วันเวลาปัจจุบัน 14 พ.ย. 2019, 01:21  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านกรรมแห่งกรรมจากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=4



กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 พ.ค. 2016, 09:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4894

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ
วัดอรัญญบรรพต
อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย


การละกิเลส ทำกิเลสให้น้อยเบาบางออกไปนี่มันเป็นทางพ้นทุกข์โดยทางลัด ทางตรง ไม่ใช่เป็นทางโค้ง การที่ชาวบ้านเขายินดีในการให้ทาน ทำสักการบูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียนของหอมนั่นเรียกว่า ชาวบ้านมันยังไม่สามารถที่จะปฏิบัติธรรมขั้นสูงไปได้ มันก็ทำความยินดีอยู่ในการทำการสักการบูชาด้วยดอกไม้ธูปเทียนกราบไหว้อันนั้นไปก่อน ไอ้ผู้ครองเรือนมันก็ต้องไปตามขั้นตามอุปนิสัยที่ท่านเรียกว่า "กุศลกามาพจร" เป็นผู้ยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัสอันก่อให้เกิดบุญเกิดกุศลแล้วก็บำเพ็ญบุญกุศลไปตามนั้น

อย่างเห็น "รูปพระสงฆ์" ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามธรรมตามวินัยแล้วเลื่อมใสศรัทธา แล้วก็จึงตัดมัจฉริยะ ความตระหนี่ สละจตุปัจจัยออกมาบูชา มาสนับสนุนพระสงฆ์สามเณรให้ประพฤติพรหมจรรย์ไปได้ นี่เรียกว่า อาศัยรูปพระสงฆ์เป็นปัจจัยเป็นเหตุให้ได้ทำบุญกุศล อาศัย "เสียงได้ฟังธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้า" ที่ท่านแสดงให้ฟังไป มีเหตุมีผลที่ผู้ฟังเข้าใจได้ดีก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธาขึ้นแล้วก็เป็นเหตุให้ได้ทำบุญทำทานรักษาศีลให้บริสุทธิ์ไป อันนี้เรียกว่า ได้บำเพ็ญบุญกุศลเพราะได้ฟังเสียงพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ได้สูด "กลิ่น" อาหารอันมีกลิ่นอันอร่อย น่ารับประทาน เช่นนี้ก็เป็นเหตุให้นึกถึงอาหารเช่นนี้ถ้าได้เอาไปถวายทานเห็นจะได้บุญกุศลมาก อย่างนี้แล้วก็ขวนขวายในอาหารเช่นนั้นไปให้ทาน อย่างนี้มันก็เป็นบุญกุศลเพราะอาศัยกลิ่น หรือว่าได้อาศัยกลิ่นดอกไม้หรือเครื่องหอมต่างๆอย่างนี้แล้วก็นึกถึงการทำสักการบูชาพระพุทธรูป พระสถูปเจดีย์ อะไรอย่างนี้แล้วหาดอกไม้ธูปเทียนไปบูชา กราบไหว้ด้วยความเลื่อมใส นี่เรียกว่า บุญกุศลเกิดขึ้นด้วยการสูดกลิ่น ไม่ได้หลงใหลติดอยู่ในกลิ่นหอมอันนั้นด้วยอำนาจของกิเลส เมื่อได้สูดกลิ่นหอมอย่างนั้นแล้วก็นึกถึงการบุญกุศล

นี่อันบุคคลผู้ที่ไม่เข้าใจในการทำบุญกุศลดังกล่าวมานี้ เมื่อได้ถูกกลิ่นหอมนั้นก็หาอาหารหาดอกไม้นั้นมาเชยชม มาดม หอมไปแล้วก็แล้วไป ไม่คิดที่จะนำอาหารนั้นไปให้ทาน ไม่คิดที่จะเอาดอกไม้นั้นไปบูชาพระ นั่นเรียกว่า ผู้ที่หลงใหลติดอยู่ในรูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัสต่างๆด้วยอำนาจของกิเลส ไม่ได้ก่อให้เกิดบุญกุศลอะไร รสอาหารก็เหมือนกัน สัมผัสที่นั่งที่นอนต่างๆหมู่นี้นะ เมื่อบุคคลผู้มีบุญวาสนาได้อยู่สถานที่โอ่โถง ได้อยู่เย็นสบายดี ปราศจากสิ่งรบกวนก็มานึกถึงว่า เราจะอยู่นี่ไปได้ไม่นานเท่าไรนัก หมดบุญเก่าแล้วก็ตายจากไป สมควรที่เราจะไปต้องทำที่อยู่ที่อาศัยให้เป็นทานไว้ เผื่อว่าเราได้เกิดไปในชาติหน้าเราก็จะได้อยู่เย็นเป็นสุขสบายต่อไป คิดได้อย่างนี้แล้วก็ไปสร้างกุฏิวิหาร ศาลาอะไรตามกำลังทรัพย์ที่มีให้เป็นทานไว้ในพุทธศาสนา เพื่อให้เป็นที่บำเพ็ญกุศลของพุทธศาสนิกชนต่างๆ เพื่อให้เป็นที่ทำสังฆกรรมของพระสงฆ์สามเณร เป็นที่อยู่อาศัยของภิกษุสามเณร ไอ้เช่นนี้ก็นับว่า การที่บุคคลได้สัมผัสกับวัตถุอันอ่อนนุ่มนิ่ม อันสะอาดสะอ้านอะไรดังกล่าวมาแล้วนั้นแล้วคิดสร้างบุญกุศลด้วยการสัมผัสอันนั้น ก็เรียกว่า เป็นผู้ได้สร้างบุญกุศลอาศัยสัมผัสเป็นเหตุให้ได้สร้างบุญสร้างกุศล อย่างนี้แหละจึงเรียกว่า การบำเพ็ญบุญกุศลมันก็มีขั้นตอนอย่างนี้นะ กุศลกามาวจรได้อาศัยปรารภรูปเสียงกลิ่นรสเครื่องสัมผัส แล้วให้ได้ทำบุญ



:b47: :b47:


ส่วนหนึ่งจากพระธรรมเทศนาหัวข้อ
“ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว”



:: ประวัติ ปฏิปทาและคำสอน “หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=43689

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร