วันเวลาปัจจุบัน 22 ต.ค. 2018, 14:18  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านนิทาน จากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=5



กลับไปยังกระทู้  [ 101 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ก.ย. 2009, 22:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5789

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: เจริญสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




.8.bmp
.8.bmp [ 150.25 KiB | เปิดดู 2952 ครั้ง ]
เรื่องที่ 50

ฝึกการรอคอย


มีชายหนุ่มคนหนึ่งไม่ว่าจะทำอะไรก็จะทำอย่างบุ่มบ่ามใจร้อนเร่งรีบ
ครั้งหนึ่งนัดกับหญิงคนรักไว้ เนื่องจากไปก่อนเวลานัด คนรักจึงยังไม่มา
เขายืนคอยอยู่ใต้ต้นไม้ถอนหายใจเฮือกๆ พลางบ่นในใจว่า “ทำไมแม้
แต่การมีนัดยังจะต้องรอคอย ทำอะไรก็ให้รู้สึกว่าไม่มีความสุข”

และเบื้องหน้าของเขาก็มีเซียนท่านหนึ่งปรากฏขึ้นมาต่อหน้าเขา พลางให้
นาฬิกาเรือนหนึ่งแก่เขา แล้วพูดว่า “เมื่อเจ้าอยากจะให้เวลาเดินเร็วขึ้น
เจ้าก็หมุนนาฬิกาให้เคลื่อนไหว แล้วเวลาจะเร็วขึ้นตามที่ต้องการ”

ชายหนุ่มคนนั้นดีใจมาก เขาหมุนนาฬิกาเร็วไปหนึ่งช่อง คนรักของเขา
ก็มาปรากฏตัวทันที เขาคิดในใจว่า “ถ้าตอนนี้แต่งงานได้ทันทีก็ดี”
เขาเลยหมุนนาฬิกาไปอีกนิด ก็ปรากฏพิธีแต่งงาน เขายืนเคียงคู่อยู่กับ
คนรัก พร้อมกับเสียงขับกล่อมของดนตรีและมีสุราอาหารพร้อมบริบูรณ์

เขาคิดต่อไปอีกว่า “ถ้าหากตอนนี้กำลังเคียงคู่อยู่ในห้องหอก็ดี”
เขาจึงหมุนนาฬิกาไปอีกนิด ในห้องหอจึงมีเพียงแต่พวกเขาสองคน
ความคิดและความหวังของเขาเกิดขึ้นไม่ยอมหยุด เขาจึงขยับนาฬิกาไป
เรื่อยๆ เมื่อได้บ้าน ก็อยากได้ลูก และพืชผลต่างเต็มท้องไร่

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ก็มาใกล้จะถึงจุดจบของชีวิต สิ่งต่างๆทีมาอย่าง
กระชั้นชิด ทำให้เขาเริ่มรู้สึกเสียใจที่เมื่อก่อนไม่ว่าจะทำอะไรก็จะทำอย่างเร่งรีบ
ไม่ได้มีจิตใจที่จะรับรู้และสัมผัสความสุขและความดีงามของช่วงชีวิต
ก็มาถึงจุดสิ้นสุดแล้วและถ้าหากสามารถย้อนวันเวลากลับไปใหม่
เขาจะต้องมีความอดทนที่จะรอคอยอะไรต่อมิอะไรได้

แต่มารู้สึกตอนนี้ ก็สายเสียแล้ว เพราะท่านเซียนพูดกับเขาแล้วว่า
นาฬิกานั้นสามารถเดินไปข้างหน้าได้อย่างเดียวจะถอยหลังไม่ได้
เขาได้แต่นอนเสียใจและร้องไห้อยู่บนเตียง

แต่แล้วเขาก็ได้เห็นคนรักของเขาปรากฏอยู่ต่อหน้าเขา หน้าตาของคนรักก็ยังสวย
และสาวเหมือนเดิม รอบๆเขาก็ยังมีเสียงนกร้องและดอกไม้บานสะพรั่งสะพรั่ง
ส่งกลิ่นหอมไปทั่ว ทั้งยังมีลูกไก่ตัวเล็กๆเดินหาหนอนอยู่ไปมา เขาดีใจจนกระโดดขึ้นมา
จับมือของคนรักไว้ พลางพูดว่า

“ที่รัก การรอคอยเจ้าเป็นความสุขอย่างหนึ่งจริงๆ”

.....................................................

ละเหตุได้ เป็นสุขในที่ทั้งปวง
ความหมดกิเลสทั้งปวงเป็นทางดับทุกข์ทั้งหลาย


มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน ( ตามความเป็นจริง )
เหตุมี ผลย่อมมี ทำสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้นแล
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ก.ย. 2009, 00:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ก.ค. 2009, 08:36
โพสต์: 532

แนวปฏิบัติ: ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ
สิ่งที่ชื่นชอบ: กรรมทีปนี , วิมุตติรัตนมาลี , ภูมิวิลาสินี
ชื่อเล่น: เจ้านาง
อายุ: 0
ที่อยู่: อยู่ในธรรม

 ข้อมูลส่วนตัว


:b16: ได้ข้อคิดดีๆ ทุกเรื่องเลยค่ะ :b16:
:b8: อนุโมทนานะคะ :b8:

:b18: :b18: :b18: :b18: :b18:
:b41: :b41: :b41: :b41: :b41:

.....................................................
...รู้จักทำ รู้จักคิด รู้ด้วยจิต รู้ด้วยศรัทธา...
..................ศรัทธาธรรม..................


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 พ.ย. 2009, 20:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5789

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: เจริญสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




zen50.gif
zen50.gif [ 72.98 KiB | เปิดดู 2920 ครั้ง ]
เรื่องที่ 51

เหมือนลาหรือเหมือนพระ

กวงเหยิ่งเป็นคนฉลาดหลักแหลม ชอบอ่านหนังสือและบทกลอน
แม้จะเป็นฆราวาส แต่ก็ใฝ่ธรรมะ และชอบปฏิบัติธรรม

วันหนึ่งได้ไปเยี่ยมคารวะพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังท่านหนึ่ง
พระอาจารย์เห็นกวงเหยิ่งมาจึงถามว่า “เจ้ามาที่นี่ทำไม?”
“มาเยี่ยมคารวะและถามไถ่ทุกข์สุข” กวงเหยิ่งตอบ
“ในเมื่อเจ้ามาถามทุกข์สุขอาจารย์ เจ้าเห็นอาจารย์หรือเปล่า?”
“ เห็นซี “ กวงเหยิ่งตอบ
“เจ้าเห็นอาจารย์เหมือน “ลา” หรือเปล่า?”
กวงเหยิ่งตอบว่า “ไม่เหมือนทั้งลา แต่ว่า ก็ไม่เหมือนพระ”
“เมื่อไม่เหมือนลา และไม่เหมือนพระ แล้วจะเหมือนอะไร?”

กวงเหยิ่งย้อนกลับไปว่า “ทำไมถึงจะต้องให้เหมือนอะไรสักอย่าง?
ถึงจะเหมือนลาหรือเหมือนพระ แล้วจะแตกต่างกันอย่างไร?
ถ้าอยากจะเหมือนอะไร คิดเอาเองแล้วกันว่าจะให้เหมือนอะไร”

พระอาจารย์ฟังแล้วรู้สึกทึ่ง คิดว่าเจ้าหมอนี่ไม่ธรรมดา แม้ว่าจะเป็นแค่
ฆราวาส แต่สามารถเข้าถึงหลักธรรมที่ลึกๆได้
ตามปกติเคยใช้คำถามเหล่านี้กับคนทั่วไป หลายสิบปีที่ผ่านไป ไม่มีใคร
ตอบคำถามได้เป็นที่น่าพอใจอย่างนี้ มีแต่เจ้าหมอนี้เท่านั้นที่ตอบได้
ครบถ้วนที่สุด คนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ

“อาจารย์ใช้คำถามนี้ถามคนมายี่สิบกว่าปีแล้ว แต่ไม่มีใครผ่านด่านนี้
ไปได้ มีแต่เจ้าเท่านั้นที่ตอบได้ หายากจริงๆ เจ้าต้องขยันฝึกให้
ต่อเนื่องสม่ำเสมอ รักษาความความคิดที่ไม่มีทั้งปุถุชนหรืออริยชนไว้

.....................................................

ละเหตุได้ เป็นสุขในที่ทั้งปวง
ความหมดกิเลสทั้งปวงเป็นทางดับทุกข์ทั้งหลาย


มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน ( ตามความเป็นจริง )
เหตุมี ผลย่อมมี ทำสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้นแล
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 พ.ย. 2009, 18:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5789

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: เจริญสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




1136648235.jpg
1136648235.jpg [ 55.85 KiB | เปิดดู 2912 ครั้ง ]
ตอนที่ 52

บทเรียนบทสุดท้ายของพระอาจารย์


ขณะที่เหล่าลูกศิษย์ที่กำลังรายล้อมพระอาจารย์ เพื่อรอพระอาจารย์พูดถึงเรื่อง
ชีวิตและจักรวาลอันลึกล้ำ พระอาจารย์ได้แต่หลับตานิ่งๆไม่พูดอะไร
แต่อยู่ๆก็ถามขึ้นว่า “ทำอย่างไรถึงจะกำจัดต้นหญ้าที่ขึ้นอยู่ตามที่รกร้างนั้นได้”
ลูกศิษย์รู้สึกผิดคาดที่นึกไม่ถึงว่าพระอาจารย์ทำไมถึงถามเรื่องง่ายๆอย่างนี้

ลูกศิษย์บางกลุ่มตอบว่า “ใช้ไฟเผาให้หมด”
บางกลุ่มก็ตอบว่า “ใช่พร้าฟันออกให้หมด”
บางกลุ่มก็ตอบว่า “ใช้ผงปูนโรยให้ทั่วก็ขจัดหญ้าให้หมดได้”
บางกลุ่มก็ตอบว่า “ต้องตัดรากถอนโคน ขุดออกให้หมด”

เมื่อฟังลูกศิษย์ตอบเสร็จ พระอาจารย์จึงพูดต่อว่า “พวกเจ้าทุกคนตอบได้ดี
ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป พวกเจ้าจงแบ่งที่รกร้างเหล่านี้ออกเป็นส่วนๆ
แล้วใช้วิธีการต่างๆของพวกเจ้าที่จะกำจัดวัชพืชเหล่านั้น ปีหน้าเวลานี้
พวกเราค่อยมาพบกันที่นี่อีกครั้งหนึ่ง

หนึ่งปีผ่านไป ณ ที่เก่าเวลาเดิม เหล่าลูกศิษย์มารวมตัวกันอีกครั้งหนึ่ง
แต่เวลานี้ไม่เห็นต้นหญ้าเหล่านั้นอีกแล้ว มีแต่ทุ่งรวงทองเหลืองอร่าม
ของเหล่าธัญพืชเต็มท้องทุ่ง

หนึ่งปีที่ผ่านไป เหล่าลูกศิษย์พยายามทุกวิถี
ทางที่จะกำจัดวัชพืชเหล่านั้น แต่ก็ใช้ไม่ได้สักวิธี มีอยู่วิธีเดียวที่ทำได้คือ
ปลูกธัญพืชให้เต็มท้องทุ่ง ซึ่งขณะนี้ธัญพืชเหล่านั้นกำลังให้ผลผลิตแล้ว

แต่ว่าพระอาจารย์ของพวกเขาได้ลาจากโลกนี้ไปแล้ว และนั่นก็เป็นบทเรียน
บทสุดท้ายที่พระอาจารย์สอนไว้

.....................................................

ละเหตุได้ เป็นสุขในที่ทั้งปวง
ความหมดกิเลสทั้งปวงเป็นทางดับทุกข์ทั้งหลาย


มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน ( ตามความเป็นจริง )
เหตุมี ผลย่อมมี ทำสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้นแล
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 พ.ย. 2009, 18:46 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5789

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: เจริญสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




1.jpg
1.jpg [ 72.34 KiB | เปิดดู 2910 ครั้ง ]
ตอนที่ 53

หยดน้ำ


พระอาจารย์ท่านหนึ่งขณะที่จะอาบน้ำ น้ำที่ลูกศิษย์ผสมให้อาบร้อนเกินไป
จึงเรียกให้ลูกศิษย์นำน้ำเย็นมาเติม ลูกศิษย์เติมแล้วมีน้ำเหลือก็เททิ้งทันที

พระอาจารย์จึงบอกว่า “ เจ้าทำไมถึงเทน้ำทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์
สิ่งต่างๆที่อยู่ในโลกนี้ย่อมมีประโยชน์อยู่ในตัวของมันเอง
เพียงแต่มีคุณค่า และราคาต่างกันเท่านั้น เจ้าทำไมถึงเทมันทิ้งไปอย่างง่ายดาย

แม้จะเป็นน้ำเพียงหยดเดียว หากเอาไปรดลงที่ต้นไม้ใบหญ้า
ไม่แต่ต้นไม้ใบหญ้าจะชอบ ตัวของน้ำเองก็ไม่เสียคุณค่าของตัวมันเอง
ทำไมต้องเททิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ แม้จะเป็นน้ำเพียงหยดเดียว
แต่คุณค่าราคาของมันยิ่งใหญ่มหาศาล “

ศิษย์ฟังแล้วจึงเข้าใจถึงอะไรบางอย่าง เลยตั้งชื่อตัวเองใหม่ว่า
“ พระหยดน้ำ “ ซึ่งต่อมากลายเป็นพระที่มีผู้เคารพนับถือมากรูปหนึ่ง

วันหนึ่งหลังจากที่ท่านเทศน์เสร็จแล้ว มีผู้ถามท่านว่า
“ ในโลกนี้สิ่งใดมีคุณงามความดีมากที่สุด “
“ หยดน้ำ “ พระหยดน้ำตอบ
“ ความว่างเปล่าสามารถห่อหุ้มสรรพสิ่ง อะไรสามารถหุ้มห่อความว่างเปล่า “
“ หยดน้ำ “

ตั้งแต่นั้นพระหยดน้ำ นำจิตกับหยดน้ำสมานรวมเป็นหนึ่ง
จิตห่อหุ้มความว่างเปล่า ภายในหยดน้ำก็มีความว่างเปล่าที่ไม่มีสิ้นสุด

.....................................................

ละเหตุได้ เป็นสุขในที่ทั้งปวง
ความหมดกิเลสทั้งปวงเป็นทางดับทุกข์ทั้งหลาย


มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน ( ตามความเป็นจริง )
เหตุมี ผลย่อมมี ทำสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้นแล
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 พ.ย. 2009, 23:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5789

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: เจริญสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




zen53.gif
zen53.gif [ 67.2 KiB | เปิดดู 2907 ครั้ง ]
ตอนที่ 54

เจ้าโทสะตั้งแต่เกิด


พระอาจารย์ท่านหนึ่ง เป็นพระที่เทศน์เก่งมาก ท่านเทศน์ด้วยธรรมะ ที่ฟังง่ายและเข้าใจไม่ยาก

และทุกครั้งที่เทศน์เสร็จแล้ว มักจะให้ผู้ฟัง ซักถามปัญหาต่างๆ มีอุบาสกคนหนึ่งถามว่า


อุบาสก : “ ข้าพเจ้าเกิดมาก็เจ้าโทสะแล้ว โกรธง่าย ฉุนเฉียวง่าย โมโหง่าย ทำยังไงถึงจะแก้ไขได้”

พระอาจารย์ : “ไหนเจ้าเอาอะไรที่ว่า “เกิดมาก็มี” มาให้ดูหน่อย จะได้ช่วยแก้ไขให้”

อุบาสก : “ไม่ใช่ ตอนนี้ไม่มี แต่เมื่อเวลาที่เจอกับเรื่องต่างๆ ไอ้เจ้าเกิดมาเจ้าโทสะถึงจะวิ่งออกมา”

พระอาจารย์ : “ถ้าตอนนี้ไม่มี ต้องเจอสิ่งที่มากระทบถึงจะมี ก็แปลว่า เวลาเจ้ามีเรื่องกับคนอื่น

เจ้าถึงสร้างมันขึ้นมา แล้วก็บอกว่าเป็นมาตั้งแต่เกิด ยกเป็นความผิดของพ่อแม่ ดูช่างไม่ยุติธรรมจริงๆ”

อุบาสกนั้นได้ฟังแล้วจึงเกิดความรู้ตัวขึ้นมาว่า “ความโกรธเป็นสิ่งที่จิตสร้าง ขึ้นมาเอง

ตั้งแต่นั้นจึงไม่โกรธอะไรง่ายๆอีก”

.....................................................

ละเหตุได้ เป็นสุขในที่ทั้งปวง
ความหมดกิเลสทั้งปวงเป็นทางดับทุกข์ทั้งหลาย


มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน ( ตามความเป็นจริง )
เหตุมี ผลย่อมมี ทำสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้นแล


แก้ไขล่าสุดโดย walaiporn เมื่อ 22 พ.ย. 2009, 23:51, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 พ.ย. 2009, 23:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5789

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: เจริญสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




1.jpg
1.jpg [ 29.1 KiB | เปิดดู 2904 ครั้ง ]
ตอนที่ 55

มีตัวเราไว้ทำไม


มีพระอาจารย์ท่านหนึ่งเข้านิโรธสมาบัติไปหลายวัน จนเหล่าลูกศิษย์ นึกว่าท่านมรณภาพไปแล้ว

เลยนำร่างของท่านไปเผา ผ่านไปอีกหลายวันเมื่อท่านออกจากนิโรธสมาบัติ

ท่านหาร่างตัวเองไม่เจอ รู้สึกเศร้าโศกเสียใจมาก พร้อมกับพึมพำไปว่า “ข้าล่ะ ข้าอยู่ที่ไหน?”

พอตกกลางคืนท่านก็ยังร้องอีกว่า ข้าล่ะ ทำไมถึงหาร่างของข้าไม่เจอ”

เสียงร้องนั้นยิ่งร้องยิ่งเสียใจหนักขึ้นทุกที เหล่าลูกศิษย์ฟังแล้วก็รู้สึก ไม่สบายใจไปตามๆกัน

เหล่าลูกศิษย์จึงไปเชิญพระอาจารย์จิ้งคง มาช่วยแก้ไขให้ พระอาจารย์จิ้งคงสั่งว่า

คืนนี้ให้เตรียมไฟมาหนึ่งเตา และน้ำหนึ่งถัง อาจารย์จะไปนอนในห้องพระอาจารย์นั้น

เมื่อท่านมาหากายเนื้อ ข้าจะคุยกับเขาให้เข้าใจว่า “อะไรคือตัวเรา”

พอถึงกลางดึก พระอาจารย์ท่านนั้นมาหากายอีก พลางพูดอย่างเศร้าสร้อยว่า

“ข้าล่ะ กายของข้าอยู่ที่ไหนแล้ว” พระอาจารย์จิ้งคงตอบว่า “อยู่ในดิน”

วิญญาณนั้นจึงมุดเข้าไปในดิน หาจนทั่ว สุดท้ายก็ยังหาร่างของตัวเองไม่เจอ

วิญญาณนั้นกลับมาพูดอย่างเศร้าสร้อยอีกว่า “ในดินไม่มีข้า”

พระอาจารย์จิ้งคงตอบว่า “งั้นคงอยู่ในความว่างเปล่ากระมัง เจ้าลองไปหาดูให้ทั่วซี”

วิญญาณนั้นไปหาอีกจนทั่วก็ไม่เจอ กลับมาต่อว่า หาจนทั่วแล้วไม่เจอ

พระอาจารย์จิ้งคงชี้ไปที่ถังน้ำแล้วพูดว่า “ร่างของท่านคงจะอยู่ในน้ำกระมัง”

วิญญาณนั้นจึงเข้าไปในน้ำ สักครู่วิญญาณนั้นก็ออกมาพูดว่า

“ในน้ำก็ไม่มีข้า ที่แท้ท่านซ่อนข้าไว้ที่ไหน?”

พระอาจารย์จิ้งคงชี้ไปที่เตาไฟแล้วพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นท่านต้องอยู่ในไฟแน่นอน

วิญญาณนั้นก็เข้าไปในไฟ ที่สุดก็หาตัวเองไม่เจอ ก่อนที่วิญญาณนั้นจะพูดอะไร

พระอาจารย์จิ้งคงพูดก่อนว่า “ในเมื่อท่านสามารถ ไปในดิน ที่ว่าง น้ำ ไฟ และทุกแห่งได้

อย่างอิสระเสรี ไม่มีที่ไหนที่ท่านไปไม่ได้ แล้วท่านยังจะยึดเอาเปลือกว่างเปล่านั้นมาทำไม?”

วิญญาณนั้นได้คิดขึ้นมา ตั้งแต่นั้นจึงไม่มาหา ”ข้า “ อีกต่อไป

.....................................................

ละเหตุได้ เป็นสุขในที่ทั้งปวง
ความหมดกิเลสทั้งปวงเป็นทางดับทุกข์ทั้งหลาย


มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน ( ตามความเป็นจริง )
เหตุมี ผลย่อมมี ทำสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้นแล
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ธ.ค. 2009, 22:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5789

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: เจริญสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




78237pznigpqcze.gif
78237pznigpqcze.gif [ 47.77 KiB | เปิดดู 2898 ครั้ง ]
เรื่องที่ 56

ความโลภไม่มีสิ้นสุด


ฮ่องเต้องค์หนึ่งถามท่านราชครูว่า “ทำอย่างไรถึงจะได้รับธัมมะของพุทธะ”
“พุทธะอยู่ในใจของตัวเอง ผู้อื่นไม่สามารถที่จะให้ได้ มหาบพิตรเห็นก้อนเมฆ
ที่อยู่ด้านนอกวังนั้นหรือเปล่า? สามารถที่จะให้เหล่าองครักษ์สอยมาไว้ในวัง
ได้หรือเปล่า?”
“ไม่ได้แน่นอน”

ท่านราชครูกล่าวต่อว่า “ผู้คนในโลกที่ศรัทธาในพระพุทธ บางคนศรัทธาเพราะอยากให้พระคุ้มครอง
ให้ได้เกียรติยศชื่อเสียง บางคนเพื่ออยากจะวิงวอนขอให้ได้ทรัพย์สินเงินทอง
บางคนเพื่ออยากจะให้หลุดพ้นจากปัญหาต่างๆที่รุมเร้าทางจิตใจ
จะมีสักกี่คนที่จะตามหาแก่นแท้แห่งพุทธะ”

“ทำอย่างไรถึงจะเป็นตัวแทนของพระพุทธ?”
“กิเลสทำให้มหาบพิตรมีความคิดเช่นนี้ อย่าให้ชีวิตหมดไปกับความคิดในเรื่อง
ที่ไม่มีความหมายอะไร กี่สิบปีที่หลงวนมัวเมาอยู่กับความไม่จริง ที่สุดแล้วก็เป็น
เพียงแค่ซากที่เน่าเปื่อยและโครงกะโหลกสีขาวเท่านั้น ทำอย่างนั้นให้ลำบากทำไม?”

“หากว่าไม่มีความวุ่นวายความกังวล?”
“ท่านเหยียบเศียรพระแล้วเดินผ่านไปเถอะ”

“หมายความว่าอย่างไร?”
“คนที่ไม่มีความกังวล จะเห็นตัวเองอย่างชัดเจน แม้จะบำเพ็ญจนกลายเป็นพุทธะ
ก็จะไม่หลงตัวเองว่าเป็นกายของพุทธะที่บริสุทธิ์

มีแต่คนที่จิตมีแต่ความกังวลวุ่นวายถึงคิดแต่จะให้หลุดพ้นจากความวุ่นวายเหล่านั้น หนทางแห่งการภาวนาเป็นหนทางของคนที่มีจิตสะอาดและสว่าง ไม่สามารถให้คนอื่นทดแทนได้
ปล่อยวางกิเลสของตัวเอง ปล่อยวางทุกสิ่งที่ตัวเองอยากได้ ก็จะเป็นความจริงที่ว่า
ท่านจะได้ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้”

“แม้ว่าจะได้ทุกสิ่งในโลกนี้ก็มีประโยชน์อะไร? ก็ยังไม่ได้เป็นพระพุทธ
“ทำไมถึงจะอยากเป็นพระพุทธ?”
“เพราะว่าข้าอยากจะเป็นพระพุทธที่มีพลังที่ไม่มีใครเหนือกว่าได้”

“ตอนนี้ท่านได้เป็นถึงฮ่องเต้ ยังไม่พออีกหรือ?
ความโลภของคนยากที่จะรู้จักพอ แล้วจะกลายเป็นพระพุทธได้อย่างไร?”

.....................................................

ละเหตุได้ เป็นสุขในที่ทั้งปวง
ความหมดกิเลสทั้งปวงเป็นทางดับทุกข์ทั้งหลาย


มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน ( ตามความเป็นจริง )
เหตุมี ผลย่อมมี ทำสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้นแล
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 02 ธ.ค. 2009, 22:52 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5789

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: เจริญสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




578612chcutdgxie.gif
578612chcutdgxie.gif [ 11.87 KiB | เปิดดู 3055 ครั้ง ]
เรื่องที่ 57

ชาวนาซื้อที่ดิน


มีชาวนาคนหนึ่งได้ข่าวว่ามีผู้จะขายที่ดิน จึงไปถามหาเจ้าของที่ว่าขายอย่างไร? เจ้าของที่บอกว่า

“เพียงแค่จ่ายเงินมาหนึ่งพันบาท หลังจากนั้นให้เวลาหนึ่งวัน ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนตกดิน
หากสามารถใช้เท้าเดิน วนจนกลับมาที่จุดตั้งต้น เดินวนได้กว้างแค่ไหนก็จะได้ที่ดินมากเท่านั้น
แต่ถ้าพระอาทิตย์ตกดินแล้ว ยังกลับมาที่เดิมไม่ได้ เงินที่จ่ายไปก็จะสูญเปล่า

ชาวนานั้นคิดว่า
“หากวันนั้นเดินให้ได้มากที่สุด ก็คงจะได้ที่ดินมากยิ่งขึ้น ทำการค้าอย่างนี้ช่างคุ้มค่าจริงๆ”
จึงเซ็นสัญญาที่จะซื้อที่นั้น

วันที่ตามนัดในสัญญา ชาวนาจึงรีบเดินกึ่งวิ่งไปอย่างรวดเร็ว เขาก้าวเท้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง
ไม่ยอมหยุดแม้แต่วินาที มุ่งไปข้างหน้าเรื่อยๆ พลางคิดในใจว่า
“อดทนวันนี้สักหน่อย ต่อไปจะได้เสวยสุขจากความเหนื่อยในวันนี้ที่นำสุขมาให้”

ขณะที่จะวกกลับไปที่เดิมนั้น ก็เป็นเวลาเที่ยงวันแล้ว เขาจึงเร่งฝีเท้าอย่าง
รวดเร็วเพื่อที่จะกลับที่เดิม เมื่อใกล้เวลาที่พระอาทิตย์ใกล้จะตกดิน ความเหนื่อย
บวกกับความเร่งรีบที่เดินไม่ได้หยุดพัก ทำให้เขาล้าลงและเดินช้าลงเรื่อยๆ
เมื่อพระอาทิตย์ตกดินเขาเหลือไม่กี่ก้าวก็จะถึงที่เดิม ขณะที่เขาล้มลง
มือสองข้างมาล้มลงตรงจุดตั้งต้นพอดี แต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไรเพราะชีวิตของเขาสูญสิ้น
ไปแล้ว แล้วจะมีความหมายอะไร

.....................................................

ละเหตุได้ เป็นสุขในที่ทั้งปวง
ความหมดกิเลสทั้งปวงเป็นทางดับทุกข์ทั้งหลาย


มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน ( ตามความเป็นจริง )
เหตุมี ผลย่อมมี ทำสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้นแล
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ธ.ค. 2009, 01:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5789

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: เจริญสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว


เพชรที่หาได้จากโคลนในถิ่นสลัม
โดย พุทธทาสภิกขุ


อาจารย์แห่งนิกายเซ็นชื่อ กูโด เป็นอาจารย์ของพระจักรพรรดิแห่งประเทศญี่ปุ่นในสมัยนั้น
ท่านอาจารย์องค์นี้ชอบเที่ยวไปไหนคนเดียวโดดๆ อย่างนักบวชเร่ร่อนแบบปริพาชก
ไม่ค่อยได้อยู่กับวัดวาอาราม ครั้งหนึ่ง ท่านเดินทางไปยังตำบลอีโด
เพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งของท่านที่จะมีแก่คนอื่น ท่านได้ผ่านตำบล ๆ หนึ่ง

เย็นวันนั้น ฝนก็ตกมา ท่านจึงเปียกปอนไปหมดและรองเท้าของท่านที่ใช้ เป็นรองเท้าทำด้วยฟาง
เพราะ นักบวชนิกายเซ็นใช้รองเท้าฟางถักทั้งนั้น เมื่อฝนตกตลอดวันรองเท้าก็ขาดยุ่ยไปหมด
ท่านจึงเหลียวดูว่าจะมีอะไรที่ไหน จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้บ้าง ก็พบกระท่อมน้อยๆ แห่งหนึ่ง
ในถิ่นใกล้ๆ นั้น เห็นรองเท้าฟางมีแขวนอยู่ด้วย ก็คิดจะไปซื้อสักคู่หนึ่ง เอาแห้งๆ มาใส่ เพื่อเดินทาง
ต่อไป หญิงเจ้าของบ้านนั้น เขาถวายเลยไม่ต้องซื้อ และเมื่อเห็นว่า เปียกปอนมาก ก็เลยขอนิมนต์ให้หยุดอยู่ก่อน เพราะฝนตกจนค่ำ ท่านก็เลยต้องพักอยู่ที่บ้านนั้น ด้วยคำของร้องของหญิงเจ้าของบ้าน

หญิงเจ้าของบ้าน เรียกเด็กๆ และญาติๆ มาสนทนาด้วยท่านอาจารย์; ท่านได้สังเกตเห็นว่า
สกุลนี้เป็นอยู่ด้วยความข้นแค้นที่สุด ก็เลยขอร้องให้บอกเล่าตรงๆ โดยไม่ต้องเกรงใจ
ว่าเรื่องมันเป็นอย่างไรกัน หญิงเจ้าของบ้านก็บอกว่า

"สามีของดิฉัน เป็นนักการพนัน แล้วก็ดื่มจัด ถ้าเผอิญเขาชนะ เขาก็ดื่มมันจนไม่มีอะไรเหลือ
ถ้าเขาแพ้ เขาก็ยืมเงินคนอื่น เล่นอีก เพิ่มหนี้สินให้มากขึ้น เขาไม่เคยมาบ้านเลย เป็นวันเป็นคืน
หรือหลายวัน หลายคืน ก็ยังมี ดิฉันไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี"

ท่านอาจารย์กูโดว่า ไม่ต้องทำหรอก ฉันจะช่วยทำ แล้วก็ว่า

“นี่ ฉันมีเงินมาบ้าง ช่วยให้ซื้อเหล้าองุ่น มาให้เหยือกใหญ่ๆ เหยือกหนึ่ง แล้วก็อะไรๆ ที่ดีๆ ที่น่ากิน
เอามาให้เป็นจำนวนเพียงพอ เอามาวางที่นี่ แล้วก็กลับไปทำงานตามเรื่องเถอะ ฉันจะนั่งอยู่ที่นี่
ตรงหน้าที่บูชา”

ข้อนี้ หมายความว่า บ้านนั้นก็มีหิ้งบูชาพระ เมื่อผู้ชายคนนั้น กลับมาบ้านเวลาดึก เขาก็เมา เขาก็พูด
ตามประสาคนเมา นี่คำนี้ จะแปลว่ายังไง Hey! wife; ก็ต้องแปลว่า เมียโว้ย! มาบ้านแล้วโว้ย;
มีอะไรกินบ้างโว้ย ตัวหนังสือ เขาเป็นอย่างนี้ ซึ่งมันก็เหมือนๆ กับในเมืองไทยเรา นี้เอง
นี่ลองคิดดูว่า คนๆ นี้ จะเป็นอย่างไร

ฉะนั้น กูโด ท่านอาจารย์ที่นั่งที่หน้าหิ้งพระก็ออกรับหน้าบอกว่า

“ฉันได้มีทุกอย่าง สำหรับท่าน เผอิญฉันมาติดฝนอยู่ที่นี่ ภรรยาของท่านเขาขอร้องให้ฉันพัก ค้างฝน
ที่นี่ตลอดคืนนี้ ฉันก็ควรจะมีส่วนตอบแทนท่านบ้าง ฉะนั้น ขอให้ท่านบริโภคสิ่งเหล่านี้ตามชอบใจ

ชายคนนั้นดีใจใหญ่ มีทั้งเหล้าองุ่น มีทั้งปลา มีทั้งอาหารต่างๆ เขาก็ดื่มและรับประทาน
จนนอนหลับไปไม่รู้สึกตัวอยู่ตรงข้างๆ เข่าของท่านอาจารย์ กูโด ที่นั่งสมาธิ ตลอดคืนนั้น เหมือนกัน

ทีนี้ พอตื่นขึ้นมาตอนเข้า ชายคนนั้นก็ลืมหมด ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เพราะเมื่อคืนนี้เขาเมาเต็มที่
และถามว่า ท่านเป็นใคร และจะไปข้างไหน ท่านอาจารย์ ก็ตอบว่า

อ๋อ! อาตมาคือ กูโด แห่งนครเกียวโต กำลังจะไปธุระที่ตำบลอิโด ตามเรื่องที่ว่ามาแล้ว เมื่อกี้นี้

ถ้อยคำอย่างนี้ มันประหลาดที่ว่า บางครั้งก็มีอิทธิพลมากมาย คือว่า ชายคนนั้น ละอายจนเหลือที่จะรู้ว่า จะอยู่ที่ไหน จะแทรกแผ่นดินหนีไปที่ไหนก็ทำไม่ไหว แทรกไปไม่ได้ มันละอายถึงขนาดอย่างนั้นแล้ว
ก็ขอโทษขอโพย ขอแล้วขออีก จนไม่รู้จะขออย่างไร ต่ออาจารย์ของพระจักรพรรดิ
ซึ่งจับพลัดจับผลูเข้ามาอยู่ที่บ้านเขา

ท่านกูโด ก็ยิ้มละไมอยู่เรื่อย แล้วก็พูดขึ้นช้าๆ บอกว่า

"ทุกอย่างในชีวิตนี้ มันเปลี่ยนแปลงเรื่อย เป็นกระแสไหลเชี่ยวไปทีเดียว และทั้งชีวิตนี้มันก็สั้น
เหลือเกินด้วย ถ้ายังเล่นการพนันและดื่มอยู่ดังนี้ ก็หมดเวลาที่จะทำอะไรอื่นให้เกิดขึ้น หรือสำเร็จได้
นอกจากทำตัวเองให้เป็นทุกข์แล้ว ก็จะทำให้ครอบครัวพลอยตกนรกทั้งเป็นกันไปด้วย"

ความรู้สึกอันนี้ได้ประทับใจนายคนนั้น มีอาการเหมือนกับว่า ตื่นขึ้นมาในโลกอื่น เหมือนกับตื่นขึ้นมา
จากความฝัน ในที่สุด ก็พูดกับท่านอาจารย์ว่า

“ที่ท่านอาจารย์กล่าวนั้น มันถูกหมดเลย มันถูกอย่างยิ่ง ถ้าอย่างไร ก็ขอให้กระผมได้สนองพระคุณอาจารย์ในคำสั่งสอนที่ประเสริฐนี้ เพราะฉะนั้น ขอให้กระผมออกติดตามท่านอาจารย์
ไปส่งท่านอาจารย์ ในการเดินทางนี้สักระยะหนึ่ง”

ท่านอาจารย์กูโด ก็บอกว่า “ตามใจ”

สองคนก็ออกเดินทาง ไปได้ประมาณ ๓ ไมล์ ท่านอาจารย์ก็บอกว่า “กลับเถอะ”

นายคนนี้ก็บอก “ขออีกสัก ๕ ไมล์”

อาจารย์ขยั้นขยอให้กลับอีกว่าถึงคราวที่ต้องกลับแล้ว นายคนนั้น ก็บอกว่า ขออีกสัก ๑๐ ไมล์เถอะ
ในที่สุดก็ต้องยอม พอถึง ๑๐ ไมล์ ท่านอาจารย์ ขยั้นขยอให้กลับ เขาก็ว่า ขอตลอดชีวิตของผมเถอะ


นี่ก็เป็นอันว่า ไปกับท่านอาจารย์ ไปเป็นนักบวชแห่งนิกายเซ็น ซึ่งต่อมาก็เป็น ปรมาจารย์พุทธศาสนา
แห่งนิกายเซ็นในญี่ปุ่น นิกายเซ็นทุกสาขาที่เหลืออยู่ในญี่ปุ่นในทุกวันนี้ ออกมาจากอาจารย์องค์นี้
องค์เดียวเท่านั้น ล้วนแต่เป็นลูกศิษย์ที่สืบมาจากอาจารย์องค์นี้องค์เดียว ท่านกลับตัวชนิด
ที่เราเรียกกันว่า เพชรที่พบจากโคลนในถิ่นสลัม นี้เป็นอย่างไรบ้าง ก็ลองคิดดู

ในประเทศญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรีบางคน ก็มาจากเด็กที่ขายเต้าหู้ หาบหนังสือพิมพ์ ก็เป็น
นักเขียนหนังสือพิมพ์น้อยๆ สั้นๆ และเขื่องขึ้นๆ จนเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ที่มีชื่อเสียง
และไปเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยหนึ่งในที่สุด นี่เราจะบอกเด็กๆ ตาดำๆ ของเราว่า สิ่งต่างๆนั้นเปลี่ยนแปลงได้ถึงอย่างนี้กันสักทีจะได้ไหม เด็กๆ เขาจะมีความรู้สึกอย่างไร ในฐานะของเขา เขาจะทำตัวให้เป็นเหมือนกับ "เพชรที่พบในโคลนจากถิ่นสลัม" ได้อย่างไร โดยมากเขามักจะขายตนเองเสียถูกๆ
จนเป็นเหตุให้เขาวกไปหาความสุขทางเนื้อทางหนัง ต่ำๆ เตี้ยๆ ไม่น่าดูนั้น ก็เพราะว่า
เขาเป็นคนที่ไม่เคารพตัวเอง ท้อถอยต่อการที่จะคิดว่า มันจะเป็นได้มากอย่างนี้

พระพุทธเจ้า ท่านก็ยังตรัสว่า เกิดมาเป็นคน นี่ ไม่ควรให้ตัวเอง "อตฺตานํ น ทเทยฺยโปโส"
แปลว่า เป็นลูกผู้ชาย เป็นบุรุษ ไม่ควรให้ซึ่งตน

“ให้ซึ่งตน” นี้หมายความว่า ยกตนให้เสียแก่กิเลส หรือ ธรรมชาติฝ่ายต่ำ มันก็ไม่ได้คิด ที่จะมีอะไร
ที่ใหญ่โตมั่นคง ที่จะเป็นนั่น เป็นนี่ ให้จริงจังได้ ข้อนี้ เรียกว่า เราควรจะถือ เป็นหลักจริยธรรม
ข้อหนึ่งด้วย เหมือนกัน

.....................................................

ละเหตุได้ เป็นสุขในที่ทั้งปวง
ความหมดกิเลสทั้งปวงเป็นทางดับทุกข์ทั้งหลาย


มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน ( ตามความเป็นจริง )
เหตุมี ผลย่อมมี ทำสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้นแล


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ม.ค. 2010, 21:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5789

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: เจริญสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




5.bmp
5.bmp [ 39.87 KiB | เปิดดู 2815 ครั้ง ]
อุทิศส่วนกุศล


มีชาวนาคนหนึ่งได้เชิญพระอาจารย์ท่านหนึ่งไปที่บ้าน เพื่อสวดอภิธรรม
ให้กับศพของภรรยาที่เสียชีวิต หลังจากที่สวดเสร็จแล้ว ชาวนานั้นถามว่า

“ท่านคิดว่า ภรรยาของผมจะได้ส่วนกุศลจากการสวดนี้สักเท่าไหร่”

“พระธรรมเหมือนยานแห่งความเมตตา เหมือนพระอาทิตย์ที่ส่องแสง
ไม่แต่ภรรยาของเจ้าจะได้ คนอื่นๆยังพลอยได้รับส่วนกุศลไปด้วย”

ชาวนานั้นรู้สึกไม่พอใจ พูดว่า “ภรรยาของข้าพเจ้าอ่อนแอมาก คนอื่นๆ ย่อมจะมาเอาเปรียบ
แย่งเอาส่วนกุศลไป ขอให้ท่านสวดอุทิศส่วนกุศลให้เขาโดยเฉพาะ อย่าอุทิศให้กับผู้อื่น”

พระอาจารย์พูดต่อไปว่า “การแผ่ส่วนกุศลของตัวเองให้กับผู้อื่น
ทำให้ผู้อื่นได้รับส่วนกุศลโดยทั่วกัน เป็นสิ่งที่ดีที่เราชาวพุทธควรรักษาไว้

หลักการของการแผ่ส่วนกุศลเป็นการอุทิศจากเหตุไปหาผล จากส่วนน้อยไปหาส่วนใหญ่
ก็เหมือนกับ แสงสว่างไม่ได้เจาะจงจะส่องสว่างให้กับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ
แสงสว่างสามารถส่องให้กับคนได้ทั้งหมด เหมือนกับดวงอาทิตย์ดวงเดียว
ส่องสว่างให้กับคนทั้งโลก เหมือนเมล็ดพันธุ์ 1 เม็ด สามารถให้ผลผลิตได้นับไม่ถ้วน

เจ้าควรจะใช้จิตของเจ้า จุดสว่าง เทียนในใจให้กับตัวเอง แล้วไปจุดต่อให้กับเทียนเล่มอื่นๆ
เพื่อทำให้แสงสว่างเพิ่มขึ้นเป็นร้อยเท่าพันเท่า และนั่นก็ไม่ได้ทำให้ตัวของเทียนเอง
ต้องสูญเสียแสงสว่างแต่อย่างใด

ถ้าหากทุกคนมีจิตสำนึกอย่างนี้ จากจุดเล็กๆที่ตัวเรา รวมกันเป็นกลุ่มชนเป็นมหาชน
จะดีสักแค่ไหน พุทธศาสนิกชนทุกคน ควรจะมองผู้คนอย่างเสมอภาคเหมือนกันหมด”

ชาวนานั้นยังมีทิฐิอีก พูดต่อไปอีกว่า “คำสอนนี้ดีมาก แต่ก็ยังอยากมีข้อยกเว้นอีกอย่าง
คือคนข้างบ้านของข้าพเจ้า มักจะชอบกลั่นแกล้งและรังแกข้าพเจ้า ยกเว้นเขาสักคน
ไม่ให้มารวมกลุ่มอยู่ในกลุ่มชนทั้งปวงได้ก็ดี”

“อยู่ใต้หล้าเดียวกัน มีอะไรต้องยกเว้น” พระอาจารย์ตอบ

.....................................................

ละเหตุได้ เป็นสุขในที่ทั้งปวง
ความหมดกิเลสทั้งปวงเป็นทางดับทุกข์ทั้งหลาย


มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน ( ตามความเป็นจริง )
เหตุมี ผลย่อมมี ทำสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้นแล
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ม.ค. 2010, 21:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5789

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: เจริญสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




050720home04bk8.jpg
050720home04bk8.jpg [ 28.2 KiB | เปิดดู 2815 ครั้ง ]
บินข้ามความเป็นความตาย



มีภิกษุรูปหนึ่งแม้จะขยันหมั่นบำเพ็ญภาวนาสักเพียงใด ก็ยังไม่อาจรู้แจ้งได้
ได้แต่มองดูรุ่นน้องที่เข้ามาปฏิบัติใหม่ ก็ยังไปได้ก้าวหน้ากว่าตัวเอง
ลองคิดๆดูแล้วตัวเองไม่มีคุณสมบัติของนักปฏิบัติธรรมเลย แค่จะให้จิตสงบยังทำไม่ได้
สติปัญญาก็ไม่ว่องไว จนป่านนี้ยังหาทางเข้าประตูไม่ได้ เลยคิดว่าจะลองไปธุดงค์
เพื่อไปพบกับความลำบากดู เมื่อวางแผนจะเดินทางไกลเสร็จ ก็มาร่ำลาพระอาจารย์

“ศิษย์ช่างทำร้ายเมตตาจิตที่พระอาจารย์มีให้เหลือเกิน ตั้งแต่บวชมาอยู่ที่วัดนี้ถึง 10 ปี
รู้สึกยังไม่ได้อะไรเลย ศิษย์ช่างไม่มีคุณสมบัติของนักบวชจริงๆ วันนี้มาลา
ก็เพื่อจะแสวงหาเอาจากที่อื่น”

“ทำไมยังไม่รู้แจ้งก็จะไปหรือ? หรือว่าไปที่อื่นแล้วก็จะรู้แจ้ง”

ลูกศิษย์ตอบว่า “ศิษย์นอกจากกินข้าว และจำวัดแล้ว เวลาที่เหลือก็ตั้งใจฝึกอย่างที่สุด
แต่ก็ไม่ได้อะไร และเพื่อนนักบวชด้วยกัน ดูเหมือนจะไม่ได้คร่ำเคร่งอะไร แต่ก็ยังปฏิบัติได้ดีกว่า
ศิษย์จึงเกิดความรู้สึกท้อและเบื่อ เลยจะลองไปธุดงค์พบกับความลำบากบ้าง”

“การรู้ เป็นสิ่งที่หลั่งไหลออกมาจากจิตของตัวเอง เป็นสิ่งที่หาคำจำกัดความไม่ได้
และไม่สามารถจะให้กับผู้อื่นได้ และเมื่อไม่รู้ก็จะเร่งรีบเอาก็ไม่ได้
คนอื่นก็เป็นขอบข่ายการรู้ของผู้อื่น เจ้าบำเพ็ญภาวนาก็เป็นของเจ้า เป็นคนละเรื่องกัน
เจ้าทำไมเอามารวมเป็นเรื่องเดียวกัน?”

“พระอาจารย์ไม่ทราบอะไร เมื่อศิษย์เปรียบตัวเองกับผู้อื่นแล้ว
เหมือนกับ พญาเหยี่ยวกับนกกระจอกทันที”

“ใหญ่ยังไง และเล็กยังไง?” พระอาจารย์ถาม

“พญาเหยี่ยวกระพือปีกทีเดียว สามารถบินได้เป็นร้อยลี้ แต่ศิษย์ได้แต่บินอยู่รอบๆบริเวณนี้เท่านั้น”

พญาเหยี่ยวสามารถบินได้เป็นร้อยลี้ แต่มันบินข้ามความเป็นตายได้หรือเปล่า?”

.....................................................

ละเหตุได้ เป็นสุขในที่ทั้งปวง
ความหมดกิเลสทั้งปวงเป็นทางดับทุกข์ทั้งหลาย


มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน ( ตามความเป็นจริง )
เหตุมี ผลย่อมมี ทำสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้นแล
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ม.ค. 2010, 00:07 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5789

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: เจริญสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




happybn2.jpg
happybn2.jpg [ 84.02 KiB | เปิดดู 2806 ครั้ง ]
เรื่องที่ 60

ทางแห่งความสุข


มีอุบาสก 3 ท่านถามพระอาจารย์ว่า “นับถือศาสนาพุทธ
สามารถหลุดพ้นจากทุกข์ได้จริงหรือ? แล้วทำไมพวกเรา นับถือพุทธมานาน ถึงยังไม่มีความสุข”

“พวกเจ้ามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร?” พระอาจารย์ถาม

คนที่หนึ่งตอบว่า “ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่เพื่อจะไม่ตาย ความตายน่ากลัวเหลือเกิน
ข้าพเจ้ายังไม่อยากตายดังนั้นจึงยังอยากมีชีวิตอยู่”

คนที่สองตอบว่า “ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่เพื่อ...ตอนนี้ที่ยังหนุ่มต้องขยันขันแข็ง
เพื่อจะได้มั่งมีศรีสุขในตอนแก่”

คนที่สามตอบว่า “ข้าพเจ้ามีชีวิตอยู่เพื่อเลี้ยงดูคนทั้งครอบครัว ไม่มีข้าพเจ้า พวกเขาคงจะอยู่ไม่ได้
ข้าพเจ้าเป็นเสาหลักของครอบครัว ขาดข้าพเจ้าไป ครอบครัวนี้ต้องล่มสลายเป็นแน่”

พระอาจารย์ตอบว่า “ทั้งวันพวกเจ้าคิดถึงแต่เรื่องความตาย ความแก่ ความบากบั่น จะมีความสุข
ได้อย่างไร?” พวกเจ้าควรคิดถึง หลักการ ความเชื่อมั่น หน้าที่ คิดเรื่องเหล่านี้ถึงจะมีความสุข”

เหล่าอุบาสกเชื่อครึ่งและไม่เชื่อครึ่ง พูดว่า “เรื่องเหล่านี้ พูดแล้วดูเหมือนง่าย
แต่ความจริงสิ่งเหล่านี้กินแทนข้าวได้หรือ?” ไม่มีข้าวกินแล้วจะมีความสุขได้อย่างไร?”

“แล้วพวกเจ้าคิดว่ามีสิ่งใดถึงจะมีความสุข?”

คนที่หนึ่งตอบว่า “มีชื่อเสียงเกียรติยศก็จะมีทุกอย่าง ดังนั้นการมีชื่อเสียงจึงจะมีความสุข”

คนที่สองตอบว่า “ความรักเป็นสิ่งหอมหวานที่สุด มีความรัก ก็จะมีความสุข”

คนที่สามตอบว่า “เงินทองมีประโยชน์ใช้สอยมากที่สุด มีเงินแล้ว ก็จะมีความสุข”

“ทำไมในโลกนี้ มีคนมากมายที่มีชื่อเสียง มีเงินทอง มีความรัก ถึงยังไม่มีความสุข ?”
พระอาจารย์ถาม แล้วพูดต่อว่า

“เงินทองต้องนำมาทำทานบ้าง ถึงจะมีความสุข ความรักต้องรู้จักการให้ถึงจะมีความสุข
การมีชื่อเสียง ต้องรู้จักบริการและช่วยเหลือส่วนรวม ถึงจะมีความสุข

สิ่งเหล่านี้คือทางแห่งความสุขที่แท้จริง”

.....................................................

ละเหตุได้ เป็นสุขในที่ทั้งปวง
ความหมดกิเลสทั้งปวงเป็นทางดับทุกข์ทั้งหลาย


มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน ( ตามความเป็นจริง )
เหตุมี ผลย่อมมี ทำสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้นแล
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ม.ค. 2010, 00:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5789

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: เจริญสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




5.bmp
5.bmp [ 138.12 KiB | เปิดดู 2803 ครั้ง ]
เรื่องที่ 61

สวรรค์-นรก



มีลูกศิษย์ท่านหนึ่งถามพระอาจารย์ว่า
“ข้าพเจ้าฝึกปฏิบัติธรรม มาก็หลายปีแต่ยังไม่รู้แจ้ง โดยเฉพาะในคัมภีร์ที่พูดถึงเรื่องของนรกและสวรรค์
นอกจากโลกมนุษย์แล้วที่ไหนยังมี นรกและและสวรรค์อยู่อีกหรือ”

พระอาจารย์ไม่ตอบคำถาม แต่ให้ไปหิ้วน้ำจากลำธารมา 1 ถัง เมื่อหิ้วน้ำมาแล้ว พระอาจารย์สั่งให้
เพ่งดูน้ำในถัง เผื่อจะได้เห็นสภาพในสวรรค์และนรก ลูกศิษย์รู้สึกแปลกใจ
แต่ก็รีบเพ่งมองน้ำในถัง เพ่งไปสักพักก็ไม่เห็นอะไร

พระอาจารย์เลยกดหัวลงไปในถังนั้น ลูกศิษย์หายใจไม่ออกโวยวายดิ้นรนไปมา
ขณะที่กำลังจะหายใจไม่ออก พระอาจารย์ปล่อยมือ ลูกศิษย์กระหืดกระหอบ ต่อว่าพระอาจารย์ว่า

“ท่านนี่หยาบคายจริงๆ กดข้าพเจ้าลงไปในน้ำ รู้มั้ยว่าเจ็บปวดเหมือนกับอยู่ในนรก”
พระอาจารย์พูดเสียงเนิบๆต่อไปว่า“แล้วตอนนี้รู้สึกอย่างไร”

“ตอนนี้รู้สึกหายใจสะดวก เหมือนกับอยู่บนสวรรค์”ลูกศิษย์ตอบ

“เหตุการณ์เมื่อกี้ เจ้าก็ท่องนรกแล้วก็ไปที่สวรรค์มาแล้ว ตอนนี้เชื่อหรือยังว่า นรก-สวรรค์มีอยู่จริง”

.....................................................

ละเหตุได้ เป็นสุขในที่ทั้งปวง
ความหมดกิเลสทั้งปวงเป็นทางดับทุกข์ทั้งหลาย


มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน ( ตามความเป็นจริง )
เหตุมี ผลย่อมมี ทำสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้นแล
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.พ. 2010, 10:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5789

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: เจริญสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




16405.gif
16405.gif [ 48 KiB | เปิดดู 2781 ครั้ง ]
ตอนที่ 62

ผีเสื้อในฝัน



ช่วงเย็นของวันหนึ่ง ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินมาตามลำพังอยู่ที่สนามหญ้าชานเมืองแห่งหนึ่ง
เขาไม่ได้เดินปล่อยอารมณ์อย่างนี้มานานแล้ว เพราะว่าไม่มีใครที่เข้าใจจิตใจจริงๆของเขาสักคน
เขาจำเป็นต้องกดข่มอารมณ์ของตัวเองไม่ให้ฟุ้งซ่าน เพราะว่าวิธีนี้เป็นวิธีเดียว
ที่จะไม่ให้เขาจมปรักคิดถึงแต่เรื่องต่างๆของตัวเอง

เขานอนลงกับพื้นหญ้าและมองขึ้นไปบนท้องฟ้า พลางสูดดมความหอมของไอดินกลิ่นหญ้า
แล้วปล่อยอารมณ์อย่างเต็มที่ ไม่นานเขาก็เผลอหลับแล้วฝัน ในความฝัน เขาได้กลายเป็นผีเสื้อตัวหนึ่ง
ที่มีปีกสีสวยงามตระการตา บินวนเวียนอยู่อย่างมีความสุขอยู่กลางสวนดอกไม้ ที่มีท้องฟ้าสีคราม
และมีเมฆขาวอยู่เบื้องบน และมีพื้นหญ้าที่นุ่มและเขียวชอุ่มอยู่เบื้องล่าง และมีสายลมพัดเอื่อยๆ
ผ่านใบหลิว มวลดอกไม้ต่างๆ ต่างแย่งกันอวดชูช่อและสีสัน คลื่นน้ำในสระพลิ้วไหวเป็นระลอกๆ
ยามต้องลม ชายหนุ่มนั้นดื่มด่ำมีความสุขอยู่กับความฝันนั้นจนลืมโลกลืมตัวเองไปจนหมดสิ้น

ฉับพลันนั้นเขาก็ตื่นขึ้นมา เขาแบ่งแยกไม่ออกจริงๆว่าเมื่อกี้นั้นเป็นความจริงหรือความฝัน
และเมื่อเขารู้ตัวแล้วว่าเป็นความฝัน จึงพูดว่า “ข้าก็ยังคือข้า ผีเสื้อก็ยังคือผีเสื้อ”

กาลเวลาผ่านไป ในที่สุดเขาก็เริ่มรู้แล้วว่า ที่แท้ผีเสื้อที่มีปีกสีสวยงาม และบินวนเวียนอย่างมีความสุขนั้น
คือตัวเขาเอง และในขณะนี้เขาก็ยังเป็นเขาคนเดิม กับความเป็นตัวตนของตัวเองยังเหมือนเดิมทุกอย่าง
แต่ที่แตกต่างก็คือ ความรู้สึกนึกคิดเปลี่ยนไปจากเดิมทุกอย่างแล้ว

เขาได้เรียนรู้แล้วว่า ไม่ว่าสถานการณ์รอบตัวจะไม่ได้ดั่งใจแค่ไหน จะทุกข์สักเพียงไหน
หากใจของเราไม่ไปทุกข์ด้วย เราก็มีความสุขได้ และตัวเองก็สามารถจะทำจิตของตัวเองให้มีความสุขได้

.....................................................

ละเหตุได้ เป็นสุขในที่ทั้งปวง
ความหมดกิเลสทั้งปวงเป็นทางดับทุกข์ทั้งหลาย


มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน ( ตามความเป็นจริง )
เหตุมี ผลย่อมมี ทำสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้นแล
แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 101 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2, 3, 4, 5, 6, 7  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร