วันเวลาปัจจุบัน 06 เม.ย. 2020, 22:21  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านกรรมแห่งกรรมจากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=4



กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ก.พ. 2020, 10:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2335


 ข้อมูลส่วนตัว


พระอริยเจ้าจะมีอภิญญาทุกท่านหรือไม่
วิสัชนาธรรมโดย...หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต
วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) อ.หนองสูง จ.มุกดาหาร

คัดมาจาก...หนังสือ หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ตอบปัญหาธรรมะ
ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒๐, กันยายน ๒๕๕๓
:b8: :b8: :b8:


รูปภาพ

:b49: :b50: ปุจฉา :
หลวงปู่ครับ ผมมีข้อสงสัยทางธรรมที่อยากถามหาความรู้จากหลวงปู่ ดังนี้ครับ

๑. การปฏิบัติกรรมฐานในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ นั้น จะส่งผลให้ผู้ปฏิบัติมีความสามารถพิเศษ เช่น การมีฤทธิ์มีฌานแก่กล้าเดินย่นระยะทางได้ เป็นเช่นนี้ทุกๆ คนหรือไม่

๒. สาเหตุที่ถามในข้อ ๑ ก็เพราะผมอ่านประวัติพระในสายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เกือบทุกรูป ไม่ว่าจะเป็นหลวงปู่ฝั้น หลวงปู่แหวน หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ดูลย์ หลวงพ่อชา หลวงปู่อ่อน ล้วนมีปรากฏการณ์แสดงให้เห็นว่าท่านเหล่านี้สามารถกระทำในสิ่งเหล่านี้ได้ทั้งสิ้น แม้ว่าองค์ท่านแต่ละรูปจะสั่งสอนทุกคนไม่ให้ไปติดยึดกับสิ่งเหล่านี้ก็ตาม

๓. จากปรากฏการณ์ดังกล่าว ผมจึงอยากทราบว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเฉพาะพระบางรูปเท่านั้น หรือว่าหากใครปฏิบัติตามแนวทางสติปัฏฐาน ๔ หรืออภิญญาต่างๆ แล้ว ก็ล้วนแต่จะแสดงฤทธิ์เดชได้เหมือนๆ กันทั้งสิ้น


:b49: :b50: วิสัชนา :
ส่วนธรรมะที่ถามไปเรื่องสติปัฏฐาน ๔ และก็ถามเรื่องอภิญญา ๖ อยู่ในตัว และขอให้เข้าใจในสติปัฏฐาน ๔ คือพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม กายก็ดีก็เป็นรูปขันธ์อยู่ในตัว หรือรูปโลกอยู่ในตัว หรือรูปธรรมอยู่ในตัว หรือรูปสังขารอยู่ในตัว หรือรูปธาตุอยู่ในตัว มีความหมายอันเดียวกัน คือเกิดขึ้นแล้วก็แตกสลายไป อยู่ใต้อำนาจไตรลักษณ์ทั้งนั้น ส่วนเวทนาและจิต ธรรม นั้น นามโลกก็ว่า นามธรรมก็ว่า นามขันธ์ก็ว่า นามสังขารก็ว่า นามธาตุก็ว่าอีก เกิดขึ้นแล้วก็แปรปรวนและแตกสลายอีก ก็อยู่ใต้อำนาจไตรลักษณ์อีกด้วย ท่านสอนให้พิจารณาสิ่งเหล่านี้ตามเป็นจริงก็คือไตรลักษณ์นั่นเอง

และสติปัฏฐาน ๔ ก็ย่นลงเป็น ๒ กายก็ย่นลงมาในรูปขันธ์ เวทนา จิต ธรรม ก็ย่นลงมาในนามขันธ์

ส่วนขันธ์ ๕ เล่า ก็มีความหมายอันเดียวกันกับสติปัฏฐาน ๔ คือรูปก็ย่นลงมาในรูปขันธ์ตามเดิม เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเล่าก็ย่นลงมาเป็นนามขันธ์ เช่นเดียวกันกับสติปัฏฐาน ๔ ทั้งรูปและนามก็ดีก็อยู่ใต้อำนาจไตรลักษณ์ดังที่ว่ามาแล้วนั้นเหมือนกัน

ทีนี้ อาทิตตปริยายสูตร คือสูตรที่เป็นของร้อน มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คืออายตนะภายในก็ย่นลงมาเป็น ๒ เหมือนกัน

ตา หู จมูก ลิ้น กาย นั้นก็ย่นลงมาเป็นรูปขันธ์ ก็อยู่ใต้อำนาจไตรลักษณ์อีกเหมือนกัน ตรงกันกับสติปัฏฐาน ๔ อีกเหมือนกันไม่แปลกเลย

ทีนี้ อยากทราบว่าสิ่งทั้งหลายดังที่ว่ามานี้สามารถได้อภิญญา ๖ หมดทุกท่านดอกหรือ ? ขอตอบว่า...อันนี้มันต้องขึ้นกับบารมีแต่ชาติก่อนที่สั่งสมและปรารถนามาโดยลำดับ มีทานวัตร ศีลวัตร ภาวนาวัตร เป็นต้น ซึ่งอยู่กับความปรารถนามาแต่ภพก่อนจึงจะเป็นไปได้ ส่วนผู้ที่ต้องการพ้นทุกข์ล้วนๆ เช่น ประเภทสุขวิปัสสโก เป็นต้น ก็ปรารถนาด้านปัญญาไปรวบรัด จะแสดงเดชได้หรือไม่ก็ไม่เป็นปัญหา ขอแต่ว่าพ้นจากกิเลสก็เป็นพอแล้ว ท่านทั้งหลายเหล่านี้เรียกว่าเจริญวิปัสสนาปัญญา ๓ ส่วน สมถะส่วนเดียว กลมกลืนกันไปแต่ภพก่อนๆ จนถึงภพปัจจุบัน จำพวกท่านที่แสดงฤทธิ์เดชที่เรียกว่าอภิญญา ๖ นั้น แต่ชาติก่อนๆ เคยภาวนาเจริญสมถะ ๓ ส่วนปัญญาส่วนเดียว สัมปยุตกันไปในตัวแล้วแสดงฤทธิ์เดช หูทิพย์ตาทิพย์ได้

มีปัญหาสอดเข้ามาว่า จำพวกที่แสดงฤทธิ์เดชไม่ได้นี้ เราจะไปถามท่านเหล่านี้ ท่านเหล่านี้ก็ไม่ติดไม่คาเหมือนกัน ท่านเหล่านี้ต้องตอบว่าอภิญญาทั้ง ๖ นั้นอยู่ใต้อำนาจไตรลักษณ์หรือไม่ เมื่ออภิญญาทั้ง ๖ นั้นอยู่ใต้อำนาจไตรลักษณ์แล้วผมก็ไม่เสียดายกังวลเลย ถ้าหากว่าพวกท่านเหล่านั้นตอบอย่างนี้ พวกเราอยู่ปัจจุบันนี้ เราให้คะแนนว่าพวกเหล่านั้นตอบถูกหรือไม่ ?...หรือเราจะให้คะแนนแต่พวกดำดินบินบน นกก็บินบนได้ ปลาไหลก็ดำดินเป็น พวกเราให้คะแนนเขาเป็นพระอรหันต์หรือไม่ ?...สิ่งเหล่านี้เป็นหน้าที่ของชาวพุทธจะขบให้แตกทั้งนั้น

เอ้า...เดี๋ยวนี้หลวงปู่มีกิเลสมากอยู่ หลวงปู่ก็นับเม็ดหิน เม็ดทราย เม็ดแดด เม็ดลม เม็ดฝนได้ จะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่ผู้ฟังจะมีสิทธิ์ หลวงปู่นับอย่างนี้...

คือสิ่งไหนที่เป็นของแค่นแข็ง สิ่งนั้นก็จัดเป็นธาตุดิน หลวงปู่ก็นับลงเป็นเอกนิบาตว่าเอกปฐวีธาตุ หนึ่งดิน สิ่งไหนที่เป็นของเหลวก็จัดเป็นธาตุน้ำ หลวงปู่ก็นับลงเป็นเอกนิบาตว่าเอกอาโปธาตุ หนึ่งน้ำ สิ่งไหนที่มีลักษณะร้อนจัดก็จัดเป็นธาตุไฟ หลวงปู่ก็นับลงเป็นเอกนิบาตว่าเอกเตโชธาตุ หนึ่งไฟ สิ่งไหนที่พัดไปมาก็จัดเป็นธาตุลม หลวงปู่ก็นับลงเป็นเอกนิบาตว่าเอกวาโยธาตุ หนึ่งลม

ทำไมหลวงปู่จึงนับอย่างนี้ เพราะนับฝ่ายสังคโหคือย่นลงมา ถ้าจะไปนับ ๑ ๒ ๓ ๔...ฯลฯ จนถึงอสงไขย กี่วันมันก็ไม่เสร็จ ก็เป็นผีบ้าทั้งผู้นับและกรรมการด้วย ใช่หรือไม่ ?...

คำสอนของพระพุทธศาสนาก็มีทั้งย่นและขยายออก ย่นเข้ามาจากอะไร ก็ย่นเข้ามาจากเชือกเส้นเดียวที่ขึงยาวเหยียดไปทั่วไตรโลกธาตุนั่นเอง เมื่อย่นสงเคราะห์ลงมาแล้วก็คือเชือกเส้นนั้นเอง สาวเข้ามากองไว้ ก็กองใหญ่โตมโหฬารเต็มโลกอีก ก็เรียกว่าหนึ่งกองเชือก ก็ตรงกับคำว่าหนึ่งน้ำ หนึ่งดิน หนึ่งไฟ หนึ่งลม ใช่หรือไม่ ?...

เอ้า...เมื่อเห็นดินน้ำไฟลมชัดในปัจจุบันแล้ว ดินน้ำไฟลมในอดีตอนาคตจะสงสัยหรือไม่ ถ้าสงสัยก็เรียกว่าแก้วเจ้าขากินข้าวกับกล้วย กล้วยที่กินในปัจจุบันก็ไม่รู้จัก จะรู้จักกล้วยในอดีตอนาคตอย่างไรได้

เมื่อเป็นดังนี้ก็ส่อแสดงให้เห็นว่า พระพุทธศาสนานี้ทรงสรรเสริญปัญญาเป็นนายหน้าของธรรมทุกหมวด เหตุนั้นจึงสรรเสริญวิปัสสนาธุระคือธุระทางปัญญา ไม่ได้ยืนยันว่าศีลธุระ สมาธิธุระ ฤทธิ์เดชธุระ เรียกว่าย่อว่าปัญญาธุระเท่านั้นใช่หรือไม่ ?...

สำหรับหลวงปู่ไม่สงสัยเรื่องฤทธิ์เดช ผู้มีปัญญาจะจัดเป็นฤทธิ์เดชหรือไม่ ?...หรือจะจัดแต่ผู้ดำดินบินบนเหมือนนกและปลาไหล ข้อนี้ก็ต้องควรคิด

เมื่ออธิบายมามากอย่างนี้แล้ว คำถามในข้อ ๑ ๒ ๓ ก็ดี มันก็แก้กันไปในตัวแล้วใช่หรือไม่ ?...

ด้วยเดชพระพุทธศาสนา ปัจจุบันจิตปัจจุบันธรรมอันใดที่รู้ตามเป็นจริง ปฏิบัติตามเป็นจริง หลุดพ้นตามเป็นจริงโดยไม่เหลือ พวกเราทั้งหลายจงรู้ตามเป็นจริง ปฏิบัติตามเป็นจริง หลุดพ้นตามเป็นจริงโดยไม่เหลืออยู่ทุกเมื่อเทอญ

ตอบจดหมายมาด้วยความนับถือไว้ในพระพุทธศาสนา


:b39: ป.ล. พระพาหิยะ พระบรมศาสดาเทศน์โดยย่อว่า “เป็นแต่สักว่ารู้ เป็นแต่สักว่าเห็น” เพียงเท่านี้พระพาหิยะซึ่งเป็นฆราวาสก็กราบทูลพระองค์กะทันหันว่า “พอแล้วขอรับ” ดังนี้ และก็เป็นพระอรหันต์แตกฉานในปฏิสัมภิทา ๔ ด้วย เพราะเหตุใด ?...พวกเราลองคิดดูดู๋ หลวงปู่คิดว่า คำว่า “เป็นแต่สักว่ารู้ว่าเห็น” นั้น คือไม่ยึดถือผู้รู้ผู้เห็นว่าเป็นเรา ไม่ยึดถือเราว่าเป็นผู้รู้ผู้เห็น นี้เป็นสังขารสูญและว่างในเงื่อน ๒ และก็ตีความหมายสังขารสูญในเงื่อน ๔ บวกกันเข้า คือผู้อื่นไม่ใช่ผู้รู้ ผู้รู้ไม่ใช่ผู้อื่น ดังนี้

ทีนี้ อัตตวาทุปาทาน ความเห็นว่าตน ตัว เรา เขา สัตว์ บุคคล ซึ่งเป็นจอมพลของอุปาทานทั้งปวง เมื่ออัตตวาทุปาทานแตกไปแล้ว เพราะพระมหาสติพระมหาปัญญาอันกลมกลืนกัน เป็นพยานแข็งแกร่งเหนืออัตตวาทุปาทานไปแล้ว ก็ข้ามทะเลหลงไปใช่หรือไม่ ?...

อัตตวาทุปาทานและความหลงก็มีความหมายอันเดียวกัน เมื่อแตกกระเจิงไปแล้ว อวิชชา ๔ หรืออวิชชา ๘ อันบัญญัติว่าโง่ๆ นั้น ก็แตกกระเจิงไปในทีเดียวกันนั้นใช่หรือไม่ ?...กิเลสคือกองทัพของความหลงจะขี่ช้างสูบบุหรี่มาจากประตูใดล่ะ “เอสะวันโต ทุกขัสสะ เป็นที่สุดแห่งกองทุกข์ใช่หรือไม่ ?...” เอาล่ะนะ มันเป็นโวหารเกินไปแล้ว ให้หารลงถึง ๑ ซะ คือหารถึงหลักหน่วย ใครเป็นเจ้าของหนึ่งก็เป็นแต่สักว่าหนึ่ง ใช่หรือไม่ ?...


:b8: :b8: :b8: อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่...
••• พระพาหิยเถระ เอตทัคคะในทางผู้ตรัสรู้เร็ว
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=7555

••• พระพาหิยะ ผู้บ่มบารมีแก่กล้าฟังธรรมวรรคเดียว
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=70&t=52632

**********

:b50: ประวัติและปฏิปทา “หลวงปู่หล้า เขมปัตโต”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=44660

:b50: รวมคำสอน “หลวงปู่หล้า เขมปัตโต”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=38521

:b50: ประมวลภาพ “หลวงปู่หล้า เขมปัตโต” วัดภูจ้อก้อ
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=38&t=44375


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 มี.ค. 2020, 12:08 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2007, 13:49
โพสต์: 698


 ข้อมูลส่วนตัว


onion

.....................................................
ทำความดีทุกๆ วัน


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร