วันเวลาปัจจุบัน 03 มี.ค. 2021, 04:00  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านกรรมแห่งกรรมจากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=4



กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ก.ย. 2020, 20:21 
 
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2012, 15:32
โพสต์: 1986


 ข้อมูลส่วนตัว


หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย ตายแล้วฟื้น
ท่องโลกทิพย์ เมืองสวรรค์

:b49: :b44: :b49:

รูปภาพ

• พ.ศ. ๒๔๙๔ จำพรรษาที่วัดป่าอิสสระธรรม
ตำบลวาใหญ่ อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร


ในปี พ.ศ.๒๔๙๔ ก่อนเข้าพรรษาหลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย ท่านได้เดินทางลงมาจากภูวัวเพื่อหาสถานที่จำพรรษา และก็ได้เข้าไปพำนักถือนิสัยอยู่กับหลวงปู่สีลา อิสฺสโร แห่งวัดป่าอิสสระธรรม ต.วาใหญ่ อ.อากาศอำนวย จ.สกลนคร ซึ่งหลวงปู่สีลานั้นท่านก็เป็นศิษย์ผู้ใหญ่ของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต อีกรูปหนึ่ง ที่มีข้อวัตรปฏิบัติอันน่าเลื่อมใสน่าศึกษา เป็นแบบฉบับของพระกรรมฐานโดยแท้ ดังคำปรารภของหลวงปู่สมชายที่นำมายกย่องสรรเสริญให้พระภิกษุสามเณรได้รับฟังอยู่เสมอๆ

ก่อนหน้าที่จะได้มาจำพรรษากับหลวงปู่สีลา อิสฺสโร นั้น หลวงปู่สมชายได้เร่งประกอบความเพียรอย่างหนักอยู่บนภูวัว ในสมัยก่อนนั้นภูวัวเป็นป่าดงดิบ ไข้ป่ายังชุกชุมมาก หลวงปู่สมชายก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไข้ป่าไม่พ้น ก่อนที่จะเดินทางมาถึงวัดป่าอิสสระธรรม ก็มีอาการป่วยเป็นไข้ป่าอยู่บ้างแล้ว พอลงมาจำพรรษาที่วัดป่าอิสสระธรรม ท่านได้เร่งทำความเพียรเพิ่มขึ้นอย่างไม่ย่อท้อต่อเนื่องตลอดพรรษา ๓ เดือน โดยได้ตั้งจิตอธิษฐานถือเนสัชชิกังคะ คือไม่เอนกายลงนอนจำวัดเลยตลอดไตรมาส ท่านได้ทำความเพียรอยู่ในอิริยาบถ ๓ คือ ยืน เดิน นั่ง อีกทั้งข้อวัตร กิจวัตร อาจริยวัตรทั้งหมดท่านก็ปฏิบัติได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่มีขาดตกบกพร่องเลยแม้แต่น้อย พอใกล้จะออกพรรษาในปีนั้น พิษไข้ได้ทวีความรุนแรงขึ้น แรงขึ้น เป็นลำดับ จนธาตุขันธ์ของหลวงปู่ที่ว่าแกร่ง ก็ยังพ่ายแพ้ต่อพยาธิมารหรือโรคภัยไข้เจ็บ


• ไข้ป่าเป็นเหตุ

หลวงปู่สมชายได้ล้มป่วยลงด้วยพิษของไข้ป่าหรือไข้มาลาเรียขึ้นสมอง ความต้านทานก็ไม่เพียงพอเนื่องจากร่างกายไม่ค่อยได้พักผ่อน และไม่ได้เอนกายลงนอนจำวัดเลยตลอด ๓ เดือนเต็ม ในช่วง ๘ วันหลังนี้ แม้อาหารก็ฉันไม่ได้เลย ฉันอะไรลงไปก็อาเจียนออกมาหมดเพราะพิษไข้ขึ้นสูงมาก เป็น ลักษณะนี้อยู่หลายวัน จนกระทั่งวันหนึ่งอาการรู้สึกว่าจะเพียบหนักกว่าทุกวัน ท่านจึงได้ยอมเอนกายลงนอนพัก ในขณะนั้นทุกขเวทนากำลังบีบคั้นรุนแรงมาก สังขารร่างกายมีอาการกระวนกระวายเป็นที่สุด ส่วนจิตใจของท่านก็พิจารณาจับดูอาการตามรู้อยู่เรื่อยไป จนที่สุดทางด้านจิตใจก็เริ่มกระสับกระส่าย กระวนกระวายมากเข้าทุกทีๆ จนไม่รู้ว่าจะเอาจิตใจไปวางไว้ตรงไหนดี ทั้งๆ ที่ท่านเองก็มีสมาธิอยู่ และมีสติอันแก่กล้า แต่เมื่อทุกขเวทนามากเข้าก็วางใจไม่ลงเอาเสียเลย เพราะทุกขเวทนามันมากกว่า มันทับเอาขนาดหนัก ในขณะที่กำลังกระวนกระวายอยู่นั้น ก็มีความรู้สึกว่าความรู้สึกต่างๆ มาจับอยู่ที่ท้องมากที่สุด มากกว่าทุกส่วนของร่างกาย หลวงปู่สมชายท่านบอกว่า มีความรู้สึกคล้ายๆ กับมีก้อนหินขนาดใหญ่มาวางทับอยู่บนท้อง รู้สึกว่าท้องค่อยๆ ยุบลงๆๆ จนกระทั่งรู้สึกว่าหายใจออกบ้าง ไม่ออกบ้าง คล้ายกับว่าไส้ข้างในท้องนั้นมันบิดตัว และลมในท้องก็ค่อยๆ อัดขึ้นมาๆ อัดขึ้นมาจุกอยู่ที่ตรงคอหอย ความเจ็บความปวดวิ่งไปทั่วสรรพางค์กายอย่างไม่มีอะไรมาเทียบได้เลย ทุกข์ทรมานไปหมด อาการเป็นอยู่อย่างนี้สักครู่ใหญ่ จึงมีความรู้สึกว่ากำลังจะสะอึก แล้วก็สะอึก “...อึ๊ก...!” แล้วเกิดเป็นอาการ...โล่ง...เบา...! สบาย...ไปหมดทั้งตัว

มีความรู้สึกว่าทุกขเวทนาทั้งหลายที่มีอยู่นั้นหลุดหายไปหมดแล้ว เอ !...นี่เราหายป่วยได้อย่างไร ?...แล้วก็ลุกขึ้นมานั่งได้ทันที ท่านจึงแปลกใจในตัวของท่านเองว่า...เราป่วยมาเป็นเวลาหลายวันแล้ว เมื่อสักครู่นี้เราก็ยังป่วยอยู่นี่นา เรากำลังมีทุกขเวทนาครอบงำอยู่ กำลังกระวนกระวายอยู่ แต่ทำไมเราสะอึกแค่ทีเดียว ทุกขเวทนาต่างๆ เหล่านั้นหายไปได้อย่างไร เราเองป่วยมาตั้ง ๘ วัน ๘ คืนแล้ว อาหารก็ฉันไม่ได้เลย แต่พอจะหายทำไมมันช่างง่ายนัก แค่สะอึกทีเดียวก็หายได้ เวลาในตอนนั้นประมาณ ๑ ทุ่มเศษ


รูปภาพ
หลวงปู่สีลา อิสฺสโร วัดป่าอิสสระธรรม

• ไปเยี่ยมไข้สามเณรน้อย

หลังจากที่ท่านรู้สึกว่าตัวของท่านได้หายป่วยอย่างประหลาดแล้ว ก็เลยนึกถึงสามเณรที่กำลังป่วยหนักอยู่อีกองค์หนึ่งซึ่งติดไข้ป่ามาจากภูวัวด้วยกันกับท่าน และเมื่อตอนเย็นก่อนจะมืดนี้ได้มีพระมาบอกว่าสามเณรป่วยมาก พอท่านนึกได้ดังนั้นก็ตั้งใจว่าจะไปเยี่ยมดูอาการไข้ของสามเณร และทันใดนั้นท่านก็มีความรู้สึกว่ายังไม่ทันได้ก้าวเท้าออกเดินเลย แต่จะไปด้วยเหตุใดไม่ทราบ ปรากฏว่าได้มาถึงสามเณรแล้ว มองเห็นสามเณรนอนหลับเป็นปกติอยู่ ก็นึกว่าสามเณรน่าจะยังตัวร้อนด้วยพิษไข้หนักอยู่ จึงอยากจะเอามือไปแตะหน้าผากดู เมื่อก้มตัวลงไปก็คิดว่าถ้าแตะแล้วสามเณรตื่นขึ้นมาก็จะทำให้ไม่สบายอีก จึงหยุดไม่ทำ พลางคิดว่ากลับกุฏิดีกว่า พรุ่งนี้ตอนกลางวันจึงค่อยมาเยี่ยมใหม่ก็แล้วกัน ต่อจากนั้นท่านก็เลยนึกถึงเรื่องกฐิน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ทราบมาว่าหลังจากออกพรรษาแล้ว มีทายกรับเป็นเจ้าภาพทอดกฐิน หลวงปู่สีลา อิสฺสโร ก็ได้ประชุมพระบนศาลาเรื่องการจัดกองกฐิน การสวดอุปโลกน์กฐิน จึงอยากทราบว่าพิธีต่างๆ ท่านทำกันอย่างไร มีอะไรจะให้ช่วยทำบ้าง พอนึกว่าจะไปที่ศาลาก็ถึงศาลาปุ๊บอีกเหมือนเดิม...ก็คิดได้ว่าเวลานี้เป็นตอนกลางคืน แต่ทำไมเราจึงสามารถมองเห็นอะไรต่างๆ ได้อย่างชัดเจน ชัดจนรู้ว่ากองกฐินนั้นมีอะไรบ้างโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้าหรือตะเกียง บนศาลานั้นก็มีเพียงเทียนไขจุดอยู่เท่านั้น แต่มองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนตอนกลางวัน

พอหันไปมองอีกด้านหนึ่งของศาลาก็เห็นหลวงปู่สีลา อิสฺสโร กำลังประชุมพระเณร และได้ยินพูดพาดพิงมาถึงตัวของท่านเอง ในลักษณะยกย่องว่า “ครูบาสมชาย ท่านเป็นผู้ที่ทำจริง เอาจริง มีความพยายามสูงมาก ถ้าท่านไม่ตายเสียก่อนท่านคงได้คุณธรรมชั้นสูงอย่างแน่นอน และคงจะได้เป็นกำลังพระศาสนาที่สำคัญองค์หนึ่ง แต่น่าเสียดายมากว่าเวลานี้ท่านกำลังป่วยหนัก ใกล้จะตายเอาเสียด้วยเพราะพิษไข้ป่าขึ้นสูงมาก ทั้งๆ ที่ท่านยังป่วยอยู่ก็ยังมีความเพียรถึงเพียงนี้ พยายามประกอบความเพียรไม่หลับไม่นอนเอาเสียเลย เมื่อวันก่อนท่านยังสั่งไว้อีกว่า ไม่ต้องเป็นห่วงท่าน ขอเพียงแต่พระเณรเอาน้ำใส่กาไปตั้งไว้ให้ที่หน้ากุฏิก็พอ ถ้าท่านตายก็ให้ฝังเลย ไม่ต้องเผา ดูซิ ! ท่านไม่ต้องการให้เป็นภาระของสงฆ์เสียอีก หรือตายแล้วก็ไม่รู้...”

ในขณะที่ยืนฟังอยู่นั้น ก็หวนคิดขึ้นมาได้ว่า การที่มายืนฟังครูบาอาจารย์พูดคุยกันโดยที่ตัวเองไม่ได้อยู่ในหัตถบาสด้วยนั้นเป็นอาบัติทุกกฎ และเสียมารยาทด้วย ถ้ามีใครผ่านมาเห็นเข้าจะหาว่าเรามาแอบฟังเรื่องราวต่างๆ ซึ่งเป็นทั้งอาบัติและเสียมารยาท ก็รู้สึกไม่สบายใจ ท่านจึงได้รีบออกจากที่นั้นทันที พอเดินลงมาถึงลานวัด ก็มาเจอกับสุนัขตัวหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ


• สุนัขเห็นผีจริงไหม

ในขณะที่หลวงปู่สมชายเดินลงมาจากศาลาจะกลับกุฏินั้น ก็พบกับสุนัขที่ท่านเลี้ยงไว้ตัวหนึ่ง จึงอยากจะเดินไปเล่นกับมัน เนื่องจากเป็นสุนัขที่ท่านเลี้ยงไว้ตั้งแต่เล็กๆ จึงเชื่องและคุ้นเคยกับท่านมาก ซึ่งท่านเคยใช้สุนัขตัวนี้เป็นเครื่องมือทดลองสะกดจิต ฝึกแบบจิตวิทยาทุกวัน ตามปกติแล้วสุนัขตัวนี้เมื่อเห็นท่านแล้วจะต้องวิ่งเข้ามาหาเข้ามาเลียแข้งเลียขาทันที มักชอบติดตามไปไหนมาไหนด้วยเสมอๆ แต่วันนี้ทำไมมันจึงเป็นอย่างนี้ ทำท่าแปลกๆ พอเห็นปุ๊บก็วิ่งหนีทันที ทำท่าหยุดๆ มองๆ พอท่านเดินตามไปก็วิ่งหนีต่อไปอีก แล้วก็วิ่งหนีหายไปทางไหนไม่รู้อีกเลย ท่านจึงคิดว่า...“เอ ?...เจ้าสุนัขตัวนี้มันเห็นผีหรือเปล่าหนอ สงสัยจริงๆ...”

• ไหนตัวเรากันแน่

หลังจากครุ่นคิดอยู่กับสุนัขแล้ว ก็ได้เดินทางกลับกุฏิ พอเปิดประตูกุฏิเข้าไปก็ต้องตกตลึง ! และยิ่งแปลกประหลาดกับสิ่งที่เห็นต่อหน้านั้นยิ่งนักว่า เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ร่างที่นอนอ้าปากตาเหลือกอยู่บนเตียงนั่นก็เรา ที่ยืนมองอยู่นี้ก็ตัวเราอีก จึงแปลกใจมากว่า เอ !...เกิดอะไรขึ้นหรือนี่ ? ทำไมเราจึงเป็นสองคนได้ ที่ยืนอยู่นี่ก็เรา ที่นอนอ้าปากตาเหลือกอยู่บนเตียงนั่นก็เราอีก มันอะไรกันแน่..ท่านยังคิดต่อไปอีกว่า หรือนี่คือผลของสมาธิที่สามารถทำคนคนเดียวให้เป็นสองคนได้...!

ขณะที่ท่านกำลังคิดตรึกตรองเหตุการณ์ต่างๆ อยู่นั้น ก็ได้มีชายใส่ชุดสีขาวเข้ามาหาท่าน ๒ คน พร้อมกับพูดขึ้นว่า “ผมจะมาพาท่านไปเที่ยวบ้าน...” หลวงปู่จึงถามเขาว่า “บ้านที่ร้อยเอ็ดหรือ (บ้านเกิด) ?” เขาตอบว่าไม่ใช่ หลวงปู่จึงบอกเขาต่อไปอีกว่า ยังไปไม่ได้หรอกเพราะกำลังสงสัยอยู่ว่านี่มันอะไรกันแน่ นั่นก็ตัวเราที่ยืนอยู่นี่ก็ตัวเรา ถ้าพรุ่งนี้ครูบาอาจารย์ถามจะตอบไม่ถูก


ชายสองคนนั้นตอบว่า “ไม่เป็นไร ? ถ้าท่านไปกับข้าพเจ้าแล้วจะสิ้นสงสัยเอง...” หลวงปู่สมชายได้ย้อนถามเขาถึงสองครั้ง เขาก็ตอบยืนยันว่าจะสิ้นสงสัยจริงถึงสองครั้งเช่นกัน “ถ้าอย่างนั้นก็ตกลง” พอตอบว่าตกลงเท่านั้นเอง ก็ปรากฏว่ามีความรู้สึกคล้ายๆ กับว่าลอยตามเขาไปทันที และปรากฏว่าลอยออกไปทางทิศตะวันออกของกุฏิ ลอดกิ่งต้นกะบกออกไป หลวงปู่สมชายได้ถามเขาอีกครั้งหนึ่งว่า “จะพาไปที่ไหน ?” เขาชี้มือให้ดู มองเห็นคล้ายๆ กับมีดวงดาวดวงหนึ่งลอยอยู่ข้างหน้า และกำลังจะพุ่งตรงเข้าไปที่นั้นนั่นเอง

ตามความรู้สึกของหลวงปู่สมชายท่านเล่าให้ฟังว่า ท่านสังเกตดูแล้ว “ดาวดวงที่จะไปนั้นมีลักษณะคล้ายกับดาวเพชร และก็ปรากฏว่าพุ่งวูบเข้าไปสู่ดาวดวงนั้นทันที...”


รูปภาพ
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

• โลกทิพย์

เมื่อไปถึงสถานที่แห่งใหม่นี้แล้ว หลวงปู่สมชายท่านเล่าว่ามีความรู้สึกคล้ายๆ กับโลกมนุษย์ของเรานี่เอง แปลกแต่ว่ามีต้นไม้เป็นระเบียบและสูงมาก กิ่งก้านสาขาเข้าประสานถึงกันหมด พอมองขึ้นไปข้างบนเหลืองอร่ามเหมือนสีทอง ส่วนข้างล่างที่พื้นเหยียบเหมือนมีหญ้าแห้วหมูปกคลุมทั่วไปหมด หรือคล้ายๆ กับปูลาดไปด้วยพรม คลุมไปหมดมองไม่เห็นพื้นดินเลยว่าเป็นอย่างไร เหยียบไปตรงไหนก็นุ่มนิ่มไปหมด ถึงตอนนี้หลวงปู่บอกว่า จิตใจนี่เปลี่ยนไปหมดหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว จิตใจอ่อนโยนอย่างบอกไม่ถูก ถ้าใครไปเจอแล้วจะรู้เองว่าจิตใจมันเปลี่ยนอย่างไร เพราะว่าบางอย่างไม่สามารถเล่าให้ถูกต้องได้ อุปมาข้อนี้เหมือนกับรสชาติของผลไม้ ผู้ที่ยังไม่เคยชิมดู ถึงแม้ว่าใครจะพรรณนาเรื่องรสชาติให้ฟังอย่างไรก็ไม่หายสงสัย นอกจากจะลองรับประทานด้วยตนเอง ถึงไม่พรรณนาก็สามารถรู้ได้เองฉันใด เรื่องนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น เมื่อเรายังไม่ถึงก็ไม่รู้ว่าจิตใจเปลี่ยนแปลงอย่างไร บอกไม่ถูก แต่ถ้าถึงแล้วไม่ต้องมีใครบอกก็สิ้นสงสัยเอง

ท่านยังบอกว่า พอก้าวเท้าเข้าไปถึงเท่านั้นก็ได้ยินเสียงขับกล่อมอยู่ตลอดเวลา คล้ายๆ กับเสียงดนตรี ทำให้จิตใจเยือกเย็นและอ่อนโยนเป็นลำดับ แต่ไม่รู้ว่าเสียงนั้นมาจากไหน แล้วเขาก็พาท่านไปจนถึงบ้านหลังหนึ่ง และบอกว่า “นี่แหละบ้านของท่าน ที่เราว่าจะพาท่านมา...”

เขาได้พาเข้าไปในบ้าน ท่านจึงได้เอ่ยถามเขาว่า “ใครเป็นผู้มาสร้างไว้ให้ ?”

เขาตอบว่า “ที่เราอยู่เวลานี้ คือ โลกทิพย์ ของทั้งหมดไม่ต้องมีใครสร้าง เกิดขึ้นเอง เป็นเองด้วยอานิสงส์ของความดีที่ทำไว้ในโลกมนุษย์...”

เขาพูดเพียงแค่นั้น หลวงปู่สมชายท่านก็รู้ได้ทันทีว่า “ถ้าอย่างนั้นเราก็ตายแล้วนะซี ? ถ้ารู้ว่าตายอย่างนี้จะไปกลัวตายทำไม ไม่เห็นจะน่ากลัวตรงไหนเลย”

แล้วได้ถามเขาอีกว่า “บ้านหลังนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ?...”

เขาอธิบายให้ฟังว่า สวดปาติโมกข์ได้มีอานิสงส์ เขาอธิบายให้ฟังว่า “สมัยหนึ่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ท่านได้จำพรรษาอยู่กับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ที่วัดป่าภูธรพิทักษ์ (ธาตุนาเวง) จ.สกลนคร ในปีนั้นท่านได้ตั้งใจสวดพระปาติโมกข์ สวดได้ดีมาก และน้อมใจขึ้นสวดจริงๆ จึงได้บังเกิดปราสาทหลังนี้ขึ้นเป็นอานิสงส์ตอบสนอง...”

พอท่านได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกซาบซึ้งใจมาก ทั้งดีใจและเสียใจระคนกัน ซึ่งแต่ก่อนนึกว่าครูบาอาจารย์หานโยบายให้ลูกศิษย์มีความขยันท่องปาติโมกข์ แต่พอมาเจอเข้าอย่างนี้จึงรู้ว่าเป็นเรื่องจริง พอมองออกไปข้างนอกด้านทิศตะวันออกของปราสาท ก็มองเห็นสวนมะม่วงสวยงามขึ้นเป็นระเบียบเรียบร้อย ร่มรื่น มีลานหญ้า และน้ำตกไหลซู่ๆ สดชื่นจริงๆ มีที่นั่งที่นอนสำหรับพักผ่อนหย่อนใจ ดูเป็นสถานที่น่ารื่นรมย์เป็นอย่างยิ่ง ทำให้เพลิดเพลินจำเริญใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

หลวงปู่สมชายจึงเอ่ยถามขึ้นอีกว่า “สวนมะม่วงแห่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ?”

เขาตอบว่า “อานิสงส์จากที่ท่านเคยถวายมะม่วงแก่ครูบาอาจารย์ด้วยจิตที่น้อมลง...”


คือเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ในปีเดียวกันนั้น ท่านได้ไปบิณฑบาตที่บ้านธาตุนาเวง ซึ่งเป็นทางสายบิณฑบาตที่ไกลกว่าทุกสายและเดินทางลำบากมาก ต้องข้ามน้ำข้ามคลอง บางแห่งก็ต้องเดินลุยโคลนไป ผ้าสบงจีวร ต้องเปียกเลอะเทอะแทบทุกวัน จนไม่มีพระเณรองค์ไหนอยากจะไป เมื่อไม่มีใครไป ท่านจึงไปแต่เพียงผู้เดียวตลอดพรรษา มีวันหนึ่งชาวบ้านถวายมะม่วงอกร่องใส่บาตรมาหลายลูก พอท่านเดินกลับจากบิณฑบาตก็มีความตั้งใจว่า เมื่อกลับถึงวัดแล้วจะเอามะม่วงที่บิณฑบาตได้มานี้ถวายครูบาอาจารย์ให้หมดทุกองค์ เพราะว่าเป็นอาหารที่ประณีตดี พอกลับมาถึงวัดแล้วท่านก็ได้น้อมใจที่เต็มไปด้วยบุญกุศล เอามะม่วงใส่บาตรถวายครูบาอาจารย์จนหมดเกลี้ยง โดยที่ตนเองไม่ได้เก็บไว้ฉันเองเลย ซึ่งในครั้งนั้นเป็นการตั้งใจและน้อมใจทำบุญอย่างจริงๆ ด้วยอานิสงส์นั้นจึงบังเกิดผลเป็นสวนมะม่วง และสถานที่แห่งนี้ขึ้นมา

จากนั้นเขาก็เล่าเรื่องต่างๆ ให้ฟังอีกเป็นลำดับว่าของแต่ละอย่างเกิดขึ้นได้อย่างไร อยู่ที่ไหน ตลอดถึงครูบาอาจารย์ของเขาที่นำพาประกอบบุญกุศลตั้งแต่ครั้งสมัยที่เขายังอยู่ในโลกมนุษย์ เขาได้นำหลวงปู่สมชายเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ อยู่บนโลกทิพย์นั้น หลวงปู่ท่านก็เกิดความเสียใจมากว่า “อานิสงส์ของท่านทำไมมันช่างน้อยนัก ท่านเคยสร้างโบสถ์ และวิหารก็หลายหลัง ให้ทานการบริจาคด้านอื่นๆ ก็มีจำนวนมากมาย ทำไมไม่เห็นมีอานิสงส์เลย เหตุใดจึงมีเพียงสองอย่างเท่านั้น ?...”

จึงได้ถามเทพเจ้าเหล่านั้นต่อไปอีก เขาก็ตอบว่า “นั่นท่านสักแต่ทำ โดยที่ไม่มีจิตใจน้อมลงเพื่อบุญกุศล ทำมากเท่าไรก็ไม่มีอานิสงส์ ถึงมีบ้างก็ยากเต็มที เหมือนโยนเข็มลงมหาสมุทร แต่ว่าอานิสงส์ทั้งสองอย่างที่ท่านประจักษ์อยู่นี้ ท่านได้ทำด้วยใจน้อมลงเพื่อบุญกุศลจริงๆ จึงบังเกิดขึ้นเป็นอานิสงส์ดังนี้สองอย่าง...”

หลวงปู่สมชายท่านได้เล่าให้ฟังอีกว่า อานิสงส์ของท่านนั้นถ้าเปรียบกับของคนอื่นที่ได้เห็นมาแล้วนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่มีวาสนาบารมีกันมากๆ ทั้งนั้น เพราะมีสิ่งประดับบารมีที่วิจิตรตระการตามากกว่าของท่านมากนัก ถ้าเปรียบแล้วท่านบอกว่า ของท่านนั้นเปรียบเหมือนเทพเจ้าระดับชาวบ้านธรรมดา หรือระดับขอทานเท่านั้น “ส่วนของเทพเจ้าองค์อื่นๆ นั้นเปรียบเหมือนเทพเจ้าระดับเศรษฐีหรือพระราชาทีเดียว” ท่านจึงเกิดความเสียใจ และคิดอยากกลับมาสร้างบารมีใหม่เพื่อเป็นการแก้ตัวอีกสักครั้ง


• ขอกลับมาสร้างบารมีต่อ

หลวงปู่สมชายท่านจึงได้อธิษฐานไว้ในใจว่า “ถ้าข้าพเจ้ามีบุญบารมีเหมือนอย่างที่หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้เคยปรารภมาแล้ว ก็ขอให้บรรดาเทพเจ้าเหล่านี้จงได้ยินยอมตามที่ข้าพเจ้าจะขอต่อไปด้วยเถิด แต่ถ้าหากว่าไม่มีบุญที่จะสร้างความดีและบารมี หรือพอที่จะทำประโยชน์ให้กับพระพุทธศาสนาได้แล้ว ก็ขอให้เทพเจ้าเหล่านี้อย่าได้ยินยอมตามที่ข้าพเจ้าขอเลย”

ท่านอธิษฐานเสร็จก็ได้หันหน้าประนมมือไปทางเทพเจ้าเหล่านั้นแล้วกล่าวว่า “พวกท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าเกิดมาในชาตินี้ เกิดในพาเหียรลัทธิ คือ ลัทธินอกพระศาสนา ซึ่งสอนว่าตายแล้วสูญ ข้าพเจ้าจึงเสียใจมาก ถ้าข้าพเจ้ารู้อย่างนี้ตั้งแต่แรก ข้าพเจ้าจะสร้างความดีให้เต็มที่ ฉะนั้นจึงขอได้กลับลงไปสร้างบารมีบรมโพธิสมภาร เพื่อเป็นการแก้ตัวอีกสักครั้งหนึ่งเถิด”

พอท่านกล่าวจบลงเท่านั้น เทพเจ้าทั้งหมดได้ยกมือขึ้นพร้อมกับกล่าวคำว่า “สาธุ” พร้อมกันด้วยเสียงดังกระหึ่มไปหมด เทพเจ้าทั้งหลายเหล่านั้นได้สั่งอีกว่า “ท่านจะกลับลงไปได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อท่านกลับลงไปแล้วจงพยายามสร้างความดีให้เต็มที่ เพราะเวลามีอยู่จำกัด”


ในช่วงเวลานี้โลกมนุษย์ของเรานับว่ายังโชคดีอยู่มาก ที่ยังมีพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังมีพระพุทธศาสนา ถ้าเราเกิดในสุญญกัปคือกัปที่สูญสิ้นพระศาสนาแล้ว โลกมนุษย์จะลำบากมากที่สุด และจากการที่พระพุทธเจ้าจะมาตรัสรู้ในโลกมนุษย์แต่ละพระองค์นั้นเป็นของยากมากลำบากสุดที่จะกล่าว เพราะกว่าพระองค์จะสร้างบารมีให้เต็มบริบูรณ์ได้ก็กินเวลาที่ยืดยาวหลายอสงไขยกัป

เทพเจ้าเหล่านั้นก็ยังได้ชี้ให้หลวงปู่ดูดวงดาวต่างๆ พร้อมกับอธิบายให้ฟังอีกว่า “ดูซิ ! สถานที่ที่พวกเราเวียนว่ายตายเกิดนั้นมีมากมายดังที่เรามองเห็นอยู่บนท้องฟ้า ดวงดาวแต่ละดวงทั้งหมดที่มีอยู่จำนวนถึง...แสนโกฏิดวง แต่ละดวงก็เป็นแต่ละจักรวาล แต่ละจักรวาลนั้นถ้าว่าโดยส่วนใหญ่แล้ว แยกออกเป็นสองประเภท คือประเภทที่มีแสงในตัวเอง และประเภทที่ไม่มีแสงสว่างในตัว”

เราจะสังเกตได้ดังนี้ ถ้าดวงใดมีแสงกะพริบ วับ !...วับ !...และมีแสงวิ่งรอบตัวนั้นเป็นจักรวาลของดวงอาทิตย์ สำหรับให้แสงสว่างและความอบอุ่นแก่โลกอื่น ซึ่งเป็นจักรวาลที่ไม่มีสิ่งที่มีชีวิตอยู่ ถ้าดวงใดมีลักษณะนิ่งๆ ไม่มีการกะพริบตัว ดาวดวงนั้นมีวิญญาณของมนุษย์และสัตว์อยู่ เป็นจักรวาล ที่มีสิ่งที่มีชีวิตอยู่ แต่ว่ายังแยกออกเป็นสามประเภท คือ

ประเภทที่หนึ่ง เต็มไปด้วยความทุกข์ เช่น “นรก” เป็นต้น

ประเภทที่สอง เป็นจักรวาลที่เต็มไปด้วยความสุข เช่น “โลกทิพย์ หรือ สวรรค์”

ประเภทที่สาม เป็นจักรวาลที่มีทั้งสุขและทุกข์ปะปนกันอยู่ เดี๋ยวร้องไห้ เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวสมหวัง เดี๋ยวผิดหวัง วันนี้มีความสุขความเจริญ แต่รุ่งขึ้นอาจจะได้รับความทุกข์ได้รับความเดือดร้อน หรือวันนี้อาจจะแย่เต็มที แต่วันพรุ่งนี้อาจจะดีจนเด่น เช่นนี้เป็นต้น ประเภทดังกล่าวมานี้ ได้แก่ “โลกมนุษย์”... “และพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์จะต้องมาเกิดในโลกมนุษย์นี้ เพราะโลกมนุษย์มีสิ่งเปรียบเทียบทั้งทางดี และทางชั่ว มีทั้งสุข มีทั้งทุกข์ ปะปนกันอยู่” ส่วนนรกและสวรรค์นั้นไม่มีสิ่งเปรียบเทียบ เช่น เมืองนรกนั้นก็มีแต่ทุกข์อย่างเดียว ส่วนเมืองสวรรค์นั้นก็มีแต่สุขอย่างเดียว


ฉะนั้น การมาตรัสรู้ธรรมของพระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์จึงมาตรัสรู้ได้ในโลกมนุษย์แห่งนี้แห่งเดียวเท่านั้น ท่านเรียกว่า “มงคลจักรวาล คือ จักรวาลที่เป็นมงคล...” หลังจากนั้นเทพเจ้าทั้งสองที่ได้มารับท่านไปในครั้งแรกนั้น ก็ได้นำท่านกลับมายังโลกมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง และได้นำเข้าไปยังกุฏิหลังเดิม พอเข้าไปถึงกุฏิก็มองเห็นร่างของท่านนอนอ้าปากตาเหลือกอยู่อย่างเดิม และเทพเจ้าทั้งสองนั้นก็ยังได้กล่าวสอนท่านอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นเขาได้ให้ท่านหลับตา พอท่านหลับตาก็มีความรู้สึกทันทีว่าได้เข้าไปอยู่ในร่างเดิมอีกครั้งหนึ่ง แต่เนื่องจากร่างกายนั้นปราศจากวิญญาณนานถึง ๑๕ ชั่วโมงแล้วจึงรู้สึกว่าร่างนั้นแข็งเหมือนท่อนไม้ ท่านต้องใช้ความพยายามค่อยๆ ขยับตัวทีละน้อยๆ จนกระทั่งขยับมือได้ก่อน แล้วก็ค่อยๆ ยกมือขึ้นมาบีบปากที่อ้าค้างอยู่นั้นให้หุบลง หลังจากนั้นก็ยกมือขึ้นมานวดกระบอกตาจนเริ่มกะพริบตาได้ ก็ลุกขึ้นนั่ง แล้วค่อยๆ กระเถิบไปที่โอ่งน้ำล้างเท้าหน้ากุฏิ ตักเอาน้ำขึ้นมาฉันเพราะรู้สึกกระหายน้ำมาก เมื่อท่านได้ฉันน้ำเข้าไปประมาณ ๑ ลิตร ก็รู้สึกว่าค่อยสดชื่นขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังไม่คล่องตัว และเกิดอาการหิวขึ้นมา จึงได้ขยับไปตากแดด แล้วก็นวดเฟ้นตามแขน ขา ตามข้อต่างๆ ของร่างกายสักพักหนึ่งก็เริ่มยืดแขน ยืดขา และอวัยวะส่วนอื่นๆ ก็เริ่มใช้การได้ดีขึ้น แล้วก็ได้ลุกเดินไปศาลาเพื่อจะฉันอาหาร เพราะรู้สึกว่ามีความหิวมาก ฉันอาหารเสร็จเรียบร้อยได้เวลาเที่ยงพอดี รวมเวลาที่ได้สลบไปทั้งหมด ๑๕ ชั่วโมงเศษ

ในช่วงนี้ข้าพเจ้า (ผู้เขียน) ได้มีโอกาสกราบเรียนถามหลวงปู่สมชายเพิ่มเติม นอกไปจากเรื่องการมรณภาพไปของท่านอีกหลายเรื่อง ท่านก็ได้เมตตาอธิบายให้ฟังจนเป็นที่พอใจ ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์และน่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง จึงคิดว่าน่าจะได้เล่าและบันทึกรวมไว้ด้วย ดังนี้

ข้าพเจ้ากราบเรียนถามท่านต่อไปว่า ตอนที่ท่านได้ไปเห็นความเป็นอยู่ของเทพเจ้าหรือชาวโลกทิพย์นั้น ท่านอาจารย์ว่าเป็นไปได้ไหม ที่ในตำราหรือตำนานบางเล่ม หรือตามที่มีครูบาอาจารย์บางองค์เล่าเรื่องอสูรกับเทวดารบกัน แย่งลูกชิงเมียกันบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องเล่าของทางพุทธหรือพราหมณ์ก็ไม่ทราบ แต่กระผมตีความเอาเองว่า ท่านเล่าเรื่องเทวดาทางพุทธ เพราะเคยเห็นในตำนานทางพุทธ (เรื่องนี้ขอยกไว้เพราะเป็นเรื่องส่วนบุคคล) แต่ที่สงสัยนั้น คือ “ทำไมเมืองสวรรค์แท้ๆ ถึงต้องรบราฆ่าฟันกัน ในตำนานบอกว่า รบเพื่อแย่งที่อยู่อาศัย และแย่งลูกชิงเมียกัน ถ้าสวรรค์เป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ไม่เห็นมีอะไรต่างจากโลกมนุษย์ เพราะการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันเป็นเรื่องของพวกมนุษย์ที่มีกิเลสหนาปัญญาหยาบ และถ้าจะว่าไปแล้ว โลกมนุษย์เรายังมีอะไรแปลกๆ น่าคิดกว่าเมืองสวรรค์เสียอีก เช่น “สวรรค์มีช้างมีม้า เป็นต้น เป็นพาหนะ แต่เมืองมนุษย์เรามีถึงจรวด เครื่องบิน ฉะนั้นกระผมรู้สึกฉงนใจ เรื่องนี้กระผมเห็นว่ามีความสำคัญต่อพระศาสนาเป็นอย่างมาก ถ้าหากเป็นอย่างที่กระผมกราบเรียนมานั้นจริงๆ คนสมัยใหม่นี้คงไม่มีใครอยากไปสวรรค์กัน เพราะยังมองไม่ออกว่า เมื่อไปถึงแล้วจะมีความสุขสบายได้อย่างไร ตอนนี้มนุษย์ทั้งหลายบนโลกเขาก็เอือมระอาสงครามกันมากพอแล้ว แล้วไปถึงเมืองสวรรค์ก็ยังมีการทำสงครามกันอีก...” กระผมใคร่ขอให้ท่านพระอาจารย์ได้เมตตาช่วยคลี่คลายปัญหาที่ได้กราบเรียนถามมานี้ด้วย เพื่อจะทำให้ชาวโลกนี้ได้เห็นความจริงตามหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ก็จะเป็นประโยชน์ต่อเขาเป็นอย่างมาก ซึ่งจะเป็นสิ่งที่น่าอนุโมทนาเป็นอย่างยิ่ง เมื่อกราบเรียนถามจบ ท่านก็นั่งพิจารณาเหตุผลอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงตอบว่า

“การที่เรารู้ว่าอะไรเป็นสวรรค์ของพุทธหรือไม่ใช่ของพุทธนั้น เราต้องศึกษาให้เข้าใจเสียก่อนว่า พุทธของเรานั้นมีความหมายอย่างไร และของพราหมณ์มีความหมายอย่างไร ถ้าจะว่าตามหลักทางพระพุทธศาสนา พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราตรัสไว้ว่า สวรรค์นั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจบุญ ไม่มีใครสร้างสรรค์ แต่เกิดขึ้นเองด้วยอำนาจผลแห่งความดีที่ทำไว้ ท่านจึงเรียกว่า “โลกทิพย์” ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ และใครก็ลักขโมยไม่ได้ อุปมาเหมือนความรู้ของเราที่มีอยู่ในใจก็ไม่มีใครสามารถแย่งชิงเอาไปได้ฉันใด เรื่องบุญกุศลก็ฉันนั้น ถ้าหากแย่งเอาไปได้จริงๆ ก็คงไม่มีใครอยากทำบุญ เพราะถ้าเราเห็นใครทำบุญมากๆ ถ้าเผลอเมื่อไรก็มีหวังถูกขโมยเมื่อนั้น ความจริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น สรุปความว่า สวรรค์ของพุทธที่แท้จริง ไม่มีอิจฉาตาร้อนกัน เมื่อไม่มีการอิจฉา การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นก็ไม่มี การเบียดเบียนซึ่งกันและกันก็ไม่มี...”

อีกอย่างหนึ่ง ที่คุณว่าสวรรค์มีช้าง มีม้า มีรถ มีเกวียนเหล่านี้ เป็นต้น เป็นยานพาหนะ ส่วนมนุษย์ของเรามีถึงจรวดและเครื่องบิน เมื่อผมฟังดูก็รู้สึกว่าน่าฟัง ความจริงเรื่องสวรรค์ที่คุณเล่ามาทั้งหมดนั้น ผมเคยเห็นอยู่ในคัมภีร์พราหมณ์ตั้งแต่สมัยผมเป็นเด็ก คุณหลวงเสนาซึ่งเป็นตาของผมท่านเคยเล่าให้ฟัง ผมจำได้ตั้งแต่สมัยโน้นที่ผมยังนับถือศาสนาฮินดูอย่างเคร่งครัด


ต่อมาพอผมได้ฟังธรรมทางพระพุทธศาสนาแล้วเกิดศรัทธาปสาทะขึ้นจึงได้หันมานับถือพระพุทธศาสนา แต่พอมาค้นคว้าตำราของพุทธศาสนาเข้า ก็เจอเรื่องอสูรกับเทวดาเข้าอีกผมจึงแปลกใจ ไม่รู้เข้ามาปะปนอยู่ในทางพระพุทธศาสนาตั้งแต่เมื่อไร อีกประการหนึ่งเรื่องเทวดาหรือเทพเจ้าของพุทธ ผมเชื่อว่าไม่ต้องขี่อะไรเป็นพาหนะ เพราะเทพเจ้าทั้งหลายเหล่านั้นล้วนแต่ได้กายทิพย์ด้วยกันทั้งนั้น กายทิพย์ เป็นกายที่ละเอียด พอนึกว่าจะไปไหนก็ไปถึงเลย ไม่ต้องขี่ยานพาหนะให้ลำบาก เปรียบเหมือนความคิดของเราเวลาจะไปไหนมาไหน ไม่เห็นว่าความคิดของเราขี่อะไรเลย และก็ไม่จำเป็นในเรื่องยานพาหนะที่จะให้ความคิดเราขี่ด้วยฉันนั้น ในเมื่อเราจะไปไหนก็ได้ ก็ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับเรื่องยานพาหนะ สมมุติว่าใครสัปดนสร้างยานพาหนะให้ความคิดของตัวเองขี่ เพื่อไปเที่ยวในสถานที่ต่างๆ เข้า คนคนนั้นก็แย่เต็มที...

ข้าพเจ้ากราบเรียนถามท่านพระอาจารย์ต่อไปว่า “ตอนที่ท่านอาจารย์ไปถึงโลกทิพย์นั้นแล้วมีความรู้สึกอย่างไรบ้าง ?” ท่านตอบว่า ก็เป็นเหมือนกับที่เล่ามาแล้วนั่นเอง พอไปถึงเข้าก็ปรากฏว่ามีอะไรหลายอย่างที่แปลกจากโลกมนุษย์ เป็นต้นว่า ปราสาทราชวังและสถานที่ล้วนแต่มีความสวยสดงดงาม ดูเพลิดเพลิน น่ารื่นรมย์ทั้งนั้น ผมยังถามเขาว่าใครเป็นคนสร้าง เขาก็บอกว่าไม่มีใครสร้าง เพราะที่นี่ของเกิดขึ้นเองเราจึงเรียกว่า “โลกทิพย์” พอได้ยินคำว่าโลกทิพย์ผมจึงเอะใจ เลยถามเขาว่า “นี่ข้าพเจ้าตายแล้วใช่ไหม ?” เขาตอบว่า “ใช่ ! เวลานี้ท่านตายแล้ว” ถ้าตายอย่างนี้ก็ไม่เห็นหน้ากลัวอะไร ? ก็เหมือนกับเรายังเป็นมนุษย์อยู่นี่เอง จะไปไหนมาไหนก็ปรากฏว่า ร่างกายเรานี้ไปด้วยทั้งดุ้นทั้งก้อน เหมือนกับเมื่อยังมีชีวิตอยู่นี่เอง เขาจึงเล่าต่อไปอีกว่า กายคนเรานั้นถ้าว่าโดยส่วนใหญ่แล้วมีสามชั้นด้วยกันคือ


กายธาตุ หมายถึง กายที่หยาบๆ ที่พวกเรามองเห็นด้วยตาเนื้อ กายประเภทนี้สมควรแก่โลกมนุษย์

กายทิพย์ หมายถึง กายที่ละเอียดต้องเห็นด้วยตาทิพย์ กายประเภทนี้สมควรแก่โลกทิพย์

กายธรรม หรือ ธรรมกาย ได้แก่ กายของพระอรหันต์ ผู้บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสที่สมควรแก่นิพพาน

ผมได้ฟังดังนี้แล้วรู้สึกซึ้งใจ คิดไปถึงเมื่อครั้งที่เราเคยเรียนธรรมะ ก็เพิ่งมาเข้าใจเรื่องกายสามประเภทในตอนนี้เอง

ข้าพเจ้ากราบเรียนถามท่านพระอาจารย์ต่อไป “แล้วจะเป็นไปได้ไหมครับที่บางตำนานเขียนไว้ว่า เทพเจ้ารบกันหรือทำสงครามกัน ?” หลวงปู่ตอบว่า “เป็นไปไม่ได้ พอไปถึงที่นั่นแล้วจิตใจเปลี่ยนหมด มีแต่ความซาบซึ้งและอ่อนโยน แถมยังมีอานิสงส์แห่งการทำความดีประจักษ์ชัดเจนจนไม่มีข้อสงสัย จะสามารถทำลงได้อย่างไร ผมเข้าใจว่าไม่มีทาง เพราะหิริและโอตตัปปะมีประจำอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นที่ท่านว่า หิริและโอตตัปปะเป็นเทวธรรม คือ เป็นธรรมของเทวดาหรือของเทพเจ้านั้นเป็นเรื่องจริง และถ้าใครมีธรรมสองอย่างนี้อยู่ในใจจนตลอดชีวิตแล้ว เมื่อตายแล้วมีหวังได้เป็นเทพเจ้าเสวยทิพย์สมบัติอยู่บนสรวงสวรรค์แน่นอนโดยไม่ต้องสงสัย...”

ข้าพเจ้ากราบเรียนถามท่านต่อไปว่า “ตามที่ท่านได้เที่ยวชมอยู่บนโลกทิพย์นั้น ได้สังเกตเห็นอะไรบ้างที่ต่างจากโลกมนุษย์ของเรา” ท่านพระอาจารย์ตอบว่า “มีมากจนไม่สามารถจะนำมาเล่าให้หมดทุกอย่างได้ แต่ผมจะเล่าคร่าวๆ ให้ฟังในสิ่งที่จำได้ และเห็นชัดมีดังนี้...”

ในเบื้องต้นที่เราเหยียบย่างเข้าไป จะเห็นต้นไม้เป็นระเบียบเรียบร้อยและสูงมากสม่ำเสมอกันจริงๆ แม้แต่หญ้าที่เราเหยียบไปก็มีความสม่ำเสมอกันหมด ไม่มีสูงๆ ต่ำๆ ส่วนข้างบนต้นไม้จะมีกิ่งก้านเข้าประสานกันทำให้เกิดความร่มรื่นและสวยงาม...

พอไปถึงแต่ละบ้าน เจ้าของบ้านเขาออกมาต้อนรับเราด้วยไมตรีจิตอันดีงามจริงๆ เชิญให้เข้าไปในบ้านเขาด้วยความพอใจ พูดถึงการต้อนรับ จะไม่มีที่ไหนในเมืองมนุษย์เราเสมอเหมือน แต่ก็น่าแปลกใจว่า ทำไมเทพเจ้าที่มาต้อนรับเรา จึงไม่ปรากฏว่ามีลูกเล็กเด็กแดงอุ้มกันกระจองอแงเหมือนโลกมนุษย์เราเลย มีแต่คนโตๆ เท่านั้น และเวลาทำการปฏิสันถารกับผมนั้น ก็ไม่ปรากฏว่ามีอะไรมาต้อนรับ เช่น ข้าวปลาอาหาร น้ำร้อนน้ำเย็น เป็นต้น ส่วนการมาของเทพเจ้าและการไปของผม ซึ่งเขาพาไปชมที่ต่างๆ ก็ดี ก็ไม่ปรากฏว่ามีอะไรเป็นยานพาหนะขี่ไปเลยแม้แต่อย่างเดียว พอตกลงใจว่าจะไปที่ไหน ก็ปรากฏว่าถึงที่นั่นทันที และเวลาเขาพาเที่ยวชมในสถานที่ต่างๆ อยู่นั้น เท่าที่ผมสังเกตดู แต่ละบ้านไม่ปรากฏว่ามีโรงครัวเลยแม้แต่หลังเดียว ตลอดทั้งห้องน้ำห้องส้วมก็ไม่มี เทพเจ้าที่มาต้อนรับทั้งหมดก็ไม่เห็นว่ามีท่าทีว่าจะปวดหนักปวดเบา แม้แต่จะเอาของมารับประทานก็ไม่มี ผมเองก็เหมือนกัน เพราะต่างก็มีความเอิบอิ่มและเพลิดเพลินอยู่อย่างนั้น ไม่เคยรู้สึกว่าหิวอะไร นี่ก็แสดงให้เห็นว่า โลกทิพย์เขาอยู่กันด้วยความอิ่ม คือ “อิ่มบุญกุศล”

ผมสังเกตดูหลายอย่าง เช่น ภายในบ้านแต่ละหลังเท่าที่ผมเห็นมาไม่ปรากฏว่ามีผ้าผ่อนท่อนสไบหรือเครื่องประดับประดาอาภรณ์ต่างๆ ตากเกะกะรุงรัง ไม่มีเลย ในห้องจะเห็นเป็นห้องโถงโล่งโปร่ง มีลวดลายวิจิตรพิสดารสวยสดงดงามมาก ผมยังไม่เคยเห็นเครื่องประดับที่ไหนในเมืองมนุษย์เราจะเปรียบปานเท่า ในที่นี้หมายถึงเครื่องประดับปราสาท ไม่ใช่เครื่องประดับของเทพเจ้าอย่างที่เขียนเรื่องเทวดาว่า เทวดาใส่ชฎาหัวแหลมๆ อันนี้ก็ไม่เห็นมีเหมือนกัน ผมเสียดายที่ผมไม่ใช่นักวาดรูป ถ้าผมเป็นนักวาดก็จะวาดให้ดู ลักษณะของเทพเจ้าที่ผมเห็นมา แต่ก็น่าเสียใจอยู่อย่างหนึ่ง เท่าที่ผมสังเกตดูเทพเจ้ามีความยิ่งใหญ่ไม่เสมอกัน ผมมองๆ ดูเทพเจ้าบางองค์รู้สึกว่ามีความยิ่งใหญ่มากมีบริษัทบริวาร ตลอดถึงปราสาทที่อยู่อาศัย จะมีเครื่องประดับบารมีมากมายจนบอกไม่ถูกว่ามีอะไรต่ออะไรบ้าง ตรงนี้แหละผมนึกน้อยใจตัวเอง เมื่อมองดูปราสาทของตัวเองแล้วสู้ของเขาไม่ได้ ยิ่งบางองค์แล้วคล้ายๆ กับจะเป็นเทพเจ้าคนใช้ แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นเทพเจ้าระดับคนใช้ก็ยังดีกว่าการเป็นพระราชาในเมืองมนุษย์เสียอีก แต่พระเจ้าจักรพรรดินั้นผมไม่เคยเห็น จึงไม่สามารถเอามาเทียบได้ ที่ผมว่าเทพเจ้าคนใช้ในโลกทิพย์ยังดีกว่าพระราชาในเมืองมนุษย์ หมายความว่าโลกทิพย์เขาไม่ได้ทำอะไร ต่างองค์ต่างก็อิ่มในบุญกุศลของตนอยู่ตลอดเวลา เรื่องอิจฉาตาร้อน และกลั่นแกล้ง พยาบาทอาฆาต จองเวรกัน รบราฆ่าฟันกัน เพื่อแก่งแย่งชิงดีกัน จะไม่มีอยู่ในโลกทิพย์นั้นเลย...


สรุปแล้วเรื่องที่จะทำให้กันและกันเดือดร้อนนั้นไม่มี เพราะต่างองค์ต่างก็มีหิริและโอตตัปปะประจำใจอยู่ตลอดเวลา นี่ผมเอาผมไปเทียบดู เพราะในเวลานั้นจิตผมนิ่มนวลและอ่อนโยนจริงๆ และซาบซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูก ว่ามีความซาบซึ้งอย่างไร เรื่องอายชั่วกลัวบาปไม่ต้องพูดถึง เพราะเห็นผลชัดๆ ถึงขนาดนั้น จิตจึงยอมรับร้อยเปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นผมจึงเข้าใจว่าเทพเจ้าที่อยู่ในโลกทิพย์คงเหมือนกันทุกองค์...

ข้าพเจ้าจึงกราบเรียนถามท่านต่อไปอีกว่า “เรื่องสวรรค์และนรกเท่าที่กระผมเคยได้เล่าเรียนศึกษามา กระผมเข้าใจว่าเรียงกันเป็นชั้นๆ เหมือนรังต่อ หรือเหมือนตึกในทำนองนั้น”

หลวงปู่สมชายได้เมตตาตอบว่า “แต่ก่อนผมก็เข้าใจในทำนองนั้นเหมือนกัน เท่าที่ผมเคยอ่านตามตำรา เหมือนว่านรกนั้นอยู่ใต้ดินเพราะมีคำว่า ธรณีสูบพระเทวทัตลงไปอเวจีมหานรก...” ที่จริงอันนั้นก็ควรยกให้เป็นเรื่องของตำราไป เพราะว่าผู้แต่งตำราท่านจะตีความหมายแค่ไหนเราไม่อาจทราบได้ บางทีเราอาจจะตีความหมายของผู้แต่งผิดไป อย่างไรก็ตามที่ผมพูดมาทั้งหมดในวันนี้ ไม่ประสงค์จะให้ไปยึดเรื่องตำรา เพราะตำรามีทั้งผิดมีทั้งถูกเป็นเรื่องธรรมดา ข้อสำคัญที่สุดคนที่อ่านตำราเป็น เขาไม่ไปยึดเรื่องตำรา เขาต้องพิจารณาด้วยปัญญาว่าอะไรดีหรือไม่ดี อะไรผิดอะไรถูก อะไรควรละ อะไรควรบำเพ็ญ ควรเชื่อถือได้แค่ไหนเพียงไรนั้นเป็นเรื่องของเราจะต้องกลั่นกรองด้วยปัญญาเสียก่อน เรื่องที่เล่ามาทั้งหมดนั้นก็ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านจงพิจารณาดูว่า มีเหตุผลควรเชื่อถือได้หรือไม่ จะเชื่อหรือไม่เชื่อประการใดนั้นก็พิจารณากันตามเหตุผลและปัญญาของแต่ละท่าน...”


:b8: :b8: :b8: คัดลอกเนื้อหามาจาก :
หนังสือชีวประวัติพระวิสุทธิญาณเถร (หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย) ฉบับสมบูรณ์
วัดเขาสุกิม ตำบลเขาบายศรี อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี


:b44: รวมคำสอน “หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=43691

:b44: ประวัติและปฏิปทา “หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=58572


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ก.ย. 2020, 09:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ธ.ค. 2008, 09:34
โพสต์: 1332


 ข้อมูลส่วนตัว


4Aขออนุโมทนาสาธุการค่ะ :b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ต.ค. 2020, 23:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2007, 13:49
โพสต์: 809


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
ทำความดีทุกๆ วัน


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร