วันเวลาปัจจุบัน 16 ก.พ. 2019, 11:01  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านนิทาน จากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=5



กลับไปยังกระทู้  [ 1298 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4, 5 ... 87  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 พ.ย. 2018, 06:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 4878

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:

ทั้งหมดที่จะนำมาลงนั้นมาจากอรรถกถา ฉบับธรรมทาน ผมก็กำลัง
อ่านอยู่ มาอ่านไปด้วยกันครับ เรียนรู้ร่วมกัน

ชีวิตจะดี เราก็ควรจะสร้างเสริมสิ่งที่ดีให้แก่ชีวิตขจัดสิ่งที่ไม่ดีออกไป

:b8:

.....................................................
เมื่อคำเห็นใดมีการหัวเราะ ขำ และแนวออกขำๆ
ผมขออนุญาติไม่ยุ่ง และตอบนะครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 พ.ย. 2018, 06:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 4878

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:

อรรถกถาเล่มที่ ๕๕ ทั้งหมดจนกว่าจะจบเล่มผมจะแจ้งอีกทีครับ

อ้างคำพูด:
อรรถกถาชาดก เอกนิบาต
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ทูเรนิทาน
ประณามคาถา

ข้าพเจ้าขอกราบไหว้พระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐ
สุดหาบุคคลผู้เปรียบปานมิได้ ผู้เสด็จขึ้นจากสาคร
แห่งไญยธรรม ผู้ทรงข้ามสงสารสาครเสียได้ด้วย
เศียรเกล้า พร้อมทั้งพระธรรมอันลึกซึ้ง สงบยิ่ง
ละเอียดยากที่คนจะมองเห็นได้ ที่ทำลายเสียได้ซึ่งภพ
น้อยและภพใหญ่ สะอาดอันเขาบูชาแล้ว เพราะพระ-
สัทธรรม อีกทั้งพระสงฆ์ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องข้อง ผู้สูง
สุดแห่งหมู่ ผู้สุงสุดแห่งทักขิไณยบุคคล ผู้มีอินทรีย์
อันสงบแล้ว หาอาสวะมิได้.

ด้วยการประณามที่ข้าพเจ้าได้กระทำแล้วต่อ-
พระรัตนตรัยด้วยความนับถือเป็นพิเศษนี้นั้น ข้าพเจ้า
อันผู้ที่เป็นนักปราชญ์ยิ่งกว่านักปราชญ์ ผู้รู้อาคม
[ ปริยัติ ] เป็นวิญญูชน มียศใหญ่ได้ขอร้องด้วยการ
เอาใจแล้ว ๆ เล่า ๆ เป็นพิเศษว่า ท่านขอรับ ท่าน

ควรจะแต่งอรรถกถาอปทาน [ ชีวประวัติ ] เพราะ
ฉะนั้นข้าพเจ้าจักแสดงการพรรณนาเนื้อความอันงาม
แห่งพระบาลีในพระไตรปิฎกทีเดียว พร้อมทั้งชีว-
ประวัติที่ยังเหลืออยู่ เรื่องราวอันดีเยี่ยมนี้ใครกล่าวไว้
กล่าวไว้ที่ไหน กล่าวไว้เมื่อไรและกล่าวไว้เพื่ออะไร
ข้าพเจ้าจักกล่าวเรื่องนั้น ๆ แล้ว ก็มาถึงวิธีเพื่อที่จะให้

ฉลาดในเรื่องนิทาน เพราะจะทำให้เล่าเรียนและทรง
จำได้ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นเรื่องราวที่ท่านจัดให้แปลก
ออกไปตามที่เกิดก่อนและหลัง รจนาไว้ในภาษา
สิงหลของเก่าก็ดี ในอรรถกถาของเก่าก็ดี เมื่อมาถึง
วิธีนั้น ๆ แล้ว ย่อมไม่ให้สำเร็จประโยชน์ตามที่สาธุ-
ชนต้องการ เหตุนั้นข้าพเจ้าก็จักอาศัยนัยตามอรรถ-

กถาของเก่านั้น เว้นไม่เอาเนื้อความที่ผิดเสีย แสดง
แต่เนื้อความที่แปลกออกไป กระทำการพรรณนา
เฉพาะแต่ที่แปลก ซึ่งดีที่สุดเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้.

เพราะเหตุที่ได้ปฏิญาณไว้แล้วว่า เรื่องราวอันดีเยี่ยมใครกล่าวไว้
กล่าวไว้ในที่ไหนและกล่าวไว้เมื่อไร และว่าข้าพเจ้าจักทำการพรรณนาเนื้อความ
ดังนี้ ก็การพรรณนาเนื้อความแห่งชีวประวัตินั้น เมื่อข้าพเจ้าแสดงนิทานสาม
อย่างเหล่านี้คือ ทูเรนิทาน [ นิทานในที่ไกล ] อวิทูเรนิทาน [นิทานในที่ไม่
ไกลนัก ] สันติเกนิทาน [ นิทานในที่ใกล้ ] พรรณนาอยู่ก็จะเป็นที่เข้าใจได้
แจ่มแจ้ง เพราะคนที่ได้ฟัง ได้เข้าใจมาตั้งแต่ได้อ่านแล้ว เพราะฉะนั้นข้าพเจ้า

จึงจักแสดงนิทานเหล่านั้นพรรณนาชีวประวัตินั้น บรรดานิทานเหล่านั้น ก่อน
อื่นควรทราบปริเฉท [ ข้อความที่กำหนดไว้เป็นตอน ๆ ] เสียก่อน. กถามรรค
ที่เล่าเรื่องตั้งแต่พระมหาสัตว์ได้ตั้งปรารถนาอย่างจริงจัง ณ เบื้องบาทมูลของ
พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกร จนถึงจุติจากอัตภาพเป็นพระเวสสันดร
แล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จัดเป็นทูเรนิทาน.
:b8:

.....................................................
เมื่อคำเห็นใดมีการหัวเราะ ขำ และแนวออกขำๆ
ผมขออนุญาติไม่ยุ่ง และตอบนะครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 พ.ย. 2018, 06:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 4878

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
อ้างคำพูด:
กถามรรคที่เล่าเรื่องตั้งแต่จุติจากภพสวรรค์ชั้นดุสิตจนถึงบรรลุพระ-
สัพพัญญุตญาณที่ควงไม้โพธิ์ จัดเป็นอวิทูเรนิทาน.
ส่วนสันติเกนิทานมีปรากฏอยู่ในที่ต่าง ๆ ของพระองค์ที่เสด็จประทับ
อยู่ในที่นั้น ๆ ด้วยประการฉะนี้.

ทูเรนิทาน
ในนิทานเหล่านั้น ที่ชื่อทูเรนิทานมีดังต่อไปนี้ เล่ากันมาว่า ในที่สุด
สี่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัปนับแต่นี้ ได้มีนครหนึ่งนามว่า อมรวดี ในนครนั้นมี
พราหมณ์ชื่อสุเมธอาศัยอยู่ เขามีกำเนิดดี มีครรภ์อันบริสุทธิ์ทั้งทางฝ่ายมารดา
และฝ่ายบิดานับได้เจ็ดชั่วตระกูลใครจะดูถูกมิได้ หาผู้ตำหนิมิได้เกี่ยวกับเรื่อง
เชื้อชาติ มีรูปสวย น่าดู น่าเลื่อมใส ประกอบด้วยผิวพรรณอันงามยิ่ง เขา

ไม่กระทำการงานอย่างอื่นเลย ศึกษาแต่ศิลปะของพราหมณ์ บิดาและมารดาของ
เขาได้ถึงแก่กรรมเสียตั้งแต่เขารุ่นหนุ่ม ต่อมาอำมาตย์ผู้จัดการผลประโยชน์นำ
เอาบัญชีทรัพย์สินมา เปิดห้องคลังที่เต็มไปด้วยทองเงินแก้วมณีและแก้วมุกดา
เป็นต้น บอกให้ทราบถึงทรัพย์ตลอดเจ็ดชั่วตระกูลว่า ข้าแต่กุมาร ทรัพย์สิน
เท่านี้เป็นของมารดา เท่านี้เป็นของบิดา เท่านี้เป็นของปู่ตาและทวดแล้วเรียน
ว่า ขอท่านจงจัดการเถิด สุเมธบัณฑิตคิดว่า ปู่เป็นต้นของเราสะสมทรัพย์นี้

ไว้แล้ว เมื่อจะไปสู่ปรโลกที่ชื่อว่าจะถือเอาทรัพย์แม้กหาปณะหนึ่งติดตัวไปด้วย
หามีไม่ แต่เราควรกระทำเหตุที่จะให้ถือเอาทรัพย์ไปด้วยได้ ดังนี้แลัวได้
กราบทูลแด่พระราชา ให้ตีกลองป่าวร้องไปในพระนครให้ทานแก่มหาชนแล้ว
ออกบวชเป็นดาบส ก็เพื่อที่จะให้เนื้อความนี้แจ่มแจ้งควรจะกล่าวสุเมธกถาไว้
ในที่นี้ด้วย แต่สุเมธกถานี้มีมาแล้วในพุทธวงศ์ติดต่อกัน แต่เพราะเล่าเรื่อง
ประพันธ์เป็นคาถาจึงไม่ใคร่จะแจ่มชัดดีนัก เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจักกล่าว

พร้อมกับแสดงคำที่ประพันธ์เป็นคาถาแทรกไว้ในระหว่าง ๆ ในที่สุดแห่งสี่
อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป ได้มีพระนครมีนามว่า อมรวดี และอีกนามหนึ่งว่า
อมรอึกทึกไปด้วยเสียง ๑๐ เสียง ที่ท่านหมายถึงเสียงที่กล่าวไว้ในพุทธวงศ์ ว่า

ในสี่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป มีพระนครหนึ่ง
นามว่า อมร เป็นเมืองสวยงามน่าดู น่ารื่นรมย์
สมบูรณ์ด้วยข้าวและนํ้า อึกทึกไปด้วยเสียง ๑๐ เสียง.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทสหิ สทฺเทหิ อวิวิตฺตํ ความว่า
อึกทึกไปด้วยเสียงเหล่านี้คือ เสียงช้าง เสียงม้า เสียงรถ เสียงกลอง เสียง
ตะโพน เสียงพิณ เสียงขับร้อง เสียงสังข์ เสียงกังสดาล เสียงที่ ๑๐ ว่า
เชิญกิน เชิญขบเคี้ยว เชิญดื่ม ซึ่งท่านถือเอาเพียงเอกเทศหนึ่งแห่งเสียง
เหล่านั้นจึงกล่าวคาถานี้ไว้ในพุทธวงศ์ว่า

กึกก้องด้วยเสียงช้าง เสียงม้า เสียงกลอง เสียง
สังข์และเสียงรถ เสียงป่าวร้องด้วยข้าวและนํ้าว่า เชิญ
ขบเคี้ยว เชิญดื่ม.
แล้วกล่าวว่า
:b8:

.....................................................
เมื่อคำเห็นใดมีการหัวเราะ ขำ และแนวออกขำๆ
ผมขออนุญาติไม่ยุ่ง และตอบนะครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 พ.ย. 2018, 06:30 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 4878

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
อ้างคำพูด:
พระนครอันสมบูรณ์ด้วยคุณลักษณะทุกประการ
เข้าถึงความเป็นพระนครที่มีสิ่งต้องการทุกชนิด สม-
บูรณ์ด้วยแก้วเจ็ดประการ ขวักไขว่ไปด้วยเหล่าชน
ต่าง ๆ มั่งคั่งเป็นดุจเทพนารี เป็นที่อาศัยอยู่ของเหล่า
ผู้มีบุญ พราหมณ์ชื่อสุเมธ มีสมบัติสะสมไว้นั้นได้
หลายโกฏิ มีทรัพย์และข้าวเปลือกมากมาย เป็นผู้คง
แก่เรียน ทรงมนต์ได้มาก เรียนจบไตรเพท ถึงความ
สำเร็จบริบูรณ์ในลักขณศาสตร์ อิติหาสศาสตร์ และ
ในสัทธรรม.

ต่อมาวันหนึ่ง สุเมธบัณฑิตนั้น ไปในที่เร้น ณ พื้นปราสาทชั้นบนนั่ง
ขัดสมาธิคิดว่า นี่แน่ะบัณฑิตการเกิดอีกชื่อว่าการถือปฏิสนธิเป็นทุกข์ การแตก
ดับแห่งสรีระในที่ที่เกิดแล้วก็เป็นทุกข์เช่นกัน และเราก็มีการเกิดเป็นธรรมดา
มีความแก่เป็นธรรมดา มีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา มีความตายเป็นธรรมดา
ควรที่เราผู้เป็นเช่นนี้จะแสวงหาพระมหานิพพานที่ไม่มีเกิด ไม่มีแก่ ไม่มีทุกข์
มีแต่สุข เยือกเย็น ไม่รู้จักตาย ทางสายเดียวที่พ้นจากภพมีปรกตินำไปสู่
พระนิพพานจะพึงมีแน่นอน ดังนี้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

เราเข้าไปสู่ที่เร้นนั่งแล้วในตอนนั้นได้คิดว่า ขึ้น
ชื่อว่า การเกิดใหม่เป็นทุกข์ การแตกดับแห่งสรีระก็
เป็นทุกข์ เรามีความเกิดเป็นธรรมดา มีความแก่เป็น
ธรรมดา มีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดาเช่นกัน เราจัก
แสวงหาพระนิพพานที่ไม่แก่ ไม่ตาย เป็นแดนเกษม
ไฉนหนอเราไม่พึงมีเยื่อใย ไร้ความต้องการทิ้งร่างกาย
เน่าซึ่งเต็มไปด้วยทรากศพนานาชนิดนี้เสียได้แล้วไป

ทางนั้นมีอยู่ จักมีแน่ ทางนั้นอันใคร ๆ ไม่อาจที่จะไม่
ให้มีได้ เราจักแสวงหาทางนั้น เพื่อพ้นจากภพให้ได้
ดังนี้.

ต่อจากนั้นก็คิดยิ่งขึ้นไปอีกอย่างนี้ว่า เหมือนอย่างว่า ชื่อว่าสุขที่เป็น
ปฏิปักษ์ต่อทุกข์มีอยู่ในโลกฉันใด เมื่อภพมีอยู่แม้สิ่งที่ปราศจากภพอันเป็นปฏิ-
ปักษ์ต่อภพนั้น ก็พึงมีฉันนั้น และเหมือนเมื่อความร้อนมีอยู่ แม้ความเย็นที่จะ
ระงับความร้อนนั้นก็ต้องมีฉันใด แม้พระนิพพานที่ระงับไฟมีราคะเป็นต้นก็
พึงมีฉันนั้น ธรรมที่ไม่มีโทษอันงามที่เป็นปฏิปักษ์ต่อธรรมอันเป็นบาปอัน

ลามก ย่อมมีอยู่ฉันใด เมื่อชาติอันลามกมีอยู่ แม้พระนิพพานกล่าวคือความไม่
เกิด เพราะให้ความเกิดทุกอย่างสิ้นไป ก็พึงมีฉันนั้น ดังนี้ เพราะเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่า

เมื่อทุกข์มีอยู่ ขึ้นชื่อว่าสุขก็ต้องมีฉันใด เมื่อ
ภพมีอยู่ แม้สภาพที่ปราศจากภพก็ควรปรารถนาฉัน
นั้น เมื่อความร้อนมีอยู่ ความเย็นอีกอย่างก็ต้องมี
ฉันใด ไฟสามอย่างมีอยู่ พระนิพพานก็ควรปรารถนา
ฉันนั้น เมื่อสิ่งชั่วมีอยู่ แม้ความดีงามก็ต้องมีฉันใด
ความเกิดมีอยู่ แม้ความไม่เกิด ก็ควรปรารถนาฉันนั้น
ดังนี้.
:b8:

.....................................................
เมื่อคำเห็นใดมีการหัวเราะ ขำ และแนวออกขำๆ
ผมขออนุญาติไม่ยุ่ง และตอบนะครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 พ.ย. 2018, 06:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 4878

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:
อ้างคำพูด:
ท่านยังคิดข้ออื่น ๆ อีกว่า บุรุษผู้จมอยู่ในกองคูถเห็นสระใหญ่ดาดาษ
ไปด้วยดอกปทุมห้าสีแต่ไกล ควรที่จะแสวงหาสระนั้นด้วยคิดว่า เราควรจะไปที่
สระนั้นโดยทางไหนหนอ การไม่แสวงหาสระนั้น หาเป็นความผิดของสระนั้นไม่
แต่เป็นความผิดของบุรุษนั้นเท่านั้น ฉันใด เมื่อสระใหญ่คืออมตนิพพานเป็น
ที่ชำระล้างมลทินคือกิเลสมีอยู่ การไม่แสวงหาสระนั้นไม่เป็นความผิดของสระ

ใหญ่คืออมตนิพพาน แต่เป็นความผิดของบุรุษนั้นเท่านั้น ฉันนั้นเหมือนกัน
อนึ่งบุรุษผู้ถูกพวกโจรห้อมล้อม เมื่อทางหนีมีอยู่ ถ้าเขาไม่หนีไป ข้อนั้นหา
เป็นความผิดของทางไม่ แต่เป็นความผิดของบุรุษนั้นเท่านั้นฉันใด บุรุษผู้ถูก
กิเลสห้อมล้อมจับไว้ได้แล้ว เมื่อทางอันเยือกเย็นเป็นที่ไปสู่พระนิพพานมีอยู่
แต่ไม่แสวงหาทางนั้น หาเป็นความผิดของทางไม่ แต่เป็นความผิดของบุคคลนั้น
เท่านั้น ฉันนั้นเหมือนกัน และบุรุษผู้ถูกพยาธิเบียดเบียน เมื่อหมอผู้รักษาความ

เจ็บป่วยมีอยู่ หากเขาไม่แสวงหาหมอนั้นให้รักษาความเจ็บป่วย ข้อนั้นหาเป็น
ความผิดของหมอไม่ แต่เป็นความผิดของบุรุษนั้นฉันใด ผู้ใดถูกพยาธิคือกิเลส
เบียดเบียน ไม่แสวงหาอาจารย์ผู้ฉลาดในการระงับกิเลสซึ่งมีอยู่ ข้อนั้นเป็น
ความผิดของผู้นั้นเท่านั้น หาเป็นความผิดของอาจารย์ผู้ทำกิเลสให้พินาศไม่
ฉันนั้นเหมือนกันดังนี้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

บุรุษผู้ตกอยู่ในคูถ เห็นสระมีนํ้าเต็มเปี่ยม ไม่ไป
หาสระนั้น ข้อนั้นหาเป็นความผิดของสระไม่ฉันใด
เมื่อสระคืออมตะในการที่จะชำระล้างมลทินคือกิเลส
มีอยู่ เขาไม่ไปหาสระนั้น ข้อนั้นหาเป็นความผิดของ
สระคืออมตะไม่ ฉันนั้นเหมือนกัน.

คนผู้ถูกศัตรูกลุ้มรุม เมื่อทางหนีไปมีอยู่ไม่หนีไป
ข้อนั้นหาเป็นความผิดของทางไม่ฉันใด คนที่ถูกกิเลส
กลุ้มรุม เมื่อทางปลอดภัยมีอยู่ไม่ไปหาทางนั้น ข้อ
นั้นหาเป็นความผิดของทางที่ปลอดภัยนั้นไม่ ฉันนั้น
เหมือนกัน.

คนผู้เจ็บป่วยเมื่อหมอรักษาโรคมีอยู่ ไม่ยอมให้
รักษาความเจ็บป่วยนั้น ข้อนั้นหาเป็นความผิดของ
หมอนั้นไม่ ฉันใด คนผู้ได้รับทุกข์ถูกความเจ็บป่วย
คือกิเลสเบียดเบียนแล้ว ไม่ไปหาอาจารย์นั้น ข้อนั้น
หาเป็นความผิดของอาจารย์ผู้แนะนำไม่ ฉันนั้น
เหมือนกัน.

ท่านยังนึกถึงแม้ข้ออื่น ๆ อีกว่า คนผู้ชอบแต่งตัวพึงทิ้งซากศพที่
คล้องไว้ที่คอไปได้อย่างมีความสุข ฉันใด แม้เราก็ควรทิ้งกายอันเน่านี้ไม่มี
อาลัยเข้าไปสู่นิพพานนครฉันนั้น ชายหญิงทั้งหลายถ่ายอุจจาระและปัสสาวะรด
บนพื้นที่อันสกปรกแล้ว ย่อมไม่เก็บใส่พกหรือเอาชายผ้าห่อไป ต่างรังเกียจ

ไม่มีอาลัยเลย กลับทิ้งไปเสียฉันใด แม้เราก็ควรจะไม่มีอาลัยทิ้งกายเน่านี้เสีย
เข้าไปสู่นิพพานนครอันเป็นอมตะฉันนั้น และนายเรือไม่มีอาลัยทิ้งเรือลำเก่า
ครํ่าคร่าไปฉันใด แม้เราก็จะละกายอันเป็นที่หลั่งไหลออกจากปากแผลทั้งเก้านี้
ไม่มีอาลัยเข้าไปสู่นิพพานบุรี ฉันนั้น อนึ่ง บุรุษพาเอาแก้วนานาชนิดเดินทางไป
พร้อมกับโจร จึงละทิ้งพวกโจรเหล่านั้นเสีย เพราะกลัวจะเสียแก้วของตน

ถือเอาทางที่ปลอดภัย ฉันใด กรชกาย ( กายที่เกิดจากธุลี ) แม้นี้ ก็ฉันนั้น
เป็นเช่นกับโจรปล้นแก้ว ถ้าเราจักก่อตัณหาขึ้นในกายนี้ แก้วคือพระธรรม
อันเป็นกุศล คืออริยมรรคจะสูญเสียไป เพราะฉะนั้นควรที่เราจะละทิ้งกาย
อันเช่นกับโจรนี้เสีย แล้วเข้าไปสู่นิพพานนคร ดังนี้ เพราะเหตุนั้นท่าน จึง
กล่าวว่า

• เมื่อเห็นคุณค่าในสิ่งใด ความพอใจย่อมบังเกิดมี
• เมื่อความพอใจเกิด ย่อมจะเปิดทางสู่การลงมือกระทำสิ่งนั้น

:b8:

.....................................................
เมื่อคำเห็นใดมีการหัวเราะ ขำ และแนวออกขำๆ
ผมขออนุญาติไม่ยุ่ง และตอบนะครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 พ.ย. 2018, 06:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 4878

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:

อ้างคำพูด:
บุรุษปลดเปลื้องซากศพที่น่าเกลียด ซึ่งผูกไว้
ที่คอแล้วไป อยู่อย่างสุขเสรี อยู่ลำพังตนได้ ฉันใด
คนก็ควรละทิ้งร่างกายเน่า ที่มากมูลด้วยซากศพ
นานาชนิดไปอย่างไม่มีอาลัย ไม่มีความต้องการอะไร
ฉันนั้น.

ชายหญิงทั้งหลายถ่ายกรีสลงในที่ถ่ายอุจจาระทิ้ง
ไปอย่างไม่มีอาลัย ไม่มีความต้องการอะไร ฉันใด
เราจะละทิ้งกายที่เต็มไปด้วยซากศพนานาชนิดนี้ไป
เหมือนคนถ่ายอุจจาระแล้วละทิ้งส้วมไปฉะนั้น.
เจ้าของละทิ้งเรือที่เก่าครํ่าคร่าผุพัง นํ้ารั่วเข้าไป
ได้ ไม่มีความอาลัย ไม่มีความต้องการอะไร ฉันใด
เราจักละทิ้งกายนี้ที่มีช่องเก้าช่อง หลั่งไหลออกเป็น
นิตย์ เหมือนเจ้าของทิ้งเรือเก่าไป ฉะนั้น.

บุรุษไปพร้อมกับโจรถือห่อของไป เห็นภัยที่จะ
เกิดจากการตัดห่อของจึงทิ้งแล้วไปเสียฉันใด กายนี้
เปรียบเหมือนมหาโจร เราจักละทิ้งกายนี้ไปเพราะ
กลัวจะถูกตัดกุศล ฉันนั้นเหมือนกัน.

สุเมธบัณฑิตคิดเนื้อความประกอบด้วยเนกขัมมะนี้ ด้วยอุปมาต่าง ๆ
อย่างแล้ว สละกองแห่งโภคสมบัตินับไม่ถ้วนในเรือนของตน แก่เหล่าชนมี
คนกำพร้าและคนเดินทางไกลเป็นต้น ตามนัยที่กล่าวมาแล้วแต่หนหลัง ถวาย
มหาทานละวัตถุกามและกิเลสกามแล้ว ออกจากอมรนครคนเดียวเท่านั้น อาศัย
ภูเขาชื่อธรรมิกะในป่าหิมพานต์ สร้างอาศรม เนรมิตบรรณศาลาและที่จงกรม
เนรมิตขึ้นด้วยกำลังแห่งบุญของตน เพื่อจะละเว้นเสียจากโทษแห่งนิวรณ์ทั้ง

ห้า นำมาซึ่งกำลัง กล่าวคืออภิญญาที่ประกอบด้วยเหตุ อันเป็นคุณ ๘ อย่างตาม
ที่ท่านกล่าวไว้โดยนัยเป็นต้นว่า เมื่อจิตมั่นคงแล้วอย่างนี้ ดังนี้ แล้วละทิ้งผ้า
สาฎกที่ประกอบด้วยโทษ ๙ ประการไว้ในอาศรมบทนั้น แล้วนุ่งห่มผ้าเปลือก
ไม้ที่ประกอบด้วยคุณ ๑๒ ประการบวชเป็นฤาษี. ท่านเมื่อบวชแล้วอย่างนี้
ก็ละบรรณศาลานั้น ซึ่งเกลื่อนกล่นไปด้วยโทษ ๘ ประการ เข้าไปหาโคน

ต้นไม้ซึ่งประกอบด้วยคุณ ๑๐ ประการ เลิกละข้าวต่าง ๆ อย่างทั้งปวง หันมา
บริโภคผลไม้ที่หล่นจากต้นเอง เริ่มตั้งความเพียรด้วยอำนาจการนั่งการยืนและ
การจงกรม ในภายในเจ็ดวันนั่นเองก็ได้อภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ท่านได้บรรลุ
กำลังแห่งอภิญญาตามที่ปรารถนาไว้นั้นด้วยประการฉะนี้. เพราะเหตุนั้นท่าน
จึงกล่าวว่า

เราคิดอย่างนี้แล้วได้ให้ทรัพย์นั้นได้หลายร้อย
โกฏิ แก่คนยากจนอนาถา แล้วเข้าไปสู่ป่าหิมพานต์
ในที่ไม่ไกลแห่งป่าหิมพานต์มีภูเขาชื่อธรรมิกะ เรา
สร้างอาศรมอย่างดีไว้ เนรมิตบรรณศาลาไว้อย่างดี

ทั้งยังเนรมิตที่จงกรมเว้นจากโทษ ๕ ประการไว้ใน
อาศรมนั้น เราได้กำลังอภิญญาประกอบด้วยองค์แปด
ประการ เราเลิกใช้ผ้าสาฏกอันประกอบด้วยโทษ ๙
ประการ หันมานุ่งผ้าเปลือกไม้อันประกอบด้วยคุณ
๑๒ ประการ เราเลิกละบรรณศาลาที่เกลื่อนกล่น
ไปด้วยโทษ ๘ ประการ เข้าไปสู่โคนไม้อันประกอบ

ด้วยคุณ ๑๐ ประการ เราเลิกละข้าวที่หว่านที่ปลูกโดย
ไม่มีส่วนเหลือเลย หันมาบริโภคผลไม้หล่นเองที่
สมบูรณ์ด้วยคุณเป็นอเนกประการ เราเริ่มตั้งความ
เพียรในที่นั่งที่ยืนและที่จงกรมในอาศรมบทนั้น ภาย

ในเจ็ดวันก็ได้บรรลุกำลังแห่งอภิญญา ดังนี้.
ในคาถานั้นด้วยบาลีนี้ว่า อสฺสโม สุกโต มยฺหํ ปณฺณสาลํ
สุมาปิตํ ท่านกล่าวถึงบรรณศาลาและที่จงกรมไว้ราวกะว่าสุเมธบัณฑิตสร้าง
ขึ้นด้วยมือของตนเอง แต่ในคาถานี้มีใจความดังต่อไปนี้ ท้าวสักกะทรงเห็น

ว่า พระมหาสัตว์จักเข้าไปสู่ป่าหิมพานต์แล้ววันนี้จักถึงภูเขาชื่อธรรมิกะ จึง
รับสั่งเรียกวิสสุกรรมเทพบุตรว่า นี่พ่อ สุเมธบัณฑิตออกมาด้วยคิดว่า เราจัก
บวช ท่านจงเนรมิตที่อยู่ให้แก่พระมหาสัตว์นั้น วิสสุกรรมเทพบุตรนั้นรับพระ
ดำรัสของพระองค์แล้ว จึงเนรมิตอาศรมน่ารื่นรมย์ บรรณศาลาสร้างอย่างดี

ที่จงกรมน่าเบิกบานใจ แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยอาศรมบทนั้น ที่
สำเร็จด้วยอานุภาพแห่งบุญของพระองค์ จึงตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตรที่ธรรมิก-
บรรพตนั้น อาศรมเราได้สร้างขึ้นอย่างดีแล้ว เนรมิตบรรณศาลาไว้อย่างดี
ทั้งยังเนรมิตที่จงกรมเว้นจากโทษ ๕ ประการไว้ใกล้อาศรมนั้นด้วย ดังนี้.

[color=#4000FF] • เมื่อเห็นคุณค่าในสิ่งใด ความพอใจย่อมบังเกิดมี
• เมื่อความพอใจเกิด ย่อมจะเปิดทางสู่การลงมือกระทำสิ่งนั้น
[/ color]

:b8:

.....................................................
เมื่อคำเห็นใดมีการหัวเราะ ขำ และแนวออกขำๆ
ผมขออนุญาติไม่ยุ่ง และตอบนะครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 พ.ย. 2018, 06:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 4878

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:

อ้างคำพูด:
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุกโต มยฺหํ แปลว่า เราสร้างอาศรม
ไว้อย่างดีแล้ว. บทว่า ปณฺณสาลํ สุมาปิตํ ความว่า แม้บรรณศาลาที่
มุงด้วยใบไม้เราก็สร้างไว้ดีแล้ว. บทว่า ปญฺจโทสวิวชฺชิตํ ความว่า ชื่อ
ว่าโทษของที่จงกรมมี ๕ อย่างเหล่านี้คือ แข็งกระด้างและขรุขระ มีต้นไม้ภายใน
มุงไว้รกรุงรัง คับแคบมากนัก กว้างขวางเกินไป จริงอยู่ เมื่อบุคคลเดิน

จงกรมบนที่จงกรมมีพื้นดินแข็งกระด้างและขรุขระ เท้าทั้งสองจะเจ็บปวด
เกิดการพองขึ้น จิตจึงไม่ได้ความแน่วแน่ และกรรมฐานก็จะวิบัติ แต่กรรม
ฐานจะถึงพร้อมเพราะอาศัยการอยู่สบาย ในพื้นที่อ่อนนุ่มและราบเรียบ เพราะ
ฉะนั้นพึงทราบว่า พื้นที่แข็งกระด้างและขรุขระเป็นโทษอันหนึ่ง. เมื่อต้นไม้
มีอยู่ภายในหรือท่ามกลาง หรือที่สุดแห่งที่จงกรม เมื่ออาศัยความประมาท

เดินจงกรม หน้าผากหรือศีรษะก็จะกระทบ เพราะฉะนั้น มีต้นไม้ภายในจึง
เป็นโทษข้อที่ ๒. เมื่อเดินจงกรมบนที่จงกรมมุงไว้รกรุงรังด้วยหญ้าและเถาวัลย์
เป็นต้น ในเวลากลางคืนก็จะเหยียบสัตว์มีงูเป็นต้น ทำให้มันตาย หรือจะ
ถูกพวกมันกัดได้รับความเดือดร้อน เพราะฉะนั้น การที่มุงบังรกรุงรังจึงจัด
เป็นโทษข้อที่ ๓. เมื่อเดินจงกรมบนที่จงกรมแคบเกินไป ซึ่งมีกำหนดโดย
กว้างเพียงศอกเดียวหรือครึ่งศอก เล็บบ้าง นิ้วมือบ้าง จะไปสะดุดเข้าแล้วแตก

เพราะฉะนั้น ความคับแคบเกินไปจึงเป็นโทษข้อที่ ๔. เมื่อเดินจงกรมบนที่
จงกรมกว้างขวางเกินไปจิตย่อมวิ่งพล่าน จะไม่ได้ความมีอารมณ์แน่วแน่
เพราะฉะนั้น การที่ที่กว้างขวางเกินไปจึงเป็นโทษข้อที่ ๕. ที่เดินจงกรมโดย
ส่วนกว้างได้ศอกครึ่ง ในสองข้างมีประมาณศอกหนึ่ง ที่เดินจงกรมโดยส่วน
ยาวมีประมาณ ๖๐ ศอก มีพื้นอ่อนนุ่ม มีทรายโรยไว้เรียบเสมอ ก็ใช้ได้

เหมือนที่เดินจงกรมของพระมหินทเถระ ผู้ปลูกฝังความเลื่อมใสให้ชาวเกาะที่
เจติยคิรีวิหารก็ได้เป็นเช่นนี้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เราได้สร้างที่
เดินจงกรมไว้ในอาศรมนั้น อันเว้นจากโทษ ๕ ประการ.

บทว่า อฏฺ€คุณสมุเปตํ คือประกอบด้วยสุขของสมณะ ๘ ประการ
ชื่อว่าสุขของสมณะ ๘ ประการนั้นมีดังนี้คือ ไม่มีการหวงแหนทรัพย์สินและ
ข้าว แสวงหาแต่บิณฑบาตที่ไม่มีโทษ บริโภคแต่บิณฑบาตที่เย็น ไม่มีการ
บีบบังคับราษฎร ในเมื่อพวกลูกหลวงทั้งหลายเที่ยวบีบบังคับราษฎรถือเอา
ทรัพย์มีค่าและเหรียญกษาปณ์ตะกั่วเป็นต้น ปราศจากความกำหนัดด้วยอำนาจ

ความพอใจในเครื่องอุปกรณ์ทั้งหลาย ไม่มีความกลัวภัยในเรื่องถูกโจรปล้น
ไม่ต้องไปคลุกคลีกับพระราชาและราชอำมาตย์ ไม่ถูกกระทบกระทั่งในทิศทั้ง
๔. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ผู้อยู่ในอาศรมนั้นสามารถที่จะประสบสุขของสมณะ
๘ อย่าง เหล่านี้ได้ฉันใด เราสร้างอาศรมนั้นประกอบด้วยคุณ ๘ อย่างฉันนั้น

บทว่า อภิญฺาพลมาหรึ ความว่า ภายหลังเมื่อเราอยู่ในอาศรมนั้น กระ-
ทำบริกรรมในกสิณแล้ว เริ่มวิปัสสนาโดยความเป็นของไม่เที่ยงและโดยความ
เป็นทุกข์ เพื่อต้องการความเกิดขึ้นแห่งอภิญญาและสมาบัติ แล้วก็ได้กำลังแห่ง
วิปัสสนาอันทรงเรี่ยวแรง. อธิบายว่า เมื่อเราอยู่ในอาศรมนั้นสามารถนำกำลัง
นั้นมาได้ ฉันใด เราได้สร้างอาศรมนั้นกระทำให้เหมาะสมแก่กำลังแห่งวิปัสสนา
นั้น เพื่อประโยชน์แก่อภิญญา.

ในคาถานี้ว่า สาฏกํ ปชหึต ตตฺถ นวโทสมุปาคตํ มีคำที่จะ
กล่าวไปตามลำดับดังต่อไปนี้ ได้ยินว่าในกาลนั้น เมื่อวิสสุกรรมเทพบุตร
เนรมิตอาศรม ที่ประกอบด้วยกระท่อม ที่เร้น และที่เดินจงกรมโดยทางโค้ง
ดาดาษไปด้วยต้นไม้ผลิดอกออกผล มีน้ำมีรสอร่อยน่ารื่นรมย์ ปราศจากสัตว์
ร้ายและนกมีเสียงร้องน่าสะพรึงกลัวต่าง ๆ ควรแก่การสงบสงัด จัดหาพะนัก

สำหรับพิงไว้ที่ที่สุดสองข้างแห่งที่เดินจงกรมอันตกแต่งแล้ว ตั้งแผ่นหินมีสี
ดังถั่วเขียวมีหน้าเสมอไว้ที่ตรงท่ามกลางที่เดินจงกรม ในภายในบรรณศาลา
เนรมิตสิ่งของทุกอย่างที่จะเป็นไปเพื่ออุปการะแก่บรรพชิตอย่างนี้คือ ชฎามณ-
ฑล ( ชฎาทรงกลม ) ผ้าเปลือกไม้ บริขารของดาบสมีไม้สามง่ามเป็นต้น ที่ซุ้ม

นํ้ามีหม้อนํ้าดื่ม สังข์ตักนํ้าดื่ม ขันตักนํ้าดื่ม ที่โรงไฟมีกะทะรองถ่านและไม้
ฟืนเป็นต้น ที่ฝาผนังแห่งบรรณาศาลาเขียนอักษรไว้ว่า ใคร ๆ มีประสงค์จะ
บวชจงถือเอาบริขารเหล่านี้บวชเถิด แล้วไปสู่เทวโลก สุเมธบัณฑิตไปสู่ป่า
หิมพานต์ตามทางแห่งซอกเขา มองหาที่ผาสุกควรจะอาศัยอยู่ได้ของตน มองเห็น

อาศรมน่ารื่นรมย์ ที่วิสสุกรรมเทพบุตรเนรมิตไว้ อันท้าวสักกะประทานให้ที่
ทางไหลกลับแห่งแม่นํ้า จึงไปที่ท้ายที่เดินจงกรม มิได้เห็นรอยเท้าจึงคิดว่า

• เมื่อเห็นคุณค่าในสิ่งใด ความพอใจย่อมบังเกิดมี
• เมื่อความพอใจเกิด ย่อมจะเปิดทางสู่การลงมือกระทำสิ่งนั้น


:b8:

.....................................................
เมื่อคำเห็นใดมีการหัวเราะ ขำ และแนวออกขำๆ
ผมขออนุญาติไม่ยุ่ง และตอบนะครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 พ.ย. 2018, 06:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 4878

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:

อ้างคำพูด:
บรรพชิตแสวงหาภิกขาในบ้านใกล้ แล้วเหน็ดเหนื่อยจักมา เข้าไปสู่บรรณศาลา
แล้วนั่งแน่แท้ จึงรออยู่หน่อยหนึ่งคิดว่า บรรพชิตชักช้าเหลือเกิน เราอยาก
จะรู้นัก จึงเปิดประตูกุฏิในบรรณศาลาเข้าไปข้างใน ตรวจดูข้างโน้นและข้าง
นี้ อ่านอักษรที่ฝาผนังแผ่นใหญ่แล้วคิดว่า กัปปิยบริขารเหล่านี้เป็นของเรา
เราจักถือเอาบริขารเหล่านี้บวช จึงเปลื้องทิ้งผ้าสาฎกทั้งคู่ที่ตนนุ่งและห่มแล้ว
ไว้ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เราเปลื้องทิ้งผ้าสาฎกไว้ในบรรณศาลานั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ดูก่อนสารีบุตร เราเข้าไปอย่างนี้แล้วเปลื้องทิ้ง
ผ้าสาฎกอันประกอบด้วยโทษ ๙ ประการ ไว้ในบรรณศาลานั้น เพราะฉะนั้น
เราเมื่อจะเปลื้องทิ้งผ้าสาฎก จึงเปลื้องทิ้งไปเพราะเห็นโทษ ๙ ประการ. จริง
อยู่สำหรับผู้ที่บวชเป็นดาบส โทษ ๙ ประการย่อมปรากฏในผ้าสาฎก คือ มีค่า
มากเป็นโทษอันหนึ่ง. เกิดขึ้นเพราะเกี่ยวเนื่องกับคนอื่นหนึ่ง. เศร้าหมองเร็ว

เพราะการใช้สอยหนึ่ง เศร้าหมองแล้วจะต้องซักและต้องย้อม การที่เก่าไป
เพราะการใช้สอยเป็นโทษอันหนึ่ง. ก็สำหรับผ้าที่เก่าแล้วจะต้องทำการชุนหรือ
ใช้ผ้าดาม การที่จะได้รับด้วยการแสวงหาอีกก็ยาก เป็นโทษอันหนึ่ง, ไม่
เหมาะสมกับการบวชเป็นดาบส เป็นโทษอันหนึ่ง, เป็นของทั่วไปแก่ศัตรู
เป็นโทษอันหนึ่ง, เพราะจะต้องคุ้มครองไว้โดยอาการที่ศัตรูจะถือเอาไม่ได้เป็น

เครื่องประดับประดาของผู้ใช้สอย เป็นโทษอันหนึ่ง, สำหรับผู้ถือเที่ยวไปเป็น
คนมักมากในสิ่งที่เป็นของใช้ประจำตัว เป็นโทษอันหนึ่ง, บทว่า วากจีรํ
นิวาเสสึ ความว่า ดูก่อนสารีบุตร ครั้งนั้นเราเห็นโทษ ๙ ประการเหล่านี้จึง
เปลื้องทิ้งผ้าสาฏกนุ่งผ้าเปลือกไม้ คือใช้ผ้าเปลือกไม้ที่ฉีกหญ้ามุงกระต่ายให้
เป็นชิ้นน้อยใหญ่ถักเข้ากันกระทำขึ้น เพื่อประโยชน์จะใช้เป็นผ้านุ่งและผ้าห่ม.

บทว่า ทฺวาทสคุณมุปาคตํ คือประกอบด้วยอานิสงส์ ๑๒ ประการ
ก็ในผ้าเปลือกไม้มีอานิสงส์ ๑๒ ประการ คือราคาถูกดีสมควร นี้เป็นอานิสงส์อัน
หนึ่งก่อน สามารถทำด้วยมือตนเอง นี้เป็นอานิสงส์ที่ ๒ จะเศร้าหมองช้า ๆ
ด้วยการใช้สอย แม้ซักก็ไม่ชักช้า นี้เป็นอานิสงส์ที่ ๓ แม้จะเก่าไปเพราะการ
ใช้สอยก็ไม่ต้องเย็บ นี้เป็นอานิสงส์ที่ ๔ เมื่อแสวงหาใหม่ก็ทำได้ง่าย นี้เป็น

อานิสงส์ที่ ๕ เหมาะกับการบวชเป็นดาบส เป็นอานิสงส์ที่ ๖ ผู้เป็นศัตรูไม่
ใช้สอย เป็นอานิสงส์ที่ ๗ เมื่อใช้สอยอยู่ก็ไม่เป็นที่ตั้งแห่งการประดับประดา
เป็นอานิสงส์ที่ ๘ จะนุ่งห่มก็เบา นี้เป็นอานิสงส์ที่ ๙ แสดงว่ามักน้อยใน
ปัจจัยคือจีวร นี้เป็นอานิสงส์ที่ ๑๐ การเกิดขึ้นแห่งเปลือกไม้ เป็นของชอบ
ธรรมและไม่มีโทษ เป็นอานิสงส์ที่ ๑๑ เมื่อผ้าเปลือกไม้แม้จะสูญหายไปก็ไม่
มีอาลัย นี้เป็นอานิสงส์ที่ ๑๒.

บทว่า อฏฺ€โทสสมากิณฺณํ ปชหึ ปณฺณสาลกํ ความว่า เราละ
อย่างไร ได้ยินว่าสุเมธบัณฑิตนั้นเปลื้องผ้าสาฎกเนื้อดีทั้งคู่ออกแล้ว ถือเอาผ้า
เปลือกไม้สีแดงเช่นกับพวงแห่งดอกอังกาบ ซึ่งคล้องอยู่ที่ราวจีวร แล้วนุ่ง
ห่มผ้าเปลือกไม้สีดังทองอีกผืนหนึ่งบนผ้าเปลือกไม้นั้น กระทำหนังเสือพร้อม
ทั้งเล็บเช่นกับสัณฐานของดอกบุนนาคพาดเฉวียงบ่า รวบชฎามณฑลแล้วสอด

ปิ่นปักผมทำด้วยไม้แข็งเข้าไปตรึงไว้กับมวย เพื่อทำให้ไม่ไหวติง ได้วางคนโท
นํ้ามีสีดังแก้วประพาฬในสาแหรกเช่นกับพวงแก้วมุกดา ถือเอาหาบโค้งในที่
สามแห่ง คล้องคนโทนํ้าไว้ที่ปลายหาบ ขอและตะกร้า ไม้สามง่ามเป็นต้นไว้
ที่ปลายข้างหนึ่ง เอาหาบดาบสบริขารวางบนบ่า เอามือขวาถือไม้เท้าออกไป

จากบรรณศาลาเดินจงกรมอยู่ไปมาบนที่เดินจงกรม มีประมาณ ๖๐ ศอก มอง
ดูเพศของตนแล้วคิดว่า มโนรถของเราถึงที่สุดแล้ว การบรรพชาของเรางาม
จริงหนอ ขึ้นชื่อว่าบรรพชานี้อันท่านผู้เป็นวีรบุรุษทั้งปวง มีพระพุทธเจ้าและ
พระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นต้น สรรเสริญชมเชยแล้ว เครื่องผูกมัดของคฤหัสถ์
เราละแล้ว เรากำลังออกบวช เราออกบวชแล้วได้บรรพชาอันสูงสุด เราจัก

• เมื่อเห็นคุณค่าในสิ่งใด ความพอใจย่อมบังเกิดมี
• เมื่อความพอใจเกิด ย่อมจะเปิดทางสู่การลงมือกระทำสิ่งนั้น

:b8:

.....................................................
เมื่อคำเห็นใดมีการหัวเราะ ขำ และแนวออกขำๆ
ผมขออนุญาติไม่ยุ่ง และตอบนะครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 พ.ย. 2018, 07:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 4878

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:

อ้างคำพูด:
กระทำสมณธรรม เราจักได้สุขอันเกิดแต่มรรคผล ดังนี้แล้วเกิดความอุตสาหะ
วางหาบดาบสบริขารลง นั่งลงบนแผ่นหินมีสีดังถั่วเขียวเหมือนดังรูปปั้นทอง
ฉะนั้น ให้เวลากลางวันสิ้นไป เข้าไปสู่บรรณศาลาในเวลาเย็น นอนบนเสื่อ
ที่ถักด้วยแขนงไม้ข้างเตียงหวาย ให้ตัวได้รับอากาศพอสบาย แล้วตื่นขึ้นตอน
ใกล้รุ่ง คำนึงถึงการมาของตนว่า เราเห็นโทษในฆราวาสแล้วสละโภคสมบัติ
นับไม่ถ้วน ยศอันหาที่สุดมิได้ เข้าไปสู่ป่าแสวงหาเนกขัมมะบวช จำเดิมแต่นี้

ไปเราจะประพฤติตัวด้วยความประมาทหาควรไม่ เพราะแมลงวันคือมิจฉาวิตก
ย่อมจะกัดกินผู้ที่ละความสงบสงัดเที่ยวไป บัดนี้ควรที่เราจะพอกพูนความสงบ
สงัด ด้วยว่าเรามองเห็นการอยู่ครองเรือนโดยความเป็นของมีแต่กังวลจึงออก
มา บรรณศาลาน่าพอใจนี้ พื้นที่ซึ่งล้อมรั้วไว้ราบเรียบแล้วมีสีดังมะตูมสุก
ฝาผนังสีขาวมีสีราวกะเงิน หลังคาใบไม้มีสีดังเท้านกพิราบ เตียงหวายมีสีแห่ง

เครื่องปูลาดอันงดงาม ที่อยู่พออยู่อาศัยได้อย่างผาสุก ความพร้อมมูลแห่ง
เรือนของเรา ปรากฎเหมือนจะมียิ่งกว่านี้ ดังนี้เลือกเฟ้นโทษของบรรณศาลา
อยู่ ก็ได้เห็นโทษ ๘ ประการ จริงอยู่ในการใช้สอยบรรณศาลามีโทษ ๘
ประการ คือ จะต้องแสวงหาด้วยการรวบรวมขึ้นด้วยทัพสัมภาระที่มีนํ้าหนัก
มากกระทำ เป็นโทษข้อหนึ่ง จะต้องซ่อมแซมอยู่เป็นนิตย์ เพราะเมื่อหญ้า

ใบไม้และดินเหนียวร่วงหล่นลงมา จะต้องเอาของเหล่านั้นวางไว้ที่เดิมแล้ว ๆ
เล่า ๆ เป็นโทษข้อที่ ๒ ธรรมดาเสนาสนะจะต้องตกแก่คนแก่ก่อน เมื่อ
เขาเข้ามาให้เราลุกขึ้นในเวลาที่ไม่เหมาะ ความแน่วแน่แห่งจิตก็จะมีไม่ได้
เพราะฉะนั้น การที่ถูกปลุกให้ลุกขึ้นจึงเป็นโทษข้อที่ ๓ เพราะกำจัดเสียได้ซึ่ง

หนาวและร้อน ก็จะทำให้ร่างกายบอบบาง (ไม่แข็งแรง) เป็นโทษข้อที่ ๔
คนเข้าไปสู่เรือนอาจทำความชั่วอย่างใดอย่างหนึ่งได้ เพราะฉะนั้น การที่ปก
ปิดสิ่งน่าติเตียน เป็นโทษข้อที่ ๕ การหวงแหนด้วยคิดว่าเป็นของเรา เป็น
โทษข้อที่ ๖ ธรรมดาการมีเรือนแสดงว่าต้องมีภรรยา เป็นโทษข้อที่ ๗ เป็น
ของทั่วไปแก่คนหมู่มาก เพราะเป็นสาธารณะแก่สัตว์มีเล็น เรือด และตุ๊กแก

เป็นต้น เป็นโทษข้อที่ ๘. บทว่า อิเม ความว่า พระมหาสัตว์เห็นโทษ
๘ ประการเหล่านี้แล้วจึงเลิกละบรรณศาลา. เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า
เราเลิกละบรรณศาลาที่เกลื่อนกล่นด้วยโทษ ๘ ประการ.

บทว่า อุปาคมึ รุกฺขมูลํ คุเณ ทสหุปาคตํ ความว่า พระมหา
สัตว์กล่าวว่า เราห้ามที่มุงบัง เข้าหาโคนต้นไม้ที่ประกอบด้วยคุณ ๑๐ประการ
ในข้อนั้นคุณ ๑๐ ประการมีดังต่อไปนี้ มีความยุ่งยากน้อยเป็นคุณข้อที่ ๑ เพราะ
เพียงแต่เข้าไปเท่านั้นก็อยู่ที่นั่นได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องดูแลรักษา เป็นคุณ
ข้อที่ ๒ ก็ที่นั้นจะปัดกวาดก็ตาม ไม่ปัดกวาดก็ตาม ก็ใช้สอยได้อย่างสบาย

เหมือนกัน การที่ไม่ต้องบากบั่นนัก เป็นคุณข้อที่ ๓ ที่นั้นปกปิดความนินทา
ไม่ได้ เพราะเมื่อคนทำความชั่วในที่นั้นย่อมละอาย เพราะฉะนั้น การปกปิด
ความนินทาไม่ได้ เป็นคุณข้อที่ ๔ โคนไม้เหมือนกับอยู่ในที่กลางแจ้ง ย่อม
ไม่ยังร่างกายให้อึดอัด เพราะฉะนั้นการที่ร่างกายไม่อึดอัดจึงเป็นคุณข้อ ๕

ไม่มีการต้องทำการหวงแหนไว้ เป็นคุณข้อที่ ๖ ห้ามเสียได้ซึ่งความอาลัยใน
บ้านเรือน เป็นคุณข้อที่ ๗ ไม่มีการที่จะต้องพูดว่า เราจักปัดกวาดเช็ดถู
พวกท่านจงออกไป แล้วก็ไล่ไปเหมือนในเรือนที่ทั่วไปแก่คนหมู่มาก เป็น
คุณข้อที่ ๘ ผู้อยู่ก็ได้รับความเอิบอิ่มใจ เป็นคุณข้อที่ ๙ ไม่ต้องอาลัยอาวรณ์
เพราะเสนาสนะคือโคนต้นไม้หาได้ง่ายไม่ว่าจะไปที่ไหน เป็นคุณข้อที่ ๑๐.

• เมื่อเห็นคุณค่าในสิ่งใด ความพอใจย่อมบังเกิดมี
• เมื่อความพอใจเกิด ย่อมจะเปิดทางสู่การลงมือกระทำสิ่งนั้น

:b8:

.....................................................
เมื่อคำเห็นใดมีการหัวเราะ ขำ และแนวออกขำๆ
ผมขออนุญาติไม่ยุ่ง และตอบนะครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 พ.ย. 2018, 07:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 4878

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:

อ้างคำพูด:
พระมหาสัตว์เห็นคุณ ๑๐ อย่างเหล่านี้ จึงกล่าวว่า เราเข้าอาศัยโคนต้นไม้
ดังนี้. พระมหาสัตว์กำหนดเหตุมีประมาณเท่านี้เหล่านี้แล้ว วันรุ่งขึ้นก็เข้าไป
เพื่อภิกษา. ครั้งนั้น พวกมนุษย์ในบ้านที่ท่านไปถึงได้ถวายภิกษาด้วยความ
อุตสาหะใหญ่ ท่านทำภัตกิจเสร็จแล้วมายังอาศรม นั่งลงแล้วคิดว่า เราบวช
ด้วยคิดว่าเราจะไม่ได้อาหารก็หาไม่ ธรรมดาว่าอาหารที่อร่อยนี้ย่อมยังความ
เมาด้วยอำนาจมานะและความเมาในความเป็นบุรุษให้เจริญ และที่สุดแห่งทุกข์
อันมีอาหารเป็นมูลไม่มี ถ้ากระไรเราพึงเลิกละอาหารที่เกิดจากข้าวที่เขาหว่าน
และปลูก บริโภคผลไม้ที่หล่นเอง ดังนี้. จำเดิมแต่นั้นท่านกระทำอย่างนั้น
พากเพียรพยายามอยู่ในภายในสัปดาห์หนึ่ง ทำให้สมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕
เกิดขึ้นได้แล้ว. เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า

เราเลิกละข้าวที่หว่านที่ปลูกโดยเด็ดขาด มา
บริโภคผลไม้ที่หล่นเอง ที่สมบูรณ์ด้วยคุณเป็นอันมาก
เราเริ่มตั้งความเพียรในการนั่ง การยืน และการเดิน
จงกรมที่โคนต้นไม้นั้น ในภายในสัปดาห์หนึ่ง ก็ได้
บรรลุอภิญญาพละ ดังนี้.

เมื่อสุเมธดาบสบรรลุอภิญญาพละอย่างนี้แล้ว ให้เวลาล่วงไปด้วยสุข
อันเกิดจากสมาบัติ พระศาสดาทรงพระนามว่าทีปังกร เสด็จอุบัติขึ้นในโลก
แล้ว ในการถือปฏิสนธิ การอุบัติขึ้น การตรัสรู้และการประกาศพระธรรม-
จักร โลกธาตุหมื่นหนึ่งแม้ทั้งสิ้นหวั่นไหวสั่นสะเทือนร้องลั่นไปหมด บุรพ-
นิมิต ๓๒ ประการปรากฏขึ้นแล้ว. สุเมธบัณฑิตให้เวลาล่วงเลยไปด้วยสุขอัน
เกิดแต่สมาบัติ ไม่ได้ยินเสียงนั้นเลย ทั้งไม่ได้เห็นนิมิตแม้เหล่านั้นด้วย.
เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า

เมื่อเราบรรลุความสำเร็จในศาสนาเป็นผู้มีความ
ชำนิชำนาญอย่างนี้ พระชินเจ้าผู้เป็นโลกนายกทรง
พระนามว่าทีปังกร เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว เมื่อพระองค์
ทรงถือกำเนิด เสด็จอุบัติขึ้น ตรัสรู้ แสดงพระธรรม
เทศนา เราเอิบอิ่มอยู่ด้วยความยินดีในฌาน มิได้เห็น
นิมิตทั้ง ๔ เลย.

ในกาลนั้นพระทศพลทรงพระนามว่าทีปังกร มีพระขีณาสพสี่แสน
ห้อมล้อมแล้ว เสด็จจาริกไปตามลำดับเสด็จถึงนครชื่อรัมมกะ (๑) เสด็จประทับ
ณ สุทัสนมหาวิหาร. พวกชาวรัมมกนครได้ข่าวว่า ได้ยินว่า พระพุทธเจ้าทรง
พระนามว่าทีปังกร ผู้เป็นใหญ่กว่าสมณะ ทรงบรรลุอภิสัมโพธิอย่างยิ่ง ทรง
ประกาศพระธรรมจักรอันบวร เสด็จจาริกไปโดยลำดับ เสด็จถึงรัมมกนครแล้ว

เสด็จประทับอยู่ที่สุทัสนมหาวิหาร ต่างพากันถือเภสัชมีเนยใสและเนยข้นเป็น
ต้น และผ้าเครื่องนุ่งห่ม มีมือถือของหอมและดอกไม้เป็นต้น พระพุทธ
พระธรรม พระสงฆ์อยู่ ณ ที่ใด ก็หลั่งไหลพากันติดตามไป ณ ที่นั้น ๆ เข้า
ไปเฝ้าพระศาสดาแล้วถวายบังคม บูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้นแล้วนั่ง
ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ฟังพระธรรมเทศนาแล้วทูลนิมนต์เพื่อเสวยในวันรุ่งขึ้น
(๑. บางแห่งเป็นรัมมนคร.)

พากันลุกจากที่นั่งแล้วหลีกไป. ในวันรุ่งขึ้นต่างพากันตระเตรียมมหาทานประดับ
ประดานคร ตกแต่งหนทางที่จะเสด็จมาของพระทศพล ในที่มีนํ้าเซาะก็เอา
ดินถมทำพื้นที่ดินให้ราบเสมอ โรยทรายอันมีสีดังแผ่นเงิน โปรยปรายข้าว
ตอกและดอกไม้ ปักธงชายและธงแผ่นผ้าพร้อมด้วยผ้าย้อมสีต่าง ๆ ตั้งต้น

กล้วยและหม้อนํ้าเต็มด้วยดอกไม้เรียงรายเป็นแถว. ในกาลนั้นสุเมธดาบสเหาะ
จากอาศรมบทของตน มาโดยทางอากาศ เบื้องบนของพวกมนุษย์เหล่านั้น
เห็นพวกเขาร่าเริงยินดีกันคิดว่า มีเหตุอะไรกันหนอ จึงลงจากอากาศยืน ณ
ที่ควรข้างหนึ่ง ถามพวกเขาว่า ท่านผู้เจริญ พวกท่านพากันประดับประดา
ทางนี้เพื่อใคร ดังนี้ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า

พวกมนุษย์มีใจยินดีนิมนต์พระตถาคต ในเขต
แดนแห่งปัจจันตประเทศแล้ว พากันชำระสะสางทาง
เสด็จดำเนินมาของพระองค์ สมัยนั้นเราออกไปจาก
อาศรมของตน สะบัดผ้าเปลือกไม้ไปมาแล้ว ทีนั้นก็
เหาะไปทางอากาศ.

เราเห็นชนต่างเกิดความดีใจ ต่างยินดีร่าเริง ต่าง
ปราโมทย์ จึงลงจากท้องฟ้าไต่ถามพวกมนุษย์ทันทีว่า
มหาชนยินดีร่าเริงปราโมทย์ เกิดความดีใจ พวกเขา
ชำระสะสางถนนหนทางเพื่อใคร.

• เมื่อเห็นคุณค่าในสิ่งใด ความพอใจย่อมบังเกิดมี
• เมื่อความพอใจเกิด ย่อมจะเปิดทางสู่การลงมือกระทำสิ่งนั้น

:b8:

.....................................................
เมื่อคำเห็นใดมีการหัวเราะ ขำ และแนวออกขำๆ
ผมขออนุญาติไม่ยุ่ง และตอบนะครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 พ.ย. 2018, 07:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 4878

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:

อ้างคำพูด:
พวกมนุษย์จึงเรียนว่า ข้าแต่ท่านสุเมธผู้เจริญ ท่านไม่ทราบอะไร พระ-
ทศพลทีปังกรทรงบรรลุสัมโพธิญาณแล้ว ประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐ
เสด็จจาริกมาถึงนครของพวกเราแล้ว เสด็จพำนักที่สุทัสนมหาวิหาร พวกเรา
นิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นมา จึงตกแต่งทางนี้ ที่จะเป็นที่เสด็จมา
ของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าพระองค์นั้น. สุเมธดาบสคิดว่า แม้เพียงคำประกาศ
ว่า พระพุทธเจ้า ก็หาได้ยากในโลก จะป่วยกล่าวไปไยถึงการอุบัติขึ้นแห่งพระ-

พุทธเจ้า แม้เราก็ควรจะร่วมกับมนุษย์เหล่านี้ตกแต่งทางเพื่อพระทศพลด้วย.
ท่านจึงกล่าวกะพวกมนุษย์เหล่านั้นว่า ท่านผู้เจริญ ถ้าพวกท่านตกแต่งทางนี้เพื่อ
พระพุทธเจ้า ขอจงให้โอกาสส่วนหนึ่งแก่เราบ้าง แม้เราก็จักตกแต่งทางเพื่อ
พระทศพลพร้อมกับพวกท่าน พวกเขาก็รับปากว่า ดีแล้ว ต่างรู้ว่า สุเมธ-
ดาบสมีฤทธิ์ จึงกำหนดที่ว่างซึ่งมีนํ้าเซาะให้กล่าวว่า ท่านจงแต่งที่นี้เถิด แล้ว

มอบให้ไป สุเมธดาบสยึดเอาปิติซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์คิดว่า เราสามารถ
จะตกแต่งที่ว่างนี้ด้วยฤทธิ์ได้ แต่เมื่อเราตกแต่งเช่นนี้ ใจก็จะไม่ยินดีนัก วัน
นี้เราควรจะกระทำการรับใช้ด้วยกาย ดังนี้แล้ว ขนดินมาเทลงในที่ว่างนั้น
เมื่อที่ว่างแห่งนั้นยังตกแต่งไม่เสร็จเลย พระทศพลทีปังกร มีพระขีณาสพผู้ได้.
อภิญญา ๖ มีอานุภาพมาก สี่แสนรูปห้อมล้อม เมื่อเหล่าเทวดาบูชาอยู่ด้วยของ

หอมและดอกไม้ทิพย์ เมื่อสังคีตบรรเลงอยู่ เมื่อเหล่ามนุษย์บูชาอยู่ด้วยของ
หอมและดอกไม้ เสด็จเยื้องกรายบนพื้นมโนสิลา ด้วยพระพุทธลีลาอันหาที่สุดมิ
ได้ ประดุจราชสีห์ เสด็จดำเนินมาสู่ทางที่ตกแต่งประดับประดาแล้วนั้น.
สุเมธดาบสลืมตาทั้งสองขึ้นมองดูพระวรกายของพระทศพลผู้เสด็จ ดำเนินมาตาม

ทางที่ตกแต่งแล้ว ซึ่งถึงความเลิศด้วยพระรูปโฉม ประดับด้วยพระมหาปุริส-
ลักษณะ ๓๒ ประการ สวยงามด้วยพระอนุพยัญชนะ ( ลักษณะส่วนประกอบ )
๘๐ ประการ แวดวงด้วยแสงสว่างมีประมาณวาหนึ่ง เปล่งพระพุทธรัศมีหนา
ทึบมีสี ๖ ประการออกมาดูประหนึ่งสายฟ้าหลายหลาก ในพื้นท้องฟ้ามีสีดุจแก้ว

มณี ฉายแสงแปลบปลาบอยู่ไปมาและเป็นคู่ ๆ กัน จึงคิดว่า วันนี้เราควร
กระทำการบริจาคชีวิตแด่พระทศพล เพราะฉะนั้น ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่า
ได้ทรงเหยียบเปือกตม แต่จงทรงยํ่าหลังของเรา เสด็จพร้อมกับพระขีณาสพ
สี่แสนเหมือนทรงเหยียบสะพานแก้วมณีเถิด ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อ
ความสุขแก่เราตลอดกาลนาน ดังนี้แล้วแก้ผมออก ลาดหนังเสือ ชฎาและผ้า

เปลือกไม้วางลงบนเปือกตม ซึ่งมีสีดำ อนบนหลังเปือกตมเหมือนสะพานแผ่น
แก้วมณี เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า

พวกมนุษย์เหล่านั้น ถูกเราถามแล้วยืนยันว่า
พระพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยมเป็นพระชินะเป็นพระโลกนายก
ทรงพระนามว่า ทีปังกร เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก
พวกเขาแล้วถางถนนหนทางเพื่อพระองค์ ปิติเกิดขึ้น
แล้วแก่เราทันใดเพราะได้ฟังคำว่า พุทโธ เราเมื่อกล่าว
อยู่ว่า พุทโธ พุทโธ ก็ได้เสวยโสมนัสแล้ว เรายืน

อยู่ในที่นั้นยินดี มีใจเกิดความสังเวชจึงคิดว่า เราจัก
ปลูกพืชไว้ในที่นั้น ขณะอย่าได้ล่วงเลยเราไปเสียเปล่า
ถ้าพวกท่านจะแผ้วถางหนทางเพื่อพระพุทธเจ้า ก็จง
ให้ที่ว่างแห่งหนึ่งแก่เรา แม้เราก็จักแผ้วถาง ถนนหน
ทาง ทีนั้นพวกเขาได้ให้ที่ว่างแก่เราเพื่อจะแผ้วถางทาง.

เวลานั้นเรากำลังคิดอยู่ว่า พุทโธ พุทโธ แผ้ว
ถางทาง เมื่อที่ว่างของเราทำไม่เสร็จ พระมหามุนี
ทีปังกรผู้เป็นพระชินเจ้า พร้อมกับพระขีณาสพสี่แสน
ผู้ได้อภิญญา ๖ ผู้คงที่ปราศจากมลทินเสด็จดำเนินมา
ทางนั้น การต้อนรับต่าง ๆ ก็มีขึ้น กลองมากมายก็
บรรเลงขึ้น เหล่าคนและเทวดาล้วนร่าเริง ต่างทำ

เสียงสาธุการลั่นไปทั่ว เหล่าเทวดาเห็นพวกมนุษย์และ
แม้เหล่ามนุษย์ก็เห็นเทวดา แม้ทั้งสองพวกนั้นต่าง
ประคองอัญชลีเดินตามพระตถาคตไป เหล่าเทวดาที่

• เมื่อเห็นคุณค่าในสิ่งใด ความพอใจย่อมบังเกิดมี
• เมื่อความพอใจเกิด ย่อมจะเปิดทางสู่การลงมือกระทำสิ่งนั้น

:b8:

.....................................................
เมื่อคำเห็นใดมีการหัวเราะ ขำ และแนวออกขำๆ
ผมขออนุญาติไม่ยุ่ง และตอบนะครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 พ.ย. 2018, 07:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 4878

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:

อ้างคำพูด:
เหาะมาทางอากาศก็โปรยปรายดอกมณฑารพ ดอกบัว
หลวง ดอกปาริฉัตรอันเป็นทิพย์ไปทั่วทุกทิศ เหล่าคน
ที่อยู่บนพื้นดินต่างก็ชูดอกจำปา ดอก ( สัลลชะ ) ดอก
กระทุ่ม ดอกกากะทิง ดอกบุนนาค ดอกการะเกดไปทั่ว
ทุกทิศ เราแก้ผมออก เปลื้องผ้าเปลือกไม้และหนัง
เสือ ในที่นั้นลาดลงบนเปือกตมนอนควํ่าหน้า พระ-
พุทธเจ้าพร้อมด้วยศิษย์จงทรงเหยียบเราเสด็จไป อย่า
ได้เหยียบบนเปือกตมเลย ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อ
ประโยชน์แก่เรา ดังนี้.

สุเมธดาบสนั้นนอนบนหลังเปือกตมนั่นแล ลืมตาทั้งสองเห็นพระ-
พุทธสิริของพระทศพลทีปังกรจึงคิดว่า ถ้าเราพึงต้องการ ก็พึงเผากิเลสทั้งปวง
หมดแล้วเป็นพระสงฆ์นวกะเข้าไปสู่รัมมกนครได้ แต่เราไม่มีกิจด้วยการเผากิเลส
ด้วยเพศที่ใครไม่รู้จักแล้วบรรลุนิพพาน ถ้ากระไรเราพึงเป็นดังพระทศพล
ทีปังกรบรรลุพระอภิสัมโพธิญาณอย่างสูงยิ่งแล้วขึ้นสู่ธรรมนาวา ให้มหาชนข้าม

สงสารสาครได้แล้วปรินิพพานภายหลัง ข้อนี้สมควรแก่เรา ดังนี้แล้ว ต่อจาก
นั้นประมวลธรรม ๘ ประการกระทำความปรารถนาอย่างยิ่งใหญ่เพื่อความเป็น
พระพุทธเจ้าแล้วนอนลง. เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า

เมื่อเรานอนบนแผ่นดินได้มีความคิดอย่างนี้ว่า
วันนี้เราเมื่อปรารถนาอยู่ก็พึงเผากิเลสของเราได้ จะมี
ประโยชน์อะไรแก่เราเล่าด้วยการทำให้แจ้งธรรม ในที่
นี้ด้วยเพศที่ใคร ๆ ไม่รู้จัก เราบรรลุพระสัพพัญญุต-
ญาณจักเป็นพระพุทธเจ้าในโลกพร้อมทั้งเทวโลก จะ
มีประโยชน์อะไรแก่เราด้วยลูกผู้ชาย ผู้มีรูปร่างแข็ง
แรงนี้ข้ามฝั่งไปคนเดียว เราบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ
แล้วจักให้มนุษย์พร้อมทั้งเทวดาข้ามฝั่ง ด้วยการกระ

ทำอันยิ่งใหญ่ของเรา ด้วยลูกผู้ชายผู้มีรูปร่างแข็งแรง
นี้ เราบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว จะให้เหล่าชน
มากมายข้ามฝั่ง เราตัดกระแสน้ำคือสงสาร ทำลาย
ภพทั้งสามแล้ว ขึ้นสู่ธรรมนาวา จักให้มนุษย์พร้อม
ทั้งเทวดาข้ามฝั่ง ดังนี้.

ก็เมื่อบุคคลปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้าอยู่ ความปรารถนาที่ยิ่ง
ใหญ่จะสำเร็จได้เพราะประมวลมาซึ่งธรรม ๘ ประการ คือความเป็นมนุษย์ ๑
ความถึงพร้อมด้วยเพศ ๑ เหตุ ๑ การเห็นพระศาสดา ๑ การบรรพชา ๑ การ
สมบูรณ์ด้วยคุณ ๑ การกระทำยิ่งใหญ่ ๑ ความพอใจ ๑.

จริงอยู่ เมื่อบุคคลดำรงอยู่ในภาวะแห่งความเป็นมนุษย์นั่นแหละ
ปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า ความปรารถนาย่อมสำเร็จ ความปรารถนา
ของนาค ครุฑหรือเทวดาหาสำเร็จไม่ แม้ในภาวะแห่งความเป็นมนุษย์เมื่อเขา
ดำรงอยู่ในเพศบุรุษเท่านั้นความปรารถนาจึงจะสำเร็จ ความปรารถนาของหญิง
หรือบัณเฑาะก์กระเทยและอุภโตพยัญชนก ก็หาสำเร็จไม่ แม้สำหรับบุรุษความ

ปรารถนาของผู้สมบูรณ์ด้วยเหตุที่จะบรรลุอรหัต แม้ในอัตภาพนั้นเท่านั้นจึง
จะสำเร็จได้ นอกนี้หาสำเร็จไม่ แม้สำหรับผู้ที่สมบูรณ์ด้วยเหตุถ้าเมื่อปรารถนา
ในสำนักของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ความปรารถนาจึงจะสำเร็จ เมื่อพระพุทธ-
เจ้าปรินิพพานแล้ว เมื่อปรารถนาในที่ใกล้เจดีย์หรือที่โคนต้นโพธิ์ ก็หา

• เมื่อเห็นคุณค่าในสิ่งใด ความพอใจย่อมบังเกิดมี
• เมื่อความพอใจเกิด ย่อมจะเปิดทางสู่การลงมือกระทำสิ่งนั้น

:b8:

.....................................................
เมื่อคำเห็นใดมีการหัวเราะ ขำ และแนวออกขำๆ
ผมขออนุญาติไม่ยุ่ง และตอบนะครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 พ.ย. 2018, 07:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 4878

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:

อ้างคำพูด:
สำเร็จไม่ แม้เมื่อปรารถนาในสำนักของพระพุทธเจ้า ความปรารถนาของผู้ที่
ดำรงอยู่ในเพศบรรพชิตเท่านั้นจึงจะสำเร็จ ผู้ที่ดำรงอยู่ในเพศคฤหัสถ์หาสำเร็จ
ไม่ แม้ผู้เป็นบรรพชิต ความปรารถนาของผู้ที่ได้อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘
เท่านั้นจึงจะสำเร็จ ผู้ที่เว้นจากคุณสมบัตินี้ นอกนี้หาสำเร็จไม่ แม้ผู้ที่สมบูรณ์
ด้วยคุณแล้วก็ตาม ความปรารถนาของผู้ที่ได้กระทำการบริจาคชีวิตของตนแด่
พระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยการกระทำอันยิ่งใหญ่นี้เท่านั้น จึงจะสำเร็จ

ของคนนอกนี้หาสำเร็จไม่ แม้ผู้ที่จะสมบูรณ์ด้วยการกระทำอันยิ่งใหญ่แล้วยัง
จะต้องมีฉันทะอันใหญ่หลวง อุตสาหะ ความพยายามและการแสวงหาอันใหญ่
เพื่อประโยชน์แก่ธรรมที่กระทำให้เป็นพระพุทธเจ้าอีก ความปรารถนาจึงจะ
สำเร็จ คนอื่นนอกจากนี้หาสำเร็จไม่.

ในข้อที่ฉันทะจะต้องยิ่งใหญ่นั้น มีข้ออุปมาดังต่อไปนี้. ก็ถ้าจะพึงเป็น
ไปอย่างนี้ว่า ผู้ใดสามารถที่จะใช้กำลังแขนของตนข้ามห้วงแห่งจักรวาลทั้งสิ้น
ที่เป็นนํ้าผืนเดียวกันหมดแล้วถึงฝั่งได้ ผู้นั้นย่อมบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้า
ได้ หรือว่า ผู้ใดเดินด้วยเท้าสามารถที่จะเหยียบยํ่าห้วงแห่งจักรวาลทั้งสิ้นที่
ปกคลุมด้วยกอไผ่แล้วถึงฝั่งได้ ผู้นั้นย่อมบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าได้ หรือ

ว่าผู้ใดปักดาบทั้งหลายลงแล้วเอาเท้าเหยียบห้วงแห่งจักรวาลทั้งสิ้นซึ่งเต็มไป
ด้วยฝักดาบสามารถที่จะถึงฝั่งได้ ผู้นั้นย่อมบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าได้
หรือว่าผู้ใดเอาเท้าย่ำห้วงแห่งจักรวาลทั้งสิ้น ซึ่งเต็มไปด้วยถ่านมีเปลวเพลิง
ลุกโชติช่วงสามารถที่จะถึงฝั่งได้ ผู้นั้นย่อมได้บรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าได้.
ผู้ใดไม่สำคัญเหตุเหล่านั้นแม้เหตุหนึ่งว่าเป็นของที่ตนทำได้ยาก คิดแต่ว่าเราจัก

ข้ามหรือไปถือเอาซึ่งฝั่งข้างหนึ่งจนได้ ดังนี้ เขาผู้นั้นจัดว่าเป็นผู้ประกอบด้วย
ฉันทะอุตสาหะความพยายามและการแสวงหาอันใหญ่ ความปรารถนาของเขา
ย่อมสำเร็จ คนนอกนี้หาสำเร็จไม่. ก็สุเมธดาบสแม้จะประมวลธรรมทั้ง ๘
ประการเหล่านี้ได้แล้ว ยังกระทำความปรารถนาอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อความเป็น
พระพุทธเจ้าแล้วนอนลง. ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกรเสด็จ

มาประทับยืนที่เบื้องศีรษะของสุเมธดาบส ทรงลืมพระเนตรทั้งสองอันสมบูรณ์
ด้วยประสาทมีวรรณะ ๕ ชนิด ประหนึ่งว่า เปิดอยู่ซึ่งสีหบัญชรแก้วมณี ทอด
พระเนตรเห็นสุเมธดาบสนอนบนหลังเปือกตมทรงดำริว่า ดาบสนี้กระทำความ
ปรารถนาอย่างยิ่งใหญ่เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า ความปรารถนาของเขาจักสำเร็จ
หรือไม่หนอ ทรงส่งพระอนาคตังสญาณใคร่ครวญอยู่ ทรงทราบว่า ล่วงสี่อสง

ไขยยิ่งด้วยแสนกัปนับแต่นี้ เขาจักได้เป็นพระพุทธเจ้านามว่าโคดม ยังประทับ
ยืนอยู่นั่นแหละทรงพยากรณ์แล้วด้วยตรัสว่า พวกท่านจงดูดาบสผู้มีตบะสูงนี้ ซึ่ง
นอนอยู่บนหลังเปือกตม. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่าเห็นแล้วพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า
ดาบสนี้กระทำความปรารถนายิ่งใหญ่ เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า นอนแล้ว
ุความปรารถนาของเขาจักสำเร็จ ในที่สุดแห่งสี่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัปนับแต่นี้

เขาจักได้เป็นพระพุทธเจ้านามว่าโคดม ก็ในอัตภาพนั้นของเขา นครนามว่า
กบิลพัสดุ์จักเป็นที่อยู่อาศัย พระเทวีทรงพระนามว่ามายาเป็นพระมารดา พระ-
ราชาทรงพระนามว่าสุทโธทนะเป็นพระราชบิดา พระเถระชื่ออุปติสสะเป็น
อัครสาวก พระเถระชื่อโกลิตะเป็นอัครสาวกที่สอง พุทธอุปฐากชื่ออานนท์ พระ
เถรีนามว่าเขมาเป็นอัครสาวิกา พระเถรีนามว่าอุบลวรรณาเป็นอัครสาวิกาที่สอง

เขามีญาณแก่กล้าแล้ว ออกมหาภิเนษกรมณ์ ตั้งความเพียรอย่างใหญ่ รับข้าว
ปายาสที่โคนต้นไทร เสวยที่ฝั่งแม่นํ้าเนรัญชรา ขึ้นสู่โพธิมณฑลจักตรัสรู้ที่
โคนต้นอัสสัตถพฤกษ์ ดังนี้ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า

พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ทีปังกร ผู้ทรงรู้แจ้ง
ซึ่งโลก ผู้ทรงรับเครื่องบูชา ประทับยืน ณ เบื้องศีรษะ
ได้ตรัสคำนี้กะเราว่า พวกท่านจงดูดาบสผู้เป็นชฏิลผู้มี
ตบะสูงนี้ เขาจักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลกในกัปที่นับ
ไม่ถ้วนแต่กัปนี้ เขาเป็นตถาคตจะออกจากนครชื่อ

กบิลพัสดุ์ อันน่ารื่นรมย์ ตั้งความเพียร กระทำทุกร-
กิริยา นั่งที่โคนต้นอชปาลนิโครธประคองข้าวปายาส
ไปยังแม่นํ้าเนรัญชราในที่นั้น พระชินเจ้าพระองค์นั้น
ทรงถือข้าวปายาสไปที่ฝั่งแม่นํ้าเนรัญชรา เสด็จถึงโคน
ต้นโพธิ์โดยทางที่เขาแต่งไว้ดีแล้ว ลำดับนั้นพระสัม-
พุทธเจ้าผู้ทรงมีพระยศใหญ่มิมีใครยิ่งกว่ากระทำประ-

ทักษิณโพธิมณฑลแล้ว จักตรัสรู้ที่โคนต้นโพธิ์ พระ-
มารดาผู้เป็นชนนีของเขาจักมีนามว่า มายา พระบิดาจัก
มีนามว่า สุทโธทนะ เขาจักมีนามว่า โคดม พระโกลิตะ
และอุปติสสะจักเป็นอัครสาวก ผู้หาอาสวะมิได้ปราศ
จากราคะแถ้ว มีจิตอันสงบตั้งมั่น. อุปฐากนามว่า
อานนท์จักเป็นอุปฐากพระชินเจ้านั้น. นางเขมาและ

นางอุบลวรรณาจักเป็นอัครสาวิกา ผู้หาอาสวะมิได้
ปราศราคะแล้ว มีจิตสงบตั้งมั่น. ต้นไม้ที่ตรัสรู้ของ
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น จักเรียกกันว่า อัสสัตถพฤกษ์
ดังนี้.

• เมื่อเห็นคุณค่าในสิ่งใด ความพอใจย่อมบังเกิดมี
• เมื่อความพอใจเกิด ย่อมจะเปิดทางสู่การลงมือกระทำสิ่งนั้น

:b8:

.....................................................
เมื่อคำเห็นใดมีการหัวเราะ ขำ และแนวออกขำๆ
ผมขออนุญาติไม่ยุ่ง และตอบนะครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 พ.ย. 2018, 07:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 4878

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:

อ้างคำพูด:
สุเมธดาบสได้บังเกิดโสมนัสว่า นัยว่าความปรารถนาของเราจักสำเร็จ
ดังนี้ มหาชนได้ฟังพระดำรัสของพระทศพลทีปังกรแล้วต่างได้พากันร่าเริงยินดี
ว่า นัยว่าสุเมธดาบสเป็นพืชแห่งพระพุทธเจ้า เป็นหน่อแห่งพระพุทธเจ้าและ
พวกเขาเหล่านั้นก็ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ธรรมดาว่าบุรุษเมื่อจะข้ามแม่นํ้า ไม่
สามารถข้ามโดยท่าโดยตรงได้ ย่อมข้ามโดยท่าข้างใต้ฉันใด แม้พวกเราก็
ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อไม่ได้มรรคและผลในศาสนาของพระทศพลทีปังกร ใน

กาลใดในอนาคตท่านจักเป็นพระพุทธเจ้า ในกาลนั้นพวกเราพึงสามารถกระทำ
ให้แจ้งซึ่งมรรคและผลในที่ต่อหน้าของท่านดังนี้ ต่างพากันตั้งความปรารถนาไว้.
แม้พระทศพลทีปังกรทรงสรรเสริญพระโพธิสัตว์ ทรงบูชาด้วยดอกไม้ ๘ กำมือ
ทรงกระทำประทักษิณแล้วเสด็จหลีกไป แม้พระขีณาสพนับได้สี่แสนต่างก็พา
กันบุชาพระโพธิสัตว์ ด้วยของหอมและพวงดอกไม้ กระทำประทักษิณแล้ว
หลีกไป พระโพธิสัตว์ลุกขึ้นจากที่นอนในเวลาที่คนทั้งปวงหลีกไปแล้วคิดว่า

เราจักตรวจตราดูบารมีทั้งหลาย ดังนี้ จึงนั่งขัดสมาธิบนที่สุดของกองดอกไม้
เมื่อพระโพธิสัตว์นั่งแล้วอย่างนี้ เทวดาในหมื่นจักรวาลทั้งสิ้นได้ให้สาธุการ
กล่าวว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าสุเมธดาบส ในเวลาที่พระโพธิสัตว์เก่าก่อนทั้งหลาย
นั่งขัดสมาธิด้วยคิดว่า เราจักตรวจตราบารมีทั้งหลาย ชื่อว่าบุรพนิมิตเหล่าใด

จะปรากฏ บุรพนิมิตเหล่านั้นแม้ทั้งหมดปรากฏแจ่มแจ้งแล้วในวันนี้ ท่าน
จักเป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย พวกเราก็รู้ข้อนั้น นิมิตเหล่านี้ปรากฎ
แก่ผู้ใด ผู้นั้นจะเป็นพระพุทธเจ้าโดยส่วนเดียว ท่านจงประคองความเพียร
ของตนให้มั่นดังนี้ กล่าวสรรเสริญพระโพธิสัตว์ ด้วยคำสรรเสริญนานาประการ.
เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า

คนและเทวดาได้ฟังคำนี้ ของพระพุทธเจ้าผู้หา
ผู้เสมอมิได้ ผู้ทรงแสวงหาคุณใหญ่ ต่างยินดีว่าดาบส
นี้เป็นพืชและเป็นหน่อพระพุทธเจ้า เสียงโห่ร้องดัง
ลั่นไป มนุษย์พร้อมเทวดาในหมื่นโลกธาตุต่างปรบมือ
หัวเราะร่า ต่างประคองอัญชลีนมัสการ ถ้าพวกเรา
จักพลาดศาสนาของพระโลกนาถ ก็จักอยู่เฉพาะหน้า

ท่านผู้นี้ในกาลไกลในอนาคต มนุษย์เมื่อจะข้ามฝั่ง
พลาดท่าที่ตั้งอยู่เฉพาะหน้าก็จะถือเอาท่าข้างใต้ข้ามแม่-
นํ้าใหญ่ต่อไปได้ฉันใด พวกเราแม้ทั้งหมดก็ฉันนั้น
เหมือนกัน ถ้าพ้นพระชินเจ้านี้ไปก็จักอยู่เฉพาะหน้า
ท่านผู้นี้ในกาลไกลในอนาคต พระพุทธเจ้าทรงพระ-
นามว่า ทีปังกร ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้ทรงรับเครื่องบูชา

ทรงกำหนดกรรมของเราไว้แล้ว จึงทรงยกพระบาท
เบื้องขวาเสด็จไป พระสาวกผู้เป็นพระชินบุตรเหล่า
ใดได้มีอยู่ในที่นั้น เหล่านั้นทั้งหมดได้ทำประทักษิณ
เรา. คน นาค คนธรรพ์ ต่างก็กราบไหว้แล้วหลีกไป
เมื่อพระโลกนายกพร้อมด้วยพระสงฆ์ล่วงทัศนวิสัย
ของเราแล้ว มีจิตยินดีและร่าเริง เราจึงลุกขึ้นจาก
อาสนะในบัดนั้น ครั้งนั้นเราสบายใจด้วยความสุข

• เมื่อเห็นคุณค่าในสิ่งใด ความพอใจย่อมบังเกิดมี
• เมื่อความพอใจเกิด ย่อมจะเปิดทางสู่การลงมือกระทำสิ่งนั้น

:b8:

.....................................................
เมื่อคำเห็นใดมีการหัวเราะ ขำ และแนวออกขำๆ
ผมขออนุญาติไม่ยุ่ง และตอบนะครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 พ.ย. 2018, 12:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 16 พ.ย. 2007, 16:58
โพสต์: 4878

แนวปฏิบัติ: พุทธานุสติ
งานอดิเรก: ทำหลายอย่างแต่ตอนนี้ไฟฟ้า
สิ่งที่ชื่นชอบ: ปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม และแบ่งปันต่อไป
อายุ: 0
ที่อยู่: จาก ลาว ครับ

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:

สามสี่วันที่ผ่านมาละทิ้งหน้าที่ในการอ่านอรรถกถา ถึงอ่าน
ก็ไม่เต็มที วันนี้เริ่มจะเข้ากลับสู่ทีอีกครั้งนึง สิ่งที่ตั้งใจไว้ของ
ผมนั้นก็คือ อ่านพระไตรปิฏกให้จบ หากลมหายใจยังไม่ดับลง
เสียก่อน ขณะนีผมก็อ่านถึงชุดที่ ๒ และใกล้จะจบแล้ว การอ่าน
หนังสือสมัยเมื่อตอนยังเรียนอยู่ผมอ่านหนังสือไม่เอาไหนเสียเลย
อ่านแค่ ๒ สามหน้ากระดาษก็ง่วงเสียแล้ว แต่ปัจจุบันนั่งอ่านหน้า
คอมได้เป็นชั่วโมง ๒ ชั่วโมงก็มีครับ ขอต่อเลยนะครับ ว่างๆก็จะ
พิมพ์แทรกเข้าไปครับ

:b8:

.....................................................
เมื่อคำเห็นใดมีการหัวเราะ ขำ และแนวออกขำๆ
ผมขออนุญาติไม่ยุ่ง และตอบนะครับ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1298 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4, 5 ... 87  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร