วันเวลาปัจจุบัน 19 พ.ย. 2018, 23:10  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านนิทาน จากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=5



กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 พ.ค. 2015, 08:13 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 22 ก.ย. 2012, 08:47
โพสต์: 20


 ข้อมูลส่วนตัว


ย้อนไปเมื่อครั้งสมเด็จพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์ชีพ มีอยู่คราวหนึ่งพญาวสวัตตีมารเห็นมหาพรหมองค์หนึ่งนามว่า พกาพรหม ชอบคุยโม้ว่าตนนั้นมีฤทธานุภาพแลศักดานุภาพเหนือผู้ใด เขาเกิดครึ้มใจขึ้นมาจึงเหาะไปยังวิมานของท้าวมหาพรหม จากนั้นก็ไปพูดจายกยอปอปั้นต่างๆนานาว่า

“ ดูก่อนพกาพรหม ท่านนี้แลที่เป็นผู้เลิศกว่าใครในสามแดนโลกธาตุ มีฤทธานุภาพแลศักดานุภาพเหนือสัตว์ทั้งปวง เป็นที่เคารพของมนุษย์แลเทวดา เป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของคนแลสัตว์ ด้วยมนุษย์แลสัตว์ต่างก็ถูกท่านบันดาลขึ้นมา ไม่เพียงเท่านั้น ภูมิประเทศบนโลกไม่ว่าจักเป็นป่าไม้ภูเขา แม่น้ำทะเล ก็ตัวท่านอีกนั่นแหละที่เป็นผู้สร้างขึ้น คราใดเมื่อคุณธรรมของมนุษย์เสื่อมถึงกาลที่โลกจักต้องพินาศ ก็มีท่านเป็นผู้บันดาลให้เกิดไฟบรรลัยกัลป์เผาไหม้โลก ฉะนั้นหากจักกล่าวท่านคือผู้ที่มีตบะเดชะเหนือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงก็คงไม่น่าเกินเลยกระมัง? หรือท่านมีความเห็นใด? ”

หลังจากกล่าวคำสรรเสริญแล้วพญามารก็อำลาท้าวมหาพรหมกลับยังที่อยู่ตน ฝ่ายพกาพรหมผู้หลงตนเอง ครั้นได้ฟังคำเยินยอของท้าววสวัตตีมารซึ่งเป็นคำพูดลอยๆ ไม่เป็นความจริง หาสาระมิได้ กระนั้นเขาก็ยังหลงเคลิ้มอยู่กับคำลวงเหล่านั้นจนเกิดทิฐิวิบัติขึ้นในใจ “ ชะรอยหรืออาตมาจักเป็นดั่งที่พญามารว่า ด้วยอาตมานี้เป็นผู้ไม่แก่ ไม่เจ็บ แลไม่ตาย เป็นผู้ยิ่งใหญ่กว่าสัตว์ทั้งมวล พระนิพพานที่เขาว่าเป็นสถานที่อันบรมสุขก็คงจักเป็นแต่เพียงคำกล่าวลมๆเท่านั้น หาได้มีสถานที่ดังว่าไม่! ”

ทันใดนั้นความเข้าใจอันคลาดเคลื่อนที่ว่าพระนิพพานเป็นสิ่งโคมลอย ไม่เป็นความจริง ก็ทราบถึงพระศาสดาซึ่งกำลังประทับอยู่โคนต้นรัง ณ ป่าสุภควัน เพื่อจักสงเคราะห์พรหมรูปนี้ให้คลายจากทิฐิวิบัติ สมเด็จบรมครูจึงเสด็จจากโลกมนุษย์ขึ้นมายังพรหมโลกด้วยเวลาเพียงชั่วบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนของเขาออก แล้วงอกลับไปเท่านั้น!

ขณะนั้นพกาพรหมกำลังอิ่มอกอิ่มใจอยู่กับคำยอของพญามาร จู่ๆเห็นสมณรูปหนึ่งปรากฏเบื้องหน้าเขาจึงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ด้วยกำลังอยากจักหาใครสักคนมาเป็นที่ระบายความในใจพอดี ดังนั้นจึงกล่าวไปว่า “ ดูก่อนท่านผู้เป็นดั่งเรา! การที่ท่านมายังวิมานข้าพเจ้านี่ก็ดีแล้ว เราจักได้สนทนากัน ข้าพเจ้าเห็นว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนนิจจัง ไม่มีแก่ ไม่มีเจ็บ ไม่มีตาย ไม่มีสิ่งใดในสามโลกนี้สามารถดับทุกข์ที่มีอยู่ในใจของสรรพสัตว์ได้ ท่านเห็นเป็นเช่นไร? ”

สมเด็จพระศาสดาครั้นทรงสดับวาจาของท้าวมหาพรหม จึงตรัสเตือนสติเขาว่า “ ดูก่อนพรหม! บัดนี้จิตท่านได้ถูกอวิชชาเข้าห่อหุ้มแล้ว สิ่งที่ท่านกล่าวมานั้น มันหาได้เป็นดั่งที่ท่านเข้าใจไม่! ” พกาพรหมพอฟังก็ไม่พอใจขึ้นมาทันใด จึงตอบกลับไปว่า “ นี่สมณ! สถานที่ที่ข้าพเจ้าอยู่ล้วนมีแต่ความสุข มีแต่ความแช่มชื่นเบิกบาน จักหาทุกข์ทั้งสี่อันเกิดมาแต่ ชาติ ชรา พยาธิ แลมรณะมิได้เลย แล้วอย่างนี้ท่านยังจักกล่าวไม่เที่ยงได้อย่างไร? ” สมเด็จพระชินสีห์เมื่อทรงสดับคำตอบเขา จึงตรัสไปว่า

“ ดูก่อนมหาพรหม! เรารู้ท่านนั้นมีอายุยืนยาวยิ่งกว่าสัตว์ทั้งปวง เปี่ยมด้วยฤทธานุภาพแลศักดานุภาพอันยิ่งใหญ่ แม้แต่ดวงอาทิตย์แลดวงจันทร์ที่มีรัศมีอันรุ่งเรืองก็หาได้ส่องสว่างไปทั้งหมื่นโลกธาตุเหมือนรัศมีกายท่านไม่ แหละเราก็รู้อีกเช่นกันว่าบัดนี้จิตท่านได้ถูกอัคคีแห่งกิเลสกำลังเผาผลาญอยู่ แล้วอย่างนี้ท่านยังจักกล่าวว่ามีความสุขอยู่หรือ? อีกประการตัวท่านก็มักอวดอ้างว่าตนนั้นมีฤทธิ์เหนือผู้ใด เราอยากถามว่าท่านพอจักบอกได้มั้ยถึงที่อยู่ของพรหมชั้นที่สูงไปกว่าท่าน อย่างเช่นอาภัสสราพรหม สุภกิณหาพรหม หรือเวหัปผลาพรหมเป็นต้น? ”

ขณะนั้นปรากฏได้มีหมู่พรหมจำนวนมากพากันออกจากวิมานมาดูการโต้ตอบคำพูดกันของเพื่อนผู้อวดตนกับสมเด็จพระศาสดา พรหมดื้อพอเห็นสายตาของเหล่าเพื่อนมองมาที่ตนเหมือนดั่งจักเป็นการถามกลายๆว่าไฉนจึงยังไม่ตอบคำถามของพระสมณโคดมเสียที ก็ให้รู้สึกเสียหน้าแลอับอายเป็นอย่างยิ่ง แต่ครั้นจักบอกออกไปก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจักตอบเช่นไร? จึงแกล้งเฉไฉถามกลับว่า

“ ดูก่อนสมณะ! การที่ท่านกล่าวอย่างนี้ก็เหมือนดั่งว่ามีแต่ท่านเท่านั้นที่รู้คติแลวิบากของสรรพสัตว์ คำพูดของท่านข้าพเจ้าหาเชื่อถือไม่ ขนาดข้าพเจ้าซึ่งมีฤทธิ์เหนือผู้ใดยังมิทราบแล้วไฉนท่านซึ่งเป็นเพียงแค่มนุษย์ผู้หนึ่งจึงจักทราบเล่า? ” สมเด็จพระศาสดาครั้นทรงสดับวาจาอันโอ้อวดของเขาจึงทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสกับพกาพรหมว่า

“ ดูก่อนพรหม! คำหนึ่งท่านก็ว่าตัวท่านนั้นมีฤทธิ์เหนือผู้ใด สองคำท่านก็ว่าตัวท่านนั้นมีฤทธิ์เหนือผู้ใด เราอยากขอให้ท่านจงแสดงฤทธิ์สักอย่างให้เป็นที่ปรากฏแก่เราจักได้มั้ย? อย่างเช่นจงกำบังกายอย่าให้เราเห็น ไม่ทราบท่านพอจักทำได้หรือไม่? ” พกาพรหมพอฟังก็นึกกระหยิ่มในใจ “ กับเพียงแค่แสดงฤทธิ์หายตัวมันจักยากอันใด ” ว่าแล้วเขาก็เนรมิตกายหายไปจากสถานที่นั้นทันที

บรรดาพรหมทั้งหลายจู่ๆเห็นเพื่อนผู้อวดตนหายวับไปต่อหน้าต่อตาพวกเขาต่างก็เหลียวหน้าเหลียวหลังมองหากันยกใหญ่ แต่ไม่ว่าพยายามหาเท่าใดก็หาได้มีรูปใดรู้ว่าพกาพรหมแอบไปซ่อนที่ไหน แต่ถึงพรหมดื้อรูปนี้จักหลบไปจากสายตาเพื่อนพรหมด้วยกันได้ ทว่ากลับหาได้รอดไปจากสายพระเนตรแห่งองค์สยัมภูไม่ ไม่ว่าเขาจักแอบไปซ่อนตรงไหนพระองค์ก็ทรงชี้ตำแหน่งได้อย่างถูกต้องทุกครั้ง จนเขาไม่อาจหาที่ซ่อนตัวได้

ในที่สุดจึงเหาะไปนั่งหน้ามุ่ยแสดงกายให้เป็นที่ปรากฏอยู่ในวิมานตน บรรดาเพื่อนพรหมเมื่อเห็นเพื่อนผู้อวดตนพ่ายให้ กับสมเด็จพระศาสดาต่างก็พากันแย้มยิ้มออกมา เหมือนดั่งจักว่าเยาะก็ไม่ใช่จักว่าเอ็นดูก็ไม่เชิง นั่นยิ่งทำให้เขารู้สึกเสียหน้าเข้าไปใหญ่ ดังนั้นด้วยอารมณ์พาลจึงกล่าวไปว่า

“ เอาเถิดสมณ! ข้าพเจ้ายอมรับว่าท่านก็พอมีฤทธิ์อยู่บ้าง สามารถมองเห็นข้าพเจ้าได้ บัดนี้ขอท่านจงแสดงฤทธิ์หายตัวให้เป็นที่ประจักษ์แก่ข้าพเจ้าบ้าง ข้าพเจ้าจักดูซิว่าท่านจักหลบไปจากสายตาของข้าพเจ้าได้หรือไม่? ”

สมเด็จพระชินสีห์ครั้นได้ทรงสดับวาจาเสียดสีของท้าวมหาพรหม พระองค์จึงทรงแสดงพุทธฤทธิ์หายไปจากที่นั้นทันที ฝ่ายพกาพรหมซึ่งเฝ้าจับจ้องอย่างไม่กระพริบตา พอจู่ๆเห็นพระศาสดาทรงอันตรธานไปต่อหน้าโดยที่เขาก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทรงหายไปตั้งแต่เมื่อใด ก็ให้รู้สึกอัศจรรย์ใจเป็นล้นพ้น นอกจากตัวเขาจักมองไม่เห็น พรหมทุกรูปที่อยู่ ณ ที่นั้นก็หาได้มีรูปใดมองเห็นเช่นกัน

จากนั้นสักพักทั่วทั้งพรหมโลกก็กังวานไปด้วยพระธรรมเทศนา ซึ่งพระองค์ได้ทรงแสดงโปรดพวกเขา จนสมควรแก่เวลาสมเด็จพระศาสดาจึงทรงแสดงพระวรกายให้เป็นที่ปรากฏ พร้อมกับทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสกับพกาพรหมเพื่อจักทรงสั่งสอนให้เขาคลายจากทิฐิว่า

“ ดูก่อนพกาพรหม! ตัวท่านนั้นเต็มไปด้วยความมืดบอดด้วยถูกอวิชชาเข้าครอบงำ แต่กลับกระทำดั่งว่าตนนั้นเป็นผู้เรืองปัญญามากด้วยปรีชาสามารถ เปรียบไปก็ไม่ต่างกับบุรุษเข็ญใจที่ได้ผ้าใหม่มาผืนหนึ่งก็สำคัญว่าตนนั้นมียศแลศักดิ์เหนือผู้ใด ท่านพอจักบอกได้หรือไม่ตัวท่านนั้นมาจากไหน? ไฉนจึงมาอุบัติยังพรหมโลกได้? ”

ท้าวมหาพรหมเมื่อเห็นถึงพุทธฤทธิ์ที่ทรงเนรมิตพระวรกายหายไปจากสายตาตนได้ก็เริ่มระย่อต่อฤทธิ์ของจอมมุนีแล้ว พอถูกถามมาอีกครั้งนี้จึงมิกล้าแสดงอาการเหิมเกริม ค่อยๆยกมือพนมตอบไปว่า “ ข้าแต่ มหาสมณะ อันที่จุติแลปฏิสนธิของข้าพระบาทนั้นตัวข้าพระบาทเองก็ยังไม่แจ้งพระพุทธเจ้าข้า หากแม้นพระองค์ทรงทราบ ขอทรงประทานบอกแก่ข้าพระบาทด้วยเถิด ”

สมเด็จพระพุทธองค์ครั้นทรงเห็นเขาคลายจากพยศแล้ว จึงทรงประทานพระดำรัสตรัสกับพรหมทั้งหลาย ณ ที่นั้นว่า “ สมัยหนึ่งเมื่อโลกยังว่างจากพระพุทธศาสนา ครานั้นพกาพรหมผู้นี้ได้ถือกำเนิดอยู่ในตระกูลคหบดี วันหนึ่งเขารู้สึกเบื่อหน่ายโลกด้วยเห็นถึงความไม่เที่ยงของร่างกาย ไหนจักต้องแก่ ไหนจักต้องเจ็บ ไหนจักต้องตาย จึงปลีกกายไปบวชเป็นฤาษีอยู่ในป่า บำเพ็ญตบะบารมีจนสำเร็จจตุตถฌาน ครั้นตายจากมนุษย์ด้วยกำลังแห่งฌานที่บำเพ็ญได้ จึงนำให้เขาไปเกิดยังพรหมโลกชั้นเวหัปผลา

เสวยสุขจากผลฌานอยู่สิ้นกาลช้านาน จนกำลังแห่งฌานเสื่อมจากจุตตถฌานถอยมาอยู่ที่ตติยฌาน จึงจุติจากเวหัปผลามาบังเกิดเป็นสุภกิณหาพรหม เสวยสุขอยู่ชั้นนี้ต่ออีกเป็นเวลาช้านานเช่นกัน กระทั่งกำลังแห่งฌานเสื่อมจากตติยฌานถอยมาอยู่ที่ทุติยฌาน จึงจุติจากสุภกิณหาพรหมมาบังเกิดเป็นอาภัสสราพรหม

แลสุดท้ายกำลังแห่งฌานก็ได้เสื่อมจากทุติยฌานถอยมาอยู่ที่ปฐมฌาณ จึงจุติจากอาภัสสราพรหมมาบังเกิดเป็นมหาพรหมอยู่ในชั้นนี้! ด้วยเหตุที่ท่องเที่ยวอยู่แต่พรหมโลกมาเป็นเวลาช้านาน ดังนั้นจึงเกิดมิจฉาทิฐิคิดว่าตนเที่ยงแท้ไม่แปรเปลี่ยน ไม่มีเกิด ไม่มีแก่ ไม่มีเจ็บ แลไม่มีตาย ทั้งนี้ก็เพราะสาเหตุดังกล่าวนั้นแล ”

พกาพรหมพอฟังพระพุทธฎีกาแล้วก็เกิดอัศจรรย์ใจเป็นล้นพ้น รู้สึกพระสมณโคดมผู้นี้ทรงเป็นผู้รู้แจ้งโลกยิ่งกว่าผู้ใด ทรงมีพระปัญญาเหนือกว่าสัตว์ทั้งปวง ทรงเป็นผู้รู้เหตุรู้ผล สมควรจักต้องเทิดไว้ในตำแหน่งสูงสุด! ดังนั้นจึงนมัสการพระองค์ด้วยการเปล่งวาจาว่า สัมมาสัมพุทธัสสะ

คำพูดที่เขากล่าวครั้งนั้นพระสมัยโบราณท่านรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง จึงนำมารวมไว้เป็นคำขึ้นต้นบูชาคุณพระรัตนตรัยหรือที่เรียกว่า บทบุพภาคนมัสการ อันได้แก่ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ที่เรารู้จักดีนั่นเอง! ที่มาของวลีทั้งห้านี้แต่ละตำราก็มีการเอ่ยอ้างเอาไว้ต่างกัน แต่ที่จักนำมากล่าวต่อจากนี้ พระสมัยก่อนท่านจารึกว่าเป็นคำกล่าวของพระเจ้าห้าพระองค์ คือ :

นะโม มาจากเมื่อครั้งสมเด็จพระผู้มีพระภาคประทับยังวิมานของอาฬวกยักษ์ ครานั้นมียักษ์สองตนนามว่า สาตาคิรายักษ์ กับ เหมวตายักษ์ ยักษ์ทั้งสองมีธุระจักต้องเหาะผ่านบริเวณนั้น ขณะที่ทั้งคู่กำลังเข้าใกล้วิมานของอาฬวกยักษ์ด้วยอำนาจแห่งพระพุทธานุภาพ จู่ๆเขาทั้งสองก็ร่วงหล่นจากท้องฟ้าโดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง จึงกำหนดจิตดู ทันใดก็ทราบเวลานี้สมเด็จพระศาสดากำลังประทับอยู่ในวิมานของอาฬวกยักษ์ เพื่อเป็นการแสดงความนอบน้อมต่อพระองค์เขาทั้งคู่จึงเปล่งวาจาออกมาพร้อมกันว่า “ นะโม ” คำกล่าวของยักษ์ทั้งสองนี้พระในยุคโบราณท่านรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นจึงนำมาเป็นคำขึ้นต้นวลีแรกของบทบุพภาคนมัสการ.

ตัสสะ มาจากเมื่อครั้งสมเด็จพระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ครานั้นมีอสูรตนหนึ่งนามว่า อสุรินทราหู เป็นผู้มีกายสูงใหญ่เหนือเทวดาใดๆ เขามีจิตปรารถนาอยากจักเห็นสมเด็จบรมครูสักครั้งเพราะได้ยินกิตติศัพท์ว่าทรงเป็นผู้เลิศกว่าใครในโลกหล้า แต่เมื่อคิดดูตนนั้นมีกายที่ใหญ่โตผิดจากเทพทั่วไป การจะเข้าไปก้มมองพระองค์ที่เป็นมนุษย์ตัวกะจ้อยร่อย เห็นเป็นการมิบังควร ระหว่างทางมาสู่สำนักแห่งพระโลกุตรมาจารย์เขาก็เฝ้ารำพึงว่าจักทำอย่างไรดีจึงจักไม่เป็นการลบหลู่ต่อพระองค์ สมเด็จพระศาสดาทรงทราบถึงความกังวลเขาจึงตรัสให้พระอานนท์จัดพระแท่นบรรทมใหม่ แล้วพระองค์ก็ทรงเนรมิตพระวรกายในพุทธลักษณะสีหไสยาสน์ มีขนาดใหญ่ราวกับว่าจักเทียมท้องฟ้าเห็นจักได้ พออสุรินทราหูมาถึงแทนที่เขาจักต้องก้มมองพระองค์ ที่ไหนได้กลับต้องแหงนคอตั้งบ่าเพื่อทอดทัศนาแทน พอเห็นถึงพระพุทธานุภาพอันประมาณมิได้ขององค์สมเด็จบรมครูเขาก็เกิดศรัทธาในตัวพระองค์ขึ้นมาอย่างท่วมท้น จนถึงกับเปล่งวาจาว่า “ ตัสสะ ” คำกล่าวของอสุรินทราหูครั้งนั้นพระในยุคโบราณท่านก็ให้รู้สึกทราบซึ้งเช่นกัน จึงนำมาไว้เป็นวลีที่สองของบทบุพภาคนมัสการ.

ภะคะวะโต มาจากเมื่อตอนที่สมเด็จพระพุทธองค์ทรงเสร็จจากการเสวยธรรมปีติเป็นเวลา ๔๙ วัน สายวันนั้นมีพ่อค้าชื่อตปุสสะและภัลลิกะผ่านทางมาพอดี เขาทั้งสองพอเห็นพระองค์ประทับอยู่โคนต้นเกดก็เกิดศรัทธาเลื่อมใส จึงนำเอาก้อนสตูข้าวแลสตูผงมาถวาย เพลานั้นพระองค์มิได้มีภาชนะใดจักทรงใช้รับภัตตาหาร จึงทรงคำนึงขึ้น “ จักเคยมีไหมหนอ ที่พระพุทธเจ้ารับบิณฑบาตด้วยมือทั้งสอง? ” ท้าวมหาราชทั้งสี่ซึ่งต่างก็ทราบดีในพระพุทธอัธยาศัย พอได้ยินดังนั้นแต่ละองค์จึงไม่รอช้า รีบนำเอาบาตรของตนเหาะมาจากทิศทั้งสี่ทันใด พอมาถึงก็ยื่นให้กับจอมมุนีเพื่อทรงใช้รับภัตตาหารแทนพระหัตถ์ทั้งสอง สมเด็จพระผู้มีพระภาคเมื่อทรงเห็นท้าวมหาราชต่างยื่นบาตรมาให้พร้อมกันเพื่อจักรักษาศรัทธาพวกเขา จึงทรงรับเอาบาตรทั้งสี่นั้นไว้ จากนั้นก็ทรงอธิษฐานจิตผสานให้รวมกันเป็นใบเดียว ยังความปลาบปลื้มใจให้กับพวกเขาเป็นอย่างยิ่ง จนถึงกับเปล่งวาจาออกมาพร้อมกันว่า “ภะคะวะโต” คำกล่าวของท้าวมหาราชครั้งนั้นพระในยุคโบราณท่านก็รู้สึกซาบซึ้ง จึงนำมาเป็นคำขึ้นต้นวลีที่สามของบทบุพภาคนมัสการ.

อะระหะโต มาจากเมื่อครั้งที่สมเด็จพระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ ถ้ำอินทสาลในเขตเทือกเขาเวทยิก ใกล้กับหมู่บ้านอัมพสัณฑคาม ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของกรุงราชคฤห์ ครานั้นท้าวสักกะมีความเคลือบแคลงในข้อธรรมบางประการ จึงเสด็จลงจากเทวโลกมาทูลถามปัญหากับพระองค์ สมเด็จพระชินสีห์ได้ทรงตอบข้อซักถามของพระองค์จนหมดข้อสงสัย กระทั่งท้าวเธอเกิดดวงตาเห็นธรรมสำเร็จเป็นพระโสดาบัน ณ ที่นั้น ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันประมาณมิได้ของพระ องค์ จอมเทพผู้เลื่องชื่อพระองค์นี้จึงตรัสคำสรรเสริญออกมาว่า “ อะระหะโต” ซึ่งคำกล่าวขององค์อมรินทร์ในครั้งนั้นพระในยุคโบราณท่านก็รู้สึกซาบซึ้งเช่นกัน ดังนั้นจึงนำมาเป็นวลีที่สี่ของบทบุพภาคนมัสการ.

ส่วน สัมมาสัมพุทธัสสะ ก็อย่างที่กล่าวไว้ก่อนหน้าแล้ว คือพกาพรหมเป็นผู้กล่าว ดังนั้นเมื่อรวมวลีทั้งห้าเข้าด้วยกันคือ นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ก็จักได้บทบุพภาคนมัสการที่แปลว่า ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระ องค์นั้น ที่เราใช้เป็นคำขึ้นต้นก่อนจักสวดมนต์หรือก่อนจักทำพิธีทางพุทธศาสนาในทุกวันนี้นั่นเอง

สืบ ธรรมไทย


แก้ไขล่าสุดโดย pinit เมื่อ 28 ส.ค. 2018, 10:26, แก้ไขแล้ว 12 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ก.ค. 2015, 06:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 05:25
โพสต์: 627


 ข้อมูลส่วนตัว


tongue


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร