วันเวลาปัจจุบัน 21 ก.พ. 2019, 22:31  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านนิทาน จากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=5



กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ธ.ค. 2013, 13:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ต.ค. 2013, 19:15
โพสต์: 109

แนวปฏิบัติ: มีสติทุกอริยาบท
งานอดิเรก: ปฎิบัติธรรม ฟังธรรม
สิ่งที่ชื่นชอบ: ความไม่ประมาท
ชื่อเล่น: ธรรม
อายุ: 0
ที่อยู่: วัฎฎะสงสาร

 ข้อมูลส่วนตัว www


ในสมัยพุทธกาล ยังมีบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งในอดีตชาติเคยตั้งความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ในสาวกบารมีญาน แต่ด้วยความไม่เที่ยงแท้ในวัฏสงสาร ในชาตินี้เขาจึงได้มาเกิดในตระกูลพรานไพร ณ โรหนชนบทครั้นเมื่อเติบใหญ่ก็มีอาชีพเจริญรอยตามตระกูลของตน

วันหนึ่งเจ้าพรานไพรใจเหี้ยมต้องการเดินทางเข้าป่าเพื่อล่าเนื้อสัตว์ เพื่อเอาไว้เป็นอาหารที่เหลือกะเอาไว้เร่ขายเพื่อเอาเงินมาเลี้ยงดูบุตรและภรรยา บังเอิญให้เดินทางลึกไปไกลเกินกว่าที่ตนเคยไป เที่ยวไล่ฆ่าเก้ง กวาง จนเป็นที่พอแก่ความต้องการแล้วจึงหาบกลับบ้าน

ครั้นพอหิวขึ้นมาก็ถลกหนังเนื้อนั้นนำไปย่างกินจนอิ่มหนำสำราญ แล้วก็เที่ยวล่าสัตว์ต่อไป เวลาบ่ายร้อนจัดเกิดกระหายน้ำขึ้นมา จึงแวะไปที่วัดป่าแห่งหนึ่งนามว่า คเมณฑวาสีมหาวิหาร แลเห็นหม้อน้ำตั้งเรียงรายกันประมาณ ๑๐ หม้อ อารามที่กำลังกระหายก็ให้ดีใจนัก หมายใจว่าจักดื่มกินน้ำเสียให้เต็มอิ่มจึงตรงรี่เข้าไปแล้วเปิดหม้อน้ำทันใด ปรากฏหม้อแห้งผากไม่มีน้ำแม้แต่หยดเดียว จึงเปิดหม้อต่อๆไป ทุกหม้อล้วนแต่ว่างเปล่าไม่มีน้ำให้เห็นเลย เจ้าพรานใจโหดจึงตะโกนขึ้นด้วยความโมโหโกรธายิ่งนักว่า

"เว้ย! เฮ้ย...พระสมณหัวโล้น ใครอยู่ที่นี่บ้างช่างเกียจคร้านกันเสียเต็มประดา บริโภคอาหารของชาวบ้านแล้วพากันหลับนอนสบายใจ อยู่กันมากมายก่ายกองเต็มวัดเต็มวา ดูรึ! ปล่อยให้น้ำท่าแห้งตุ่มจะตักน้ำใส่ตุ่มไว้บ้างก็ไม่มีปัญญาทำกัน ช่างกระไร จึงพากันชั่วชาติเห็นปานนี้"

ขณะนั้น พระมหาปิณฑปาติกติสสเถรเจ้า ซึ่งเป็นอธิบดีสงฆ์ในมหาวิหารนั้น ท่านกำลังพักผ่อนหลบความร้อนอยู่ภายในกุฎีที่อาศัย หาได้หลับใหลตามที่เจ้าพรานใจบาปว่าเอาเองก็หาไม่ พอได้ยินเสียงตะโกนกร่นด่าดังนั้นก็ให้รู้สึกแปลกใจเป็นยิ่งนัก เพราะเมื่อสักครู่ท่านก็เห็นพระภิกษุสามเณรพากันหาบน้ำมาใส่หม้อจนเต็มทุกหม้อ เหตุไฉนเจ้าพรานป่าจึงได้ว่าเช่นนั้น จึงลุกขึ้นมาดูที่หม้อน้ำ พลางชี้มือแล้วกล่าวเชื้อเชิญว่า

"นี่อย่างไรเล่าน้ำเชิญเจ้าดื่มให้เย็นใจเถิด"

"น้ำท่าที่ไหนกัน ชี้มือส่งเดชไปได้ ไม่เห็นมีน้ำสักหน่อย จะให้ดื่มอะไร" เจ้าพรานป่าสวนทันควัน

"เอ๊ะ..! เจ้านี่อย่างไรกัน ก็น้ำมีออกเต็มปรี่ทุกหม้อ เจ้าเป็นคนตาบอดหรือไรเล่า...จึงได้มองไม่เห็นน้ำ"

"พระสมณะ ท่านจะมาโกหกเราเพื่อเอาประโยชน์อะไร ไม่มีน้ำแท้ ๆ แต่กลับมาบอกว่ามี ตัวเป็นสมณะแท้ๆ กลับมาพูดโกหกเอาซึ่ง ๆ หน้า ประพฤติอย่างนี้ไม่ดีรู้ไหมเล่า"

พระมหาปิณฑปาติกติสสเถรเจ้าได้ฟังดังนั้น ก็พิจารณาดูสกลกายอันพะรุงพะรังของมันตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ท่านก็ทราบทันทีว่าเป็นอกุศลกรรมที่ทำให้เจ้าพรานป่าผู้มีความกระหายน้ำเป็นหนักหนามองไม่เห็นน้ำซึ่งมีอยู่เต็มทุกหม้อ จึงได้ไถ่ถามประวัติความเป็นมาของมันว่า"เจ้าเป็นใคร มาที่นี่ทำไม ?
"

"ข้าพเจ้าเป็นคนธรรมดา เคหสถานบ้านเกิดอยู่ที่โรหนชนบท มีอาชีพเป็นพรานไพร วันนี้ฆ่าสัตว์ได้มากมายตั้งใจว่าจะกลับบ้าน แต่เกิดกระหายน้ำจนคอแห้งผาก จึงบุกบั่นมาถึงที่นี่ แล้วก็ได้พบกับท่านซึ่งเป็นคนโกหกพอดี"

"อ้อ...! อย่างนี้นี่เล่า เราเป็นสมณะ จะมาโกหกเจ้าให้ศีลของเราวิบัติทำไม อันที่จริงน้ำใสเย็นเพิ่ง

ตักมาจากลำธารมีอยู่เต็มปรี่ทุกหม้อ แต่การที่เจ้าไม่เห็น เป็นเพราะอะไรเจ้ารู้หรือไม่เล่า มิใช่อื่นไกล เป็นเพราะอกุศลกรรมในบาปอันหยาบช้าของเจ้าเอง ซึ่งเกิดจากการที่เจ้าฆ่าสัตว์มามากมายนั่นเองบันดาลให้เป็นไป รู้ตัวหรือไม่เล่าว่า บัดนี้ เจ้าน่ะกลายเป็นสัตว์เปรตไปเสียแล้ว เป็นเปรตทั้ง ๆ ที่ยังมีชีวิตเป็นคนอยู่เราจะพิสูจน์ให้ดูว่าน้ำในหม้อเหล่านี้มีหรือไม่มี" ว่าดังนี้แล้ว พระเถรเจ้าก็ตักน้ำจากหม้อมาราดลงที่มือและเท้าของเขาทันที

"เกล้ากระผมเชื่อแล้วว่ามีน้ำในหม้อจริง ข้าแต่พระคุณเจ้า..! ขอได้โปรดอนุเคราะห์ให้เกล้ากระผมผู้กำลังกระหายได้ดื่มน้ำนี้ด้วยเถิด เจ้าข้า "

เมื่อพระมหาเถรเจ้าได้ฟังดังนั้นก็ตักน้ำส่งให้เจ้าคนบาปนั้นดื่ม จนพอแก่ความต้องการแล้วจึงให้โอวาทว่า

"ดูกรเจ้าผู้มีบาปหนา! เจ้าสำนึกตัวแล้วหรือยังว่าบาปกรรมที่เจ้าทำไว้นั้น มีโทษมหันต์ทารุณร้ายกาจอย่างไร ในชาตินี้ยังสามารถบันดาลให้เจ้ามีสภาพเป็นเหมือนเปรตอสุรกายทันตาเห็นเป็นที่ประจักษ์เช่นนี้ ในชาติต่อไป บาปกรรมนั้นจักพลันให้วิบากอันทารุณร้ายกาจเพียงใด เจ้าจงตรองดูให้ดีเถิด

พรานป่าเมื่อได้ฟังโอวาทของพระมหาเถระว่าดังนั้น ก็พลันได้สติสำนึกว่า

"เพียงภพนี้ยังได้รับผลแห่งอกุศลกรรมปานนี้ สืบไปในอนาคตโลกหน้าเล่าคงจักได้ผลทารุณร้ายกาจสุดที่จักนับประมาณได้"

เมื่อคิดได้เช่นนั้นแล้วก็ยกมือไหว้พระมหาเถระรีบเดินทางกลับบ้าน แจ้งความประสงค์แก่ภรรยาและบุตรว่าจักขอลาไปบวช แล้วขนเอาเครื่องมือที่ใช้เพื่อการล่าสัตว์ไปเผาทิ้งเสียจนสิ้น แล้วรีบเดินทางกลับไปสู่คเมณฑวาสีมหาวิหาร ขอเข้าพบท่านพระมหาปิณฑปาติกติสสเถรเจ้าผู้ให้สติแก่ตนและขอบรรพชาอุปสมบท

และได้นามว่า "พระมาลกติสสะ" เมื่อบวชเรียนใหม่ก็มีความตั้งใจเล่าเรียนศึกษาพระพุทธวจนะเป็นอย่างดี วันหนึ่งเมื่อพระอุปัชฌาย์สอนถึงพระบาลีเทวทูตสูตร ตอนที่มีข้อความว่า

ดูกรเธอผู้เห็นภัยในวัฏสงสารทั้งหลาย! นายนิรยบาลทั้งหลาย ย่อมพากันจับสัตว์นรกซึ่งมีกรรมอันเป็นบาปหยาบช้าลามกนั้นโยนทุ่มลงไปในมหานรกอีกครั้งหนึ่ง

พระมาลกติสสะ ก็ให้มีใจหวาดหวั่นเป็นยิ่งนัก จึงกราบเรียนท่านพระอุปัชฌาย์ขึ้นกลางคันว่า

"ข้าแต่พระเดชพระคุณ! อกุศลกรรมให้โทษทุกข์ถึงเพียงนี้ทีเดียวหรือ อโห...มหานรกนี้เป็นแดนชั่วร้ายที่มีภัยร้ายกาจน่าเกรงกลัวนัก อะไรก็ไม่น่ากลัวเท่ากับการที่จะต้องถูกไฟในมหานรกนั้นแผดเผาอยู่เนืองนิตย์ กายแลจิตของสัตว์นรกเหล่านั้นคงได้รับความเร่าร้อนกระสับกระส่ายอย่างมากมายบอกไม่ถูกทีเดียว ว่าแต่มหานรกมีไฟอันร้ายแรงเช่นนั้นจริงหรือ หากมีจริงแล้วทำไมจึงไม่มีใครเคยเห็นเล่าท่านพระอาจารย์"

"เอ๊ะ..ทำไมท่านจึงคิดเช่นนั้น พระบาลีซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์แห่งองค์สมเด็จพระชินสีห์สัมมาสัมพุทธเจ้าแห่งเรา สิ่งนั้นย่อมมีปรากฏอยู่จริง ถ้าเธออยากรู้อยากเห็นจะเป็นไรไปเล่า เธอจงไปเรียกสามเณรทั้งหลายให้ช่วยกันหากิ่งไม้ในป่า แล้วเอามาสุมกองไว้บนหินดาดกองใหญ่ ได้กิ่งไม้สด ๆ ทั้งหมดยิ่งดี อย่าช้า ประเดี๋ยวเธอจะได้รู้ว่ามหานรกและไฟอันร้ายแรงในมหานรกนั้นมีหรือไม่มี"

เมื่อถูกพระอุปัชฌาย์ที่เคารพรุกรานเอาเช่นนี้ พระมาลกติสสะก็ให้มีจิตคิดหวาดเกรงและเสียใจ รีบลุกขึ้นกราบลาไปทำตามคำสั่งทันที เมื่อเสร็จแล้วก็เข้าไปกราบเรียนพระอาจารย์ ท่านพระมหาปิณฑปาติกติสสะองค์อรหันต์ผู้ทรงฌานอภิญญา ก็เดินมุ่งหน้าไปที่กองไม้ใหญ่นั้นและนั่งลงใกล้ ๆ แล้วเข้าฌานอภิญญา สำรวมจิตให้แผ่นปฐพีบันดาลแยกออกเป็นสองภาค ปรากฏเป็นช่องลึกลงไปจนถึงที่ตั้งมหานรกขุมใหญ่ สามารถแลเห็นสภาพแห่งมหานรกนั้นโดยชัดเจน

แล้วท่านก็ยื่นมือลงไปหยิบเอาไฟในมหานรกขึ้นมาหน่อยหนึ่ง ประมาณเท่าแสงหิ่งห้อยด้วยกำลังแห่งอริยฤทธิ์ แล้วก็ทิ้งลงไปบนกองไม้สดนั้นพลันเปลวเพลิงก็ติดกองไม้สดและลุกโชติช่วงอย่างรวดเร็ว ประดุจว่ากองไม้ซึ่งสดอยู่นั้นเป็นไม้แห้งกรอบอันเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี บัดเดี๋ยวกองไม้ใหญ่นั้นก็ไหม้ยับด้วยอานุภาพแห่งไฟมหานรกซึ่งมีเพียงเท่าแสงหิ่งห้อย เหตุการณ์นี้นำความอัศจรรย์ใจมาให้แก่สามเณรน้อยใหญ่และพระมาลกติสสะอดีตพรานไพร ซึ่งพากันยืนห้อมล้อมดูอยู่ในที่นั่นเป็นอันมาก

"เห็นแล้วหรือยังว่าไฟนรกนี้น่ากลัวร้ายกาจเพียงใด จงเร่งบำเพ็ญสมณธรรมซึ่งเป็นธุระในบวรพระพุทธศาสนาให้เต็มที่เถิด ผู้ที่บำเพ็ญธุระในพระบวรพุทธศาสนาจนสำเร็จเป็นพระอริยบุคคลแล้วเท่านั้น จึงจะสามารถปิดกั้นประตูมหานรกได้ คือว่าเมื่อตายไปแล้วย่อมไม่เกิดในมหานรกเช่นที่พวกเธอเห็นเมื่อสักครู่"

"ธุระในพระพุทธศาสนานี้มีเท่าไร ขอพระเดชพระคุณโปรดแจ้งให้ทราบโดยไวเถิด เกล้ากระผมยินดีจะปฏิบัติ แม้ยากลำบากแสนสาหัสเพียงใดก็จักไม่ท้อถอยเลย" พระมาลกติสสะผู้ซึ่งเคยทำบาปเอาไว้มาก เรียนถามด้วยความกลัวภัยนรกเป็นหนักหนา

"ธุระในพระศาสนาแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานี้มีอยู่ ๒ ประการ คือ

๑.คันถธุระ ได้แก่การเล่าเรียนศึกษาพระบาลีพุทธวจนะ
๒.วาสธุระ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวิปัสสนาธุระ ได้แก่การบำเพ็ญภาวนาวิปัสสนา กรรมฐาน

คันถธุระเป็นธุระขั้นบุรพภาคเบื้องต้น ไม่สามารถนำตนให้พ้นจากมหานรกได้ตลอดไป ส่วนวิปัสสนาธุระนั้นไซร้ หากพยายามปฏิบัติจนได้สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลเพียงชั้นต้นกล่าวคือได้สำเร็จเป็นพระโสดาบันอริยบุคคลเท่านั้น ก็สามารถที่จะปิดกั้นประตูจตุราบายตายไปแล้วไม่ไปเกิดในมหานรกอันน่ากลัวอีกต่อไป"

เมื่อฟังดังนั้น พระมาลกติสสะผู้เกรงกลัวในภัยของมหานรกจึงได้ตัดสินใจและกราบเรียนพระอุปัชฌาย์อาจารย์ว่า

"เกล้ากระผมขอปฏิบัติวิปัสสนาเถิด" ตั้งแต่วันรับพระกรรมฐานจากท่านพระอุปัชฌาย์เป็นต้นมา พระมาลกติสสะก็ตั้งใจบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานอย่างไม่ย่อท้อ เริ่มแรกที่ท่านทำกรรมฐาน บรรดาเนื้อสุกรและสัตว์ต่าง ๆ ที่เคยฆ่า ก็พลันมาปรากฏให้เห็นเป็นนิมิตแห่งอกุศลกรรมที่ทำไว้ ท่านก็พยายามอดทนปฏิบัติไปตามที่องค์อรหันต์พระอุปัชฌาย์สอนจนในที่สุดนิมิตร้ายทั้งหลายก็ค่อยเลือนหายไป

เมื่อท่านบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานอยู่เป็นเวลานานอย่างไม่ย่อท้อ ท่านก็มีอาการง่วงซึมอยู่ตลอดเวลา แต่ท่านก็ไม่ยอมย่อท้อทนปฏิบัติธรรมต่อไปอย่างไม่คิดชีวิต เพราะมหานรกมาเตือนให้คอยหวาดกลัวอยู่เสมอ เมื่อความง่วงเข้าครอบงำจิตท่านอีกครั้งท่านก็พลันสะดุ้งลุกขึ้นโดยไม่รอช้า คว้าผ้าผืนเก่าผืนหนึ่งใกล้มือมาถือไว้ รีบเดินมุ่งหน้าไปยังลำธาร เอาผ้าผืนนั้นชุบน้ำจนเปียกชุ่มแล้ววางไว้บนศีรษะทรุดกายนั่งลงตรงนั้น และหย่อนเท้าลงไปในลำธาร ไม่คำนึงถึงสภาพอันหนาวเย็น

ทั้งที่ในขณะนั้นเป็นฤดูหนาว แต่ก็ตั้งหน้ากำหนดในบทพระกรรมฐานต่อไป ในที่สุดท่านก็เอาชนะความง่วง จนใกล้รุ่งท่านก็ได้บรรลุพระอนาคามีผลสำเร็จเป็นพระอนาคามีอริยบุคคลในบวรพระพุทธศาสนา แล้วจึงลุกขึ้นเดินจงกรมไปมา ในไม่ช้าก็พลันได้บรรลุพระอรหัตผล สำเร็จเป็นพระอรหันต์พร้อมกับพระปฏิสัมภิทาญาณ สมตามมโนปณิธานที่ตั้งใจแต่ปางบรรพ์

ความมุ่งมั่นในการปฏิบัติธรรมบำเพ็ญวิปัสสนาสร้างบุญบารมีเท่านั้น จึงจะเป็นทางสายเดียวที่ช่วยให้เราได้หลุดพ้นจากขุมนรกทั้งหลายได้ หากแม้เราไม่ช่วยตัวเองแล้ว เมื่อถึงยามที่ต้องละจากโลกนี้ในคราที่จะต้องทำศึกชิงภพ จะมีใครที่ไหนที่จะมาช่วยเราได้นอกจากตัวของเราเองดังคำว่า

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ "ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน"

.....................................................
ขอน้อม กาย วาจา จิต บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในกาลทุกเมื่อ
ในทุกทุกขณะจิต ไม่ว่าจะระลึกได้ก็ดี ระลึกไม่ได้ก็ดี พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณังคัจฉามิ

https://www.facebook.com/Dhammalungta


แก้ไขล่าสุดโดย ปราชญ์บ้านนอก เมื่อ 21 ธ.ค. 2013, 08:54, แก้ไขแล้ว 2 ครั้ง.

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ธ.ค. 2013, 07:05 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2012, 15:32
โพสต์: 1529


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8: สาธุค่ะ คุณปราชญ์บ้านนอก


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ต.ค. 2015, 06:48 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 มิ.ย. 2011, 14:07
โพสต์: 281


 ข้อมูลส่วนตัว


onion


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร