วันเวลาปัจจุบัน 14 พ.ย. 2018, 15:32  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านนิทาน จากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=5



กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 พ.ค. 2018, 08:56 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ก.ย. 2012, 08:47
โพสต์: 20


 ข้อมูลส่วนตัว


ครั้งหนึ่งยังมีอสุรกายตนหนึ่ง เขาทนทุกข์เพราะความกระหายน้ำมาเป็นเวลาเนิ่นนานนักหนา ตลอดเวลาได้แต่เที่ยวหาน้ำไปตามที่ต่างๆ แต่จักมีสักครั้งที่ประสบพบพานก็หาไม่ จนคืนหนึ่งเขาสะเปะสะปะมาเจอแม่น้ำสายใหญ่เข้าโดยบังเอิญ มีความกว้างไกลจนสุดลูกหูลูกตา อารามดีใจจึงวิ่งเข้าไป หวังจักดำผุดดำว่ายดื่มกินให้มันสมใจสักครา

พอถึงชายฝั่งก็ไม่ฟังอีร้าค่าอีรม รีบกระโจนลงไปทันที แต่แทนที่เขาจะรู้สึกถึงความเย็นสบาย ที่ไหนได้กลับกลายเป็นว่าต้องตาลีตาลานกระโดดโหยงแทบไม่ทัน เพราะมันมิได้มีความชุ่มฉ่ำของน้ำให้สัมผัสเลย มีแต่ความเร่าร้อนราวกับว่ากำลังยืนอยู่บนกองขี้เถ้ายังไงยังงั้น! แถมยังมีหมอกควันจากไหนไม่ทราบไหลมาคลุมพื้นที่แถบนั้นเอาไว้จนทั่วอีก จนเขามองแทบไม่เห็นอะไร

ไฉนจึงเป็นเช่นนี้ได้? ก็เมื่อตะกี้เขายังเห็นว่ามีแม่น้ำไหลอยู่ชัดๆ แต่พอสัมผัสทำไมถึงกลายเป็นขี้เถ้า?

เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะกรรมได้บันดาลให้เขาเห็นและรู้สึกไปเอง ทั้งที่ตนก็ยืนอยู่กลางแม่น้ำแท้ๆ แต่ทว่ากลับมิได้รับรู้ถึงความชุ่มฉ่ำชื่นเย็นของมันแม้แต่น้อย!

เขายังพยายามค้นหาน้ำอย่างไม่ยอมย่อท้อ แต่ไม่ว่าจักหาเท่าใดก็หาไม่เจอ จนพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าเข้าสู่รุ่งอรุณของเช้าวันใหม่ ปรากฏที่ไกลตาออกไปมีพระภิกษุจำนวนหนึ่งประมาณ ๒๐ ถึง ๓๐ รูปกำลังโคจรบิณฑบาตมาตามริมฝั่งแม่น้ำสายนี้พอดี

ภิกษุเหล่านี้พอเห็นคนเดินบนน้ำได้ก็ให้อัศจรรย์ใจกันไปตามๆกัน จนใกล้ตำแหน่งที่อสุรกายกำลังเดินค้นหาน้ำอยู่ภิกษุรูปหนึ่งอดใจไม่ไหวจึงร้องถามไป “ ดูก่อนท่านผู้นี้เป็นใครรึ? ไฉนจึงเดินบนน้ำได้เล่า?”

อสุรกายซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาค้นหาน้ำ พอได้ยินเสียงเรียกจึงหันไปมอง เห็นบนตลิ่งมีพระสงฆ์กลุ่มหนึ่งกำลังจ้องดูตนจึงตอบไปว่า “ ข้าแต่ท่านผู้ทรงศีล ข้าพเจ้าเป็นอสุรกาย แหละกำลังค้นหาน้ำอยู่เจ้าข้า เมื่อคืนข้าพเจ้าผ่านมาเห็นว่ามีแม่น้ำสายหนึ่งไหลอยู่แถวนี้ ด้วยความดีใจจึงรีบวิ่งมา หวังจักดื่มกินให้สาสมใจสักที

ที่ไหนได้พอถึงกลับไม่เห็นน้ำแม้แต่เพียงน้อยนิด ทุกที่ทุกทิศล้วนมีแต่หมอกควันแลขี้เถ้า แถมยังร้อนเร่าราวกับถ่านเพลิงก็มิปาน ไฉนจึงเป็นเช่นนี้ได้ก็มิทราบ แต่ข้าพเจ้าก็หาได้ท้อไม่ ยังพยายามค้นหาน้ำอยู่เพราะเชื่อว่ามันจะต้องมีน้ำแน่ จนบัดนี้ก็สางแล้วแต่ข้าพเจ้าก็ยังหามิพบเลยเจ้าข้า ขอพระคุณเจ้าเมตตาบอกทีเถิดว่ามีน้ำอยู่ในที่ใดบ้าง? ข้าพเจ้าจักได้เข้าไปดื่มกินดับความทุกข์ทรมานนี้เสีย! ”

บรรดาภิกษุพอฟังต่างก็หันมามองกัน เนื่องจากตัวเขาก็ยืนอยู่บนน้ำแท้ๆ แต่ไฉนจึงบอกว่าตนหาน้ำไม่เจอ ภิกษุรูปหนึ่งด้วยความสงสัยจึงถามไปว่า “ ดูก่อนอสุรกาย! ตัวท่านขณะนี้ก็ยืนอยู่กลางแม่น้ำแล้วนี่ ไฉนยังจักถามหาน้ำอีกเล่า? ” อสุรกายได้ยินดังนั้นก็ให้ประหลาดใจ จึงตอบไปว่า

“ ข้าแต่พระคุณเจ้า อย่าว่าแต่แม่น้ำเลย น้ำแม้เท่ารอย เท้าโคข้าพเจ้าก็ยังหามิเห็นเลยเจ้าข้า หากแม้นข้าพเจ้ากล่าวท็จแล้วไซร้ ก็ขออย่าให้ข้าพเจ้าได้พ้นไปจากสภาพอันทุกข์ทรมานของอสุรกายนี้เลย! ”

เหล่าภิกษุพอฟังดังนั้นก็ให้รู้สึกสงสารอสุรกายตนนี้ขึ้นมาจับจิตจับใจ จึงบอกเขาว่า “ ดูก่อนอสุรกาย! ในเมื่อเรื่องเป็นดังท่านเล่า อย่างนั้นขอท่านจงขึ้นมานอนที่บนชายหาดนี้เถิด เดี๋ยวอาตมาแลพวกจักช่วยกันตักน้ำมาให้ท่านดื่มเอง ”

ว่าแล้วพระคุณเจ้าแต่ละรูปต่างก็กุลีกุจอนำบาตรของตนไปตักน้ำในแม่น้ำขึ้นมากันคนละบาตรสองบาตร จากนั้นก็นำไปกรอกปากให้อสุรกายดื่ม จนพระอาทิตย์ได้เคลื่อนตัวมาอยู่ในแนวเกือบกึ่งกลางศรีษะภิกษุรูปหนึ่งจึงถามอสุรกายว่า

“ ดูก่อนอสุรกาย น้ำที่พวกอาตมากรอกให้ท่านดื่ม ท่านพอจักได้ลองลิ้มชิมรสชาติจนเป็นที่พอใจแล้วหรือไม่? ” พอถามเสร็จตัวผู้ถามแลเพื่อนภิกษุทั้งหลายต่างก็พากันวางบาตรลงบนพื้น นั่งหอบจนซี่โครงบานกันให้หน้าสลอน เนื่องจากแต่ละรูปต่างก็เดินขึ้นเดินลงตักน้ำจากแม่น้ำมาให้เขาดื่ม จนอ่อนแรงเหนื่อยล้ากันไปตามๆกัน!

ฝ่ายอสุรกายพอเห็นสภาพของเหล่าพระคุณเจ้าแล้วเขาก็รู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง จึงตอบไปว่า “ ข้าแต่ท่านผู้ทรงศีล น้ำที่ท่านกรอกใส่ปากให้ข้าพเจ้าดื่มนั้น จักได้มีแม้เพียงสักหยดไหลเข้าปากให้ข้าพเจ้าได้ชุ่มฉ่ำลิ้นนั้นหามีไม่! ถึงพวกท่านจะพยายามเท่าใดก็คงมิเป็นผล รังแต่จะเสียเวลาเปล่าๆ

บัดนี้ก็สายมากแล้ว ก่อนจะพ้นข้อกำหนดที่พระศาสดาทรงบัญญัติไว้ ขอพวกท่านจงเร่งเดินทางไปบิณฑบาตภิกขาจารเถิด โปรดอย่าใส่ใจเรื่องของข้าพเจ้าเลย ด้วยว่ากรรมนั้นไซร้เป็นของเฉพาะตน ผู้ใดทำมาอย่างไร ก็จำต้องรับกันไปอย่างนั้น!

สุดท้ายนี้ก่อนจากกันข้าพเจ้าขอวอนพวกท่านโปรดช่วยนำเรื่องของข้าพเจ้าไปเล่าเป็นอุทาหรณ์สอนใจให้กับผู้คนด้วยเถิด โปรดบอกเขาว่าขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ขอจงเร่งทำความดีให้มากเข้าไว้ ตายไปจักได้ไปเกิดในภพภูมิที่สูงๆ จักได้ไม่ต้องมาทนโศกาอาดูรเหมือนดั่งข้าพเจ้าที่เป็นอสุรกายนี้! ”

บรรดาภิกษุเมื่อฟังคำรำพันของอสุรกายผู้มีกรรมแล้วก็ให้รู้สึกสลดสังเวชใจเหลือ ประมาณ แต่ก็อับจนหนทางไม่รู้ว่าจะช่วยเหลืออย่างไร ในที่สุดจึงได้แต่จากไปด้วยใจที่สลดหดหู่.

จากเรื่องที่นำมาเล่าคงเห็นแล้ว สัตว์ในภูมิอสุรกายแม้ไม่มีใครมาคอยลงโทษลงทัณฑ์เหมือนสัตว์ในภูมินรกก็จริง แต่พวกเขาก็ยังต้องทุกข์ทรมานจากผลบาปที่ตนสร้างไว้ ฉะนั้นหากผู้ใดไม่ปรารถนาจักไปเกิดเป็นสัตว์อยู่ในภูมินี้ เวลาต่อจากนี้ก็ขอให้จงเร่งขวนขวายสร้างแต่คุณงามกระทำแต่ความดีให้มากเข้าไว้ ตายไปจะได้ไปเกิดเป็นเทวดา จะได้ไม่ต้องมานั่งโศกาเหมือนดั่งอสุรกายผู้อาภัพตนนี้

ด้วยความปรารถนาดี

สืบ ธรรมไทย


แก้ไขล่าสุดโดย pinit เมื่อ 23 ต.ค. 2018, 10:10, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 มิ.ย. 2018, 19:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ธ.ค. 2008, 09:34
โพสต์: 675


 ข้อมูลส่วนตัว


4Aขออนุโมทนาสาธุการค่ะ :b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร