วันเวลาปัจจุบัน 17 ก.ย. 2019, 05:29  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านกรรมแห่งกรรมจากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=4



กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ส.ค. 2019, 21:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2113


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

ความกลัวเป็นเหตุแห่งความทุกข์
พระธรรมเทศนาโดย...หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
วัดแพร่ธรรมาราม อ.เด่นชัย จ.แพร่

:b50: :b49: :b50:

ความกลัว ความวิตกกังวลกลายเป็นคนคิดมาก เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ความทุกข์รบกวนจิตใจ ทุกคนเป็นห่วงอนาคตของตัวเอง ของลูกหลาน ญาติพี่น้องของตัวเอง

พระพุทธเจ้าท่านสอนเราว่าไม่ให้เราห่วงเรื่องอนาคต เพราะว่าความจน ความรวย ความเจริญ มันอยู่ที่ปัจจุบัน ถ้าปัจจุบันเราทำดี เราพูดดี เราคิดดี เราทำอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้ตลอดกาล อนาคตดีแน่ เพราะว่าอนาคตมันมาจากผลการกระทำในปัจจุบัน ทุกสิ่งทุกอย่างมันขึ้นอยู่ที่การกระทำของเราที่ปัจจุบัน อนาคตมันเป็นผลของการกระทำของเราในปัจจุบัน

พระพุทธเจ้าท่านสอนเราไม่ให้วิตกไม่ให้กังวล ไม่ให้กลัว ถ้าเราจะกลัว ให้เราเกรงกลัวต่อบาป

อะไรคือบาป ?

บาปก็ได้แก่ความขี้เกียจขี้คร้าน ไม่อยากทำความดี ไม่อยากเสียสละ ผู้หวังความเจริญน่ะต้องละความขี้เกียจขี้คร้าน ไม่อยากทำก็ต้องทำ เราจะเอาชอบใจไม่ชอบใจของเราไม่ได้

พระพุทธเจ้าท่านสอนเราว่า “ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ธรรมเหล่านั้นไม่ใช่คำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ที่ผ่านๆ มา ทุกคนมันขี้เกียจขี้คร้านนะ มันถึงมีปัญหา

พระพุทธเจ้าท่านสอนเราให้เอากายมาฝึกใจ อย่างการรักษาศีลนี้เป็นการเอากายมาฝึกใจ เพราะว่าใจของเรามันไม่มีตัวไม่มีตน มันต้องอาศัยกายเป็นเครื่องฝึก อย่างฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิด พูดจาไม่ชอบ ดื่มน้ำดองของเมานี้ ดูๆ แล้วมันเป็นเรื่องของกายทั้งหมดที่ฝึกใจ

เพราะว่าถ้าเราไม่ให้กายมันทำแล้ว ใจมันก็ไม่มีพลัง ถึงใจจะเป็นคนสั่งก็จริง แต่คนที่ถูกสั่งไม่ทำ ถือว่าไม่เป็นผู้ผิด

การปฏิบัติธรรมเบื้องต้น พระพุทธเจ้าถึงให้เราเน้นไปทางเรื่องศีล เพื่อให้จิตใจมันหยุด จิตใจมันอ่อนกำลังลง เพื่อตัดขบวนการที่มันจะทำงานต่อเนื่อง การรักษาศีลการปฏิบัติศีลยังเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อทุกๆ คนที่ยังไม่หมดกิเลส สิ้นอาสวะ เมื่อเรารักษาศีลได้ ปฏิบัติศีลได้ จิตใจของเรามันถึงจะหยุด เย็น เป็นสมาธิ เป็นสัมมาสมาธิ ตัวสัมมาสมาธินี้แหละ มันจะอาศัยความสงบ อาศัยความเย็น อบรมบ่มปัญญา ความร้อนรน รุนแรง มันจะได้หมดกำลังหมดพลังไป สมาธิคือตัวดับทุกข์ในชีวิตประจำวัน

รถยนต์คันหนึ่งประกอบด้วยอะไหล่ต่างๆ อะไหล่ที่สำคัญที่ให้เราปลอดภัยได้แก่เบรกนะ รถนี้ต้องเบรกดี ต้องเบรกมาตรฐาน เบรกของคนนี้ก็ได้แก่ “สัมมาสมาธิ”

คนเราถ้าจิตใจไม่มีสมาธิคือจิตใจไม่มีพลัง เป็นจิตใจที่ป่วย ที่ไม่สบาย สมาธิต้องดีนะ ต้องเอาตัวเองให้อยู่ ต้องเบรกตัวเองให้อยู่ สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ไม่ให้ตัวเองผิดพลาด เรามันเป็นคนขี้เกียจขี้คร้าน เราใคร่ครวญตัวเองดีแล้ว ว่าความขี้เกียจขี้คร้าน เราจำเป็นที่จะต้องกำจัดหรือจัดการ ต้องอาศัยสัมมาสมาธินี่แหละ คือความตั้งใจจริง ตั้งใจชอบ จิตใจมีพลังมาก พลังมหาศาล ไม่กลัวความเหน็ดเหนื่อย ความยากลำบาก เพราะความกลัวหรือความวิตกกังวล มันทำลายความดีของเรา ทำลายศักยภาพของเรา

สิ่งไหนที่มันดีๆ พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เรากลัว ไม่ว่ามันจะเหน็ดเหนื่อยยากลำบากเพียงใด ถือว่ามันเป็นหนทางที่จะต้องผ่าน ถ้าเรากลัวก็มีแต่แพ้กับแพ้ ในอดีตที่ผ่านมาเราแพ้มาแล้วจนเราเกิดความท้อใจ แพ้แล้วแพ้เล่า เรื่อยๆ มา มีแต่แพ้กับแพ้

พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอนให้เรากลัวนะ อุปสรรคความยากลำบาก เป็นสิ่งที่เราทุกๆ คนต้องผ่าน ถ้าไม่ผ่านมันจะไปได้อย่างไร ?

ความดีเป็นสิ่งที่ทุกๆ คนต้องทำ ให้ทุกๆ คนมีความเชื่อมั่นในความดี เชื่อมั่นในตัวเองว่าตัวเองนี้ทำได้ ปฏิบัติได้ ให้ยากกว่านี้ ให้ลำบากกว่านี้ก็ปฏิบัติได้ ที่อาการของจิตใจทุกคนกำลังสู้อยู่นี้ เผชิญอยู่นี้มันไม่ใช่สิ่งภายนอกนะ คือการสู้กับใจของตัวเอง สู้กับความกลัวความกังวลของตัวเอง

พระพุทธเจ้าท่านอธิษฐานจิตเลยนะ ก่อนที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านเอาหญ้าคา ๘ กำมือของนายโสตถิยะมานั่งขัดบัลลังก์อธิษฐานจิตเลยว่า “แม้หนังเอ็นกระดูกเท่านั้นจักเหลืออยู่ เนื้อและเลือดจะเหือดแห้งไปก็ไปที ถ้าข้าพเจ้าไม่ตรัสรู้ธรรมก็จะไม่ลุกออกจากอาสนะนี้”

บรรดาเหล่าพญามาร เสนามาร บุตรมาร ลูกหลานมารเยอะแยะเลย มาให้พระพุทธเจ้าได้ผจญมาร พระพุทธเจ้าท่านก็คิดว่ามารมันก็ได้แก่จิตใจของเรานี่เอง คนเรานะ เวลาทำความดีมันมีอุปสรรคเยอะ มันมีปัญหาเยอะ ทุกคนต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ นานา สิ่งสำคัญมันอยู่ที่จิตใจนะ ถ้าใจของเราไม่มีปัญหา ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็ไม่มีปัญหา เราจะไปกลัวมันทำไม

เรารู้จักแล้ว เราใคร่ครวญชัดเจนแล้วว่า เราทำไปมันถูกต้องมันดี เราติดสุขติดขี้เกียจขี้คร้านนี่มันไม่ดี เราจำเป็นที่จะต้องละ ต้องปล่อย ต้องวาง เราจะไปหวงมันไว้ทำไม เอาไว้ทำไม เรายังไม่ตายเราต้องตกนรกทั้งเป็นนะ

คนยากคนจนเขาเรียกว่าตกนรกทั้งเป็นนะ เป็นเพราะว่าเราติดสุขติดสบายติดขี้เกียจขี้คร้าน จิตใจของเราที่มันไม่ดีนี้เราต้องแก้ไขนะ เราจะเลือกเอาแต่สิ่งที่เราชอบมันไม่ได้ เราต้องผ่านให้มันไปหมด ทั้งชอบไม่ชอบ

การที่เราไปไม่ได้ก็คือเราติดอยู่ เราติดอยู่ก็คือเราไปไม่ได้ นี่เห็นไหมที่เราติดอยู่เราไปไม่ได้เพราะว่าเรามันขี้เกียจขี้คร้าน ลูกคนรวยมันก็ติดขี้เกียจขี้คร้าน ลูกคนจนมันก็ติดขี้เกียจขี้คร้านนะ ใจมันอยากได้อย่างโน้น อยากดีอย่างนี้ แต่เราเป็นคนขี้เกียจขี้คร้าน เป็นคนไม่ขยัน ขยันนิดหน่อยมันก็จะตายซะแล้ว

ความขยันนี้มันต้องปฏิบัติเป็นปฏิปทาในชีวิตประจำวัน ในปัจจุบันนี้ กรรมของเราที่มันเป็นคนขี้เกียจขี้คร้าน ผลงานของเรามันออกมาไม่ดี เรายิ่งเป็นคนคิดมาก ยิ่งเป็นคนวิตกกังวล เดี๋ยวโรคอาหารไม่ย่อยมันจะตามมา เดี๋ยวโรคประสาทมันจะตามมา เดี๋ยวโรคจิตมันจะตามมา มันขบวนเดียวกัน มันเป็นพรรคพวกเดียวกัน

พระพุทธเจ้าท่านให้เราผ่านไปเถอะ ผ่านการขี้เกียจขี้คร้านนี่ ผ่านการติดสุขติดสบายนี่ ให้มีความสุข มีความพอใจ มีความยินดีทำแต่สิ่งที่ดีที่ถูกที่ต้อง

เราอย่าไปกลัวความสุขมันหายไปจากเรา ความสุขนี้มันมีแก่เราแน่ในอนาคต แต่เดี๋ยวนี้เราต้องผ่านอุปสรรค เราต้องฝ่าฟันศัตรู อาศัยกายเป็นเครื่องฝึก มันทุกข์กายไม่เป็นไร ลำบากกายไม่เป็นไร

พระพุทธเจ้าท่านให้เราพอใจในการสร้างความดี สร้างบารมี เราจะไปโทษใครไม่ได้นะ เพราะเรามันโง่เอง พระพุทธเจ้าว่าเรามันโง่เองนะ ให้เราฉลาดๆ หน่อย

เทคโนโลยีเขาพัฒนากันไปไกล แต่ว่าหัวใจคนนี้ไม่ได้พัฒนา พยายามที่จะแก้ไขแต่ภายนอก พระพุทธเจ้าท่านให้เราแก้ไขภายใน แก้ไขจิตใจของเรา เอาความกลัวในสิ่งที่ไม่ควรกลัวออกจากใจของเรา

ความกลัวเป็นอาการของจิตใจชนิดหนึ่ง เป็นอาการของเปรตชนิดหนึ่งชื่อว่า “อสุรกาย” ถ้าเราพากันกลัว ไม่กล้าทำความดี เราก็เป็นลูกหลานของเปรตอสุรกายนะ

ลูกหลานเปรตอสุรกายมันกลัวไปหมด กลัวผี เป็นคนหวาดสะดุ้งตกใจง่าย เป็นคนสติสัมปชัญญะน้อย ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว พระพุทธเจ้าท่านสอนเราไม่ให้กลัว ถ้าสิ่งไหนดีๆ ต้องรีบทำต้องรีบประพฤติปฏิบัติ ความแก่เราไม่กลัว เราจะกลัวมันทำไม กลัวมันก็ต้องแก่อยู่แล้ว ความเจ็บเราก็ไม่กลัว เราจะกลัวมันทำไม กลัวมันก็ต้องเจ็บอยู่แล้ว ความตายเราไม่กลัว เพราะกลัวมันก็ต้องตายอยู่แล้ว ไม่ตายเร็วก็ตายช้า มันเป็นเรื่องปกติ

แต่เรามีความเข้าใจผิด มีความเห็นผิดมันเลยกลัว ความกลัวมันมีทุกข์นะ ทุกข์จนนอนไม่หลับ มันทรมาน ทำไมมันถึงกลัวล่ะ เพราะว่าเราตามอารมณ์ไป ตามความคิด คิดไปจนมันกลัว ความคิดนี้ให้ทุกคนรู้จักนะ เราจะไปตามความคิดไปไม่ได้นะ

ถ้าสิ่งไหนมันจะเป็นทุกข์ มันผุดคิดขึ้นมา พระพุทธเจ้าท่านให้เรารู้จักแล้วอย่าไปตามความคิดไป เห็นไหมที่เรากลัวในสิ่งต่างๆ สิ่งที่สมควรกลัว เพราะว่าเราตามความคิดไป คิดจนมันกลัวน่ะ

วิธีที่เราจะแก้ความกลัวแก้ความคิดนี้ ให้เรากลับมาหาตัวเอง ด้วยการหายใจเข้าหายใจออกให้มันชัดเจน รู้ตัวทั่วพร้อมให้มันชัดเจน รู้จนจิตใจเป็นหนึ่ง ไม่ส่งออก ไม่ตามอารมณ์ไป จิตใจเป็นตัวของตัวเอง

ผู้ที่ไม่มีความกลัวก็ได้แก่พระอรหันต์ เพราะว่าท่านไม่ได้วิ่งตามความคิด ไม่ได้วิ่งตามอารมณ์ ท่านรู้อยู่แล้วว่าความคิดอย่างนี้มันไม่มีประโยชน์ จะคิดมันทำไม คิดแล้วมันมีปัญหาเสียศักยภาพ ผู้ที่มีจิตใจกังวลมันมีความกลัวซ่อนอยู่

พระพุทธเจ้าท่านให้เรารู้จักตัวเองนะ เราไม่ต้องกลัวมันอีกแล้ว เราทำดีๆ เราพูดดีๆ เราคิดดีๆ ชีวิตของเรามันก้าวไปด้วยการกระทำ เราจะไปกลัวมันทำไม วิตกมันทำไม ถึงเวลานอนก็ให้เรานอนให้มีความสุข ตื่นขึ้นเราก็จะได้มีเรี่ยวแรง มีศักยภาพทั้งทางกาย ทั้งทางจิตใจ

ธรรมะที่ทำให้ใจเรามีกำลัง ได้แก่ความพอใจในการทำความดี พอใจในการเสียสละ พอใจในการละความเห็นแก่ตัว มีความสุขมาก มีความเบิกบานมากในการทำความดี มีความเพียร มีความบากบั่น มีความพยายามไม่ท้อแท้ ถือเอาอุปสรรคนั้นเป็นการสร้างความดี ให้ถือคติว่าถ้าไม่มีความยากลำบาก มันก็ไม่ได้สร้างบารมีนะ


ความเพียรต้องทำติดต่อ ต่อเนื่อง เพียรทั้งทางกาย วาจา ทั้งจิตทั้งใจ

ความเพียรเท่านั้นที่จะนำเราออกจากทุกข์ เพราะเราใคร่ครวญดูแล้ว ถูกต้องแล้ว ว่าสิ่งเหล่านี้แหละเป็นสิ่งดับทุกข์ให้เราได้แน่นอน นอกเหนือจากนั้นไม่มี

ต้องมีความตั้งใจ ที่เราผิดพลาดในชีวิตเพราะเราไม่เอาจริงเอาจัง ทีนี้เราพร้อมแล้วที่จะเอาจริงเอาจัง เราใคร่ครวญดูแล้ว ถูกต้องแล้ว สิ่งใดที่มันได้มาโดยง่าย มันเป็นสิ่งที่ไม่ดีนะ

ทุกอย่างมันต้องได้มาจากกระทำของเราเอง ถ้าเราคิดอย่างนี้ เราตั้งใจอย่างนี้แหละ จิตใจของเรามันมีพลังนะ เราต้องสร้างเหตุปัจจัยอย่างนี้แหละ ว่ากันเป็นวินาทีๆ ไปหลายวินาทีเป็นนาที หลายนาทีเป็นชั่วโมง หลายชั่วโมงเป็นหนึ่งวัน “ความดีเท่านั้นที่จะทำให้เราได้ดี”

กรรมก็คือการกระทำของเราเอง

การบูชาอะไรก็สู้กับการนำตัวเองประพฤติปฏิบัติที่ฝืนจิตฝืนใจ ฝืนอารมณ์ให้เหนือชอบเหนือไม่ชอบนี้ไม่ได้

พระพุทธเจ้าท่านให้เราเหลียวแลมองดูตัวเองนะ ว่าพวกเรากำลังมัวทำอะไรกันอยู่ ท่านตรัสถามว่าพวกเรากำลังทำอะไรกันอยู่ ว่าพวกเรากำลังเดินตามรอยพระพุทธเจ้า เดินตามรอยพระอรหันต์หรือยัง?

ทุกคนน่ะต้องได้แก้ไขตัวเองหมด ถ้าไม่มากก็น้อย ถ้าเราไม่ปฏิบัติตัวเอง แก้ไขตัวเอง อย่าหวังเลยว่าชาตินี้ชีวิตของเราจะเปลี่ยนแปลง มันมีแต่จะตกตํ่า

อยากรวยมันก็ไม่รวยหรอก อยากบรรลุธรรมมันก็ไม่บรรลุธรรม เพราะว่าเราไม่ยอมเปลี่ยนแปลงตัวเอง นิสัยเก่าๆ นิสัยเดิมๆ ที่มันเป็นอนุสัยนอนเนื่องอยู่ในสันดาน เราต้องเปลี่ยน ต้องเปลี่ยนให้ได้ อย่าให้ตัวเองติเตียนตนเองได้ อย่าให้คนอื่นเขาดูถูกดูแคลนเราได้ “ตั้งใจทำเอาจริงเอาจัง”

พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราเป็นคนเหยาะแหยะไม่เอาจริง

พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่าถ้าเราจะทำอะไรต้องทำจริง เอาจริง ท่านเปรียบเหมือนบุรุษที่ถอนหญ้าคา การถอนหญ้าคาต้องกำให้แน่น ถ้ากำไม่แน่นแล้วมันถอนหญ้าคาไม่ขึ้น เพราะหญ้าคารากมันแน่นมันเหนียว ต้องจับให้แน่น ถ้ากำไม่แน่นแล้วดึงกำหลวมๆ พอเราดึงหญ้าคามันก็บาดมือ ถ้าเราไม่เอาจริงเอาจังสม่ำเสมอ นิสัยเก่า อนุสัยเก่าเดี๋ยวมันก็กลับมาเหมือนเดิม

อินทรีย์บารมีทุกคนน่ะ พระพุทธเจ้าถือว่าบารมีของเรามันยังอ่อน เราจะเอาใจของเราเป็นใหญ่ไม่ได้ ต้องปรับเข้าหาทางสายกลาง ถือศีลมีความตั้งมั่นคือสัมมาสมาธิ

เราใคร่ครวญดูแล้วว่า สิ่งเหล่านี้มันดี มันถูกต้อง มันไม่ผิด

พระพุทธเจ้าท่านให้เรารู้จักผีนะ รู้จักเปรต อสุรกาย มันไม่อยู่ไกลหรอก มันอยู่ในใจของเรานี้แหละ มันคอยหลอกคอยหลอนเราอยู่ตลอดเวลา เราอย่าไปกลัวผีข้างนอก ผีไกลๆ อย่าไปกลัว “ความเห็นผิดความเข้าใจผิดมันกลัวความดี”

ให้เราเอาตัวอย่างของพระพุทธเจ้า เอาตัวอย่างของพระอรหันต์

ตัวอย่างก็มีอย่างวัดวัดหนึ่งเขาฉันอาหารวันหนึ่งเพียงหนเดียวอย่างนี้ เราเห็นเขาทำเราก็ต้องทำได้ เรายังเห็นต่อไปอีกว่ามีพระอดข้าว ๗ วัน เมื่อเราเห็นเราก็ทำได้ เรายังเห็นเขา ๓ เดือนถึงฉันข้าวครั้งหนึ่ง เราเห็นเขาทำเราก็ทำได้

พระพุทธเจ้าท่านให้เราเอาตัวอย่างในสิ่งที่ดีๆ ให้เลือกเอาแต่สิ่งที่ดีๆ ในชีวิตประจำวันของเรา มันมีตัวอย่างทั้งดีไม่ดีให้เราเห็น สิ่งที่มันไม่ดีเราอย่าเอาเป็นตัวอย่างนะ อยู่ในโลกในสังคมส่วนใหญ่มันมีแต่ตัวอย่างไม่ดี

ทำไมถึงไม่ดี ? เพราะคนส่วนใหญ่อินทรีย์บารมียังไม่แก่กล้า มันจะดีได้อย่างไร

เราเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่ตั้ง เอาพระธรรมเป็นที่ตั้ง เอาพระอริยสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นที่ตั้ง เพราะสิ่งที่มันไม่ดีมันมีมาก เราก็มองให้มันเป็น อย่างเราเป็นญาติโยมนี้เราเอาตัวอย่างที่มันดีๆ ครั้งพุทธกาลน่ะที่เขาเป็นพระอรหันต์ได้ในบ้านในเมืองในสังคมเต็มไปหมด เขาก็พากันปฏิบัติได้ นางวิสาขา นายอนาถบิณฑิกเศรษฐีเขาก็เป็นฆราวาส ญาติโยมเขาก็ปฏิบัติได้ เพราะว่าธรรมะถ้าใครนำไปประพฤติปฏิบัติมันก็บรรลุถึงความดีด้วยกันทุกคน เรามองแต่สิ่งที่ดีๆ สิ่งไหนมันไม่ดี เราก็ไม่เอามาเป็นครูเป็นอาจารย์เป็นตัวอย่าง ทุกคนก็อยากเป็นคนดี คนรวย คนมีคุณธรรม แต่ว่ามันปฏิบัติยากปฏิบัติไม่ได้ เพราะว่าถ้าใครไม่เอาจริงเอาจังมันทำไม่ได้

พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้ไปมองใครทำไม่ดีทำไม่ถูก ท่านให้เราเจริญเมตตามากๆ เราถึงจะเข้าได้กับคนทุกๆ คน

คนมีเมตตามากมันเข้าได้กับคนทุกๆ คน ไม่ว่าคนจน ไม่ว่าคนรวย เด็ก ผู้ใหญ่

ถ้าเรามีเมตตาเราก็เข้าได้กับคนทุกๆ คน ที่เราเข้ากับคนอื่นไม่ได้ เพราะเราคิดว่าเขาเป็นคนอื่น เราคิดว่าเขาไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่พี่ใช่น้อง พระพุทธเจ้าท่านให้เรามองเขาเป็นญาติ เป็นพี่เป็นน้อง เป็นเพื่อนร่วมทุกข์เกิดแก่เจ็บตายในวัฏสงสารด้วยกัน

เขามีความทุกข์ทั้งทางกาย ต้องบริหารร่างกายมีโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ นานา มีความทุกข์ในการหาเลี้ยงชีพ มีทุกข์มาก มีทุกข์หลาย มีทุกข์จริงๆ นะ เขามีทุกข์เรื่องญาติพี่น้องวงศ์ตระกูล ลูกน้องพ้องบริวาร เมื่อเขามีทุกข์อย่างนี้ ถ้าเราไม่มีเมตตาต่อเขาก็เรียกว่าเราใจร้าย เราไปซ้ำเติมเขา

ทุกท่านทุกคนนี้ต้องเจริญเมตตา ทั้งเมตตาตนเองด้วยการนำตนเองทำความดี ทั้งเมตตาคนอื่นสงสารเขา อย่าได้ถือว่าเขาเป็นคนอื่น

เราอย่าไปกลัวว่า เขาจะคิดอย่างไรกับเรา เขาจะพอใจเราหรือเปล่า พระพุทธเจ้าท่านให้เราคิดว่าเราเกิดมาเพื่อเป็นผู้เสียสละ เพื่อเป็นผู้ให้ ผู้อนุเคราะห์ สงเคราะห์ให้ทั้งวัตถุข้าวของเงินทอง ให้ทั้งคำพูดที่ดีๆ สิ่งไหนที่จะช่วยเหลือเขาได้แนะนำเขาได้ เราก็ช่วยเหลือแนะนำ อย่างน้อยเราก็เป็นตัวอย่างที่ดีๆ ให้เขาได้ดูได้เห็น เห็นคนใจดีๆ อย่างเราเขาก็มีความสุข ว่าในโลกนี้ก็มีคนดีๆ อย่างเรา

การเจริญเมตตาต้องเริ่มต้นจากการเมตตาตนเองก่อนด้วยการทำความดี แล้วก็เมตตาผู้ใกล้ชิดเรา คุณพ่อคุณแม่ ญาติพี่น้อง ลูกน้องพ้องบริวาร

เราจะไปเมตตาแต่คนที่ไกลๆ โน่น ตัวเราเองไม่เมตตาตนเอง ญาติพี่น้องวงศ์ตระกูลก็ขาดการเมตตา ถ้าเราเมตตาอย่างนี้แสดงว่าเราเมตตาผิด ตัวเองก็ยังเอาตัวไม่รอด ญาติพี่น้องเราเองไม่ช่วยเหลือ ยังไปช่วยคนอื่น แสดงว่าเราเป็นผู้ปฏิบัติผิด เป็นโรคทางใจ ต้องแก้ที่ตัวก่อน แก้ที่ครอบครัวก่อน

ถ้าเราเจริญเมตตามาก เรามองเห็นอะไรมันก็ดีไปหมด ถ้าเราเมตตาน้อย เห็นอะไรมันก็แย่ไปหมด เห็นต้นไม้ เห็นหมา มันก็อยากเตะ

เมตตาเป็นเครื่องค้ำจุนโลก เมตตาตนเองนี่แหละ แล้วค่อยขยายไปสู่พี่น้องวงศ์ตระกูล

ทุกท่านทุกคนต้องตรวจดูตัวเองนะ ว่าตัวเองนี้มีเมตตาแล้วหรือยัง ?

ถ้าเราไม่เจริญเมตตา เราจะเข้ากับคนอื่นได้ยาก เพราะเราเป็นคนที่มีโลกส่วนตัว อยากจะอยู่คนเดียวเงียบๆ ไม่พูดไม่จากับใคร เป็นคนเข้ากับใครไม่ได้ คนเราต้องเข้ากับคนอื่นได้ ถ้าเข้ากับใครไม่ได้แล้วมันมีความทุกข์นะ

ถ้าเราเป็นคนไม่มีเมตตา ใครๆ ก็ไม่อยากคบค้าสมาคมกับเรา เพราะความโกรธนี้มันเป็นของร้อน ที่ว่าไฟที่มันลุกเป็นกองเพลิง เผาอะไรไม่เหลือพินาศไปหมด ยังสู้ไฟความโกรธของเราไม่ได้

ยิ่งเราเป็นคนอายุมาก เป็นคนเฒ่า เป็นคนแก่ เป็นคนชรา ถ้าเราเป็นคนไม่มีเมตตาแล้ว เอาแต่ว่าเอาแต่บ่น ใครเขาจะอยากเข้าใกล้ ไม่มีใครเขาอยากจะเข้าใกล้นะ เพราะเข้าใกล้แล้วมันร้อน มันไม่มีความสุข ไม่อยากฟังคนจู้จี้ขี้บ่น ฟังมากก็รับเอามาก มันก็เครียดนะ

เรายังไม่แก่เราก็ฝึกเจริญเมตตาไว้ เพราะอีกหลายปีข้างหน้าเราต้องแก่อยู่แล้ว

พระพุทธเจ้าท่านให้เราวางแผนไว้หลายๆ ปีนะ เราปลูกเมตตาไว้ในใจของเรา อีกหลายปีมันก็ใหญ่โต ถ้าเราไม่ได้สร้างเหตุสร้างปัจจัย มันจะมีเมตตาได้อย่างไร ?

ทุกคนต้องสร้างทุกคนต้องปฏิบัตินะ เมตตานี้มันดีจริงๆ มันมีประโยชน์จริงๆ มันทำให้เรามีความสุข คนอื่นมีความสุข มันเป็นที่รักของทุกๆ คนเลย เราสวดมนต์ทุกครั้งเวลาเราจะสวดจบเราก็แผ่เมตตา

ถ้าเราสวดแต่ปากแต่จิตใจเราไม่แสดงออก เราก็ไม่ได้แผ่เมตตานะ ที่บทสวดมนต์ให้แผ่เมตตาก็หมายถึงให้ทุกคนน่ะเจริญเมตตาให้มากๆ น้อมมาใส่ตัวเอง

ที่พระพุทธเจ้าสอนเราให้หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ หายใจเข้าก็สบาย หายใจออกก็สบาย จนจิตใจมันมีปีติสุข จนจิตใจของเราเป็นเอกัคคตาเป็นหนึ่ง นี่เรามาคิดดูแล้วมันเป็นการสร้างความเมตตาในตัวเราอีกวิธีหนึ่ง

ในชีวิตประจำวันที่เราเดินเหินนั่งนอน พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราลืมหายใจเข้าให้มันสบาย หายใจออกให้มันสบายไว้ เพื่อจะให้เราแผ่เมตตาให้กับตัวเอง มันมัวหมกมุ่นอยู่กับอารมณ์กับความคิด ร่างกายมันบอบช้ำหมด เลยลืมแผ่เมตตา

พระพุทธเจ้าท่านให้เราแผ่เมตตาให้กับตัวเอง เราทำงานไปมีความสุขกับการทำงาน กับการเสียสละ แล้วอย่าลืมหายใจเข้าสบายออกสบายด้วยนะ

ไม่ใช่เราหายใจเข้าสบายออกสบายอยู่ตลอดเวลา เราทำงานสักพักสลับกับการหายใจเข้าออกสบาย เพื่อเราจะได้ผ่อนคลาย เพื่อไม่ให้เราเครียดมากเกิน เขาเรียกว่าพักยกให้เวลากับตัวเอง เราทำอย่างนี้แหละปฏิบัติอย่างนี้ ความจริงชีวิตของเรามันเป็นอย่างนี้นะ โลกธรรมสิ่งภายนอกมันเกิดกับใจของเราตลอด

พระพุทธเจ้าท่านให้เราพากันรู้จัก อย่าให้มันมาครอบงำจิตใจของเรา ถือว่ามันมาให้เราฉลาด มันมาให้เราได้ทำจิตทำใจ เราอยู่ที่ไหนมันก็หนีโลกธรรมไปไม่พ้น โลกธรรมนั่นแหละที่มาให้เราได้พัฒนาใจนะ เราอย่าได้พากันกลัว กลัวจะไปพบปัญหาอย่างโน้น กลัวจะไปพบปัญหาอย่างนี้ เราอย่าไปกลัวนะ

ความกลัวนี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องแก้ไข เป็นหนทางที่เราจะต้องผ่านความเมตตานี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องเจริญให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

หวังว่าทุกท่านทุกคนจะได้นำเอาคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาประพฤติมาปฏิบัติมาแก้ไขตัวเองให้ได้


พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย
เช้าวันอังคารที่ ๒๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕



:b8: :b8: :b8: คัดลอกเนื้อหามาจาก ::
หนังสือ สมบัติของพ่อ
หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม เล่มที่ ๒


:b44: รวมคำสอน “หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=47448

:b44: ประมวลภาพ “หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=38&t=37258


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.ย. 2019, 09:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ธ.ค. 2008, 09:34
โพสต์: 984


 ข้อมูลส่วนตัว


4Aขออนุโมทนาสาธุการค่ะ :b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร