วันเวลาปัจจุบัน 19 ก.ค. 2019, 15:16  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง





กลับไปยังกระทู้  [ 8 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ม.ค. 2009, 11:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย
ณ บัดนี้ถึงเวลาของการฟังธรรมะปาฐกถา
อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว
ขอให้ ทุกท่านอยู่ในอาการสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี
เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟัง ตามสมควรแก่เวลา

วันนี้ท้องฟ้าอากาศครึ้มไปหมด ฝนดูท่าทางมันจะตกกันตลอดวัน
เมื่อวานนี้ก็ตกวันนี้ก็ตก ในกรุงเทพฯ เมื่อวานอาตมาเข้าไปเทศน์
น้ำท่วมเหมือนกับวิ่งรถไปในคลองแล้ว
น้ำทางเหนือยังไม่มาแต่ว่าน้ำบนฟ้า ตกลงมามากเหลือเกิน
เลยท่วมไปในถนนบางสาย
ตอนเย็นไปเผาศพกับคุณสมัคร สุนทรเวช
พูดกันว่าน้ำ ท่วมถนน เลยบอกดีเหมือนกันน้ำท่วม
จะได้หาสาเหตุว่ามันท่วมเพราะอะไร จะได้แก้ไขต่อไป
ถ้า หากว่าน้ำไม่ท่วมก็ไม่ได้ค้นสาเหตุที่เกิดขึ้น
มันเป็นบทเรียนทั้งนั้น
เป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจให้เราได้
คิดได้ค้นได้ศึกษาหาทางแก้ไขกันต่อไป

เรื่องดินฟ้าอากาศมันเรื่องของธรรมชาติ ซึ่งไม่มีใครจะไปหักห้ามได้
จะทำให้เกิดก็ไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของธรรมชาติ
ถึงเวลาตกเขาก็ตกถึงเวลาหยุดเขาก็หยุด ไป ตามเรื่องตามราว
ไม่มีใครจะไปบังคับว่า ตกเวลานั้น หยุดเวลานี้มันทำไม่ได้
แม้จะทำฝนเทียมก็ต้องมี
ธรรมชาติคือมีเมฆมีอะไร ถ้าไม่มีเมฆฝนมันก็ไม่ตกเหมือนกัน
จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่มีขึ้นในสังคมโลก
เรา อย่าไปทุกร้อนกับฝน เรื่องแดดเรื่องอะไรต่างๆ ไปตามเรื่องตามราว
ว่ากันตามจริงญาติโยมที่มาฟัง ปาฐกถาในวันนี้
ก็ยังน่าชมน้ำใจที่ไม่กลัวฝน ฝนตกก็มาได้

คิดอยู่ในตอนเช้าว่า โยมคงจะไม่มาไม่ออกจากบ้าน เพราะฝนตก
แต่ก็ยังมากันตามปกติ ที่เคยมาก็มาตามปกติไม่กลัวฟ้ากลัวฝน
ในตอนเย็นนี้พวกเด็กๆ เขาแจกประกาศนียบัตร
จัดทำกันพอสมควร กางเต้นกันใหญ่
แต่ว่าฝนก็ไม่ปราณีเขาตกตามเรื่องของเขา
เราก็ไม่มีความทุกข์ความร้อนอะไร
ตามภาวะของมันเป็นอย่างไรก็ทำไปอย่างนั้น
ไม่ใช่เรื่องที่จะต้อง วิตกกังวล
จนเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนใจ
เรามาทำจิตใจให้สบายอย่าไปหวั่นไหวต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
ให้นึกว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องเกิด
จะต้องเป็นไปในรูปเช่นนั้น
แล้วเราก็จะไม่มีความ ทุกข์ความเดือดร้อนใจ
คือ มีความพอใจ แล้วมันก็สบายใจ
ความพอใจในธรรมะเขาเรียกว่า สันโดษ


คัดลอกจาก...เรื่อง ความพอใจเป็นทรัพย์อย่างยิ่ง
วันอาทิตย์ที่ ๕ กันยายน ๒๕๑๙

http://www.dhammasukho.com/desciption2.htm

:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ม.ค. 2009, 11:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


พูดถึงเรื่องสันโดษ คนบางคนไม่เข้าใจความหมาย
หาว่าเป็นเรื่องไม่ดี ไม่ควรจะเอามาสอนประชาชนชาวบ้าน
เพราะถ้าชาวบ้านมีความสันโดษ
บ้างเมืองก็จะไม่เจริญก้าวหน้า เขาว่ากันอย่างนั้น
ทีว่ากันอย่างนั้นเพราะไม่เข้าใจความหมายของธรรมะข้อนี้
คือ ไม่รู้ว่าสันโดษคืออะไร
ถ้ารู้ ความหมายของสันโดษว่าคืออะไรแล้ว
ก็จะไม่มีความตกอกตกใจในเมื่อพระท่านนำสันโดษมาสอนแก่ญาติโยม
เพราะว่าเรื่องสันโดษนั้น ถ้าพูดกันให้เข้าใจแล้วไม่ใช่เรื่องเสีย
แต่ว่าเป็นเรื่องดีมีประโยชน์
จะทำ ให้คนเรารู้จักจัดรู้จักทำในเรื่องอะไรๆ ต่างๆ ที่เกิดขึ้น
และจะทำให้คนเรามีความสุขทางจิตใจ เพราะรู้ จักใช้สันโดษ
ถ้าไม่รู้จักใช้สันโดษแล้วจิตใจจะไม่สบาย
จะมีความทุกข์อยู่ตลอดเวลา
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ใจวิถีชีวิตก็เกิดความทุกข์ทั้งนั้น
เพราะไม่ใช้สันโดษเป็นแนวทาง เป็นหลักปฏิบัติ
ก็จะเกิดความทุกข์ความเดือดร้อนใจ
แต่ถ้าผู้ใดรู้จักสันโดษ แล้วก็ใช้สันโดษนี้ให้ถูกต้อง
ผู้นั้นจะมีอารมณ์สดชื่นแจ่มใส
ไม่มีความทุกข์ความเดือดร้อนเข้ามาพัวพันในชีวิตมากเกินไป

คำว่า สันโดษนี้หมายความว่าอย่างไร
สันโดษที่เราเอามาใช้ในภาษาไทย
มาจากคำบาลีว่า สันตุฏฐิ สันตุฏฐิ เรามาแผลงเป็นไทยว่า สันโดษ
แปลว่า ความยินดีตามมีตามได้
เป็นลักษณะของสันโดษคือ หมายความว่า
เรายินดีในสิ่งที่เรามีเราได้ในขณะนั้น ในวันนั้นในชั่วโมงนั้น
หรือในเวลานั้นมีความยินดีมี ความพอใจ เรียกว่า มีสันโดษ
พอใจนี้มันก็มีหลายแบบ เช่นว่า เราพอใจตามได้
เราทำงานทำการไม่ว่าทำงานอะไร
แล้วก็เกิดผลขึ้นจากงานที่เราทำ
ผลที่เกิดขึ้นนั้นมันเป็นผลที่เราบังคับเอาตามใจไม่ได้เสมอไป
เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นจากผลงานที่เราได้ปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
เราก็พอใจ พอใจในผลงานอันนั้น
ความพอใจอย่างนี้เรียกว่า มีความสันโดษ

อันคนที่พอใจในผลงานของตัวที่ได้นั้น ก็ย่อมสบายใจ
เช่นเราลงทุนทำการค้าขาย แล้วมันก็ได้กำไรมาสักเท่าใดก็ตาม
สมมติว่าลงทุนไปร้อยบาท แล้วได้กำไรสองบาทก็ดีแล้ว
อย่างนี้ใจมันก็สบาย แต่ถ้าเราได้กำไรสอบบาท เราไม่พอใจ
เราบ่น บ่นเรื่อยไป หรือว่ามีความทุกข์ วิตกกังวล มันน้อยไป
ไม่สมกับที่เราลงทุนลงไป มันควรจะได้สักยี่สิบควรจะได้สักสามสิบ
ในขณะที่เรา คิดอย่างนั้นจิตใจกังวลแล้ว
มีความความทุกข์ความเดือดร้อนใจ ไม่มีความสุขใจ
แต่ถ้าเรานึกว่าเท่านี้ก็ดี แล้ว ดีกว่าไม่ได้อะไรเสียเลย
พอคิดอย่างนี้ใจมันสบาย เพราะว่าเราพอใจในสิ่งที่เราได้
อันนี้เรียกว่า เป็นความสันโดษตามมีตามได้
เราได้มาอย่างใดเราก็พอใจอย่างนั้น ก็มีความสบายใจ

เวลาเรารับประทานอาหาร
สมมติว่าแม่ครัวเขาปรุงอาหารมาให้สักสองอย่าง
มีแกงจืดก็แกงเผ็ดหน่อย เราคนไทยชอบรสเผ็ดอยู่หน่อย
เขาก็ทำให้สองอย่าง แกงจืด กับแกงเผ็ด
เราไปนั่งลงบนโต๊ะอาหาร แล้วก็มองดูอาหารนั้นไม่พอใจ
ว่าทำไมวันนี้กับข้าวมันน้อยไป
มีแต่แกงจืดแกงเผ็ดมันควรจะมีไข่เจียวอีกสักอย่างหนึ่ง
หรือว่าควรจะมีสลัดอีกสักจานหนึ่ง
หรือว่าควรจะมีผักสดๆ หรือไอ้โน่นไอ้นี่
แต่ว่า มันไม่มีในขณะนั้น มันมีสองอย่างนั้น
เมื่อมีสองอย่างเท่านั้นเราไม่พอใจ
ถ้าเราไม่พอใจเราก็กินด้วย ความทุกข์ กินด้วยความวิตกกังวล
มีอารมณ์โทสะเกิดขึ้นในใจ แล้วจะดุแม่ครัวดุคนนั้นคนนี้
เพราะความ ไม่พอใจในอาหารสองจานที่เราได้รับ
เราก็เกิดอารมณ์หงุดหงิดด้วยประการต่างๆ อันนี้เรียกว่า ไม่สันโดษ
เมื่อไม่สันโดษก็มีความทุกข์ทางใจเกิดขึ้น
เพราะเราไม่พอใจในอาหารนั้น

:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ม.ค. 2009, 11:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


แต่ว่าเราเป็นคนปฏิบัติธรรมะ ในเรื่องเกี่ยวกับสันโดษ
พอเราเห็นอาหารสองอย่าง เราก็พอใจ
เราพอใจว่ามีสองรสมีทั้งรสจืด มีทั้งรสเผ็ด เพียงเท่านี้ก็ดีแล้ว
เราจะกินอะไรกันนักหนา กินพออิ่มเท่านั้นเอง
ความอร่อยของอาหารนั้นไม่ใช่ของแท้จริงอะไร
มันเป็นเรื่องมายาหรอก อร่อยก็เพียงที่ลิ้นนิดหน่อย
กลืนลงไปแล้วมันก็หมดเรื่อง
เขาทำให้เรารับประทานสองอย่างก็ดีแล้ว ดีกว่ามีอย่างเดียว
ถ้ามีอย่างเดียวเราก็นึกว่า ดีกว่าไม่มีอะไรเสียเลย
เราก็พอใจ เมื่อเราพอใจเราก็กินสบาย
มีอารมณ์สดชื่นรื่นเริงในการรับประทานอาหารนั้น
ไม่ดุใครว่าใคร ไม่ทำใจให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อน
ความพอใจมันเป็นความสุขแล้ว
ความสุขที่เกิดจากอาหารนั้น เพราะว่าเราพอใจ

หรือเครื่องนุ่งห่มแต่งเนื้อแต่งตัว เราไปไหนเราก็แต่งไปตามเรื่อง
แล้วไปเห็นคนอื่นเขาแต่งดีกว่าเรา ผ้าดีกว่าทันสมัยกว่า
หรืออะไรๆ ดูแล้วมันดีกว่าเรา
ถ้าเราเกิดอารมณ์ขึ้นมาในใจว่า แหม เรามัน ไม่เป็นคนทันสมัยเสียเลย
คนอื่นเขาแต่ดีกว่าเรา แล้วมองดูตัวเองก็ไม่พอใจ
ไม่พอใจในเสื้อผ้าที่ตัวแต่งอยู่ ขณะนั้นก็เกิดความทุกข์ทางใจ
เกิดความวิตกกังวลมีปัญหาเกิดขึ้นในใจทันที
อันนี้เรียกว่า ไม่สันโดษ ในสภาพที่ตนมีตนได้
แต่ถ้าหากว่าเราเห็นใครเขาแต่งอย่างไรก็ช่างเขา
เราแต่งของเราอย่างนี้ เราสบายอย่างนี้
ของเรามันก็กันร้อนได้กันหนาวได้ กันเหลือบกันยุงได้
ปกปิดความละอายได้มันก็พอแล้ว เราก็สบายได้
เมื่อมีความสบายใจก็ไม่มีปัญหา อย่างนี้เรียกว่า สันโดษ
สันโดษด้วยเสื้อผ้าที่เรามีเราได้อยู่
ในวันนั้นในขณะนั้น นี่เรื่องหนึ่ง

ที่อยู่อาศัยเหย้าเรื่อนของเราก็เหมือนกัน เรามีบ้านอย่างใดก็ตาม
แล้วมีคนอื่นมาปลูกบ้านใกล้ บ้านใกล้กับเราก็ตาม
ของเขาใหญ่กว่า สวยกว่า สนามหญ้ากว้างกว่า รั้วงามกว่า
เรามองแล้วมองดูบ้าน ของตัว ดูหมิ่นบ้านของตัว
แหมบ้านเราเหมือนกับรังหนู ไม่สวยไม่งามสีก็จืดไม่น่าดู
สนามหญ้าก็ไม่สวยไม่ กว้างเหมือนกับบ้านโน้น
กำแพงก็ไม่ทันสมัย เครื่องใช้ในบ้านก็ไม่ทันสมัย
เหมือนกับอยู่ในนรก เพราะว่า สร้างความทุกข์ขึ้นในใจ
ไม่พอใจในบ้านที่ตัวอยู่ ทะเยอทะยานไปมองบ้านคนอื่นเขา
แล้วก็นึกว่าเรา ควรจะมีอยู่อย่างนั้น ควรจะมีอย่างนี้ตลอดเวลา
อย่างนี้ใจมันก็เป็นทุกข์ ไม่มีความสบายใจ
แต่ถ้าเราพอ ใจว่า บ้านเรามันอย่างนี้ก็ต้องพอใจไปก่อน
พอใจไปก่อนเมื่อมันยังไม่มีบ้านที่ดีกว่านี้
ก็ต้องพอในอันนี้ไป ก่อน

อันนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า ยํ ลทฺธํ เตน ตุฏฺฐพฺพํ
แปลว่า ได้สิ่งใดพอใจด้วยสิ่งนั้น เมื่อเราได้สิ่ง ใดมาเราก็พอใจ
เรามีบ้านหลังคากันฝนได้ ฝากันแดดได้
พื้นเรียบร้อยมีความสะอาด เราหลับนอนได้อยางสบาย
เหมือนกันกับบ้านหลังโน้นเราสบายดีเป็นปกติ
เราก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในใจ
จิตใจเป็นสุขในขณะที่เรารู้สึกว่า เราพอใจ
อันนี้ เรียกว่ามีความสันโดษ
ความสันโดษ มันเป็นศิลปะแห่งการดำรงชีวิต
เป็นศิลปะแห่งความสุขใจสบายใจ ในสิ่งที่เรามีเราได้
เช่นว่าวันนี้ฝนตก เราก็นึกให้มันสบายใจ
เออฝนตกก็ดี อากาศเย็นๆ ดีกว่าร้อน
วันไหนอากาศร้อนเราหงุดหงิดใจ
เหงื่อไหลไคลย้อยฝนตกอย่างนี้มันสบายใจดี
ไม่มีอะไรเราก็มีจิตใจสบาย ไม่อึดอัด ไม่ขัดใจ
เพราะท้องฟ้ามืด หรือฝนตกหรือลมพัดกระโชกมา
ใจเรามันเฉยๆ ก็มีความสุขทางใจ จิตใจสบาย
ไม่มีปัญหาทางใจมากเกินไป
เพราะว่าเราจะไปบังคับว่าฝนเอ๋ย หยุดเสียทีเถอะ
ข้ารำคาญเต็มทีแล้ว บังคับมันได้เมื่อไหร่
มันจะตกก็ต้องตกจะเกิดมันก็ต้องเกิด
เพราะฉะนั้นเราหมุนใจเราดีกว่า อย่าไปหมุนธรรมชาติเลย

ธรรมชาติมันแก้ไม่ได้ เราแก้ใจดีกว่า
แก้ใจเราก็คือว่า ยิ้มรับสถานการณ์ ฝนตกเราก็ยิ้มรับมันเสีย
เออสบายดีเหมือนกันฝนตก
วันนี้วันอาทิตย์ไม่มีงานมีการ เราไม่ได้ไปออฟฟิต
ฝนตกจะได้อยู่บ้าน จะได้พักผ่อน ไม่ต้องไปไหน
ไม่เปลืองน้ำมันรถ แต่ว่าต้องไปฟังเทศน์เสียหน่อย
เพราะว่าต้องไปอยู่เป็นประจำ มันก็สบายใจ ไม่มีเรื่องอะไร
ที่อื่นเราไม่ไปเพราะว่าฝนตก แต่ว่าไปฟังเทศน์
ต้องไปหน่อยเพราะเป็นอาหารใจ
เราก็มาด้วยความสดชื่น ใจสบาย นี้เรียกว่า มีสันโดษ
คือพอใจในสิ่งที่เรามีเราได้ มันเป็นความสุขทางใจอย่างหนึ่ง
ถ้าเรารู้จักทำ แต่ถ้าเรา ไม่รู้จักทำใจให้เกิดสันโดษ
ก็หงุดหงิดเรื่อยไป มีความทุกข์มีความเดือดร้อนใจ มันก็เสียหาย

:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ม.ค. 2009, 11:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


อันบุคคลที่มีความสันโดษนั้น ไม่ใช่คนขี้เกียจงาน
คนสันโดษไม่ใช่คนขี้เกียจ
ถ้าประพฤติตามหลักสันโดษแล้ว จะไม่ขี้เกียจ
ทำไมจึงไม่ขี้เกียจ คนขี้เกียจนั้นไม่ใช่คนสันโดษ
แต่ว่าเป็นคนไม่มีสันโดษ คือ ไม่พอใจ
คนขี้เกียจคือ คนที่ไม่พอใจ เขาให้กวาดขยะไม่อยากจะกวาด
เขาให้รดน้ำต้นไม้ไม่อยากจะรด เขาให้พรวนดินไม่อยากจะพรวนดิน
เขาให้ทำอะไรก็ไม่พอใจทั้งนั้น
เมื่อไม่พอใจก็ทำนิดหน่อย
ทำนิดหน่อยแล้วก็ทิ้งเครื่องมือไปแล้ว ไม่ทำต่อไป
นี่คือ ความไม่พอใจ

เขาเล่าเรื่องไว้เรื่องทางปักษ์ใต้ ฤดูนี้มันเป็นเดือนสิบ
เรียกว่า ใกล้ทำบุญสารท
ชาวบ้านในชนบท พอใกล้ทำบุญสารทเขาต้องไปหามะพร้าว
สำหรับเอามาเคี่ยวเป็นน้ำมัน เพราะว่าสมัยก่อนน้ำมันไม่ค่อยมี
ต้องเคี่ยวเอา เคี่ยวน้ำมันมะพร้าวแล้วทำขนม
ขนมประเภททอดมันเขาเรียกว่า ขนมเจาะหู ขนมลูกสะบ้า
ขนมอะไรหลายอย่าง เอาไปทำบุญในวันสารท
ฤดูนี้มันก็เป็นฤดูทำนำ มีคนหนุ่มคนหนึ่ง
บ้านเขาไม่ได้อยู่ทุ่ง แต่เขาอยู่ในป่า
ไปอยู่ในป่าเวลาไปขอหมั้นลูกสาว คนในทุ่งเขาบอกว่า
มึงจะไปอยู่ได้หรือในทุ่ง ต้นกกมันรก ในนาเต็มไปด้วยต้นกก
เหมือนกับสนามหญ้าที่รกฉะนั้นแหละ
ต้นกกต้นเท่านิ้วชี้ ต้นไม้เท่านี้กูยังตัดได้ กลัวอะไรกับต้นกก
ว่าอย่างนั้นมันยังไม่ได้แต่งงาน
มันนึกว่าต้นกกต้นเล็กๆ ตัดเดี๋ยวเดียวก็ได้ ก็เลยได้แต่งงาน
เมื่อแต่งงานแล้วเขาก็ไปทำนา ต้องเอามีดไปฟันต้นกก

ฟันต้นกกมันไม่เหมือนกับฟันต้นไม้เนื้อแข็ง
ไม้เนื้อแข็งฟังลงไปก็เข้าทันที
แต่ต้นกกบางทีฟันแล้วมันไม่ขาด
มันลู่มันอ่อนไปเสีย เขาก็ฟันไป
แต่ขณะที่ฟันหญ้าเขายืนในน้ำ
ยืนในน้ำ ปลิงกัดแข้งกัดขา มันอยู่ในป่าไม่เคยมีปลิง
ต้องเอามือไปปลดปลิงจากแข้ง
เลยก็นึกในใจว่าไม่ไหว แล้วอย่างนี้ทำไม่ได้แล้ว
ก็เลยกลับไปบ้านตอนเย็นก็ถามพ่อแม่ว่า
พ่อเมียแม่เมียถามว่า ใกล้จะเดือนสิบ แล้ว
ทีนี้เวลาจะทำขนมเอามะพร้าวที่ไหน
ต้องไปหามาทางริมภูเขา บ้านป่าบ้านสวน
มันบอกว่าพรุ่งนี้ฉัน จะไปบ้านแล้ว
ไปหามะพร้าวเพื่อเอามาให้แม่ยายทำขนม
มันเบื่อที่จะไปตัดหญ้าในทุ่งนาไปหายไปเลย
นี่ เพราะเรื่องอะไร เรื่องไม่พอใจนั่นเอง
ไม่อดทน พอไม่พอใจเกิดขึ้น ไม่อดทน ไม่มีความเพียร
ไม่มีความตั้งใจที่จะทำสิ่งนั้นแล้ว
ผลที่สุดก็ทิ้งงาน ไม่สามารถจะทำได้
อย่างนี้เราเห็นกันอยู่ทั่วๆ ไป

เด็กๆ ที่เราให้เรียนหนังสือถ้ามันไม่พอใจเรียน
คือ ไม่มีความสันโดษในการเรียนแล้ว มันเบื่อไปหมด
เรียนเลขก็เบื่อ เรียนภาษาก็เบื่อ เรียนอะไรมันก็เบื่อทั้งนั้น
แล้วมันก็หนีโรงเรียนเที่ยวหลบไปอย่างนั้น อย่างนี้
ผลที่สุดก็เรียนไม่ได้
นี่ก็เพราะว่าไม่มีความสันโดษในเรื่องที่ตัวกระทำ
ความขี้เกียจเกิดขึ้น ความไม่อดทนก็เกิดขึ้น
ความตั้งใจที่จะทำมันก็ไม่มี งานไม่สำเร็จ
แต่ว่าคนที่มีความสันโดษมีความพอใจใน
การปฏิบัติหน้าที่นั้น เขาจะไม่ทิ้งงาน เราให้เขาขุดดิน
พอเขาไปเห็นดินเขาก็พอใจ จับจอบขุดพลิกขึ้นมา
ก้อนหนึ่งเขาก็พอใจ พลิกขึ้นมาอีกก้อนก็พอใจ
ทุกครั้งที่เขาเอาจอบฟันลงไปในดินเขาพอใจ
พลิกขึ้นมาเขา ก็พอใจ คนประเภทนี้ไม่ทิ้งไม่ทิ้งงานเป็นอันขาด
เพราะเขาพอใจ นี่แหละเขาเรียกว่าสันโดษ
คือ พอใจในงานที่ตนจะทำ แล้วไม่ทิ้งงาน

:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ม.ค. 2009, 11:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่า คนบางคนเข้าไปทำงานอยู่กับใคร
เช่นทำงานบริษัท ห้างร้าน หรือทำงานอะไรก็ตาม
ทำไปจนแก่จนเฒ่า จนเขาปลดออกจากงาน ไม่ทิ้งไปเลย
นี่แสดงว่า คนนั้นมีความสันโดษ พอใจในงานที่เขามอบหมายให้กระทำ
แล้วทำไปเจริญทุกราย ก้าวหน้าได้ เลื่อนฐานะเลื่อนตำแหน่งเงินเดือน
เพราะว่าเขาพอใจ
ในทางตรงกันข้ามคนที่ไม่พอใจ ไปทำงานที่ บริษัทนี้เกิดไม่พอใจ
ไม่พอใจเจ้าของ ไม่พอใจหัวหน้าคนงาน
ไม่พอใจในสิ่งแวดล้อมภายในโรงงาน อึดอัด ขัดใจลาออก
แล้วไปหางานใหม่ เดี๋ยวเกิดไม่พอใจอีก ลาออกอีก
ลาออกจนกระทั่งว่า ไม่เป็นล่ำเป็นสัน
ทำบริษัทนั้น ทำบริษัทโน้นหน่อยหนึ่ง แล้วมันจะดีขึ้นได้อย่างไร
ถ้ามีใบเซอตีฟิเกตไปแสดงเจ้าของานเห็นเข้า ไม่ไหว
บริษัทนั้นสามเดือนบริษัทนั้นสองเดือน บริษัทนั้นเดือนครึ่ง ใครเขาจะรับ
เพราะแสดงว่าเป็นคนใจ อ่อนโลเล ไม่หนักแน่น
ทำอะไรนิดๆ หน่อยๆ เดี๋ยวก็ละงานไปแล้ว
ก็หางานทำลำบาก ไม่สามารถจะอยู่ กับใครได้
นี่มันผิดตรงไหน ตรงที่ไม่มีคุณธรรมคือความสันโดษนั่นเอง

แต่ถ้าเรามีความสันโดษมีความพอใจ
เราทำงานอะไรก็ทำด้วยความพอใจในงานนั้น
ไม่ทิ้งงาน ไม่ย้ายงาน ทำไปจนได้ดิบได้ดี จนก้าวหน้า
เป็นที่รักของนายจ้าง นี่คือ คนที่มีความสันโดษ
ความสันโดษจึงไม่ใช่ความเกียจคร้าน ไม่ใช่ความเบื่อหน่ายต่อชีวิต
แต่เป็นความชื่นใจ ดีใจกับสิ่งที่เรามีเราได้
มันเป็นความสุขอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นในใจแล้วทำให้เกิดกำลังเข้มแข็ง
เกิดความอดทนเกิดความหนักแน่น เกิดความรักงานรักการ
ทำงานด้วยอารมณ์สดชื่น แล้วมันดีหรือไม่
ญาติโยมลองคิดดู สันโดษมันดีไม่ใช่เสียหาย

เพราะฉะนั้นพระจึงสอนว่า ให้มีความสันโดษในหน้าที่การงาน
ในทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในชีวิตวิถีของเรา
เราจะต้องพอใจในสิ่งนั้น ทำความพอใจให้เกิดขึ้น
พอมีความพอใจแล้วใจมันสบาย ไม่ลำบากไม่เดือดร้อน
ให้สังเกตดูสภาพจิตใจ ของเรา เวลาใจที่เราหงุดหงิดงุ่นง่านขึ้นมา
แสดงว่าเราไม่พอใจแล้วไม่พอใจในที่ที่เรานั่งในที่ที่เรายืน
ไม่พอใจในสภาพสิ่งแวดล้อม ไม่พอใจในบุคคลไม่พอใจเหตุการณ์ต่างๆ
เราอารมณ์หงุดหงิดขึ้นมาทันที
ถ้ารู้สึกว่าจิตใจมีสภาพหงุดหงิดขึ้นมาเช่นนั้น

ขอให้ตั้งปัญหาถามตัวเอง ถามว่า มันหงุดหงิดในเรื่องอะไร
มีอะไรทำให้เกิดความหงุดหงิดขึ้น
เราก็จะตอบได้ทันทีว่า เพราะเราไม่พอใจในสิ่งนั้นในสิ่งนี้
เราตอบได้กับตัวเองว่าไม่พอใจ และเมื่อ เรารู้ว่าเพราะความไม่พอใจ
จึงได้เกิดอารมณ์อย่างนี้ขึ้นมา เราจะแก้ไขอย่างไร
ก็แก้ไขด้วยการเปลี่ยนเสีย
เปลี่ยนจิตใจที่ไม่พอใจนั้นให้เป็นความพอใจ
ทำอย่างไรจึงจะพอใจ ก็มองในแง่ดีแง่งามของสิ่งนั้นๆ
มองในสิ่งนั้นว่ามันดีตรงไหน มันเป็นประโยชน์ตรงไหน
มันมีอะไรที่ควรจะชมบ้างในเรื่องนั้นๆ
หัดมองอะ ไรในแง่ดีแง่งาม แล้วเราก็จะเกิดความพอใจ
ยิ้มออกมาทันทีว่า เอ้ามันก็น่ารัก น่าเอ็นดู
ไม่มีอะไรที่น่าจะ รำคาญ
เรารำคาญเรียกว่า มันเผลอไปเอง ประมาทไปเอง
จึงได้เกิดอารมณ์อย่างนี้ขึ้นมาในใจ

อันนี้ช่วยให้จิตใจสบาย ไม่มีความทุกข์ความเดือนร้อนในทางจิตใจ
นี่ลักษณะของสันโดษอย่างนี้ เรียกว่า สันโดษตามสิ่งที่เรามีเราได้
สันโดษตามกำลังมันก็มีเหมือนกัน
เรามีกำลังเท่าไหร่ สมมติว่ามีทุนอยู่แสนหนึ่ง
แล้วเราจะการค้าขาย เราก็ต้องพอใจในทุนที่เรามี
แล้วต้องคิดกะงบประมาณในการดำเนินงานว่า
ในวงเงินเท่านี้เราจะทำเท่านี้ไปก่อน
เมื่อใดมีเงินมีทุนที่จะขยายงานได้ เราค่อยขยายต่อไป
ทำด้วยอารมณ์สดชื่นรื่นเริงกับทุนเท่าที่เรามีอยู่นี้
ใครเขาจะมาพูดว่า ทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ
มันจะพอกินหรือมันจะก้าวหน้าหรือ
เราอย่าไปสนใจกับคำพูดเช่นนั้น เพราะเขาไม่รู้ฐานะของเรา
ว่าเรามีอะไรเท่าไหร่ขนาดไหน แต่เราเองเรารู้ว่าเรามีอะไรเท่าไหร่
เพราะฉะนั้นเราต้องยิ้มรับสถานการณ์ ฉันพอใจในสิ่งนี้ไปก่อน
เพราะฉันมีทุนอยู่เพียงเท่านี้
และในทุนที่เรามีนี้เราทำด้วยความไม่ประมาท
ใช้ความรอบคอบระมัดระวังในการที่จะทำเพื่อรักษาต้นทุนไว้
และเพื่อให้เกิดกำไรขึ้น ตามสมควรแก่หน้าที่ที่เราปฏิบัติ
ถ้ามีอะไรที่เป็นกำไรเกิดขึ้นเราก็พอใจ ว่าได้เท่านี้มันก็ดีแล้ว
พอใจเท่านี้ไปก่อนเราก็สบายใจ ไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น
อันนี้เป็นตัวอย่างที่ว่า พอใจในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่
ก็ทำให้เกิดความสุข

:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ม.ค. 2009, 11:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


ทีนี้เหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา
เช่นว่าขโมยมาขึ้นบ้านเอาข้าวของของเราไป
เรา ควรจะคิดอย่างไร อย่าคิดให้มันเป็นทุกข์เมื่อของหาย
แต่ควรคิดให้สบายใจ คิดให้สบายใจก็คิดมองใน แง่ดีไว้ก่อน
ในแง่ดีของเรื่องนั้น เช่นขโมยขึ้นบ้านเรา
เราก็อยู่ในบ้านนั่งอยู่ชั้นล่างขโมยขึ้นข้างบน
ปีนขึ้น ไปทางต้นไม้ที่อยู่ข้างบ้านของเรา
ทุบกระจกแตกเราอาจจะได้ยินเสียงกระจกแตก
แต่นึกว่าเด็กมันทำ จานแตก หรืออะไรแตกไป ไม่เฉลียวใจ
ไม่ได้คิดว่าขโมยมันขึ้นมาบนบ้าน
แล้วมันก็มาเอาข้าวของของเราไป
ถ้าเราจะมานั่งเสียใจนั่งเป็นทุกข์
ว่าแหมเอาเครื่องเพชรไปเสียเอาสิ่งนั้นไปเสีย น่าเสียดาย
คิดขึ้นทีไรก็เป็นทุกข์ทุกที พอคิดถึงแหวนเพชรวงนั้นก็เสียใจ
คิดถึงสายสร้อยก็เสียใจ ไปเห็นกระจกแตกก็ เสียใจ
เหตุการณ์ทั้งหลายมันทำให้เราเสียใจอยู่ตลอดเวลา
เป็นทุกข์เปล่าๆ เราควรจะคิดอย่างไร
คิดให้มันชื่นใจดีกว่า คิดให้ชื่นใจต้องคิดว่าอย่างนี้

สมมติว่าเราไปเห็นขโมยคนนั้นเข้า ในขณะที่มันทำการ เปิดตู้อยู่
จะเอาข้าวเอาของของเรา แล้วมันเห็นเราเจ้าของบ้านขึ้นไป
มันจะทำอะไรกับเราบ้างไหม ไว้ใจไม่ได้
ขโมยเดี๋ยวนี้มันฆ่าคนง่ายๆ ถ้าเราไปเห็นขณะที่มันกำลังลักอยู่
มันมีมีดมันมีปืนมันต้องแทงเรา มันต้องยิงเรา
เราอาจจะถึงตายก็ได้ นี่ดีที่เราไม่ขึ้นไปเห็นมัน
ในขณะที่มันเอาของแล้วมันก็ไม่มีโอกาสทำร้ายเรา
มันเอาแต่ของแล้วมันก็ไป เรายังมีชีวิตอยู่ยังสบายบุญนักหนา
เราต้องนึกว่า บุญจริงๆ ไม่ใช่ โชคร้ายแล้ว
ควรจะมองว่ามันเป็นโชคดีเหลือเกินในชีวิตของเรา
ที่เราไม่ได้ขึ้นไปเห็นเจ้าขโมยพวกนั้น
ถ้าเราขึ้นไปเห็น สมมติว่าพ่อบ้านขึ้นไปเห็น มันต้องเล่นงานเรา
มันมีปืนมันต้องยิงก่อนแล้ว แล้วเราอยู่ในท่าที่เสียเปรียบ
เช่นเราขึ้นบันไดไปพอโผล่หัวเปรี้ยงเข้าให้แล้วเข้าลูกตาเลย
เราก็พลิกท้องกลิ้งหลุนๆ ไปตามบันไดเท่านั้นเอง
เราตาย หรือว่าคุณนายคุณหญิงขึ้นไปเห็นมันเข้า
มันก็ทำร้ายร่างกาย เกิดความ เจ็บปวดไปเปล่าๆ
เมื่อมานึกอย่างนี้ เราก็ควรจะพอใจ

พอใจว่า ดีแล้วที่มันเอาไปเพียงเท่านั้น มันไม่ทำร้ายชีวิตของเรา
ถ้าเราไปเห็นมันขณะทีมันเอาของอยู่ มันก็ต้องทำร้ายเรา
ต้องทำแน่ๆ ขโมยมันไม่คิดหรอก เรื่องอะไรมันก็ไม่คิดหรอก
ก็ดูข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ มันเอาเงินไป
พอเราวิ่งตามมันยิงกลิ้งโค่โล่ไปเลย เราต่อสู้มันยิงทั้งนั้น
มันทำเราทั้งนั้น ทีนี้เราไม่มีโอกาสได้เห็นมัน
แล้วเราไม่ได้ทำการขัดขวางมัน เราก็ไม่ตาย
นับว่าบุญแท้ๆ ที่เราไม่ได้เห็นขโมยนั้น
มันเอาแต่เงินไปเพชรนิลจินดาไป มันของนอกกาย
เรายังมีปัญญามีสมอง เราก็หาได้ต่อไป
ไม่เห็นจะทุกข์ร้อนอะไร อย่างนี้ก็สบายใจ
ไม่มีความทุกข์ความเดือดร้อน นี่ก็คือ สันโดษเหมือนกัน
แสดงว่าเรามีความสันโดษพอใจในสิ่งที่เกิดขึ้น
แล้วมองในแง่ว่า มันเกิดเพียงเท่านั้นดีกว่ามันเกิดมากกว่านี้
เสียหายเท่านี้ดีกว่ามันมากไปกว่านั้น อันนี้เรา สบายใจ
ไม่ต้องนั่งเป็นทุกข์ ไม่ต้องร้องให้เสียน้ำตา
เพราะมาคิดในแง่พอใจอย่างนี้ จิตใจก็สบาย
อันนี้ เป็นตัวอย่างของความที่เรียกว่า มีความสันโดษพอใจ

ในชีวิตในครอบครัวก็เหมือนกัน สมมติว่าสามีภรรยาอยู่ด้วยกัน
ถ้าอยู่ด้วยความสันโดษแล้วไม่มีปัญหา
ไม่มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่มีเรื่องขัดอกขัดใจกัน
แต่อยู่กันด้วยความสุขเพราะต่างคนต่างพอใจ
สามีก็พอใจในภรรยา ภรรยาก็พอใจในสามี
ไม่มีปัญหาเลย อยู่กันตลอดชีวิตในครอบครัว เพราะรู้จักใช้สันโดษ
แต่ถ้าว่าเกิดไม่พอใจขึ้นมา ของเรามันสู้คนนั้นไม่ได้คนนี้ไม่ได้
ไปเที่ยวเปรียบเทียบ เปรียบเทียบแล้วเห็นข้อแตกต่าง
เห็นความแตกต่างแล้วเปลี่ยนเป็นเรื่องไม่พอใจ ในสิ่งที่ตัวมีตัวได้
ก็เกิดความทุกข์เกิดปัญหา บางทีทะเลาะเบาะแว้งกัน
เพราะอารมณ์ไม่ชอบใจ นี่คือ ไม่มีความสันโดษ
จึงเป็นเรื่องเสียหายด้วยประการต่างๆ
ในทางศีลธรรมท่านจึงว่า ต้องพอใจในคู่ครองของตน
เรียกว่า "สทารสันโดษ" ก็จะเป็นเหตุให้เกิดความสุขความสบายใจ
ไม่เกิดความวุ่นวาย ไม่เกิดปัญหา ลักษณะสันโดษมันเป็นอย่างนี้

ญาติโยมลองเอาไปพิจารณาดูแล้วจะเห็นว่า
เป็นศิลปะแห่งความสุขในชีวิตประจำวัน
จะไม่ทำให้เราเกิด ความทุกข์เลยแม้แต่น้อย ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
สมมติว่าเราขับรถไป แล้วรถมันเสียอารมณ์หงุดหงิดทันที
แหมทำไมมันเสีย ถ้ามีคนขับให้เราก็ดุคนขับ
ทำไมไม่ดูให้เรียบร้อย ไม่แต่งให้เรียบร้อย
ไม่ทำอย่างนั้นไม่ทำอย่างนี้ นั่นไปดุคนขับ
คนขับอารมณ์เสียอีก พอคนขับอารมณ์เสีย
ทีนี้พอคนขับอารมณ์เสียมันก็แต่งไม่ถูกไม่ต้อง
บางทีมันก็รำคาญว่านายดุมันเลยทำให้เสียหนักเข้าไปอีก
มันเลยต้องยืนตากแดดอยู่ตรงนั้นเอง ไม่ได้เรื่องอะไร
เราควรจะทำอย่างไรในขณะนั้น
เมื่อรถเสียเราก็อย่าไปนึกให้มันหงุดหงิด
แต่นึกว่า อนิจจัง อนิจจัง
พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้แล้ว ว่าสิ่งทั้งหลายมันไม่เที่ยง
เราก็นึกถึงธรรมมะว่า มันไม่เที่ยงมันเป็นของธรรมดา
ที่จะต้องเป็นอย่างนี้ ใจมันก็ดีเพราะนึกถึงกฎธรรมดา
แล้วพอใจดีเราก็ไม่ดุคนขับมัน เอาดูซิอะไรมันเสีย
ช่วยกันดูช่วยกันแก้ไขต่อไป ถ้าแก้ได้ก็ดี
ถ้าแก้ไม่ได้ก็นึกให้มันสบาย เช่นนึกว่ามันเสียตรงนี้ก็ดี
อากาศปลอดโปร่งดี ทิวทัศน์ก็สวยงาม
ดูไปด้านโน้นก็ทุ่งข้าว ดูไปด้านนั้นเห็นทิวป่าน่าดูน่าชมดี
ธรรมชาติ แถวนี้มันสวยสดงดงามดี
เราชมป่าชมดงไปตามเรื่องตามราว
ก็มันเสียแล้วจะไปหงุดหงิดอยู่ทำไม
เราก็ นึกชมต้นหมากต้นไม้ไป คุยกับคนขับต่อไป
มันก็ไม่เป็นทุกข์เป็นร้อนเรื่องใจ
นี่คือความพอใจในสิ่งที่มันเกิด ขึ้นตรงนั้นเราก็สบายใจ

คราวหนึ่งนั่งรถไฟมาจากปักษ์ใต้
แล้วมันมาเสียตรงที่บางสะพานน้อย
คนในรถบ่นกันอุบอิบๆ
แหม แย่ไม่ทันโทรเลขให้เขามารับ จะมาคอยเก้อ
อย่างนั้นอย่างนี้พูดกันใหญ่เลย
อาตมานั่งๆ ฟังเห็นว่าโยมจะ ไปกันใหญ่แล้ว
ก็เลยต้องเทศน์เสียหน่อย ปาฐกถาเสียหน่อยในรถไฟ ก็ไม่เป็นไร
เลยบอกว่าโยมอย่ามี ความทุกข์เลย
โยมทุกข์ร้อนรถมันก็ไม่เดินหรอก โยมบ่นมันก็ไม่เดิน
เครื่องมันเสีย คนนั้นเขาไม่มีเจตนา ให้มันเสีย
มันเสียตามธรรมชาติ เพราะสิ่งทั้งหลายมันไม่เที่ยงแท้แน่นอน
มันก็ต้องอย่างนี้แหละ โยม เคยมาเที่ยวแถวบางสะพานน้อยหรือเปล่า
ยังเลย ไม่เคยมาเที่ยว อย่างนั้นก็ดีแล้วเดินไปเที่ยวตลาดไป
ซื้อกล้วยตากมากิน ฝากลูกฝากหลานก็ยังได้
ปลาเค็มแถวนี้ก็ไม่แพงใกล้ทะเล ไปเดินขมตลาดกันดีกว่า
ลงจากรถเป็นแถวไปเลย อาตมานำขบวนเลยพอโยมไปเที่ยวตลาด
ชวนพูดชวนคุยให้สบายใจ ไปกินน้ำมะ พร้าวอ่อนมั่ง
ซื้อกล้วยตากมั่ง คนหนึ่งก็ซื้อปลาเค็มมั่งไปฝากลูกหลาน
แล้วที่เป็นทุกข์มันก็หายกลุ้มไปเท่านั้นเอง
เราไม่ได้มองในแง่ดีไว้ ไปมองในแง่เสียบ้าง
แหม รถมันมาเสียที่ตรงนี้ ก็มันเสียที่ตรงนี้ก็ดีแล้ว
เราได้ลงไปเที่ยวบางสะพานน้อยเพราะยังไม่เคยมาเที่ยว
ไปดูซิคลองบางสะพานมันยังมีขายหรือเปล่า
ว่าไปตามเรื่องให้โยมแกสบายใจ เลยทุกคนยิ้มออกมาได้
แล้วก็เดินไปชมนกชมไม้ไปตามเรื่องต่อไป
กลับมาไม่เท่าใดเขาเอาหัวรถมาเปลี่ยน
ก็ลากรถไปได้ต่อไป ใจมันก็หมดทุกข์หมดร้อนไป

:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ม.ค. 2009, 11:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


นี่เป็นตัวอย่างให้เห็นง่ายๆ ว่า
ควรแปลเหตุการณ์ที่ร้ายให้กลายเป็นดี
เหตุการณ์ที่มันจะเป็นทุกข์ ให้มันเป็นสุขสดชื่น
เรามันต้องหัดแปลญัตติ พูดตามภาษาในสภา
เรียกว่า แปลญัตติเสียมั่ง อย่ายืนยันมติ ของตัวเรื่อยไป
ถ้ายืนยันเรื่อยไป ประธานก็ขับออกจากสภาเท่านั้นเอง
บอกว่าคุณออกไปเข้าป่าไป เกเร ผู้แทนนี้ใช้ไม่ได้
ถูกออกนอกสภาเลยไม่ได้อภิปรายต่อไป
เราต้องหัดแปลเสียมั่ง
อะไรมันไม่สวยสดงดงาม ให้สดชื่นรื่นเริงขึ้นมา
อันนี้ก็จะทำให้จิตใจสบาย นี่เป็นลักษณะสันโดษ
ดังนั้นไม่มีอะไรเสีย
แล้วเรื่องสันโดษนี้ไม่ใช่สอนแต่ในพระพุทธศาสนานะ
ลองไปอ่านค้นคว้าคัมภีร์คริสเตียน ก็สอนเรื่องสันโดษ
อิสลามก็สอนเรื่องสันโดษ ฮินดูก็สอนเรื่องสันโดษ
ขงจื้อแม้ไม่เป็นตัวศาสนา แต่เป็นลัทธิธรรมดาๆ
ก็ยังสอนศานุศิษย์ให้มีความสันโดษ ให้พอใจตามมีตามได้
ขงเบ้งซึ่งเป็นหัวหน้าเสนาธิการใหญ่ของเล่า
ปี่มีชีวิตสันโดษที่สุด อยู่ที่บ้านเล็กๆ ริมภูเขาโฮลังกัง
ปลูกต้นหม่อนเลี้ยงตัวไหม ไม่มีสมบัติอะไรมากมาย
แม้ได้ไปเป็นเสนาธิการใหญ่ของเล่าปี่ก็อยู่อย่างสันโดษ
มักน้อยไม่กินเติบไม่ใช้ของเติบ ไม่สุรุ่ยสุร่าย ฟุ่มเฟือย
สิ่งใดที่ได้รับพระราชทานรางวัลมาเอามาเก็บๆ ไว้ไม่ค่อยใช้
ใช้เท่าที่จำเป็น ของอะไรไม่จำ เป็นก็ไม่ได้ใช้
เวลาตายก็มีทรัพย์สมบัติเหลือเฟือ
ไม่ส่งไปให้บุตรธิดาที่เขาโลฮังกัง
แกเขียนบอกว่า บุตรภรรยาของข้าพเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง
มีที่ดินอยู่ห้าสิบไร่ ต้นหม่อนไม่น้อยกว่าห้าร้อยไร่
แล้วก็มีบ้านอยู่ สุขสบายแล้ว
ทรัพย์สมบัติอันใดที่ได้รับพระราชทานรางวัลจากพระเจ้าแผ่นดิน
ขอส่งคืนเพื่อเอาไปแจก กับทหารที่ไปรบทัพกลับมา
มันก็ลำบากเอาไปแจกกันเถอะ นี่ชีวิตของผู้มีความสันโดษ
ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง ไม่สุรุ่ยสุร่ายในการเป็นการอยู่
มีชีวิตสดชื่นรื่นเริงด้วยการปฏิบัติหน้าที่
ก็มีความสะดวกสบาย ไม่มีเรื่องวุ่น วายเดือดร้อน

คราวหนึ่งพระพุทธเจ้ากับพระสงฆ์ไปจำพรรษาอยู่ที่บ้านแห่งหนึ่ง
ปีนั้นฝนแล้งเหลือเกิน ชาวนาอด ข้าวกันเป็นอันมาก
แล้วก็พระต้องจำพรรษาที่นั่น เพราะไปไม่ได้ต้องอยู่จำพรรษา
แล้วก็จะทำอย่างไร ก็ พอดีมีพ่อค้าม้า เขามาด้วยม้าจำนวนมาก
มีข้าวเปลือกมาจำนวนมาก พระก็ไปบิณฑบาตจากพวกนั้น
เขาให้ข้าวเปลือกมา พระก็เอามาตำข้าวเปลือกตำให้เป็นข้าวสาร
แล้วเอาไปคั่วฉันกันไปตามเรื่อง
พระพุทธเจ้าท่านก็สอนภิกษุว่า เราตองอยู่ด้วยความอดทน
ต้องอยู่ด้วยความพอใจ สันโดษในสิ่งที่มีที่ได้ จนกว่าจะออกพรรษา
เมื่อออกพรรษาแล้วจึงจะเคลื่อนขบวนไปสู่ที่อื่นได้
พระเหล่านั้นก็อยู่ด้วยความพอใจ
เพราะมี ความสันโดษมีความพอใจอย่างนี้ นี่เป็นตัวอย่าง

ในนิทานชาดก เล่าเรื่องนกสันโดษไว้ตัวหนึ่ง
คือ นกตัวนั้นอยู่ที่ต้นไม้ กินยอดไม้
เวลาไม่มียอดไม้กินใบไม้ ใบไม้ไม่มีก็กินเปลือกไม้
กินจนกระทั่งว่ากะพี้ของต้นไม้ แต่ไม่ยอมไปกินที่อื่น
อยู่ที่นั่นไม่ยอมไป ใครจะมาพาไปไหนก็ไม่ไป
บอกว่าฉันพอใจที่จะอยู่ที่นี่ แล้วก็อยู่ด้วยความสบาย
ไม่ลำบากเดือดร้อนใจ อันนี้ก็เป็นเครื่องแสดงถึงน้ำใจของนกตัวนั้น
ว่ามีความพอใจ มีความสันโดษในสิ่งนั้นอยู่
เขาจึงอยู่ในสภาพเช่นนั้นได้ นี่ลักษณะเป็นอย่างนี้

เมื่อพูดถึงเรื่องสันโดษแล้ว
มันมีคำคู่กันกับสันโดษอีกคำหนึ่งเขาเรียกว่า มักน้อย
เรามักจะได้ ยินว่าเป็นคนสันโดษมักน้อย
มันน้อยนี้มันเป็นพวกสมถะ เป็นคนเงียบๆ
ลักษณะคนมันน้อยเป็นคนเงียบๆ ไม่อวด
มักน้อยเป็นคนไม่ขี้อวด ไม่ขี้โอ่ไม่อวดใคร
ว่าฉันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ อะไรต่ออะไรทุกอย่าง
เช่นว่าไม่อวดรู้ ไม่อวดทรัพย์สมบัติ
ไม่อวดเกียรติยศชื่อเสียงกับใครๆ เป็นคนที่เฉยๆ เงียบ
คมในฝักว่า อย่างนั้นเถอะ
ถ้าพูดภาษาชาวบ้านเขาเรียกว่าคมในฝัก
ไม่แสดงอะไรใครๆ ก็ไม่รู้ว่าเป็นคนมั่งคั่งร่ำรวยอะไร
แต่งเนื้อแต่งตัวง่ายๆ ธรรมดาๆ ไปที่ไหนก็ธรรมดาๆ
ไม่ทำโอ่อ่าหรูหราเพื่อจะอวดให้เขา
เห็นว่าอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างนี้เขาเรียกว่าเป็นคนมักน้อย

คนที่มีชีวิตมักน้อยมักจะเป็นคนที่มีความสุขในใจ
คือ เขาเป็นสุขได้ทุกโอกาส ไปนั่งร้านกาแฟเล็กๆ ก็ได้
ไปทานข้าวราดแกงตามที่เขาขายก็ได้
กินอะไรก็กินง่ายๆ ไม่แสดงความโอ่อ่าหรู่หราให้ใครรู้
มีความรู้ก็ไม่แสดง แต่ถ้ามีคนมาถามจึงจะพูด
พูดอธิบายอะไรๆ ได้ แต่ถ้าไม่มีคนสนใจก็นั่งเฉยๆ นั่งยิ้มอยู่ข้างใน
อารมณ์สดชื่นยิ้มๆ อยู่ข้างใน ฟังคนอื่นเขาพูดเขาคุยกันโฉงเฉงกัน
แต่คนที่มักน้อยเขานั่งฟังยิ้มอยู่ข้างใน ไม่แสดงออกอะไรทั้งนั้น
ฟังคนอื่นพูด แต่ถ้าเมื่อมีคนสนใจมาถาม
เขาจะอธิบายเรียบๆ ให้คนนั้นได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
อย่างนี้เขาเรียกว่า ลักษณะของคนมักน้อย ไม่โอ้อวด
ไม่ทำอะไรโอ้อวดทั้งนั้น เช่นมีทรัพย์ก็ไม่อวดว่ามั่งมี
มีความรู้ก็ไม่อวดตัวว่ามีความรู้ มีพวกมากก็ไม่อวดตัว
ว่าฉันเป็นนักเลงใหญ่ ฉันมีพวกมากอย่ามารังแกฉันนะ
เขาไม่มีลักษณะอย่างนั้น เจียมเนื้อเจียมตัวทุกวิถีทาง
เราลองคิดดูว่าถ้าเราไปพบคนอย่างนั้น จะเป็นอย่างไร
เราจะมีความเคารพนับถือเขา
เมื่อเรารู้สถานะที่จริงของเขาว่าเป็นอย่างไร
เราจะเพิ่มความรักความเคารพมากขึ้น
เพราะเป็นคนไม่โอ้อวด ไม่แสดง
แต่ถ้าเราไปเจอใครสักคนหนึ่ง แหม อดอยู่ไม่ค่อยได้
ต้องแสดงออกอยู่ตลอดเวลา เขาเรียกว่า กลองไม่ตีมันดังเอง
กลองที่เขาแขวนไว้เฉยๆ แขวนแล้วมันตึ้งๆ ขึ้นมา
เพราะว่ากลองนั้นมันไม่ดีแล้ว
คนโบราณเขาว่ากลองอุบาทจัญไร ถ้ามันดังเองไม่ค่อยดี

คนเราก็เหมือนกัน เขาไม่ถามก็จะเข้าไปพูดจาแสดงนั่นแสดงนี่
ลักษณะไม่ใช่เป็นคนมักน้อย แต่คนมักใหญ่มักอวดมันไม่ดี
เป็นกิเลสประเภทหนึ่ง ตัวเล็กๆ แต่มันทำให้วุ่นวายพอใช้
จึงไม่ควรให้เกิดขึ้น ในใจ
เราเป็นคนสงบเสงี่ยมเจียมเนื้อเจียมตัว
ไปที่ไหนทำอย่างนั้นแล้วรู้สึกสบายใจ

:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ม.ค. 2009, 11:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


เมื่อเช้านี้อ่านหนังสือพิมพ์ พบประวัติคนหนึ่ง
เขาเรียกว่าเป็นคนเศรษฐี มีนาที่ดินเยอะแยะ
มีเงินตั้งหมื่นล้านดอลล่าร์ที่แกมี
แต่ว่าแกไม่ค่อยแสดงตัวให้ปรากฏแก่ใครๆ
แต่งตัวง่ายๆ ไปนั่งร้านคอฟฟี่ชอฟธรรมดาๆ
แล้วก็นั่งเฉยๆ ไม่ค่อยอวดอะไรกับใคร
รถยนต์ที่ใช้ก็เก่าๆ แก่ๆ รถโบราณไม่ค่อยใช้รถใหม่ทันสมัยกับเขาหรอก
แต่งเนื้อแต่งตัวก็อย่างนั้นแหละ
ถ้าคนไม่นึกว่าตาแก่อะไรก็ไม่รู้มานั่งอยู่ตรงนี้
แต่ว่าความจริงแกเป็นเศรษฐีใหญ่ที่ มีเงินมีทองมากๆ
ต่ว่าใครเข้าไปคุยกับแก ชวนพูดชวนคุยอะไรกับแก แกก็คุยได้
แต่ถ้าไม่มีใครไปพูดแกก็ นั่งเฉยๆ
มองดูคนนั้นคนนี้เขาพูดไป เรียกว่า เป็นผู้ดูมากกว่าผู้แสดง
คนเราถ้าเป็นผู้ดูมันไม่ค่อยเหนื่อย
ถ้าเป็นผู้แสดงมันเหนื่อย เพราะฉะนั้นไปที่ไหนเป็นผู้ดูดีกว่า
ไม่ต้องแสดงก็ได้ แล้วก็จะสบายใจ อันนี้เป็นลักษณะของคนอย่างนั้น
เหมือนกับสัตว์บางชนิดเขาเรียกว่าแมลงป่อง
ไปไหนก็ชูหางร่าอยู่ตลอดเวลา
ตัวแมลงป่องตัวเล็กๆ พิษมันก็น้อยๆ แต่มันก็ชูหาง
แต่ว่างูใหญ่ๆ เช่นงูจงอาง งูเห่าเป็นต้น เขาไปเรียบๆ
ยิ่งมีพิษมากกับคนตายทันที มันเฉยๆ ไปช้าๆ ค่อยๆ เลื้อยไป
แต่แมลงป่องนั้นแสดงอยู่ตลอดเวลา
คนเราก็อย่างนั้นมีคนแต่งคำไว้ดี ว่า

"รู้น้อยว่ารู้มาก เริงใจ
กลกบเกิดในสระจ้อย
ไฝ่เห็นทะเลไกลกลางสมุทร
ชมแต่น้ำบ่อน้อยว่าลึกล้ำเหลือ"
ลักษณะเป็นอย่างนั้นไม่มีน้อย

แต่คนมักน้อยเขารู้ฐานะของตัว รู้ว่าตัวมีฐานะอย่างไร
มีความรู้อย่างไร มีสภาพชีวิตจิตใจอย่างไร
แล้วก็ประคับประคองใจพอเหมาะพอควร ไม่วุ่นวาย ไม่เสียหาย
นี่เป็นลักษณะของคนมักน้อย น่าเคารพบูชา
คนมักน้อย แต่คนมักอวดนี่มันไหว อวดเรื่อยทีเดียวไม่ว่าอะไร
มีเรื่องที่จะพูดจะอวดใครพูดอะไรก็ต้องไป
พูดกับเขาหน่อย อวดกับเขาหน่อยว่าฉันก็รู้เหมือนกัน
แสดงอยู่นั่นคือ คนรู้น้อย
คนรู้น้อยก็เหมือนกับน้ำครึ่งหม้อ แต่น้ำเต็มหม้อมันไม่ค่อยดัง
เสียงไม่ดังเพราะน้ำมันเต็ม คนเราถ้าอิ่มหรือว่าเต็มนี่ไม่มีอะไร
แต่ถ้าพร่องแล้วมันต้องมีเสียงคล็อกแคล็กๆ อยู่ตลอดเวลา
ลักษณะเป็นอย่างนั้น เรียกว่า ไม่มีคุณธรรม คือ ความมักน้อย

เพราะฉะนั้น คำว่า สันโดษกับมักน้อย
มักจะไปด้วยกันอยู่ด้วยกันตลอดเวลา
ผู้ใดมีความสันโดษจะเป็นสุขทุกเมื่อ ทุกสถานที่
ทุกเวลาทุกโอกาสก็มีความสุข
แล้วเราเกิดมามีชีวิตอยู่ประจำวัน อยู่ให้เป็นสุขดี หรือว่าอยู่ให้เป็นทุกข์ดี
ญาติโยมลองพิจารณา ถ้าพิจารณาก็จะเห็นว่า อยู่ให้มันเป็นสุขดีกว่า
เมื่ออยู่เป็นสุขดีกว่า ก็ต้องทำใจให้เป็นสุข
ศิลปะของความสุขก็คือ ความพอใจตามมีตามได้
"สนฺตุฏฐี ปรมํ ธนํ" ความพอใจนั้นเป็นบรมทรัพย์ เป็นทรัพย์อย่างยิ่ง

คนที่พอใจนี่ก็เป็นเศรษฐีมหาศาลเลย
ถ้ามีความพอใจ แต่ถ้าเราไม่มีความพอใจแม้มั่งคั่ง ก็ยังจนอยู่ตลอดเวลา
มันตรงกันข้าม นี่ลักษณะนี้ช่วยให้เป็นสุข
จึงอยากจะแนะ นำให้ญาติโยมทั้งหลาย
ได้เข้าใจว่า สันโดษไม่ใช่ของเสียหาย
แต่เป็นสิ่งนำให้เรามีความสุขความสบาย
ใจเป็นสิ่งช่วยให้เกิดความมานะพยายาม ทำงานไม่ท้อถอย
แต่ว่าทำอย่างชนิดที่เรียกว่าทำเรื่อยไป ไม่หยุดยั้ง
เพราะว่ามีความพอใจ คนที่ไม่พอใจบางทีเร่งทำเอา
เร่งใหญ่เร่งเครื่อง แล้วเดี๋ยวก็ไปนั่งพัก เสียแล้ว
คล้ายกับว่ากระต่ายวิ่งเร็วแต่ไปนอนพัก
แต่เต่าเดินช้าไม่พักมันก็ถึงก่อนกระต่าย
คนมีความสันโดษ เขาทำงานไปเรื่อยไป
ทำตามเวลาหน้าที่ งานมันก้าวหน้าเป็นไปด้วยดี
เพราะฉะนั้นจึงควรมีชีวิตอยู่ ด้วยลักษณะสันโดษ มีความมักน้อย
ก็เหมือนกับมีทรัพย์อันประเสริฐอยู่ในตัวเรา ก็สบายใจ
ในทุกสิ่ง ทุกอย่างที่เราได้ ในเหตุการณ์อะไรที่เกิดขึ้น
ก็เรียกว่า พอใจในเหตุการณ์นั้น
มองสิ่งทั้งหลายในแง่ดี แง่สงบ
ไม่มองในแง่ที่จะให้เกิดความทุกข์ความเดือดร้อนใจ
ก็จะมีความสุขสมปรารถนา ดังที่ได้กล่าวมา
เพื่อเป็นเครื่องเตือนจิตสะกิดใจ
แก่ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ก็พอสมควรแก่เวลา

:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 8 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร