัตว์โลกทั้งปวง จนไม่ทรงมีพระเมตตาต่อพระองค์เอง นี่คือพระพุทธองค์ที่ทรงสูงส่งเกินความสูงส่งทั้งหลาย พร้อมเพรียงกันมาเทิดทูนรักษาไว้อย่าให้เหมือนปลวกมากันหนังสือธัมมะเลย จะได้ไม่ต้องเสียน้ำตาไปตามกัน เพราะเรียกกลับคืนมาไม่ได้

ขออำนวยพร
๗ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๒


O หลังทำสมาธิแล้ว ก่อนจะเลิกไปทำอะไรอื่น ท่านให้ดูจิตของตนว่า มีกิเลสแวดล้อมหนักหนาเพียงใด ให้ตั้งใจลดละให้เบาบางลงให้ได้ในแต่ละครั้งที่มีการทำสมาธิ แม้ไม่ทำเช่นนั้นพลังสมาธิจะเพิ่มพลังจิต ที่มืดมิดอยู่ด้วยกิเลส ให้กิเลสยิ่งรุนแรงหนักหนาขึ้น การทำสมาธิแทนที่จะเป็นคุณ จะกลับเป็นโทษ ขอจงพากันไม่ลืมความสำคัญอย่างยิ่งนี้

:b8: :b8: :b8:

:b44: รวมกระทู้ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับ “วันอาสาฬหบูชา”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=23&t=45499

.....................................................
.. ทุกข์ใดดับได้ด้วยปัญญา ทุกข์นั้นจะไม่เกิดอีก ..


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ก.ค. 2010, 10:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


:b8: สาธุ สาธุ สาธุค่ะ...คุณ I am

:b48: ธรรมรักษาค่ะ :b48:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 6 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร