วันเวลาปัจจุบัน 24 ก.ย. 2018, 00:48  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านนิทาน จากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=5



กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 31 ธ.ค. 2013, 12:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ต.ค. 2013, 19:15
โพสต์: 109

แนวปฏิบัติ: มีสติทุกอริยาบท
งานอดิเรก: ปฎิบัติธรรม ฟังธรรม
สิ่งที่ชื่นชอบ: ความไม่ประมาท
ชื่อเล่น: ธรรม
อายุ: 0
ที่อยู่: วัฎฎะสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาลชื่อว่า อุทิจจะ พอเจริญวัยแล้วได้ศึกษาเล่าเรียนศิลปะจนจบแล้วก็บวชเป็นฤๅษีทำฌานและ อภิญญาให้บังเกิดขึ้นแล้ว ก็อาศัยอยู่ในหิมวันตประเทศ

ครั้งนั้น แม่เนื้อตัวหนึ่ง เคี้ยวกินหญ้าอันเจือด้วยน้ำเชื้อ ในสถานที่ปัสสาวะของพระดาบสนั้นแล้วดื่มน้ำ และด้วยเหตุเพียงเท่านี้เอง มันมีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่ในพระดาบส จนตั้งครรภ์ นับแต่นั้นมาก็ไม่ยอมไปไหน เที่ยวอยู่ใกล้ ๆ อาศรมนั่นเอง พระมหาสัตว์กำหนดดูก็รู้เหตุนั้นทั่วถึง ต่อมาแม่เนื้อคลอดบุตรเป็นมนุษย์ พระมหาสัตว์จึงเลี้ยงทารกนั้นไว้ด้วยความรักใคร่ว่าเป็นบุตร ตั้งชื่อให้ว่า
อิสิสิงคกุมาร

ต่อมาเมื่ออิสิสิงคเจริญวัยแล้ว บิดาจึงได้ให้เขาบวช ศึกษาเล่าเรียนการบริกรรมกสิณ มิช้ามินานนัก เขาก็ทำฌานและอภิญญาให้บังเกิดขึ้นได้ จึงได้ยินดีอยู่ด้วยความสุขอันเกิดแต่ฌาน ได้เป็นผู้มีตบะกล้าแข็ง มีตบะอย่างยอดเยี่ยม มีอินทรีย์อันชนะอย่างดียิ่ง เพราะเดชแห่งศีลของอิสิสิงคดาบสนั้น ภพท้าวสักกเทวราชจึงหวั่นไหว ท้าวสักกเทวราชทรงใคร่ครวญดูก็ทราบถึงเหตุ คิดว่า เราจักใช้อุบายเพื่อทำลายศีลของดาบสนี้ให้ได้ จึงห้ามฝนไม่ให้ตกในกาสิกรัฐทั้งหมดตลอด ๓ ปี แว่นแคว้นทั้งหมดได้เป็นเหมือนกับถูกไฟแผดเผาแล้ว เมื่อข้าวกล้าไม่สมบูรณ์ พวกมนุษย์ถูกทุพภิกขภัยเบียดเบียน จึงมาประชุมกันที่พระลานหลวง

ลำดับนั้น พระราชาประทับยืนอยู่ที่ช่องพระแกล ตรัสถามคนเหล่านั้นว่า นั่น อะไรกัน ? พวกมนุษย์ผู้ได้รับความทุกข์พากันกราบทูลว่า

"ข้าแต่มหาราชเจ้า เมื่อฝนไม่ตกตลอด ๓ ปีแว่นแคว้นทั้งสิ้นก็เร่าร้อน แล้วกราบทูลอีกว่า ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์จงให้ฝนตกเถิด "

ฝ่ายพระราชานั้นแม้จะสมาทานศีลรักษาอุโบสถก็ไม่ทรงสามารถจะให้ฝนตกลงมาได้ ในกาลนั้นท้าวสักกะจึงเสด็จเข้าไปยังห้องบรรทมของพระราชาพระองค์นั้นในเวลาเที่ยงคืน ทรงทำแสงสว่างให้เกิดขึ้นด้วยรัศมีของพระองค์แล้วได้ประทับยืนที่กลางเวหาส พระราชาทอดพระเนตรเห็นแสงสว่างนั้นแล้วตรัสถามว่า ท่านเป็นใครกัน ?

ท้าวสักกะตรัสตอบว่า เราเป็นท้าวสักกะ

พระราชาตรัสถามว่า พระองค์เสด็จมาประสงค์อะไรหรือ ?

ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า มหาราชเจ้าเอย ! ฝนในแว่นแคว้นของพระองค์ตกบ้างไหม ?

พระราชาตรัสว่า ไม่ตกเลย

ท้าวสักกะตรัสถามว่า ก็พระองค์ทรงทราบเหตุที่ฝนไม่ตกหรือเปล่า ?

พระราชาตรัสว่า ไม่ทราบเลย

ท้าวสักกเทวราชจึงตรัสชี้แจงว่า

"มหาราช ! ในหิมวันตประเทศมีดาบสชื่อ ว่าอิสิสิงคะอาศัยอยู่ พระดาบสนั้นมีตบะกล้าแข็ง มีอินทรีย์อันชนะอย่างดี ยิ่ง เมื่อฝนตกลงมาเป็นนิตย์ ท่านโกรธแล้วเพ่งดูอากาศ เพราะฉะนั้น ฝนจึงไม่ตก"

พระราชาตรัสถามว่า "บัดนี้ จะพึงทำอย่างไรดีในเรื่องนี้ ?

ท้าวสักกะตรัสว่า "เมื่อทำลายตบะของพระดาบสนั้นได้ ฝนก็จักตก"

พระราชาตรัสถามว่า "ก็ใครเล่าจะสามารถทำลายตบะของพระดาบสนั้นได้"

ท้าวสักกะตรัสชี้แจงว่า "มหาราช ก็
พระราชธิดาพระนามว่านฬินิกา ของพระองค์นี้แหละจะเป็นผู้สามารถ พระองค์จงเรียกเธอมาแล้วสั่งให้ไปทำลายตบะของพระดาบสให้จงได้ "

ท้าวสักกเทวราชสั่งสอนพระราชาอย่างนั้นแล้ว ก็ได้เสด็จไปยังที่อยู่ของพระองค์ตามเดิม ในวันรุ่งขึ้น พระราชาทรงปรึกษากับพวกอำมาตย์แล้วตรัสสั่งให้เรียกพระราชธิดามาแล้ว ตรัสว่า

"ชนบทเร่าร้อนอยู่ แม้รัฐก็จะพินาศ ดูกรลูกนฬินิกา มานี่เถิด เจ้าจงไปนำพราหมณ์ผู้ทำความพินาศให้แก่เรา คนนั้นมาให้เรา.จงทำลายศีลของ ดาบสนั้น ด้วยวิธีให้ยินดีในกิเลสเถิด"

พระราชธิดานั้นสดับคาถานั้นแล้ว จึงตรัสตอบว่า

"ข้าแต่พระราชบิดา หม่อมฉันทนความลำบากไม่ได้ ทั้งไม่รู้จักหนทาง จะไปยังป่าที่ช้างอยู่อาศัยได้อย่างไรเล่า เพคะ."

ลำดับนั้น พระราชาจึงได้ตรัสว่า

"ดูกรลูกนฬินิกา เจ้าจักไม่ต้องเดินไป แต่ว่าเจ้าไปสู่ชนบทที่เจริญ มีภิกษาหาได้ง่ายด้วยพาหนะช้าง ด้วยพาหนะรถทั้งหลายแล้ว ต่อจากสถานที่นั้นไปในที่โล่งแจ้ง จงไปด้วยยวดยานที่ปกปิดแล้วเป็นต้น ในทางน้ำ จงไปด้วยเรือและแพ ด้วยยานทำด้วยไม้เถิด เจ้าไม่ต้องลำบากอย่างนั้น พอไปแล้วก็จักนำพราหมณ์นั้นมาสู่ อำนาจของตนได้ ด้วยผิวพรรณและด้วยรูปสมบัติของเจ้า."

พระราชาพระองค์นั้น ตรัสพระดำรัสที่ไม่ควรจะตรัสกับพระราชธิดาอย่างนั้น ก็เพราะมุ่งอาศัยการที่จะรักษาแว่นแคว้น ส่วนพระราชธิดานั้น ก็ทูลรับสนองว่า "ดีละ"

ลำดับนั้น พระราชาได้ทรงพระราชทานสิ่งของที่ควรพระราชทานทั้งหมดแก่อำมาตย์แล้ว ทรงส่งพระราชธิดาไปกับพวกอำมาตย์ อำมาตย์ทั้งหลายพาพระราชธิดาไปถึงปัจจันตชนบทแล้ว ให้ตั้งค่ายพักแรมใน ชนบทนั้น ให้ยกพระราชธิดาขึ้นแล้วเข้าไปยังหิมวันตประเทศ โดยหนทางที่พรานป่าชี้บอก ในเวลาเช้าก็ถึงที่ใกล้อาศรมบทของดาบสนั้น.

ในขณะนั้น พระโพธิสัตว์ให้บุตรเฝ้าอยู่ที่อาศรมบท ตนเองเข้าไปสู่ป่าเพื่อผลไม้น้อยใหญ่ พวกพรานป่า ไม่ไปยังอาศรมบทเอง แต่ยืนอยู่ที่ที่อยู่ของดาบสนั้น เมื่อจะแสดงที่อยู่นั้นแก่พระนางนฬินิกา จึงกล่าวว่า

"อาศรมของอิสิสิงคดาบสนั้น มีต้นกล้วยปรากฏอยู่ แวดล้อมด้วย ป่าต้นสมอ เป็นที่น่ารื่นรมย์ นั่นคือแสงไฟ นั่นคือควัน เห็นปรากฏอยู่ อิสิสิงคดาบสผู้มีฤทธิ์มากเห็นจะไม่ทำให้ไฟเสื่อม ให้ลุกโพรงอยู่เสมอ"

ฝ่ายพวกอำมาตย์ พากันแวดล้อมอาศรมในเวลาที่พระโพธิสัตว์เข้าไปสู่ป่าทันที ก็พากันตั้งกองอารักขา ให้พระราชธิดาถือเพศเป็นฤาษี เอาผ้าใยไม้สีทองชนิดบาง สามารถมองเห็นอวัยวะที่ไม่ควรเปิดเผยได้มาทำเป็นผ้านุ่งผ้าห่ม ประดับด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ แล้วให้พระราชธิดาถือเอาลูกข่างอันวิจิตรผูกด้วยเส้นด้าย ส่งเข้าไปยังอาศรมบท พวกตนเองพากันยืนอารักขาอยู่ภายนอก พระราชธิดานั้นเล่นลูกข่างนั้น พลางก็ล่วงล้ำเข้าไปถึงที่สุดจงกรม

ในขณะนั้น อิสิสิงคดาบส กำลังนั่งอยู่บนแผ่นหินที่ใกล้ซุ้มประตูบรรณศาลา พระดาบสนั้นมองเห็นหญิงนั้นกำลังเดินมาก็ตกใจกลัว ลุกขึ้นแล้วเข้าไปยังบรรณศาลาหยุดยืนอยู่ พระราชธิดานั้นก็ไปยังประตูบรรณศาลาของพระดาบสแล้วก็เล่นลูกข่างต่อไปอีก.

พระดาบสนั้น ยืนอยู่ในบรรณศาลาแล้วคิดว่า ถ้าว่าคนคนนี้จะเป็นยักษ์ไซร้ ก็น่าจะเข้ามายังบรรณศาลาแล้วฉีกเนื้อเราเคี้ยวกิน ผู้นี้เห็นจักไม่ใช่ยักษ์ คงเป็นดาบสแน่.เพราะฉะนั้นอิสิสิงคดาบสจึงออกจากอาศรมมองเห็นพระราชธิดากำลังเล่นลูกข่างที่ตนเองไม่เคยเห็นมาก่อน ก็คิดว่าลูกข่างนั้นเป็นผลไม้ จึงกล่าวว่า

"ดูกรท่านผู้เจริญ ต้นไม้ที่มีผลอย่างนี้ มีชื่อว่าอะไร แม้ท่านขว้างผลไม้นี้ไปไกลมันก็กลับมาอีก มิได้ละไปจากท่าน."

ลำดับนั้น พระราชธิดานั้น ได้กล่าวมุสาวาท ดังนี้ว่า

" ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ต้นไม้ที่มีผลเป็นไปอย่างนี้นั้น มีอยู่มากที่เขาคันธมาทน์ณ ที่ใกล้อาศรมของข้าพเจ้า ผลไม้นั้นแม้ข้าพเจ้าขว้างไปไกลก็กลับมา ไม่ละข้าพเจ้าไปเลย."

ฝ่ายพระดาบสก็เชื่อว่าพระราชธิดานั้นเป็นพระดาบส จึงทำการต้อนรับโดยกล่าวว่า เชิญท่านผู้เจริญจงเข้ามาสู่อาศรมนี้เถิด เชิญท่านบริโภคอาหารตามที่เราได้ตระเตรียมไว้แล้วเถิด จงรับน้ำมันสำหรับทาเท้าและผลไม้น้อยใหญ่อันมีรสอร่อย นี้คืออาสนะ เชิญท่านนั่งบนอาสนะนี้ เชิญบริโภคเหง้ามันและผลไม้แต่ที่นี้เถิด.

เมื่อพระราชธิดาพระองค์นั้นเข้าไปยังบรรณศาลา เวลาที่นั่งลงผ้าใยไม้ชนิดบางสีทองก็แยกออก สรีระที่ปกปิดก็เปิดเผย พระดาบสเพราะความที่ตนไม่เคยเห็นอวัยวะส่วนที่ปกปิดของสตรีมาก่อน พอเห็นเข้าจึงสำคัญว่านั่นเป็นแผล จึงกล่าวอย่างนี้ว่า

"ที่ระหว่างขาอ่อนทั้งสองของท่านนี้เป็นแผลอะไร จึงมีสัณฐานเรียบร้อย ปรากฏดุจสีดำเราถามท่านแล้วขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่ข้าพเจ้า อวัยวะส่วนยาว (คือสัณฐานแห่งเพศชาย) นั้นหายเข้าไปอยู่ในสรีระของท่านหรือหนอ."

ลำดับนั้น พระราชธิดานั้น เมื่อจะหลอกลวงพระดาบสนั้น จึงตรัสว่า


ข้าพเจ้านี้เที่ยวแสวงหามูลผลาหารในป่า ได้พบหมีมีรูปร่างน่ากลัวยิ่งนัก มันวิ่งไล่ข้าพเจ้ามาโดยเร็ว มาทันเข้าแล้ว ทำให้ข้าพเจ้าล้มลงแล้ว มันกัดอวัยวะส่วนยาวของข้าพเจ้า แล้วก็หลีกหนีไป นับแต่นั้นมาในที่ตรงนั้นแหละจึงกลายเป็นแผลเหวอะหวะ และเกิดคันขึ้น ข้าพเจ้าไม่ได้ความสบายตลอดกาลทั้งปวง ท่านคงสามารถกำจัดความคันนี้ได้ข้าพเจ้าวิงวอนแล้ว ขอท่านได้โปรดกระทำประโยชน์ให้แก่ข้าพเจ้าผู้เป็นพราหมณ์เถิด.

พระดาบสนั้น เชื่อคำมุสาวาทของพระราชธิดานั้นจึงคิดว่า ถ้าความสุขอย่างนั้นจะมีแก่ท่านละก็ ข้าพเจ้าก็จักทำให้ ดังนี้แล้วก็มองดูส่วนตรงนั้นจึงกล่าวว่า

"แผลของท่านลึก มีสีแดง ไม่เน่าเปื่อย มีกลิ่นเหม็น และเป็นแผลใหญ่ เราจะประกอบกระสายยาหน่อยหนึ่งทำเป็นยาสมานแผลให้ท่าน ท่านจะพึงมีความสุขอย่างยิ่ง."

ลำดับนั้น พระนางนฬินิกา จึงตรัสคาถาว่า

"ดูกรท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์การประกอบมนต์ก็ดี การประกอบกระสายยาก็ดี โอสถก็ดี ย่อมแก้ไม่ได้ ขอท่านจงเอาองคชาตอันอ่อนนุ่มของท่านเสียดสีกำจัดความคัน ข้าพเจ้าจะพึงมีความสุขอย่างยิ่ง."

พระดาบสนั้นคิดว่าคนคนนี้พูดจริงไม่รู้เลยว่าศีลจะขาดฌานจะเสื่อมด้วยเมถุนสังสัคคะ เมื่อพระราชธิดานั้นกล่าวดังนั้น เพราะความไม่รู้จักเมถุนธรรมด้วยเหตุที่ตนไม่เคยเห็นสตรีมาก่อน จึงเสพเมถุนธรรมในทันทีนั้น ศีลของดาบสนั้นก็ขาด ฌานก็เสื่อม ดาบสนั้นกระทำการร่วมสังวาส ๒ - ๓ ครั้ง ก็เหนื่อยอ่อน จึงออกไปลงสู่สระ อาบน้ำระงับดับความกระวนกระวายแล้วก็กลับมานั่ง ณ บรรณศาลา ถึงขนาดนั้น ก็ยังคิดว่าคนคนนั้นเป็นดาบสอยู่อีก เมื่อจะถามถึงที่อยู่ จึงกล่าวคาถาว่า

"อาศรมของท่านอยู่ทางทิศไหนแต่ที่นี้หนอ ท่านรื่นรมย์อยู่ในป่าแลหรือ มูลผลาหารของท่านมีเพียงพอแลหรือ สัตว์ร้ายไม่เบียดเบียนท่านแลหรือ."

ลำดับนั้น พระนางนฬินิกา ได้ตรัสว่า

"อาศรมของข้าพเจ้าอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำชื่อเขมา ในป่าหิมพานต์ทางทิศเหนือตรงไปจากที่นี้ ท่านควรไปดูอาศรมของข้าพเจ้าบ้าง ต้นมะม่วง ต้นรัง ต้นหมากเม่า ต้นหว้า ต้นราชพฤกษ์ต้นแคฝอย มีดอกบานสะพรั่ง มีกินนรขับร้องด้วยเสียงอัน ไพเราะอยู่โดยรอบ ผลไม้ที่อาศรมของเรานั้น มีผลอันสมบูรณ์ทั้งสีและกลิ่น พวกพรานจำนวนมากมักพากันมายังอาศรมของข้าพเจ้านั้น ก็เพราะมีมูลผลาหารที่มีรสอร่อยมากมายที่ข้าพเจ้านำมาวางไว้ เมื่อข้าพเจ้ามัวแต่ชักช้า พวกพรานเหล่านั้น ก็จะพึงลักเอามูลผลาหารไปเสีย ขอพวกพรานอย่าได้มาลักมูลผลาหารของข้าพเจ้าไปจากที่นั้นเลย แม้ถ้าท่านมีความประสงค์จะไปกับเราก็เชิญ หากไม่มีความประสงค์จะไปไซร้ เราก็จักไปละ."

ดาบสได้สดับดังนั้นแล้ว เพื่อจะยับยั้งพระราชธิดาไว้ จนกว่าบิดา ตนจะกลับมา จึงกล่าวคาถาว่า

"บิดาของเราแสวงหามูลผลาหาร จะกลับมาในเย็นวันนี้ เราทั้งสองจะไปสู่อาศรมนั้นได้ก็ต่อเมื่อบิดากลับมาจากการแสวงหามูลผลาหารแล้ว"

ลำดับนั้น พระราชธิดานั้นคิดว่า ดาบสนี้ไม่รู้ว่าเราเป็นหญิง เพราะค่าที่ท่านเจริญเติบโตมาในป่าเท่านั้น แต่บิดาของดาบสนั้น พอเห็นเราเข้าก็รู้ทันที คงถามว่า เจ้ามาทำอะไรในที่นี้ ? แล้วคงจะเอาปลายไม้คานตีเรา ศีรษะของเราก็ต้องแตก เราควรจะไปเสียในเวลาที่บิดาของเขายังไม่มาดีกว่า ถึงหน้าที่ในการมาของเราก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว พระราชธิดานั้น เมื่อจะบอกอุบายแห่งการมาแก่ดาบสนั้น จึงกล่าวคาถาว่า


"สหายเอย ! เรา ไม่สามารถจะชักช้าอยู่ได้ เพราะพวกพราหมณ์ ฤาษี และพวกราชฤาษี ผู้มีรูปร่างสวยงามเหล่าอื่น ย่อมอยู่ใกล้ทางไปอาศรมของเรา เราจักบอกแก่เขาเหล่านั้น ท่านพึงถามเขาเหล่านั้นเถิด เขาเหล่านั้น จักนำท่านไปสู่สำนักเราเอง."

พระราชธิดานั้น กระทำอุบายสำหรับที่ตนจะหนีไปอย่างนั้นแล้ว ออกจากบรรณศาลาแล้วกล่าวกะดาบสผู้กำลังมองดูอยู่นั่นแหละว่า ท่านกลับไปเถอะ แล้วได้ไปยังที่ที่พวกอำมาตย์พักอยู่ พวกอำมาตย์เหล่านั้น ก็ได้พาพระราชธิดานั้นไปกลับยังกรุงพาราณสีโดยลำดับในวันนั้นนั่นเอง แม้ท้าวสักกเทวราชก็ทรงดีใจ ยังฝนให้ตกชุ่มฉ่ำทั่วแว่นแคว้น ต่อแต่นั้นมา ชนบทก็ได้มีภิกษาสมบูรณ์

พอพระราชธิดานั้นกลับไปแล้วเท่านั้น ความเร่าร้อนก็เกิดขึ้นในร่างกายของอิสิสิงคดาบส ดาบสนั้นหวั่นไหวใจ เข้าไปยังบรรณศาลา เอาผ้าป่านคลุมร่างนอนเศร้าโศกอยู่แล้ว.ในเวลาเย็น พระโพธิสัตว์กลับมามองไม่เห็นบุตร จึงคิดว่า เขาไปเสียในที่ไหนหนอ แล้ววางหาบเข้าไปยังบรรณศาลา มองเห็นเขานอน จึงลูบหลังพลางถามว่า


"ลูกเอ๋ย ! เจ้าทำอะไร แล้วได้กล่าวว่า ฟืนที่นำมาจากป่า เจ้าก็ไม่หัก น้ำเจ้าก็ไม่ตัก แม้ไฟเจ้าก็ไม่ติดให้ลุกโพลง เจ้าอ่อนใจ ซบเซาอยู่ทำไมหนอ ดูกรเจ้าผู้ประพฤติพรหมจรรย์ เมื่อก่อนเวลาที่เรามา เจ้าก็ได้หักฟืนไว้เรียบร้อยแล้ว ไฟสำหรับบูชาเจ้าก็ติด แม้ไฟสำหรับผิงเจ้าเองก็ตระเตรียมจัดแจงไว้ และตั่งประจำสำหรับที่อยู่ของเรา เจ้าก็จัดตั้งไว้แล้วทีเดียว แม้น้ำสำหรับล้างเท้า เจ้าก็ตักตั้งไว้ให้เราเหมือนกัน

วันอื่นๆ เจ้าเป็นผู้ประเสริฐดีอยู่ วันนี้เจ้าไม่หักฟืน ไม่ตักน้ำ ไม่ติดไฟ หัวเผือกหัวมัน หรือใบไม้อะไร ๆ ที่เจ้าจะนึ่งไว้สำหรับเราไม่มีเลย ลูกเอ๋ย ! วันนี้เจ้าไม่ยอมทักทายพ่อเลย ของอะไรของลูกหายไปหรือ หรือว่าลูกมีความทุกข์ในใจอะไรอยู่ รีบบอกเหตุแห่งการนอนซบเซามาให้พ่อทราบบ้างเถอะ"

ดาบสนั้น ฟังคำของบิดาแล้ว เมื่อจะเล่าถึงเหตุการณ์นั้นให้ทราบ จึงเรียนว่า


"ข้าแต่ท่านพ่อ ชฎิลผู้ประพฤติพรหมจรรย์มาในอาศรมนี้ มีรูปร่างน่าดู น่าชม เอวเล็กเอวบาง ไม่สูงนัก ไม่ต่ำนัก รัศมีสวยงาม มีศีรษะปกคลุมด้วยผมอันดำเป็นเงางาม ไม่มีหนวด บวชไม่นาน มีเครื่องประดับเป็นรูปเชิงบาตรอยู่ที่คอ มีปุ่มสองปุ่มงามเปล่งปลั่งดังก้อนทองคำเกิดที่อก หน้าของชฎิลนั้นน่าดูยิ่งนัก

มีกรรเจียกจอนห้อยอยู่ที่หูทั้งสองข้าง กรรเจียกเหล่านั้นย่อมแวววาว เมื่อชฎิลนั้นเดินไปมาสายพันชฎาก็งามแพรวพราวเครื่องประดับเหล่าอื่นอีกสี่อย่างของชฎิลนั้น มีสีเขียว เหลือง แดงและขาว เมื่อชฎิลนั้นเดินไปมา เครื่องประดับเหล่านั้นย่อมดังกริ่งกร่างเหมือนฝูงนกติริฏิร้องในเวลาฝนตกฉะนั้น ชฎิลนั้นไม่ได้คาดเครื่องรัดเอวที่ทำด้วยหญ้าปล้อง ไม่ได้นุ่งผ้าที่ทำด้วยเปลือกไม้ เหมือนของพวกเรา ผ้าเหล่านั้นพันอยู่ที่ระหว่างแข้งงามโชติช่วง ปลิวสะบัดดังสายฟ้าแลบอยู่ในอากาศ


ข้าแต่ท่านพ่อ ชฎิลนั้นมีผลไม้ไม่สุกไม่มีขั้วติดอยู่ที่สะเอวภายใต้นาภี ไม่กระทบกัน กระดกเล่นอยู่เป็นนิตย์ อนึ่งชฎิลนั้นมีชฎาน่าดูยิ่งนัก มีปลายงอนมากกว่าร้อย มีกลิ่นหอม มีศีรษะอันแบ่งด้วยดีเป็นสองส่วน โอ ขอให้ชฎาของเราจงเป็นเช่นนั้นเถิดหนอ และในคราวใด ชฎิลนั้นขยายชฎาอันประกอบด้วยสี และกลิ่นในคราวนั้น อาศรมก็หอมฟุ้งไปเหมือนดอกอุบลเขียวที่ถูกลมรำเพยพัด ฉะนั้น

ผิวพรรณของชฎิลนั้นน่าดูยิ่งนัก ไม่เป็นเช่นกับผิวพรรณที่กายของข้าพเจ้า ผิวกายของชฎิลนั้นถูกลมรำเพยพัดแล้ว ย่อมหอมฟุ้งไป ดุจป่าไม้ อันมีดอกบานในฤดูร้อนฉะนั้น ชฎิลนั้นตีผลไม้อันวิจิตรงามน่าดูลงบนพื้นดิน และผลไม้ที่ขว้างไปแล้วย่อมกลับมาสู่มือของเขาอีก


ข้าแต่ท่านพ่อ ผลไม้นั้นชื่อผลอะไรหนออนึ่งฟันของชฎิลนั้นน่าดูยิ่งนัก ขาวสะอาดเรียบเสมอกันดังสังข์อันขัดดีแล้ว เมื่อชฎิลเปิดปากอยู่ย่อมยังใจให้ผ่องใส ชฎิลนั้นไม่ได้เคี้ยวผักด้วยฟันเหล่านั้นเป็นแน่ คำพูดของเขาไม่หยาบคาย ไม่เคลื่อนคลาด ไพเราะ อ่อนหวาน ตรง ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่คลอนแคลน เสียงของเขาเป็นเครื่องฟูใจจับใจดังเสียงนกการเวก นำใจของข้าพเจ้าให้กำหนัดยิ่งนัก เสียงของเขาหยดย้อย เป็นถ้อยคำไม่สะบัดสะบิ้ง ไม่ประกอบด้วยเสียงพึมพำ

ข้าพเจ้าปรารถนาจะได้เห็นเขาอีกเพราะชฎิลนั้นเป็นมิตรของข้าพเจ้ามาก่อน แผลที่ต่อสนิทดีเกลี้ยงเกลาในที่ทั้งปวง ใหญ่ เกิดดีแล้ว คล้ายกับกลีบบัว ชฎิลนั้นให้ข้าพเจ้าคร่อมตรงแผลนั้นแหวกขาเอาแข้งบีบไว้รัศมีซ่านออกจากกายของชฎิลนั้นย่อมเปล่งปลั่งสว่างไสวรุ่งเรืองดังสายฟ้าอันแลบแปลบปลาบอยู่ในอากาศฉะนั้น

อนึ่ง แขนทั้งสองของชฎิลนั้นอ่อนนุ่ม มีขนเหมือนขนดอกอัญชัน แม้มือทั้งสองของชฎิลนั้นก็ประกอบด้วยนิ้วมืออันเรียววิจิตรงดงาม ชฎิลนั้นมีอวัยวะไม่ระคาย มีขนไม่ยาว เล็บยาว ปลายเป็นสีแดง ชฎิลนั้นมีรูปงาม กอดรัดข้าพเจ้าด้วยแขนทั้งสองอันอ่อนนุ่มบำเรอให้รื่นรมย์ ข้าแต่ท่านพ่อมือทั้งสองของชฎิลนั้นอ่อนนุ่มคล้ายสำลี งามเปล่งปลั่งพื้นฝ่ามือเกลี้ยงเกลาเหมือนแว่นทอง ชฎิลนั้นกอดรัดข้าพเจ้าด้วยมือทั้งสองนั้นแล้วไปจากที่นี้ ย่อมทำให้ข้าพเจ้าเร่าร้อนด้วยสัมผัสนั้น

ชฎิลนั้นมิได้นำหาบมา มิได้หักฟืนเอง มิได้ฟันต้นไม้ด้วยขวาน แม้มือทั้งสองของชฎิลนั้นก็ไม่มีความกระด้าง หมีได้กัดชฎิลนั้นเป็นแผล เธอจึงกล่าวกะข้าพเจ้าว่า ขอท่านช่วยทำให้ข้าพเจ้ามีความสุขเถิด ข้าพเจ้าจึงช่วยทำให้เธอมีความสุข และความสุขก็เกิดมีแก่ข้าพเจ้าด้วย ข้าแต่ท่านผู้เป็นพรหม เธอได้บอกข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้ามีความสุขแล้ว ก็ที่อันปูลาดด้วยใบเถาย่างทรายของท่านนี้กระจุยกระจายแล้ว เพราะข้าพเจ้าและชฎิลนั้น เราทั้งสองเหน็ดเหนื่อยแล้ว ก็รื่นรมย์กันในน้ำ แล้วเข้าสู่กุฏีอันมุงบังด้วยใบไม้บ่อยๆ


ข้าแต่ท่านพ่อ วันนี้มนต์ทั้งหลายย่อมไม่แจ่มแจ้งแก่ข้าพเจ้าเลย การบูชาไฟข้าพเจ้าไม่ชอบใจเลย แม้การบูชายัญ ในที่นั้นข้าพเจ้าก็ไม่ชอบใจ ตราบใดที่ข้าพเจ้ายังมิได้พบเห็นชฎิลผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ข้าพเจ้าจะไม่บริโภคมูลผลาหารของท่านพ่อเลย ข้าแต่ท่านพ่อ แม้ท่านพ่อย่อมรู้เป็นแน่แท้ว่าชฎิลผู้ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ทิศใด ขอท่านพ่อจงพาข้าพเจ้าไปให้ถึงทิศนั้นโดยเร็วเถิด ข้าพเจ้าอย่าได้ตายเสียในอาศรมของท่านเลย

ข้าแต่ท่านพ่อ ข้าพเจ้าได้ฟังถึงป่าไม้อันวิจิตรมีดอกบาน กึกก้องไปด้วยเสียงนกร้อง มีฝูงนกอาศัยอยู่ ขอท่านพ่อช่วยพาข้าพเจ้าไปให้ถึงป่าไม้นั้นโดยเร็วเถิด ข้าพเจ้าจะต้องละชีวิตเสียก่อนในอาศรมของท่านพ่อเป็นแน่.เมื่อดาบสนั้น กำลังพร่ำเพ้ออยู่นั่นเอง พระมหาโพธิสัตว์ ได้ฟังคำ พร่ำเพ้อนั้นแล้ว ก็ทราบว่า ศีลของดาบสนี้ เห็นทีจักถูกผู้หญิงคนหนึ่งทำลายให้ขาดเสียแล้วเป็นแน่ ดังนี้ เมื่อจะกล่าวสอนดาบสนั้น จึงกล่าวว่า

เราไม่ควรให้เจ้าผู้ยังเป็นเด็กเช่นนี้ ถึงความกระสันในป่าซึ่งเป็นที่หมู่คนธรรพ์และเทพอัปสรส้องเสพ เป็นที่อยู่อาศัยแห่งฤๅษีทั้งหลายในกาลก่อน ธรรมดาว่าหมู่มิตรของปวงสัตว์ในโลก ย่อมมีบ้าง ไม่มีบ้าง ในบรรดาคนเหล่านั้น พวกที่เป็นมิตรย่อมทำความรักในพวกญาติและพวกมิตรของตน กุมารนี้ย่อมไม่รู้ว่า ตนเป็นผู้มาแต่ไหน กุมารนี้เป็นผู้ลามกอยู่ในกลางวันเพราะเหตุอะไร เพราะค่าที่ตนเกิดในท้องของนางเนื้อแล้วเติบโตในป่า จึงอยู่กับสตรีโดยสำคัญว่าเป็นมิตร

ลูกเอ๋ย ! ธรรมดาว่า การคบหากัน ติดต่อกันบ่อย ๆ ทำให้หมู่มิตรย่อมสนิทสนมกัน และก็มิตรนั้นนั่นแหละย่อมเสื่อมไปเพราะการไม่สมาคมกัน อยู่ร่วมกันของบุรุษผู้ที่ไม่สมาคมนั้น ถ้าเจ้าได้เห็นพรหมจารีได้พูดกับพรหมจารีนั้นซ้ำอีก เจ้าจักละ ตปธรรมและสมณเดชนี้โดยเร็วไว ดุจข้าวกล้าที่สมบูรณ์แล้วเสียไปเพราะน้ำมาก ฉะนั้นดูก่อนลูกรัก พวกยักษ์เหล่านี้ย่อมเที่ยวไปในมนุษยโลกโดยเนรมิตรูปร่างของตนปกปิดรูปอันแปลก ๆ ไว้ ก็เพื่อเคี้ยวกินพวกคนที่ตกไปสู่อำนาจของตน นรชนผู้มีปัญญาไม่พึงคบหาพวกยักษ์เหล่านั้น เพราะถ้าถึงความเกาะเกี่ยวกันเช่นนั้น การประพฤติพรหมจรรย์ย่อมฉิบหายไป เจ้าถูกนางยักษิณีนั้นพบเห็นแล้วแต่ยังไม่ถูกเคี้ยวกิน.

ดาบสนั้น ได้ฟังถ้อยคำของบิดาแล้วเกิดความกลัวขึ้นว่า เพิ่งทราบว่า หญิงคนนั้นคือนางยักษิณี จึงกลับใจแล้ว ขอขมาคุณพ่อว่า คุณพ่อครับ ผมจักไม่ขอไปจากที่นี้ พ่อยกโทษให้ผมเถอะ แม้พระโพธิสัตว์นั้น ปลอบใจให้ลูกสบายใจแล้ว จึงบอกถึงวิธีการเจริญพรหมวิหารว่า มาณพน้อย เอ๋ย ! เจ้ามานี่ซิ เจ้าจงเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาเถิด ดาบสนั้นปฏิบัติตามอย่างนั้นแล้ว ก็ทำฌานและอภิญญาให้บังเกิดขึ้นได้อีก.

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะทั้งหลายแล้ว ทรงประชุมชาดก ในเวลาจบสัจจะอุกกัณฐิตภิกษุ ดำรงอยู่ ในโสดาปัตติผล พระราชธิดานฬินิกาในกาลนั้น ได้เป็นปุราณทุติยิกา อิสิสิงคดาบส ได้เป็นอุกกัณฐิตภิกษุ ส่วนพระโพธิสัตว์ผู้เป็นบิดา ก็คือเรานั่นเอง.

.....................................................
ขอน้อม กาย วาจา จิต บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในกาลทุกเมื่อ
ในทุกทุกขณะจิต ไม่ว่าจะระลึกได้ก็ดี ระลึกไม่ได้ก็ดี พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณังคัจฉามิ

https://www.facebook.com/Dhammalungta


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ม.ค. 2014, 19:39 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2012, 15:32
โพสต์: 1500


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8: สาธุค่ะ คุณปราชญ์บ้านนอก


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ส.ค. 2015, 21:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 พ.ค. 2009, 05:25
โพสต์: 627


 ข้อมูลส่วนตัว


rolleyes


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร