วันเวลาปัจจุบัน 09 ธ.ค. 2019, 01:04  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง





กลับไปยังกระทู้  [ 12 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ธ.ค. 2008, 15:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ต.ค. 2006, 14:49
โพสต์: 1341


 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

แสงส่องใจ
ส.ค.ส.
พระพุทธศักราช ๒๕๕๑



ธรรมใน “แสงส่องใจ” ทุกเล่ม เป็นธรรมที่ทรงแสดง
ในพระธรรมเทศนาโอกาสต่าง ๆ ในพระวรธรรมคติ
และในการทรงสนทนากับบรรดาผู้ไปเฝ้าระหว่างยัง
ทรงสบายดี นำมาเป็น “แสงส่องใจ” ตามพระประสงค์
ตั้งแต่ทรงโปรดให้มี “แสงส่องใจ” เป็นต้นมา


(สมเด็จพระญาณสังวร)
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
....เพื่อความร่วมเย็นเป็นสุข พ.ศ. ๒๕๕๑....

.....................................................
.. ทุกข์ใดดับได้ด้วยปัญญา ทุกข์นั้นจะไม่เกิดอีก ..


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ธ.ค. 2008, 15:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ต.ค. 2006, 14:49
โพสต์: 1341


 ข้อมูลส่วนตัว www


ปี่ใหม่นี้โลกมากมีทุกข์ร้อนหนัก
วิธีใดเล่าจักแก้ไขได้
เพราะปล่อยปละละเลยนานมากมาย
สุดเสียดายที่ไทยนี้มีพระพุทธ
พระพุทธองค์ท่านทรงพระบารมี
เหนือความชั่วความดีทั้งหลายหมด
จงถวายชีวิตตรงองค์พระสุคต
ปฏิบัติพระธรรมพจน์แห่งเมตตา
ไม่ทำชั่ว ทำดี เป็นที่ตั้ง
มุ่งมั่นหวัง จิตพิสุทธิ์ ดุจปรารถนา
โดยเสด็จสมเด็จพระบรมศาสดา
สร้างมหาชีวิตให้ไทยร่มเย็น


“เย็นศิระเพราะพระทรงบริบาล”

สมเด็จพระบรมศาสดา พระเมตตากรุณา
บริสุทธิ์ประเสริฐเลิศล้น
พระพุทธธรรมนำพระจอมคน พระบาทสมเด็จพระภูมิพล
อดุลยเดชมหาราช
ทรงเป็นพระปิ่นไผทไทยชาติ คู่บรมราชินีนาถ
พระสิริกิติ์พระจิตจรัสหล้า
งามพระธรรมจิตพ้นพรรณนา งามพระธรรมวาจา
“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม”
พระสัจจะประเสริฐเลิศล้ำ พระกุศลธรรมนำ
เย็นศิระข้าพระบาททรงบริบาล
พระเมตตาธรรมเป็นฐาน พระธรรมจิตบันดาล
ให้ร่มเย็นเป็นสุขทุกชีวิต
ทรงพระดำรัส ทรงทำ ทรงคิด ธรรมคู่พระจิต
ทะนุถนอมน้อมนำประจำอยู่
ทรงโดยเสด็จสมเด็จพระบรมครู โลกร่วมรับรู้
พระราชธรรมหฤทัยไพศาล
“เย็นศิระเพราะพระทรงบริบาล” พระพรพระราชทาน
ปกเกล้าฯ ข้าพระพุทธบาททั้งชาติไทย
สัมโดษพระพุทธธรรมนำใจ ทรงประจักษ์ชัดใส
พระปัญญาพาไทยให้พอเพียง
เศรษฐกิจไทยทรงหล่อเลี้ยง พระพรจากวังเวียง
สว่างไสวไปทุกแห่งหน
กราบอัญเชิญพระพุทธพรมงคล แปดสิบพระอายุชนม์
น้อมเกล้าฯ ถวายใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า “ประชาชนชาวไทย” ขอเดชะ


บทขอขมาพระรัตนตรัย

(วิชชุมาลา ๘)
กรรมน่าเกลียดใด ที่ได้กระทำ
ด้วยกายกรรม หรือวาจาใจ
ขอพระพุทธเจ้า โปรดเกล้าอภัย
งดโทษใดใด เพื่อให้ระวังมั่น
กรรมน่าเกลียดใด ที่ได้กระทำ
ด้วยกายกรรม หรือวาจาใจ
ขอพระธรรมเจ้า โปรดเกล้าอภัย
งดโทษใดใด เพื่อให้ระวังมั่น
กรรมน่าเกลียดใด ที่ได้กระทำ
ด้วยกายกรรม หรือวาจาใจ
ขอพระสงฆเจ้า โปรดเกล้าอภัย
งดโทษใดใด เพื่อให้ระวังมั่น

.....................................................
.. ทุกข์ใดดับได้ด้วยปัญญา ทุกข์นั้นจะไม่เกิดอีก ..


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ธ.ค. 2008, 15:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ต.ค. 2006, 14:49
โพสต์: 1341


 ข้อมูลส่วนตัว www


แสงส่องใจ
(สมเด็จพระญาณสังวร)
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก


ปรฺทุกฺปธาเนน โย อตฺตโน สุขมิจฺจติ
เวรสํสคฺคสํสฏฺโฐ วรา โส น ปริมจฺจาติ

“ผู้ใดต้องการสุขเพื่อตน ด้วยการ
ก่อทุกข์ แก่ผู้อื่น ผู้นั้นชื่อว่าพัวพันไปด้วยเวร”


O “แสงส่องใจ” ฉบับนี้เป็นฉบับมงคลขึ้นปีใหม่ พระพุทธภาษิตบทที่อัญเชิญมาในฉบับนี้จึงเป็นมงคลชีวิตยิ่งใหญ่ ที่ควรพิจารณาน้อมนำเข้าสู่ชีวิตจิตใจ ให้เป็นพระพรปีใหม่จากสมเด็จพระบรมศาสดา พระผู้มีผู้ใดเปรียบเสมอเหมือนได้ พระพุทธพรจังไม่มีพรใดของผู้ใด อาจเปรียบเสมอได้

O การจะรับพระพุทธพรได้มากน้อยเพียงใดอยู่ที่ใจผู้รับ คือสำคัญที่ใจผู้รับ ถ้าใจของผู้รับเชื่อ ว่าพระพรจากพระพุทธหฤทัยที่ประเสริฐสูงสุด เหนือจิตใจผู้ใดทั้งปวง จะก่อให้เกิดผลยิ่งใหญ่แก่ชีวิตตนได้จริง และแน่นอนจะเพียงเชื่ออย่างเดียว โดยไม่ปฏิบัติสร้างเครื่องรองรับมงคลสูงสุดที่เชื่อว่ามีจริง จะเกิดแก่ตนจริงและพอใจมั่นใจอยู่เพียงที่ความเชื่อในความมีมงคลยิ่งใหญ่เท่านั้น หาได้น้อมจิตน้อมใจออกไปรับให้เต็มสติปัญญาความสามารถ ครึ้มใจอยู่เพียงว่าตนมีพระพุทธพรพรั่งพร้อมอยู่ เพราะตนเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา ย่อมได้รับพระพุทธพรประเสริฐสุดเป็นของชีวิตตน มั่นใจครึ้มใจ ตั้งใจรออยู่ โดยหาได้เตรียมภาชนะที่ควรแก่สิ่งวิเศษที่สุดไม่ เช่นนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่พระพุทธพรอันเป็นที่พึงปรารถนาจะเข้ามาสู่ชีวิตจิตใจ ให้ได้มีความวิเศษอันปรารถนาเกิดขึ้นได้ในชีวิต เกิดไม่ได้แน่นอน แม้เพียงมีความมั่นใจ ว่าพระพุทธพรมีความวิเศษสุดแต่หาได้เตรียมใจของตนให้มีค่าควรแก่การเป็นที่รองรับพระพุทธพรไม่

(มีต่อ ๑)

.....................................................
.. ทุกข์ใดดับได้ด้วยปัญญา ทุกข์นั้นจะไม่เกิดอีก ..


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ธ.ค. 2008, 15:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ต.ค. 2006, 14:49
โพสต์: 1341


 ข้อมูลส่วนตัว www


O หัวใจพระพุทธศาสนา ๓ ประการ ที่สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ เป็นการเตรียมเครื่องรองรับพระพุทธพรที่สำคัญที่สุด เพราะหัวใจพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องแต่งใจให้งดงามอย่างหาวิธีอื่นเปรียบมิได้ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม การชำระใจของตนให้ผ่องแผ้ว สามประการนี้คือหัวใจพระพุทธศาสนาผู้ใดสามารถรักษาใจของตนให้มีคุณสมบัติของหัวใจพระพุทธศาสนาได้แม้เพียงพอสมควรผู้นั้นก็จะสามารถรองรับพระพุทธพรได้ แม้จะเพียงระดับที่ยังเล็กน้อย ถ้าคุณสมบัติของหัวใจพระพุทธศาสนายังไม่มากมายนัก ยังเป็นเพียงภาชนะที่ไม่มีความบริสุทธิ์สะอาดมากพอสำหรับจะรองรับยอดของสิ่งประเสริฐสูงสุด คือพระพุทธพรทั้งปวงได้

O อย่างไรก็ตาม ผู้มีปัญญาย่อมระลึกมั่นอยู่ในหัวใจพระพุทธศาสนา แม้จะยังไม่สามารถทำใจของตนให้สามารถพรั่งพร้อมได้จริงด้วยคุณธรรมประเสริฐสุดทั้ง ๓ ประการของพระพุทธศาสนา แต่ย่อมไม่ละความพยายามง่าย ๆ ที่จะให้หัวใจพระพุทธศาสนาได้เข้าไปเป็นส่วนแห่งหัวใจตนให้พร้อมที่สุดเท่าที่สามารถทำได้ ผู้มีปัญญาจะไม่ลืมนึก ถึงหัวใจพระพุทธศาสนา ผู้มีปัญญาจะรู้ด้วย ว่าถ้าไม่เห็นความสำคัญของหัวใจพระพุทธศาสนา อย่างจริงจัง ย่อมไม่อาจอัญเชิญคุณสูงสุดเข้าสู่หัวใจตนได้ ย่อมไม่อาจเป็นผู้มีปัญญาสูงสุดได้

O ทุกคนควรทำความมั่นใจในตนเองให้ได้ว่าสามารถอัญเชิญหัวใจพระพุทธศาสนาประการสำคัญเข้าสู่ใจตน ให้เป็นคุณค่าของชีวิตตนได้ไม่มากก็น้อย และจะให้มากเพียงใดก็ได้ ทุกคนมีบุญด้วยกันทั้งนั้น มีบุญที่จะได้อัญเชิญคุณประเสริฐเลิศล้ำของพระพุทธศาสนา ให้เข้าสู่จิตใจตน ได้เป็นคุณค่าสูงส่งของชีวิตตน ทุกคนควรมั่นใจในความจริงนี้ ที่เป็นคุณธรรมสูงส่งที่สุดของชีวิตทุกชีวิต แม้ไม่ปล่อยปละเลย ไม่เห็นความสำคัญที่ควรเห็นอย่างที่สุดนี้ ที่ดูเหมือนจะพากันไม่เห็นค่าของสิ่งสูงค่าที่สุดของทุกชีวิตที่ทุกคนสามารถมีเป็นคุณค่าของชีวิตตนได้แม้เพียงมั่นใจในคุณค่ายิ่งใหญ่หาที่เปรียบมิได้ของคุณธรรมสูงส่งนี้ ที่มาบังเกิดให้เรารู้จักได้ด้วยพระมหากรุณาในสมเด็จพระบรมครูผู้สูงส่งที่สุดของพรหมเทพมนุษย์สัตว์ทั้งปวง

O สมเด็จพระบรมศาสดาทรงมีพระมหากรุณาแสดงให้โลกรู้ ว่าแม้ปรารถนาการไม่ต้องมีความทุกข์ ก็ต้องปฏิบัติหัวใจพระพุทธศาสนาซึ่งทรงแสดงไว้ว่ามี ๓ ประการ ประการแรกที่ทรงยกขึ้นแสดงคือการไม่ทำบาปทั้งปวง เราทั้งหลายได้รับรู้รับฟังตลอดมา ทั้ง ๓ ประการ ซึ่งเป็นความถูกต้องที่เรารู้ว่าทั้ง ๓ ประการ เป็นหัวใจพระพุทธศาสนา แต่น่าจะเป็นความถูกต้องตรงตามความเหมาะความควรยิ่งขึ้น แม้เราจะพยายามปฏิบัติข้อต้นของหัวใจพระพุทธศาสนา นั่นก็คือพยายามทำความเข้าใจให้ชัดแจ้งในความสำคัญของหัวใจพระพุทธศาสนาประการต้นนี้ ที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงมีพระมหากรุณายกขึ้นเป็นประการแรก

O การไม่ทำบาปทั้งปวง นี้เป็นประการหนึ่งขงหัวใจพระพุทธศาสนา ที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงมีพระมหากรุณายกขึ้นเป็นประการแรก อยากจะคิด และก็อยากจะเชื่อด้วย ว่าที่ทรงยกการไม่ทำบาปทั้งปวง ขึ้นเป็นประการต้นของหัวใจพระพุทธศาสนา ก็น่าจะด้วยทรงมุ่งชี้ชัดลงไป ว่าหัวใจประการต้นของพระพุทธศาสนาเป็นประการแรกที่ควรพากันเห็นความสำคัญให้อย่างยิ่ง และควรจะอัญเชิญเข้าสู่จิตใจ พยายามปฏิบัติให้ได้ ให้เสมอ

O แม้เชื่อในพระปัญญาคุณและพระมหากรุณาคุณแห่งสมเด็จพระบรมครู ว่ายิ่งใหญ่สูงส่งทุกเวลานาที หาที่เปรียบมิได้ ก็ควรเชื่อให้มั่น ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับชีวิตจิตใจ ให้มีอยู่ในความรู้สึกนึกคิดทุกเวลา แม้ไม่ถึงกับทุกลมหายใจเข้าออกก็ยังดี เรียกว่าเพียงแต่นึกไว้ให้สม่ำเสมอ ว่าเราจะต้องไม่ทำบาปทั้งปวง สมเด็จพระบรมศาสดาของเราทรงสอนเราไว้เช่นนี้ หรือถ้าจะให้ดียิ่งขึ้น ก็บอกตัวเองได้ ไม่ผิด ว่าสมเด็จพระบรมครูผู้ประเสริฐสูงสุดแท้จริงของเราทรงสั่งไม่ให้เราทำบาปเลย ไม่ว่าอะไรที่เป็นบาปทรงสั่งไม่ให้ทำ รักสมเด็จพระบรมครูของเราจริง เชื่อจริงในความประเสริฐเลิศล้ำของพระองค์ท่าน ก็ต้องตั้งใจให้จริง ที่จะปฏิบัติตามที่ทรงสอน ทรงสั่ง โดยมั่นใจจริงด้วย ว่าจะทำให้ชีวิตพ้นจากผลร้ายของบาปกรรม ที่ไม่มีผู้ใดพึงประสงค์ให้เกิดแก่ชีวิตตน

O สมเด็จพระบรมศาสดาทรงมีพระมหากรุณาต่อเราทุกคน ต่อสัตว์โลกทั้งปวง อย่างหาความกรุณาของผู้ใดเปรียบเสมอเหมือนมิได้ทั้งยังทรงสูงส่งด้วยปัญญา ทรงตรัสรู้คือทรงรู้แจ้งโลก อะไรที่เป็นผลของบาป คือของการทำบาป ของคนทั้งปวง ของเราทั้งหลาย ทรงทราบชัด ขึ้นชื่อว่าบาป ผู้ใดทำผู้นั้นต้องได้รับผลที่ไม่ดี ที่เป็นความทุกข์ความเดือดร้อนแน่นอน เพียงเป็นผลหนักเบาแตกต่างกันตามกำลังของเหตุ คือบาปที่ทำเท่านั้น ทรงรู้ชัดแจ้งถูกจริงถึงผลของบาป จึงทรงแสดงไว้เป็นประการแรกของหัวใจพระพุทธศาสนาเพื่อให้หัวใจข้อนี้ได้ปกปักรักษาไม่ให้ผู้เชื่อมั่นในคำทรงสอน ไม่ทำบาป เพื่อได้พ้นจากความทุกข์ที่เป็นผลของการทำบาป ที่ต้องเกิดแน่แก่ผู้ทำ

O การทำบาปเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นฆ่าสัตว์เล็กสัตว์น้อย มีตบยุง บี้มด เผาปลวกเหล่านี้เป็นต้น ผลที่เกิดแต่บาปเหล่านี้ก็จะเป็นผลไม่ดีเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ก็เกิดแน่แก่ผู้ทำ เพราะดังกล่าวมา การกระทำทุกอย่างมีผลแน่นอนเสมอ ผลจะหนักจะเบาเพียงไรขึ้นอยู่กับเหตุ ทำเหตุเบา ผลที่จะเกิดแน่ก็จะเบาเสมอกับเหตุ ทำเหตุหนัก ผลที่จะเกิดแน่ ก็จะหนักเสมอกับเหตุ นี้เป็นความจริง ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงสอนไว้ในพระพุทธศาสนา แต่น่าเสียใจที่ไม่มีผู้ใดได้ยินได้ฟังให้ความสนใจเชื่อให้พอสมควร เท่าที่ปรากฏก็คือฟังแล้วก็แล้วกัน การทำบาปเล็กบาปน้อยจึงทำให้มีความสำคัญสำหรับผู้นับถือพระพุทธศาสนาทั้งหลาย

(มีต่อ ๒)

.....................................................
.. ทุกข์ใดดับได้ด้วยปัญญา ทุกข์นั้นจะไม่เกิดอีก ..


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ธ.ค. 2008, 15:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ต.ค. 2006, 14:49
โพสต์: 1341


 ข้อมูลส่วนตัว www


O ระยะหลัง ๆ มีข่าวที่ทำให้สบายใจมากเข้ามาถึงหูบ่อยเข้า คือข่าวที่ว่ามีผู้รู้สึกรักพระพุทธองค์อย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน แต่ก่อนเมื่อพูดถึงพระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ความรู้สึกพิเศษอย่างไรก็เหมือนได้ยินคนคุยกันเล่ากันถึงเรื่องเทวดานางฟ้า ไม่มีความรู้สึกพิเศษอย่างใด เรื่องพระพุทธเจ้าก็เช่นเดียวกัน ฟังได้ รู้เรื่องได้ตามที่มีผู้บอกเล่า แต่ก็อย่างว่า เป็นเพียงสักแต่ฟังแล้วรู้ตามเรื่องที่บอกเล่ากันอยู่เท่านั้นมิได้มีความรู้สึกเช่นในทุกวันนี้ ที่เกิดความซาบซึ้ง เกิดความรู้สึกประทับจับใจจริงจังขึ้นมาว่าพระพุทธเจ้าทรงมีพระองค์จริงอยู่ในโลกเช่นเดียวกับเราทุกคน ที่มีตัวตนอยู่ในทุกวันนี้ทำดีทำชั่วเป็นที่ปรากฏให้รู้เห็นกันอยู่ อย่างเป็นเรื่องธรรมดา ไม่แปลกประหลาดอะไร ฟังเรื่องของพระพุทธองค์เมื่อก่อนก็รู้สึกเช่นเดียวกันนี้ แต่อัศจรรย์มากที่ความรู้สึกในการนึกถึงพระพุทธองค์เปลี่ยนแปลงไปอย่างยากจะพรรณนาได้ เรื่องพระพุทธองค์ไม่ใช่เรื่องธรรมดาอีกต่อไปแล้วในความรู้สึกของผู้ที่เห็นชัด ว่ากำลังมีบุญยิ่งใหญ่ จึงได้เกิดความรู้สึกมหัศจรรย์อย่างไม่เคยคิดมาก่อน เกี่ยวกับพระบรมศาสดา เพราะทุกวันนี้ความรู้สึกเมื่อนึกถึงพระพุทธองค์ เป็นความรู้สึกพิเศษสุดจริง ๆ ไม่น่าเชื่อว่าความรู้สึกเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ เรื่องที่ได้บอกเล่านี้เป็นเรื่องที่ดีที่สุดในความรู้สึกเมื่อได้รับฟัง เป็นเรื่องดีที่สุดจริง ๆ

O ขอยืนยันรับรอง ว่าเป็นบุญวาสนายิ่งใหญ่นักของผู้เกิดความรู้สึกที่เล่าให้ฟัง ว่าแต่ไหนแต่ไรมาเมื่อพูดถึงพระพุทธองค์ ก็มิได้รู้สึกแตกต่างไปจากพูดถึงเรื่องเทวดานางฟ้าหรือเรื่องคนทั่วไป พระพุทธเจ้าก็เป็นธรรมดามาก ไม่แตกต่างจากเทวดานางฟ้า ไม่แตกต่างจากบุคคลในอดีตที่ล่วงลับไปแล้ว ไม่ได้มีความหมายพิเศษอย่างใดเลยแก่จิตใจเมื่อได้ยินได้ฟัง และเมื่อได้ยินแล้วก็แล้วไป ไม่เคยได้สนใจเป็นพิเศษ ไม่เคยได้นึกถึงพระพุทธเจ้าที่อ่านพบเรื่องราวในหนังสือบ้าง ในคำบอกเล่าของผู้ที่ได้ยินได้ฟังมาบ้าง เรียกว่าฟังสนุกเหมือนฟังนิทาน จบแล้วก็แล้วกันแต่มาบัดนี้เกิดความรู้สึกสุดแสนมหัศจรรย์ ที่ให้ความสุข ให้ความปีติโสมนัสล้นพ้นแก่จิตใจ พระพุทธเจ้าทรงเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาในความรู้สึก ให้ความเบิกบานลึกซึ้งพ้นพรรณนา

O มีบุญหนักหนาที่ความรู้สึกเกิดขึ้นในจิตใจเป็นความรู้สึกเกี่ยวกับสมเด็จพระบรมศาสดาที่เกิดขึ้นแก่ผู้ใด ก็ต้องเป็นบุญยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของผู้นั้น ยิ่งใหญ่เหนือบุญใดทั้งหมดที่เคยมีมา เคยได้พบได้เห็นมา นี้เป็นความจริง ไม่ใช่ว่าจะพูดส่งเดชไปเท่านั้น พูดความจริง พูดจากใจจริง ผู้ใดได้ความรู้สึกประทับจับใจจริง ว่าพระพุทธองค์เหมือนทรงมีชีวิตจิตใจอยู่ในความรู้สึก ผู้นั้นมีบุญที่สุด มีบุญเสียยิ่งกว่ามีบุญใด ภูมิใจได้ ปลื้มในได้ ดีใจได้ ในวาสนาบารมีนี้ ที่ยากจะเกิดแก่ชีวิตจิตใจผู้ใดได้ง่าย ๆ นี้เป็นความจริง ความจริงที่ไม่ควรมีผู้เคลือบแคลงสงสัยให้เป็นบาปเป็นกรรมแก่ชีวิต

O เชื่อมั่นในความมีบุญวาสนาบารมีสูงส่งของตนแล้ว ที่เกิดความรู้สึกมหัศจรรย์ ว่าพระพุทธองค์ทรงมีอยู่จริงแม้ในทุกวันนี้ ความรักอย่างลึกซึ้งพ้นพรรณนาเกิดขึ้นจริงแล้วในจิตใจตน ในสมเด็จพระบรมศาสดา ความรู้สึกนี้มีค่าเหนือค่าอื่นใดทั้งสิ้น เพราะย่อมนำให้เกิดความยึดมั่นผูกพันในพระธรรมคำทรงสอนที่มีอยู่ในพระพุทธศาสนา ความรู้สึกที่เกิดแต่ความรักความเทิดทูนสมเด็จพระบรมครู ที่ไม่เคยมีมาก่อน ตั้งแต่ยังมิได้รู้สึกถึงความทรงมีอยู่จริงของสมเด็จพระบรมครู จะเป็นความรู้สึกที่น้อมนำให้เกิดความมุ่งมั่นปฏิบัติตามพระธรรมคำทรงสอน หัวใจพระพุทธศาสนาข้อแรกก็จะเกิดได้ไม่ยาก การไม่ทำบาปทั้งปวง จะเป็นความมุ่งมั่นที่เกิดขึ้นในจิตใจ นำให้สามารถปฏิบัติได้ไม่ลำบากยากเย็นนัก แตกต่างกับเมื่อยังมิได้รู้สึกเลย ว่าสมเด็จพระบรมศาสดาทรงมีอยู่จริง แม้ในปัจจุบัน

O หลายคนน่าจะเคยมีความรู้สึกรักครูที่สอนหนังสือให้ในสมัยเด็ก รักครูคนไหนมาก ก็จะตั้งอกตั้งใจฟังคำสอนของท่านมาก ไม่เพียงวิชาความรู้ที่ท่านสอนเท่านั้น แต่จะทุ่มเทความสนใจไปในทุกถ้อยคำที่ท่านพูด ท่านสอนอะไรก็จะตั้งใจทำความรู้ความเข้าใจและปฏิบัติตามอย่างเอาจริงเอาจัง เต็มสติปัญญาความสามารถของเด็ก ครูคนไหนเป็นที่รัก ครูคนนั้นสอนวิชาอะไร ก็จะเอาจริงเอาจังเล่าเรียนวิชานั้นมุ่งมั่นให้เป็นคนเก่งที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้เพื่อให้เป็นที่สนใจของครูคนนั้น เพื่อให้ครูคนนั้นรักตน เมื่อมามีบุญนักหนา ได้เกิดความมหัศจรรย์ขึ้นในใจ ว่าพระพุทธองค์ทรงมีอยู่จริงในทุกวันนี้ มิใช่มีเพียงเรื่องราวเล่าขานกันเท่านั้น เมื่อความรู้สึกมหัศจรรย์ที่สุดเกิดขึ้นแก่จิตใจผู้ใดเช่นนี้ ความรักความเทิดทูนบูชาในพระองค์สมเด็จพระบรมศาสดาย่อมเกิดตามมาอย่างท่วมท้น ก็ใครเล่าจะไม่มีใจหวั่นไหวไปกับความสุดประเสริฐเลิศล้ำของสมเด็จพระบรมศาสดา ใครเล่าจะไม่รักท่านเป็นชีวิตจิตใจพูดง่าย ๆ ก็ต้องพูดเช่นนี้

(มีต่อ ๓)

.....................................................
.. ทุกข์ใดดับได้ด้วยปัญญา ทุกข์นั้นจะไม่เกิดอีก ..


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ธ.ค. 2008, 15:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ต.ค. 2006, 14:49
โพสต์: 1341


 ข้อมูลส่วนตัว www


O ความรักพระพุทธเจ้าอย่างเทิดทูนจริงใจเป็นที่สุด จะมีผลสุดประเสริฐแก่ชีวิตแน่นอนรักพระองค์ท่านเพียงนี้มีหรือ ที่จะไม่ทุ่มเททำทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เป็นคำทรงสอน ทุ่มเททำตามที่ทรงสอนเถิด ไม่มีอะไรที่ควรตำหนิได้แม้เล็กน้อยเพียงใด ผลที่จะเกิดก็ไม่มีความเสียหายแม้แต่เล็กน้อยแน่นอน รักมนุษย์ด้วยกัน ยังมีทางเสื่อมเสียเป็นผลที่เกิดจากการมุ่งทำตาม แต่รักพระพุทธเจ้า มุ่งตามพระพุทธหฤทัยเพียงไร ยิ่งจะมีผลดีเพียงนั้น ทำตามคำทรงสอนให้เต็มสติปัญญาความสามารถเมื่อความมหัศจรรย์เกิดแก่จิตใจแล้ว เชื่อแล้วว่าสมเด็จพระบรมศาสดาของเราทรงมีพระองค์อยู่จริง มิได้เป็นเพียงเรื่องเล่ากันเหมือนเล่าเรื่องเทวดานางฟ้า

O นำความรู้สึกจริงใจมาบอกกล่าวไว้ในที่นี้ ที่อาจจะมีผู้พิศวงสงสัย ว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้บอกเล่าในวัน อย่าสงสัยเลย เพราะตั้งใจแสดงออกจริง ๆ เพื่อช่วยยืนยันความมีบุญวาสนาของลูกศิษย์ลูกหาบางคน คือของพุทธมามกะบางคนนั่นเอง ที่มีใจดังกล่าวแล้วข้างต้น ว่าเกิดความประทับจับใจในสมเด็จพระบรมครูมากมายลึกซึ้ง อย่างไม่เคยเป็นมาก่อนทั้งที่ก็รู้เรื่องของพระองค์ท่านมานานนักแล้วตั้งแต่เริ่มเรียนพระพุทธศาสนาทีเดียว แต่ก็เพิ่งมีความรู้สึกลึกซึ้งจับใจในพระองค์ท่าน ว่าทรงมีพระองค์อยู่จริงตลอดมา และแม้กระทั่งทุกวันนี้ ทรงมีพระองค์อยู่จริง สูงส่งยิ่งใหญ่บริสุทธิ์ประเสริฐหาที่เปรียบมิได้ ทรงเป็นพระพุทธเจ้าที่ทรงปรากฏพระองค์ให้ผู้มีวาสนาบารมีได้ประทับจับใจอย่างพ้นคำรำพันจริง อย่างเป็นบุญวาสนาบารมีของผู้นั้นจริง อย่างเป็นบุญวาสนาบารมีของผู้นั้นจริง ให้ความสุขความเบิกบานแก่ชีวิตจิตใจรำพันจริง

O ขอเตือน ว่าซาบซึ้งในความทรงเป็นพระพุทธเจ้าเพียงไร ตื่นเต้นในความมีบุญวาสนาบารมีของตนเพียงไร ที่ได้มามีความรู้สึกต่อพระพุทธองค์อย่างยากจะเข้าใจได้ และไม่เคยเข้าใจมาก่อนเช่นในขณะนี้เลย ก็ขอให้นึกไปพร้อมกัน ถึงที่ทรงสอนไว้ด้วยพระมหากรุณาต่อสัตว์โลกทั้งปวง อันหมายถึงเราทุกคนผู้เป็นหนึ่งในสัตว์โลก ที่มีบุญได้พบพระพุทธศาสนา ได้รับฟังคำทรงสอนในพระสมเด็จพระบรมศาสดา ต้องนึกไว้ให้เสมอ ให้พร้อมกันไปกับที่นึกภูมิใจในบุญบารมีของตน ที่ได้มาพบความรู้สึกสุดประเสริฐในพระพุทธองค์ นั่นคือต้องนึกไว้ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับจิตใจด้วย ว่าหัวใจพระพุทธศาสนา หรือความสำคัญที่สุดของพระพุทธศาสนา ที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงมีพระมหากรุณาชี้ชัดให้รู้กันทั่ว ว่าคือธรรมสำคัญ ๓ ประการ คือ

การไม่ทำบาปทั้งปวง
การทำกุศลให้ถึงพร้อม
การชำระจิตของตนให้ผ่องใส

คือไกลจากเครื่องเศร้าหมองทั้งปวง บรรดามีอยู่ในโลกนี้ที่ทุกชีวิตต้องผจญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากเสียจากยิ่งด้วยปัญญา และยิ่งด้วยวาสนาบารมีที่จะมุ่งมั่นใช้ปัญญาพิชิตทั้งปวง ให้ได้เป็นผู้ไกลกิเลส

O แม้รู้สึกตัว ว่ายังไม่เป็นผู้เก่งกล้าสามารถนักในการจะปฏิบัติตามคำทรงสอนได้อย่างครบทั้ง ๓ ประการ ก็ขอแนะนำให้ระลำอย่างฝังจิตฝังใจทีเดียว ว่ามุ่งมั่นทำให้ได้จริงตามข้อแรกของหัวใจพระพุทธศาสนา คือการไม่ทำบาปทั้งปวง เริ่มต้นการปฏิบัติหัวใจข้อต้นนี้ด้วยการนึกภูมิใจในวาสนาบารมีที่เกิดกับตนแล้วด้วยความรู้สึกอย่างไม่เคยมีมาก่อน คือความเทิดทูนพระพุทธเจ้าสุดชีวิตจิตใจ พร้อมกับความภาคภูมิใจนี้ก็นึกไปพร้อมกันให้เสมอว่าจะไม่ทำบาปอกุศลทั้งปวง เพราะพระพุทธองค์ทรงสอนไว้ไม่ให้ทำ เรารักพระพุทธองค์ด้วยจริงใจ เราจะต้องพยายามทำตามที่ทรงสอนให้ได้ ถ้าไม่พยายามทำตามที่ทรงสอนจะเรียกว่ามีความรักพระพุทธเจ้าไม่ได้แน่ เรารักใคร เราก็ต้องทำสิ่งอันเป็นความหวังความพอใจของท่านผู้นั้น ไม่เช่นนั้นจะเรียกไม่ได้ว่าท่านผู้นั้นเป็นที่รักที่เทิดทูนของเราจริง

(มีต่อ ๔)

.....................................................
.. ทุกข์ใดดับได้ด้วยปัญญา ทุกข์นั้นจะไม่เกิดอีก ..


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ธ.ค. 2008, 15:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ต.ค. 2006, 14:49
โพสต์: 1341


 ข้อมูลส่วนตัว www


O ด้วยความรู้สึกจริงใจ ขอบอกไว้ในที่นี้ว่าแม้คำแนะนำที่กล่าวมา ว่าให้นึกไว้คู่กันให้เสมอ ว่าเรารักพระพุทธเจ้า และเราก็จะทำตามหัวใจพระพุทธเจ้า และเราก็จะทำตามหัวใจพระพุทธศาสนาที่ทรงสอน ข้อแรกเป็นต้น คือการไม่ทำบาปทั้งปวง แนะนำเช่นนี้ก็ด้วยมั่นใจที่สุด ว่าแม้ผู้รักและเทิดทูนสมเด็จพระบรมศาสดาอย่างไม่เคยมาก่อน จะนึกตามที่แนะนำไว้ให้เสมอ และปฏิบัติให้เกิดผลเป็นจริงขึ้นมาให้ได้ ไม่ทำบาปทั้งปวง เพราะพระผู้ทรงเป็นที่เคารพเทิดทูนทรงห้ามไว้ เรารักท่านและเราก็ต้องการให้ท่านทรงทราบถึงความรู้สึกของเรา เราจะทำทุกอย่างตามที่ทรงสอนให้เราทำ แม้จะไม่อาจทำพร้อมกันได้ทั้งหมด ก็ได้พยายามทำอยู่ คือการไม่ทำบาปทั้งปวง หัวใจพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงตั้งขึ้นประทานให้เป็นพระพรวิเศษสุดแก่ทุกชีวิต ไม่ทรงเลือกชาติศาสนา สำคัญที่ว่าผู้ใดจะตั้งจริงจังรับพระพุทธพรวิเศษนี้ได้เพียงใดหรือไม่

O อยากจะขอให้เชื่อกันให้มั่น ว่าพระพุทธองค์ทรงรู้แจ้งโลก เราทุกคนคือหนึ่งในโลก มีหรือที่เราจะไม่อยู่สายพระเนตรที่ทรงรู้เห็นด้วย มีหรือที่ความจงรักภักดีเทิดทูนพระองค์ท่านอย่างสุดชีวิตจิตใจจะไม่ถึงพระเนตรพระกรรณ เป็นไปไม่ได้แน่นอน สำคัญที่กำลังใจ ถ้ากำลังใจเทิดทูนจงรักภักดีต่อพระพุทธองค์อย่างจริงจัง อันจะเป็นผลให้เกิดการปฏิบัติตามพระธรรมคำทรงสอนอย่างจริงจัง อันจะเป็นผลให้เกิดการปฏิบัติตามพระธรรมคำทรงสอนอย่างจริงจังสมเด็จพระบรมครูผู้ทรงรู้แจ้งโลกย่อมทรงทราบอย่าพึงสงสัยให้มงคลชีวิตที่ควรจะได้ต้องลดน้อยลงเลย เพิ่มพูนมงคลชีวิตให้ตัวเองให้ง่าย ๆ ดีกว่า ด้วยการมั่นใจให้จริงจังในความมุ่งมั่นปฏิบัติสนองพระพุทธประสงค์ เพื่อให้สามารถรักษาพระพุทธศาสนาของพระพุทธองค์ให้ดำรงอยู่สืบไปอย่างมั่นคง โลกได้พึ่งพระพุทธศาสนาร่มเยนเป็นสุขสืบไป ความเร่าร้อนรุนแรงในทุกวันนี้จะต้องไม่เพิ่มขึ้น แต่จะลดน้อยถอยลงได้ด้วยอานุภาพความรุ่งเรืองสว่างไสวของพระพุทธศาสนา ที่เราจะพากันเทิดทูนบูชาอย่างสุดชีวิต

O ความตั้งใจจริงของเรา ที่จะสนองพระมหากรุณาด้วยการเทิดทูนรักษาพระพุทธศาสนาให้เต็มสติปัญญาความสามารถ ย่อมถึงพระเนตรพระกรรณพระผู้ทรงรู้แจ้งโลกแน่นอนท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตมหาเถระ ก่อนแต่จะได้ถึงกิเลสนิพพาน ท่านเล่าว่าท่านนึกมั่นอยู่แต่กับสมเด็จพระบรมศาสดา ปรารถนาเป็นที่สุดที่จะได้จบสิ้นภพชาติ ได้ไกลกิเลสอย่างสิ้นเชิงโดยเสด็จพระพุทธองค์ ด้วยอำนาจจิตปรารถนาแรงกล้าผูกพันในพระพุทธองค์ท่านก็ได้พบความมหัศจรรย์ในชีวิต ขณะที่ท่านปฏิบัติอยู่ในป่า ก็ได้รับพระมหากรุณาที่สุด สมเด็จพระบรมศาสดาทรงปรากฏให้ท่านพระอาจารย์ได้เห็นกลางป่านั้นอย่างถนัดชัดเจน ทรงสอนวิธีเดินจงกรมและวิธีปฏิบัติทางจิตเพื่อให้ถึงความหลุดพ้น และเมื่อท่านพระอาจารย์ปฏิบัติตามที่ปรากฏ ท่านก็ได้บรรลุถึงจุดสูงสุดที่มุ่งมาดปรารถนา คือได้เป็นผู้ไกลกิเลสสิ้นเชิง ถึงความสิ้นสุดแห่งภพชาติ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในห้วงแห่งความทุกข์ทรมานของการเกิดอีกต่อไป เมื่อไม่มีการเกิดอีกแล้ว ก็ไม่มีความทุกข์อีกแล้วเพราะการเกิดเป็นทุกข์ จริงดังทรงมีพระพุทธพจน์แสดงไว้ชัดแจ้ง

O เรื่องของท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นท่านเป็นที่รู้กันสืบมาจนทุกวันนี้ คนดื้อ ไม่อยากเชื่อ ก็เป็นเรื่องของคนดื้อไป แต่ผู้รู้จักพระพุทธศาสนา รู้จักเรื่องความยิ่งใหญ่ของจิตโดยเฉพาะของพระพุทธจิตแห่งสมเด็จพระบรมศาสดา ย่อมเชื่อโดยไม่เคลือบแคลงสงสัยแม้แต่น้อย ว่าจิตของท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นก่อนแต่จะหลุดพ้น ได้ไปถึงพระพุทธจิตแล้วได้ทรงตระหนักชัดแล้วถึงความสำคัญแห่งจิตท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นท่าน ที่จะเป็นคุณยิ่งใหญ่สืบไปแก่พระพุทธศาสนา พระเณรและผู้นับถือพระพุทธศาสนาอีกมากมายจะได้รับคุณประโยชน์ยิ่งใหญ่จากท่านพระอาจารย์ใหญ่องค์นี้ จึงเป็นเหตุให้เสด็จลงทรงโปรดดังที่ปรากฏให้รู้เห็นกันอยู่ ก่อให้เกิดความรู้สึกมหัศจรรย์ในอำนาจจิตที่เกิดแต่การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา ว่ายิ่งใหญ่ และมหัศจรรย์ จนยากที่จะทำให้เชื่อได้ทุกคนไปที่ได้รับรู้รับฟัง

(มีต่อ ๕)

.....................................................
.. ทุกข์ใดดับได้ด้วยปัญญา ทุกข์นั้นจะไม่เกิดอีก ..


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ธ.ค. 2008, 15:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ต.ค. 2006, 14:49
โพสต์: 1341


 ข้อมูลส่วนตัว www


O ตลอดมาเป็นที่เชื่อมั่นกัน ว่าเมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วก็ทรงพ้นไปเช่นเดียวกับที่เมื่อมนุษย์เราทั้งหลายสิ้นชีวิต ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรทั้งสิ้นของมนุษย์ผู้ยังมิได้ละโลกนี้ไป แต่แม้มีเรื่องที่ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นท่านพบแล้วด้วยองค์ท่านเองทั้งยังนำมาบอกเล่า ให้ผู้เคารพเชื่อมั่นในความเป็นอริยสงฆ์ของท่านพระอาจารย์ได้เข้าใจตามความเป็นจริง ที่ท่านพระอาจารย์ท่านได้พบแล้ว ก็ทำให้ผู้ใช้เหตุผลสติปัญญาพิจารณาเกิดความเข้าใจ อย่างไม่เคลือบแคลงสงสัยว่าเมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว พระองค์ท่านได้ทรงเป็นเช่นเมื่อยังมิได้เสด็จดับขันธปรินิพพาน คือทรงเป็นเช่นเมื่อยังมิได้สิ้นพระชนม์นั่นเองเพียงแต่ไม่ทรงปรากฏองค์ให้เป็นที่พบเห็นได้เช่นเมื่อยังทรงมีพระชนมายุสังขาร แต่ทรงสามารถรับรู้ความนึกคิด ความปรารถนาของมนุษย์เช่นเราทั้งหลายได้ ดังที่ทรงทราบถึงความปรารถนาต้องการด้วยความจำเป็นที่สุดของท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นท่าน ทรงตระหนักชัดถึงความสมควรที่ท่านพระอาจารย์ท่านจะต้องได้รับพระพุทธเมตตาในเรื่องการปฏิบัติ จึงได้ทรงมีพระมหากรุณาเสด็จให้ท่านพระอาจารย์ได้เฝ้าพระพุทธบาทดังเช่นทรงดำรงพระชนมายุสังขารอยู่ และทรงแก้ความขัดข้องท่านพระอาจารย์ โปรดประทานความแจ้งชัดให้ท่านพระอาจารย์ จนท่านได้โดยเสด็จพระพุทธองค์ ถึงความเป็นผู้ไกลกิเลศได้สิ้นเชิง ได้เป็นพระอรหันต์ เป็นที่โจษขานกันอยู่จนทุกวันนี้ ว่าพระพุทธองค์ทรงสามารถสอนพระอาจารย์ใหญ่มั่นท่านให้ไกลกิเลสได้แม้เมื่อเสด็จดับขันปรินิพพานแล้ว ที่เข้าใจกันไม่ถูกตลอดมา ว่าไม่ได้ทรงเหมือนเมื่อยังทรงดำรงพระชนมายุสังขารอยู่ ที่ทรงทำเช่นเดียวกับยังทรงมีพระชนมายุสังขารไม่ได้ เปรียบเหมือนผู้ที่สิ้นชีวิตไปจากโลกนี้แล้ว ก็หมดสิ้นความสามารถของความเป็นมนุษย์ ไม่รับรู้เรื่องของใคร ไม่อาจช่วยเหลือใครได้ในเรื่องทั้งปวง แต่พระพุทธองค์คือพระพุทธเจ้า ที่ทรงห่างำไกลความเป็นมนุษย์ทั้งปวง จึงทรงแตกต่างจากมนุษย์เราทั้งปวง จะเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว หรือจะยังทรงดำรงพระชนมายุสังขารอยู่ พระองค์ก็คือพระพุทธเจ้าพระองค์เดิม ที่ทรงความเป็นพระพุทธเจ้าเหมือนกันมิได้เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย

O ผู้นับถือพระพุทธศาสนาน่าจะแทบทุกคนรู้กันดี ว่าเคยเสด็จไปช่วยท่านองคุลิมารให้พ้นจาการต้องทำอนันตริยกรรม คือฆ่ามารดาเพราะเป็นคนสุดท้ายแล้ว ที่ท่านองคุลิมารจะต้องฆ่าเพื่อให้ครบ ๑,๐๐๐ คน จึงจะเป็นผู้สำเร็จได้ดังคำของผู้ที่ท่านนับถือเป็นครูอาจารย์สำคัญ ที่ท่านเชื่อว่าได้ชี้ทางถูกต้องให้ท่านคือต้องฆ่าคนให้ได้ ๑,๐๐๐ คน จึงจะได้ผลสำเร็จดังที่ท่านมุ่งมั่นปรารถนาจะไปให้ได้ให้ถึง เช้าวันนั้นท่านองคุลิมารไปรอมารดาที่จะต้องผ่านไปทางที่ท่านรออยู่ ท่านจะได้สมปรารถนาในธรรมที่สูงสุด ดังคำบอกกล่าวของอาจารย์ เรื่องนี้ของท่านองคุลิมารให้คุณยิ่งใหญ่พ้นประมาณแก่จิตใจเราทุกคน จะคบใคร จะเชื่อใคร จะทำตามคำของใคร จะคบใคร จะเชื่อใคร จะทำตามคำของใคร ต้องใช้ความคิดให้รอบคอบที่สุด อย่างเพียงสักแต่เห็นเขาแสดงความรักความหวังดี หรือย่าเพียงแต่เรารักเขา เขาบอกเขากล่าวอะไรอย่างไรก็ทุ่มเทความเชื่อลงไปในคำของเขาอย่างหมดชีวิตจิตใจ ทำตามเขาไปทุกอย่าง เช่นนี้มีทางที่จะพาชีวิตตกลงห้วงหายนะได้ไม่ยากเย็นดังที่ท่านองคุลิมารเกือบจะได้รบ และจะต้องได้รับแน่ แม้สมเด็จพระบรมศาสดาไม่ทรงเล็งพระญาณเห็น และทรงมีพระมหากรุณาช่วยไว้ได้ในวินาทีสุดท้าย ทำให้ท่านองคุลิมารพ้นจากการต้องไปใช้ชีวิตในนรกอเวจี เพราะบาปใหญ่ที่ฆ่ามารดา และได้บรรลุธรรมสูงสุด ได้เป็นพระอรหันต์ผู้ไกลกิเลสแล้วอย่างสิ้นเชิงในทางของพระพุทธศาสนา

O เรื่องของท่านองคุลิมารน่าจะทำให้เราพากันคิดให้เห็นความสำคัญอย่างยิ่งของกัลยาณมิตร และมารร้ายผู้แฝงมาในร่างของกัลยาณมิตร และมารร้ายผู้แฝงมาในร่างของกัลยาณมิตร ที่ท่านองคุลิมารได้พบแล้วทั้งสองอาจารย์ท่านองคุลิมารได้พบแล้วทั้งสองอาจารย์ท่านองคุลิมารได้พลแล้วทั้งสองอาจารย์ท่านองคุลิมารคือมารร้ายที่แฝงมาร่างของกัลยาณมิตร และสมเด็จพระบรมศาสดาคือยอดกัลยาณมิตร ท่านองคุลิมารเป็นแบบอย่างสำคัญที่สุด ที่เราทุกคนถือเป็นบทเรียน อย่าไว้ใจใครง่าย ๆ เขาอาจจะเป็นเช่นอาจารย์ของท่านองคุลิมารได้ ที่มีใจมุ่งร้ายแอบอยู่เบื้องหลังท่าทีที่เต็มไปด้วยความหวังดีคนอย่างอาจารย์ของท่านองคุลิมารยังมีอยู่แน่นอนในปัจจุบัน ทุกคนจึงไม่ควรประมาทในการคบคน ในการเชื่อคน อย่าไว้ใจใครง่าย ๆเพราะอาจเป็นเช่นท่านองคุลิมาร คือเกือบต้องไปอยู่ในนรกอเวจี ไม่มีโอกาสได้ผุดได้เกิดอีกเลย เพราะเชื่อคำของผู้หวังร้าย แต่แอบแฝงมาในรูปผู้หวังดี ที่ทำให้พากันหลงเชื่อ หลงปฏิบัติตามคำมุ่งร้าย แต่เหมือนดังมุ่งดี ที่ให้โทษร้ายแรงนัก ทุกคนควรรอบคอบให้อย่างยิ่งในการเชื่อคำคน

O การที่เราจะมีกัลยาณมิตรสักคนนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยมากจะไปหลงผิด เห็นผู้มุ่งประโยชน์เขา ว่าเป็นกัลยาณมิตรของเราเพราะผู้มุ่งประโยชน์ตนเองมากมายนักหนาจนไม่นึกถึงความสุขความทุกข์ของผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย จะเสแสร้งทำได้ทุกอย่าง เพื่อให้ผู้ที่หลงเชื่อ คิดว่าได้พบกัลยาณมิตรแล้ว ได้พบผู้หวังดีที่เป็นกัลยาณมิตรแล้ว ยิ่งผู้นั้นแสดงความรัก ความห่วงใยต่อเรามากเพียงใด ก็จะยิ่งเชื่อในความเป็นกัลยาณมิตรของเขาเพียงนั้น จะทุ่มเทความเชื่อถือลงจนหมดจิตหมดใจและนี่แหละที่ไม่ได้พบกัลยาณมิตรจริง แต่เป็นการไดพบกัลยาณมิตรผู้มุ่งถือเอาประโยชน์อันตรายก็จะเกิดได้มากมาย จึงควรให้ความสนใจในจุดนี้ให้มาก ยุคนี้สมัยนี้ สิ่งที่เหลือเชื่อเกิดได้มากมายเหลือเกิน นึกถึงเรื่องท่านองคุลิมารไว้ให้มาก ผู้เป็นอาจารย์แท้ ๆ ควรจะเป็นคุณเป็นประโยชน์ช่วยลูกศิษย์ แต่ก็กลับเป็นศัตรูร้ายที่สุด สมัยนี้จิตใจผู้คนวิปริตร้ายแรงเหลือเชื่อจริง ๆ

(มีต่อ ๖)

.....................................................
.. ทุกข์ใดดับได้ด้วยปัญญา ทุกข์นั้นจะไม่เกิดอีก ..


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ธ.ค. 2008, 15:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ต.ค. 2006, 14:49
โพสต์: 1341


 ข้อมูลส่วนตัว www


O ข่าวแต่และวันที่ปรากฏให้หน้าหนังสือพิมพ์ควรจะเป็นเครื่องเตือนสติเราทุกคนให้อย่างยิ่ง อย่าเชื่อใครอย่างทุ่มเทชีวิตจิตใจ จงใช้เหตุผลในทุกกรณี ในทุกการเกี่ยวข้องกับผู้คน อย่าไว้ใจใครง่าย ๆ ว่าเขารักเรา เขาหวังดีต่อเรา เรารู้จักเขามานาน เขามีชื่อเสียงเกียรติยศ เขาจะต้องไม่ทำอะไรที่จะทำให้เขาเสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติยศ ทุกวันนี้มีข่าวที่เหลือเชื่อเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ภริยาฆ่าสามียังได้ ทั้งที่ไม่ปรากฏความมีปัญหาชีวิตครอบครัวแต่อย่างใด แต่ผลปรากฏเหตุแห่งการฆ่าอยู่ที่มุ่งจะได้สมบัติจากการตายของสามีซึ่งทำได้ง่าย ๆ เพราะสามีไม่ได้ระแวงสงสัยวางใจว่าเป็นภริยา ที่มีใจผูกพันรักชอบกันอันตรายยิ่งใหญ่มีได้เสมอ แม้เป็นผู้ขาดสติขาดความรอบครอบ ทุ่มเทความมั่นใจในจิตใจของผู้อื่น เมื่อหนังสือนี้เป็น “แสงส่องใจ” ก็ขอทำหน้าที่ในยามโลกร้อนที่สุดนี้ ด้วยการเตือนสติกันอย่างเต็มความสามารถ มิใช่เจตนาจะยั่วยุให้เกิดการแตกแยก มิใช่เจตนาจะทำให้เกิดความระแวงสงสัยระหว่างครอบครัวแต่เป็นการพยายามจะช่วยให้โลกคลายร้อนโดยทุกคนช่วยกันป้องกันตนเอง ให้สวัสดีไกลจากอำนาจความมืดมิดน่าสะพรึงกลัวที่สุดของกิเลส ที่ทุกวันนี้เข้าครอบงำจิตใจมนุษย์มากมาย อย่างไม่เคยมีมาก่อน เราทุกคนมีหน้าที่รักษาตัวเองให้พ้นจากอำนาจมืดของกิเลสให้ได้ ไม่มากก็น้อย ดีกว่าจะไม่รู้สึกเสียเลยปล่อยชีวิตไปตามอำนาจผู้อื่น ที่ตนมั่นใจในความรักความภักดีที่ว่ามีต่อตน

O น่าจะนึกถึงพระพุทธภาษิต ที่อัญเชิญมาเป็นพระพรปีใหม่ ในพระพุทธภาษิตบทนี้สมเด็จพระบรมศาสดาทรงเตือนให้พากันคิดบ้าง ว่าผู้ที่ต้องการมีความสุข จะทำทุกอย่างได้แม้เป็นการก่อทุกข์แก่ผู้อื่น กิเลสที่ครองใจผู้คนอย่างท่วมท้นจะสามารถทำให้พากันก่อความทุกข์ให้แก่ผู้อื่นได้อย่างสบายใจ ไม่มีความลังเลด้วยความเมตตา ว่ากำลังทำบาปหนักแก่ตนเอง สร้างเวรให้กับตนเอง ด้วยการก่อทุกข์ให้แกผู้อื่น ถึงจุดที่กิเลสหวังความสุขเพื่อตนเองมีอำนาจรุนแรง จนไม่นึกห่วงใยผู้ที่จะเป็นทุกข์ เมื่อไร เมื่อนั้น การก่อทุกข์แก่ผู้อื่นย่อมรุนแรงไปพร้อมกัน ซึ่งน่าจะได้รับความใส่ใจจากคนดีมีปัญญาอย่างเต็มความสามารถ จะเป็นการช่วยคลายความร้อนของโลกได้ไม่มากก็น้อย ดีกว่าจะปล่อยปละละเลยโดยไม่มีใครห่วงใยช่วยใครเลย

O พระพุทธภาษิตที่อัญเชิญมาไว้เบื้องต้นที่มีความว่า “ผู้ใดต้องการสุขเพื่อตน ด้วยการก่อทุกข์แก่ผู้อื่น ผู้นั้นชื่อว่าพัวพันไปด้วยเวร” ความหมายของคำว่าเวรนั้น ในพจนานุกรรมบอกไว้ดังนี้คือ “ความพยาบาท, ความปองร้าย, บาป คำแสดงความรู้สึกเดือดร้อนเพราะกรรมหรือชะตากรรมของตน” ดังนั้นความหมายในพระพุทธภาษิตบทนี้ก็คือ อย่าต้องการให้ตนมีความสุข ด้วยการก่อทุกข์ให้ผู้อื่น เพราะตนจะมีความสุขไม่ได้ การก่อทุกข์ให้ผู้อื่นจะก่อให้ชีวิตตนต้องพบกับความพยาบาท ความปองร้าย บาป ซึ่งทั้งหมดนี้คือเครื่องก่อทุกข์ทั้งสิ้น คิดให้ดี ก็จะเห็นว่าเป็นความจริง การก่อทุกข์ให้ผู้อื่นจะทำให้ผู้ก่อทุกข์นั้นมีความสุขหาไม่ได้ ผู้ที่ต้องการให้ตนเองเป็นสุขโดยก่อทุกข์ให้ผู้อื่นเข้าใจผิดอย่างที่สุด ที่ว่าการกระทำเช่นนั้นตนจะเป็นสุข ไม่สนใจขณะที่ผู้อื่นเป็นทุกข์

O การต้องการให้ตนเองมีความสุข โดยก่อความทุกข์ให้ผู้อื่น ก็คือก่อเวรให้ตนเองนึกถึงคำว่าเวร บางที่จะเข้าใจชัดขึ้น อาจจะกลัวการก่อทุกข์ให้ผู้อื่นด้วยหวังความสุขแก่ตน โดยต้องย้อนคิดด้วยว่าความสุขที่ตนหวังจะได้รับเพราะการก่อทุกข์ให้ผู้อื่น ก็คือเวร เวรนั่นเอง ที่จะเกิดแก่ตน ที่ตนหลงเข้าใจว่าเป็นความสุข นึกไว้ให้มั่นใจก็จะเป็นเครื่องป้องกันการก่อทุกข์ให้แก่ผู้อื่นได้ดีพอสมควรเรากำลังก่อเวร ไม่ใช่กำลังสร้างความสุขด้วยการก่อทุกข์แก่ผู้อื่น สร้างความทุกข์ให้แก่ใครเมื่อใด ก็ขอให้นึกไปพร้อมกัน ว่าเรากำลัง ก่อเวร ก่อเวรให้แก่ตัวเอง ไม่ใช่ก่อความทุกข์ให้แก่ผู้อื่นเท่านั้น แต่ก่อเวรให้แก่ตนเองด้วย ก่อทุกข์ให้แก่ใครหนักหนาเพียงใด ก็กำลังก่อเวรให้แก่ตนเองหนักหนาเพียงนั้น หรืออาจจะมากกว่าทุกข์ที่ก่อให้แก่ผู้อื่นก็ได้

(มีต่อ ๗)

.....................................................
.. ทุกข์ใดดับได้ด้วยปัญญา ทุกข์นั้นจะไม่เกิดอีก ..


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ธ.ค. 2008, 15:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ต.ค. 2006, 14:49
โพสต์: 1341


 ข้อมูลส่วนตัว www


O นึกถึงทาของการก่อทุกข์แก่ผู้อื่น ที่หลวงปู่แหวน สุจิตโณ ท่านบอกให้บรรดาผู้สนใจไปซักถามท่าน ถึงเรื่องการทำเสน่ห์ยาแฝด ที่เกิดความสนใจซักถามหลวงปู่ท่านกันวุ่นวายไปหมด เพราะท่านบอกว่าการทำเสน่ห์ยาแฝดเป็นเรื่องที่มีอยู่จริง มีอยู่แต่โบราณกาล และยังมีอยู่ตลอดมา จนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่ ทั้งปัจจุบันรุนแรงหนักหนาขึ้นท่านบอกว่าเพราะปัจจุบันคนในชาติที่เก่งในการทำเสน่ห์ยาแฝดเข้ามาอยู่ในแผ่นดินไทยมากยิ่งกว่าเคยมีมาในสมัยก่อน การทำเสน่ห์ในปัจจุบันจึงทำได้ง่าย และทำกันทั่วไป โดยไม่ผู้รู้ว่ามีการทำเสน่ห์กันขึ้น การก่อเวรให้แก่ชีวิตตนเอง จึงมากมายนัก ถึงเวลาเวรส่งผล ก็จะได้รับทุกข์แสนสาหัส แก่ผู้ทำส่วนผู้ถูกทำนั้นดูเหมือนจะมีความสุข ที่ตกอยู่ใต้อำนาจของมนต์เสน่ห์ ที่ถูกหมอเสน่ห์ผู้ชำนาญการก่อกรรมทำเข็ญให้ชีวิตเพื่อมนุษย์โดยไม่คิดว่าวันหนึ่งผลของกรรมก็จะเกิดแก่ชีวิตตนแน่นอน กรรมทุกกรรมเมื่อทำแล้วต้องให้ผลแก่ผู้ทำ อย่าประมาทคิดว่าตนจะได้รับผลดีเป็นความสุขความสมปรารถนาจากากรทำให้มีผู้ตกอยู่ใต้อำนาจเสน่ห์ยาแฝดอันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดให้ผลเป็นความสุขความสมปรารถนาต้องการในความรักใคร่ผูกพันที่จะเกิดแก่ตน สมดังปรารถนาให้เกิด

O ผู้มีความรักในผู้ใดผู้หนึ่ง และต้องการจะผูกใจผู้นั้นให้มีความรู้สึกตอบสนองความรู้สึกของตนให้มากที่สุด ที่เคยมีผู้เล่าให้ฟัง ว่าผู้มีความรักได้ผลสมปรารถนา อย่างเป็นที่เหลือเชื่อ เป็นที่พิศวงสงสัยของผู้ประสบพบเห็นว่าเป็นบุญอะไรมาส่งให้เกิดความชื่นชมสมใจได้อย่างเหลือเชื่อ และขณะเดียวกันก็มีผู้มาบ่นให้ฟัง ว่ามีการทำเสน่ห์กันแน่ ๆ ไม่เช่นนั้นเป็นไปไม่ได้ ที่อยู่ดี ๆ ก็จะเกิดคู่รักกันขึ้นมาใหม่อย่างปุบปับ ไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย และก็เป็นการรักอย่างที่ผู้คนเห็นหลาย ๆ คนอดสงสัยไม่ได้ ว่าก็รู้จักกันอยู่ดี ๆ ไม่มีท่าทีว่าจะเกิดหลังรักกันได้มากมาย เช่นที่กำลังเกิดให้พิศวงงงงวยกันอยู่ บางคนบอกว่าทำเสน่ห์แน่แล้ว แต่หลายคนไม่เชื่อว่าจะยังมีการทำเสน่ห์ยาแฝดกันอยู่อีกในสมัยนี้ สองเสียงขัดกันเช่นนี้ในทุกเรื่องที่มีการกล่าวว่าเกิดการทำเสน่ห์กันขึ้นแล้ว และฝ่ายเชื่อว่าเป็นกาทำเสน่ห์ก็จะเลิกราความเชื่อนั้นไป เพราะไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครเห็นด้วย อย่างไรก็ตามถ้าไม่ใช่การทำเสน่ห์ ก็ไม่ใช่การก่อเวรของฝ่ายหนึ่งที่มุ่งความสุขเพื่อตน และก่อทุกข์ให้คนอื่นซึ่งก็ดังกล่าวแล้วเป็นการก่อเวรนั่นเอง

O ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ภูริทัตตมหาเถระ เป็นรายแรกที่แสดงให้ได้ความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาลึกซึ้งกว่าเคยมา คือทำให้รู้กันในบรรดาผู้เคารพท่านพระอาจารย์ใหญ่ท่านว่าสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าแม้เสด็จขันธปรินิพพานแล้ว คือทรงละพระชนมชีพไปแล้ว มิได้ทรงเหมือนกับมนุษย์ที่สิ้นชีวิตแล้วทั่วไป คือไม่ทรงหายไปจากโลกมนุษย์ ไม่ทรงรับรู้รับเห็นอะไรในโลกมนุษย์เช่นผู้ตายแล้วทั้งหลาย แต่พระพุทธองค์ยังทรงมีพระมหากรุณาต่อสัตว์โลก ประทานพระมหากรุราแก่สัตว์โลกด้วยพระพุทธหฤทัยกว้างใหญ่ไพศาลด้วยพระมหากรุณาคุณ เช่นเดียวกับเมื่อยังทรงดำรงพระชนมายุอยู่ คือเสด็จลงทรงสอนท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น ดังทรงดำรงพระองค์อยู่ในพระสภาพของมนุษย์เมื่อท่านพระอาจารย์ท่านนำเรื่องนี้มาเปิดเผยก็เป็นที่ปีติโสมนัสของผู้มีศรัทธามีปัญญาเชื่อทั่วกัน แต่ก็มิได้มีท่านผู้ใดอีกเลย ที่แสดงว่าได้รับพระมหากรุณาปรากฏพระองค์ให้มีผู้ได้เฝ้า นอกจากท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นท่านเท่านั้นมีผู้ยกเหตุผลขึ้นแสดงอย่างน่าฟัง ทรงโปรดประทานท่านพระอาจารย์ใหญ่ท่านเป็นพิเศษถึงเพียงนั้น ก็ต้องเพราะทรงทราบว่าท่านพระอาจารย์ใหญ่ท่านจะแทนพระองค์เช่นเดียวกับพระธรรมวินัยที่ทรงบัญญัติไว้นั่นเองแต่พระธรรมวินัยไม่ชัดเจนไม่เป็นเสียงไม่เป็นถ้อยคำดังออกมา นอกจากต้องอาศัยการแสดงออกของมนุษย์ แต่ที่ทรงพระมหากรุณาแสดงออกของมนุษย์ แต่ที่ทรงพระมหากรุณาแสดงต่อท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น และท่านเมตตาบอกเล่าให้ล่วงรู้กันต่อมา ปรากฏพระธรรมวินัยชัดเจนโดยผ่านการปฏิบัติพระธรรมวินัยอย่างดียิ่งของท่านพระอาจารย์ใหญ่ท่าน ท่านพระอาจารย์ใหญ่จึงเปรียบได้ดังผู้แทนพระองค์สมเด็จพระบรมศาสดาตลอดมาจนทุกวันนี้ แม้เมื่อท่านเข้าสู่เมืองพระนิพพานนานปีนักแล้วแต่ท่านก็ยังเป็นที่นับถือเทิดทูนในความยิ่งใหญ่ของการเป็นผู้ทรงธรรม แทนพระองค์สมเด็จพระบรมศาสดา

(มีต่อ ๘)

.....................................................
.. ทุกข์ใดดับได้ด้วยปัญญา ทุกข์นั้นจะไม่เกิดอีก ..


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ธ.ค. 2008, 15:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ต.ค. 2006, 14:49
โพสต์: 1341


 ข้อมูลส่วนตัว www


O เมื่อไม่นานเดือนมานี้ สุภาพสตรีผู้หนึ่งซึ่งเป็นญาติโยมวัดบวรนิเวศวิหารได้นำเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตเมื่อหลายสิบปีก่อนมาเล่า เป็นการเปิดเผยเรื่องที่เจ้าตัวรับรองว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง และเป็นเรื่องที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่แห่องค์สมเด็จพระบรมศาสดา ทำนองเดียวกับที่เกิดขึ้นกับท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่นที่ใช้คำว่าทำนองเดียวกับที่เกิดกับท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น มิได้หมายถึงญาติโยมผู้นั้นมีความสำคัญในพระพุทธศาสนาเช่นท่านพระอาจารย์ใหญ่ท่าน แต่หมายความเพียงว่าพระพุทธองค์ได้เสด็จมาแสดงพระองค์ให้ประจักษ์ชัดเจนแก่ญาติโยมผู้นั้น แต่ไม่ใช่กลางป่าไม่ ใช่เธอกำลังทำสมาธิปฏิบัติธรรม เพียงกำลังเริ่มต้นจะทำวัตรเย็น ในเวลาประมาณ ๑๙.๐๐ นาฬิกา คือหนึ่งทุ่มนั่นเอง เธอเล่าว่าขณะนั้นเธอมีอายุ ๓๒ ปี มีความสนใจในพะพุทธศาสนามากพอสมควร แต่ไม่ถึงกับได้เรียนระดับพระอภิธรรม เพียงสวดมนต์หลายบทโดยไม่สนใจความหมาย วันนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญในชีวิต เธอกำลังเริ่มต้นจะสวดมนต์ทำวัตรเย็น พนมมือ นั่งเรียบร้อนแล้วที่หน้าโต๊ะบูชา ที่เป็นโต๊ะใหญ่และค่อนข้างสูงกว่าโต๊ะบูชา ที่เป็นโต๊ะใหญ่และค่อนข้างสูงกว่าโต๊ะบูชาพระทั่วไป เธอเล่าว่าพอเริ่มสวด นโม ตัสสะ เพียงเท่านี้ ใจก็เกิดสลดวูบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน พร้อมกันนั้นก็เกิดความเศร้าเสียใจขึ้นมาอย่างสุดซึ้ง...เรานี้อาภัพ เกิดมาไม่เคยเห็นพระพุทธเจ้า

...น้ำตาซึมออกมาพร้อมกับความรู้สึก ที่เกิดขึ้นอย่างไม่มีปี่ ไม่มีขลุ่ย

ทันใดนั้นก็ปรากฏภาพพระภิกษุสงฆ์ขึ้นมาเหนือโต๊ะบูชา ขอใช้คำอธิบายตามที่ฟังเล่ามาคือเป็นพระคน ๆ เรานี้เอง เพียงแต่องค์ใหญ่กว่าพระไทยทั่ว ๆ ไป แต่ก็เพียงเล็กน้อย ผิวไม่เป็นแขก ไม่เหมือนแขกทั่วไป ผิดค่อนข้างเหมือนคนไทยที่มีผิวกายค่อนไปทางสีน้ำตาล พระพักตร์ก็ไม่เหมือนที่อยู่ในจินตนาการตลอดมา คืองามแบบคนแขกที่หนุ่มสวยอย่างในหนังคือพระพักตร์คนเด่น พระนาสิกโด่ง แต่ภาพที่ปรากฏไม่ใช่เช่นนั้น เป็นเพียงภาพพระแขกสีพระฉวีน้ำตาลคล้ำเช่นคนไทยที่มีผิดดำ พระเกศาเป็นลักษณะทักษิณาวัตรทั้งพระเศียรตำเป็นมันขลับงดงาม เห็นเด่นชัด ติดตาอยู่จนทุกวันนี้ ภาพพระภิกษุองค์นั้นปรากฏให้เห็นถนัดชัดแจ้ง ลอยลิ่วอย่างรวดเร็วจากโต๊ะบูชา เข้ามรใกล้เธอผู้นั้นเกือบจะชิดหน้า แล้วก็หายวับไป เป็นความมหัศจรรย์แก่จิตใจที่สุสดพร้อมกันนั้นก็เกิดความมั่นใจ ว่าพระภิกษุองค์นั้นคือสมเด็จพระบรมศาสดา ที่ทรงพระเมตตาเสด็จมาดั่งจะทรงปลอบใจที่เกิดเศร้าสลดที่สุดด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ ที่ไม่เคยเป็นพระพุทธองค์

O เรื่องที่ญาติโยมผู้นั้นเล่า ยืนยันว่าเป็นเรื่องทีเกิดขึ้นจริงในชีวิต แม้จะนานเป็น ๕๐ กว่าปีแล้ว แต่ยังชัดเจนแจ่มใส ประวัติท่านเพราะอาจารย์ใหญ่มั่นก็อาจตั้งแต่หนังสือเริ่มออกแจกจ่าย ชื่นชอบ ภูมิใจในพระพุทธศาสนา ที่มีสมเด็จพระบรมศาสดาสุดประเสริฐมีพระอริยสงฆ์ล้ำเลิศเช่นท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น อัศจรรย์ที่เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วเป็นพัน ๆ ปี ยังเสด็จลงทรงสอนได้ พูดง่าย ๆ ก็คือเหมือนไม่ได้ทรงตายแล้วฉะนั้นความคิดที่ว่าเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ จึงทำให้ไม่กล้าเอ่ยปากบอกเล่าผู้ใดเลย ถึงที่ตนได้พบด้วยตนเอง พระพุทธองค์เสด็จมาตอบสนองเสียงคร่ำครวญหาจากหัวใจหญิงผู้หนึ่ง ซึ่งผู้พันลึกซึ้งอย่างปราศจากเหตุผล ในเบื้องพระพุทธบาท ความเป็นผู้มีอายุน้อยทำให้กลัวการถูกกล่าวหาว่าปั้นน้ำเป็นตัวอย่างน่าเกลียดที่สุด จนเวลาล่วงไปเป็น ๕๐ ปีทีเดียว ที่ญาติโยมผู้นั้นได้คิดขึ้นมา ว่าเรื่องที่เธอได้ประสบมาจริง ๆ อาจจะทำให้ผู้ไม่ปฏิเสธโดยไม่มีเหตุผล ได้ความเข้าใจชัดแจ้งยิ่งขึ้น ว่าสมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วก็จริง แต่พระพุทธบารมียังสูงส่งยิ่งใหญ่ที่สุด ทุกวันนี้ยังไม่ทรงแตกต่าง จากครั้งยังทรงดำรงพระชนมายุสังขารเป็นมนุษย์เช่นเมื่อ ๒,๕๕๐ กว่าปีก่อน เคยทรงช่วยสัตว์โลกได้อย่างไร ทุกวันนี้ก็ยังทรงช่วยได้อย่างนั้น แต่ใจของมนุษย์เราก็สำคัญนัก จักสามารถส่งไปรับพระมหากรุณาได้เพียงไรหรือไม่ ขอให้พากันเชื่อมั่นในความจริงนี้ และใช้ความสามารถของจิตที่เชื่อมั่นในพระพุทธบารมีให้จริง พระมหากรุณาจะถึงแน่ ปกเกล้าให้ร่มเย็นเป็นสุขได้แน่

O ทุ่มเทความผูกพันเทิดทูนพระพุทธบาทให้จริง ไม่ต้องถึงต้องไปเล่าเรียนพระธรรมคำทรงสอนขนาดผู้รู้ทั้งหลายเล่าเรียนกัน เพราะการศึกษาระดับลึกซึ้งจริงจังเช่นนั้น ไม่ใช่เรื่องธรรมดา ที่ทุกคนจะสามารถทำได้ ไม่ใช่เรื่องธรรมดา ที่ทุกคนจะสามารถทำได้ เพียงรู้จักหัวใจพระพุทธศาสนา ๓ ประการ หรือประการเดียวก่อนก็ยังดี รู้จักให้ถูกจริง ว่าหัวใจพระพุทธศาสนาคือ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม และการทำใจของตนเองให้ผ่องใส รู้จักให้ถูกดังกล่าวแล้วพยายามทำให้ได้ ให้เต็มความสามารถทุกเวลา อย่าเพียงทำบ้างไม่ทำบ้าง การตั้งใจจริงทำเช่นนี้ ด้วยความเชื่อมั่นในพระพุทธบารมีสูงส่งมหัศจรรย์ ที่แม้จะเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วเป็นพัน ๆ ปี พระพุทธบารมีก็ยังมิได้เปลี่ยนแปลงสูญหายไปไหน ยังรุ่งเรืองแจ่มใสสูงส่งอยู่ทุกเวลานาที แต่เราผู้ไม่มีตาหาเห็นไม่ เมื่อเรายังเป็นผู้มืดบอดอยู่ด้วยตาปัญญาบารมี ก็หาควรที่เราจะไม่พยายามเชื่อความจริง ที่เป็นคุณเป็นประโยชน์แก่ชีวิตจิตใจเราที่สุด ว่าพระพุทธองค์ยังทรงอยู่ในโลกของเราทุกคนนี้ เหมือนเมื่อหลายพันปีมาแล้วเพียงแต่เราไม่ใช่ปัญญาให้พอ ไม่เชื่อให้จริงในความมหัศจรรย์ของพระพุทธองค์ ว่ามีจริงไม่ใช่ไม่จริง ฟังดูเหมือนไม่จริง แต่จริง อย่าทิ้งคุณประโยชน์ยิ่งใหญ่ที่ควรเกิดแก่ชีวิตเสียเลย ไม่ลำบากยากเย็นมิใช่หรือ ที่จะยอมเชื่อความจริง ที่ควรเชื่อที่สุด เพราะเป็นสิริมงคลที่สุดแก่ชีวิตเราทั้งหลาย ว่าสมเด็จพระบรมศาสดายังทรงอยู่กับเราทุกคน ทุกหนทุกแห่งไม่ว่าใครจะอยู่ที่ไหน พระพุทธองค์ก็ทรงอยู่ด้วย ทรงแผ่พระพุทธบารมีไปถึงด้วย...พระบารมีของพระพุทธเจ้าท่านนั้นรุ่งเรืองสว่างลงแสงตะวัน อยู่ทุกหนทุกแห่ง ทุกเวลานาทีผู้ไม่มีตาหาเห็นไม่...นี้เป็นความจริง ที่สุดแสนมหัศจรรย์ เหลือเชื่อ แต่ก็เป็นความจริง ที่ควรเชื่อ ที่ต้องเชื่อ

(มีต่อ ๙)

.....................................................
.. ทุกข์ใดดับได้ด้วยปัญญา ทุกข์นั้นจะไม่เกิดอีก ..


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ธ.ค. 2008, 15:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 ต.ค. 2006, 14:49
โพสต์: 1341


 ข้อมูลส่วนตัว www


O ยิ่งวันชีวิตก็ยิ่งพบกับความร้อน อันเกิดจากความทุกข์ที่หนักหนา จะมัวมาปฏิเสธพระพุทธบารมีที่สุดแสนศักดิ์สิทธิ์ จะไม่ฉลาดน้อยเหลือเกินหรือ ความคิดที่ว่าเรื่องพระพุทธบารมีไม่จริงหรอก ไม่มีหรอก น่าจะปล่อยทิ้งให้หมดไปจากชีวิตจิตใจเราทุกคน แม้ไม่ใช่คนไร้ปัญญา หมดหนทางแล้ว หมดเวลาแล้วเช่นทุกวันนี้ น่าจะแผ่ใจออกน้อมรับพระพุทธบารมี ที่ผู้ใหญ่สมัยโบราณท่านทุ่มเทชีวิตจิตใจเชื่อ ชีวิตของท่านในสมัยนั้นจึงร่มเย็นเป็นสุขนัก แตกต่างกับชีวิตของพวกเราในสมัยนี้ที่เร่าร้อนรุนแรง หนักขึ้น และหนักขึ้นทุกเวลานาที ทุกวันนี้เราอยู่กันด้วยความกลัวมิใช่หรือว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับชีวิตเรา กับบ้านเมืองเราอย่ากลัวเฉย ๆ ทำไม กลัวแล้วต้องอัญเชิญพระพุทธบารมีเข้ามาสู่ชีวิตจิตใจ เพราะเป็นวิธีเดียวที่จะอัญเชิญความสว่างเจิดจ้าของมหาสิริมหามงคลแห่งสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราเข้ามาขับไล่ความไม่เป็นมงคลให้หมดสิ้นไปได้ อย่างน่ามหัศจรรย์จริง

O พยายามให้สุดความสามารถเถิดพยายามสุดความสามารถแล้วทำไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร แต่ต้องพยายามก่อน คือพยายามรักษาหัวใจพระพุทธศาสนา ให้เหมือนรักษาหัวใจตนเอง ทุกคนกลัวทุกข์กลัวร้อนนักไม่ใช่หรือ ไม่อยากให้เกิดความทุกข์ความร้อนในชีวิตจิตใจตนไม่ใช่หรือ ได้แต่กลัว ไม่แก้ไขให้จริงจัง ความร้อนจึงประดังเข้าสู่ชีวิต จนร้อนไปทั้งโลก โลกจะไม่ร้อนเองแน่นอนโลกจะร้อนเพราะชีวิตจิตใจผู้อยู่ในโลกร้อน เชื่อในความจริงนี้ให้มั่น และสามัคคีพร้อมเพรียงกันทำจิตใจตนอย่าให้ร้อน ให้สำเร็จโดยเร็ว จะไม่พูดถึงที่ยากมากไปสำเร็จโดยเร็ว จะไม่พูดถึงยากมากไปสำหรับคนส่วนใหญ่ นั่นคือการต้องศึกษาพระพุทธศาสนาให้รู้แจ้งรู้จริง ที่เป็นความพิเศษ แต่ส่วนใหญ่ไม่สามารถทำได้พระพุทธศาสนาเป็นความประณีตสูงส่ง จะเข้าถึงได้จริงต้องมีจิตใจที่พร้อม จึงยากอยู่ โดยเฉพาะจะไม่ทันเวลาแล้ว เวลานี้ต้องการพระพุทธบารมีมาปกปักรักษาอย่างรีบด่วนที่สุดจริง ๆ หนทางตรงที่สุด ที่น่าจะทำได้ด้วยกันทุกคน แม้ตั้งใจจะทำจริง เพราะไม่ต้องใช้ปัญญาใหญ่ยิ่งเหมือนเรียนอภิธรรม นั่นก็คืออัญเชิญหัวใจพระพุทธศาสนาเข้าสู่หัวใจตนเองของทุกคน

O ตั้งใจจริงช่วยดับทุกข์ดับร้อนของโลกคือชีวิตของตนเอง ของลูกหลานพี่น้อง ของสามีภริยาคนรักของตนเอง อย่าทำบาปทั้งปวง ทำมาแล้วกำลังทำอยู่ ก็เลิกเสียให้ได้ นึกถึงพระพุทธภาษิตที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงแสดงสอน ด้วยทรงมีพระมหากรุณาห่วงใยชีวิตเราเป็นอย่างยิ่ง เราทกคนก็ควรห่วงใยชีวิตตนเองด้วย ให้มากที่สุด ไม่เช่นนั้นพระมหากรุณาของสมเด็จพระบรมศาสดาก็หาอาจเกิดประโยชน์แก่เราได้ไม่

O กำลังก่อทุกข์แก่ผู้อื่น เพราะต้องการความสุขเพื่อตนเอง ก็ขอให้ได้คิด พระพุทธองค์ทรงชี้ชัด ว่าการหาความสุขให้ตนเอง โดยทำผู้อื่นให้เกิดทุกข์ เป็นการก่อเวรให้แก่ตนเอง ไม่ช้าก็เร็วเวรต้องเกิดผล เมื่อนั้นจะไม่พ้นชีวิตที่ทุกข์ร้อน แสนสาหัสเพียงใดก็สุดแต่ได้สร้างความทุกข์แก่ผู้อื่นเพียงใด โดยมุ่งความสุขให้เกิดแก่ตน ถ้าเคารพคำของพระพุทธองค์ ทุกคนที่กำลังหาความสุขให้ตน โดยสร้างความทุกข์ให้ผู้อื่น จงได้คิด จงเลิกละการก่อเวรให้แก่ชีวิตตนเสียให้ได้

O หยุดการหาความสุขให้ตนเอง ด้วยการก่อทุกข์แก่ผู้อื่น หยุดเสียให้ได้ สอนตนเองอย่าให้หลงติดกับความคิดผิดอย่างยิ่งชีวิตนี้ไม่ใช่ว่าจะยืนยาวเป็นร้อยปีพันปี ไม่กี่ปีก็จะต้องพากันตายหมดแล้ว ทั้งเราทั้งเขาก็จะต้องละชีวิตนี้ไป ความสุขที่แสวงหามาให้ชีวิตตนก็จะจบสิ้นไปด้วย ไม่ยั่งยืนยาวนานได้แต่เวรที่ตนเป็นผู้ก่อจะไม่จบสิ้นง่าย ๆ เวรไม่จบเพียงในชีวิตนี้ เพราะการผูกเวรนั้นน่าสะพรึงกลัวนัก จงรอบคอบให้อย่างยิ่ง มีสติเตือนตนเองให้หนักทุกเวลา ว่าเราจะไม่ก่อเวร เพราะเรากลัวเวร เวรมีฤทธิ์มีเดชน่ากลัวมาก ส่งผลเมื่อไร ก็เมื่อนั้นที่ชีวิตเราจะน่ากลัวนักน่าสงสารนัก จงกลัวเสียตั้งแต่เวรยังไม่เกิดผลเลิกการก่อเวร ไม่ว่าหนัก ไม่ว่าเบา เสียเถิดเลิกเห็นกับความสุขของตน และสร้างความทุกข์ให้แก่ผู้อื่นเถิด เมตตาผู้อื่น เห็นใจผู้อื่นอย่าเมตตาแต่ตัวเอง แล้วก่อเวร ให้ผู้อื่นต้องตกอยู่ในความทุกข์ ก่อทุกข์ให้ท่านสาหัสเพียงไร เวรของเราก็จะหนักเพียงนั้นแน่นอนขอจงคิดให้ดี และพากันเลิกก่อเวรให้ได้เถิด

O ขอจงพร้อมกันน้อมใจรับพระพุทธพรปีใหม่ เพื่อเป็นความร่มเย็นสิริมงคลชีวิตตลอดไป

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑



>>>>> จบ <<<<<

:b8: :b8: :b8:

...สวัสดีปีใหม่ครับ...

.....................................................
.. ทุกข์ใดดับได้ด้วยปัญญา ทุกข์นั้นจะไม่เกิดอีก ..


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 12 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร