วันเวลาปัจจุบัน 16 มิ.ย. 2019, 23:47  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านกรรมแห่งกรรมจากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=4



กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 มิ.ย. 2015, 09:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 1955


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

พระอาจารย์ประสิทธิ์ ปุญญมากโร
วัดป่าหมู่ใหม่
ต.แม่แตง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่


:: บันทึกโดย อดีตครูบากล้วย - พระวีระศักดิ์ ธีรภัทโท ::

:b39:

พรรษาปี ๒๕๕๑ ตนเอง (อดีตครูบากล้วย - พระวีระศักดิ์ ธีรภัทโท)
ไปอยู่ปฏิบัติอุปัฏฐากองค์ท่าน “หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร” ๑๐ วัน
แต่ละวันก็จะคุยกันกับองค์ท่านเรื่องนั้นเรื่องนี้ตามประสาพ่อลูกทางธรรม
มีเรื่องหนึ่งที่พ่อแม่ครูจารย์ประสิทธิ์ท่านบอก
“กรรมใหญ่ในธาตุขันธ์ของหลวงพ่อกำลังจะมาถึง”
องค์ท่านพูดให้ฟังเพื่อบอกให้รู้ถึงกรรมขององค์กำลังจะมาถึง


ท่านบอก กรรมใหญ่ของหลวงพ่อมันมาถึงแล้ว
กรรมหมู่ใหญ่ครั้งนี้มันระดมต่อแถวพากันมาทวงคืนกับเราทั้งหมด
ชาติสุดท้ายแล้วอะไรๆ มันก็พากันมาทวงคืนเอาทั้งหมด..


เรียนถามองค์ท่าน กรรมอะไรของพ่อแม่ครูจารย์
มันถึงได้พาเหรดเข้ามาพร้อมกันมากปานนี้


ท่านบอก มันเป็นกรรมในอดีตชาติของเราทั้งหมด
กรรมที่เราเคยเบียดเบียนมนุษย์ กรรมที่เราเคยเบียดเบียนสัตว์
กรรมที่เราเคยเบียดเบียนทุบตีวัวนี้มันจะเข้ามาสนองก่อนเพื่อน
กรรมนี้จะเป็นตัวเปิดประตูให้กรรมอื่นๆ ในอดีตตามมา..

ในระหว่างพรรษาปี ๒๕๕๑ เป็นต้นมา
หลวงพ่อประสิทธิ์ท่านเริ่มมีอาการเส้นตึงไปทั่วตัว
โดยเฉพาะที่แขนทั้งสองข้างของท่านมีอาการตึง
และมีอาการออกร้อนเหมือนมีไฟรุมภายในแขน
เวทนานี้องค์ท่านจะมีอยู่ตลอดเวลา
ยกเว้นเวลาอยู่ในสมาธิจิตแยกออกจากขันธ์ห้า..


ลูกศิษย์พระเณรพากันนวดถวายให้องค์ท่าน แต่อาการขององค์ท่านก็ไม่ดีขึ้น
มีลูกศิษย์จ้างหมอนวดมานวดถวายให้องค์ท่าน
พอนวดแล้วปรากฏแขนขวาของท่านเส้นยิ่งตึงหนักขึ้นกว่าเดิมอีก
เป็นกรรมที่ซ้ำเติมเวทนาให้กับองค์ท่าน องค์ท่านจึงบอกให้หมอนวดคนนี้ยุติการนวด
เพราะตอนนวดจิตของเขามัวหมอง
มากระทบกับธรรมภายในของพ่อแม่ครูจารย์ องค์ท่านจึงบอกให้เขายุติ

ท่านบอก หลังจากคนนี้นวดให้แล้วแขนข้างขวาของเราก็อ่อนแรง
ยกแขนขึ้นไม่สุดแขน ตนเองเลยให้หลวงพ่อท่านลองยกแขนขวา
แขนซ้าย ขึ้นให้ดู แขนซ้ายของท่านยกเหยียดสุดแขนได้
แต่แขนข้างขวาของท่านยกพ้นเหนือหัวขององค์ท่านได้ประมาณคืบมือเรา
ท่านบอกเวลาบิณฑบาต ตอนเปิดฝาบาตรมือขวามันอ่อนแรงมาก
ต้องจับฝาบาตรไว้ให้แน่นๆ กลัวฝาบาตรจะหลุดมือ..


:b39:

ตอนปลายพรรษามีผู้ชายคนหนึ่งเกิดปี พ.ศ. ๒๕๑๔ (ถามอายุเขาภายหลัง)
ผู้ชายคนนี้รูปร่างผอมสูง ผิวดำแดง เป็นคนจังหวัดอำนาจเจริญ
ผู้ชายคนนี้ได้ยินข่าวว่าหลวงพ่อประสิทธิ์ป่วยมีอาการเส้นตึงชาตามแขน
ผู้ชายคนนี้เขามาขอนวดถวายให้หลวงพ่อ
ขณะนั้นหลวงพ่อประสิทธิ์ท่านกำลังจะออกไปบิณฑบาต
ท่านบอกไม่ต้องนวดหรอก เรากำลังจะไปบิณฑบาตโยมเขารออยู่
ผู้ชายคนนี้เขาขอเวลาหลวงพ่อประสิทธิ์แค่สามนาทีในการนวดแขนขวาให้องค์ท่าน
หลวงพ่อท่านจึงหยุดยืนให้ผู้ชายคนนี้เขานวดแขนขวาให้ท่าน..

ผู้ชายคนนี้เขาเอามือซ้ายของเขาจับที่ข้อศอกขวาของหลวงพ่อประสิทธิ์ไว้
มือขวาของเขาจับและกดเข้าไปที่ใต้รักแร้ขวาของหลวงพ่อประสิทธิ์
ขณะที่ผู้ชายคนนี้กดแขนให้หลวงพ่อประสิทธิ์เขาจะยืนหลับตาอยู่ตลอดเวลา
หลวงพ่อประสิทธิ์ท่านก็ยืนหลับตาเข้าสมาธิรับกันภายใน..


ใช้เวลาประมาณสามนาทีผู้ชายคนนี้ก็ลืมตาขึ้น
สักพักหลวงพ่อประสิทธิ์ท่านก็ลืมตาขึ้นตาม
พ่อประสิทธิ์ท่านยกแขนขวาของท่านชี้ขึ้นบนฟ้า
ปรากฏว่าแขนขวาของท่านที่เคยเส้นยึดตึงจนไม่สามารถยกมือขึ้นสุดแขนได้
กลับสามารถยกมือขวาขึ้นได้อย่างสุดแขน
อาการเส้นตึงปวดแขนขององค์ท่านก็หายไปทันทีเหมือนปลิดทิ้ง
หลวงพ่อประสิทธิ์ท่านกล่าวขอบใจ และยิ้มให้ผู้ชายคนนี้
องค์ท่านเรียกผู้ชายคนนี้ว่า หมอเทวดาสามนาที..


หลวงพ่อประสิทธิ์ท่านเล่าให้ฟังภายหลังที่ห้องพักว่า
หมอสามนาทีเขาเพ่งจิตใส่ตรงจุดที่ท่านเจ็บแขน
จนท่านเกิดอาการเจ็บร่างกายภายในขึ้นมาอย่างหนัก
องค์ท่านจึงเข้าสมาธิตั้งรับภายใน..

ท่านบอก เราดำรงจิตของเราให้ว่างเป็นอากาศธาตุ
ขณะที่หมอสามนาทีกำลังรักษาธาตุขันธ์ของเรา พอหมอสามนาทีวางมือ
เราก็ถอยจิตออกมาพิจารณาในธาตุขันธ์ของตนเอง

ปรากฏเป็นลำแสงคล้ายไฟพุ่งออกจากทางหัวของเราขึ้นไปบนอากาศ
เรากำหนดจิตไล่ตามดูจนแสงลำไฟนี้สลายหายลับไปในอากาศ..


ตนเองนั่งฟังพ่อแม่ครูจารย์ท่านเล่าก็พลอยตื่นเต้นตาม
เพียงแค่ชั่วระยะเวลามวยชกกันยกเดียว
พ่อแม่ครูจารย์ประสิทธิ์ท่านทำธุระภายในจิตของท่านตั้งหลายอย่าง
ไม่แปลกใจหรอกที่องค์ท่านหลวงปู่ชอบ ฐานสโม บอกไว้

“ท่านสิทธิ์จิตเป็นวสี มีความชำนาญในการเข้าออกสมาธิ
จิตท่านสิทธิ์เร็วกว่าฟ้าแลบ..”


ท่านบอก พอเราถอนจิตออกมาอยู่กับธาตุขันธ์
ปรากฏแขนขวาที่เราเคยปวดล้าอ่อนแรงก็หายไปทันที


ระหว่างเราเดินออกจากกุฏิจะไปบิณฑบาตที่หน้าศาลา
เราพิจารณาถึงบุพกรรมของตนเองในเรื่องนี้
กรรมที่ทำให้เราปวดแขนจนแขนอ่อนล้าอ่อนแรงนี้
เกิดจากกรรมในอดีตของเราชาติหนึ่ง
ชาตินั้นเราเอาไม้แหลมแทงขาหน้าวัวตัวหนึ่งจนมันได้รับบาดเจ็บ
กรรมนี้จึงจองเวรเรามาทันกันปัจจุบัน..


ท่านบอก นี่เป็นแค่กรรมที่เราทำกับวัวเพียงตัวเดียวนะ
ยังมีกรรมที่เราเคยทำกับวัวอีกหลายตัวที่มันจะพากันมารุมชนเราให้ล้ม


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 มิ.ย. 2015, 09:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 1955


 ข้อมูลส่วนตัว


พอช่วงค่อนปลายพรรษาปี ๒๕๕๑ หลวงพ่อประสิทธิ์ ท่านมีอาการปวดตามตัว
และมีอาการเส้นตึงไปทั่วตัวขององค์ท่าน
ท่านบอก เวลามันกำเริบขึ้นมาหนักๆ ขยับตัวก็ลำบาก เวลาเดินก้าวขาแทบจะไม่ออก
แข้งขามันหนักหน่วงเหมือนกับเอาท่อนไม้ก้อนหินมามัดติดขา
เวลาเดินเวทนาปวดตามตัวนี้มันแรงกล้ามาก
พอกระดิกตัวนิดเดียวมันจะเจ็บปวดร้อนไปทั่วทุกอณูขุมขน
ท่านบอกเวลาเรากำหนดจิตดูเวทนาเวลามันขึ้น
มันจะเป็นไฟพุ่งออกตามอณูรูขุมขนทั่วร่างกาย

เราพิจารณาหาเหตุเวทนากรรม เราก็รู้ก็เห็นในที่มากรรมของตน
กรรมอดีตที่ตนเองเคยทุบตีทำร้ายวัว
เคยทรมานวัวให้เขาได้รับทุกข์เวทนาอย่างแสบร้อน
กรรมนี้มันจึงมาแสดงผลให้เราแสบร้อนในปัจจุบัน..


แต่พอเราพิจารณาในพยาธิธาตุขันธ์ เรากับมองไม่เห็นโรคที่ตนเองเป็น
มันจะมืดมิดไปหมดเหมือนเราหลับตาแล้วเอาผ้าดำมาปิดตาทับอีกที
พญากรรมใหญ่มันปิดบังความรู้ของเราเอาไว้ทั้งหมด กรรมเป็นของที่ยิ่งใหญ่มาก
ไม่มีอะไรใหญ่ไปกว่ากรรม ไม่ใครสามารถหนีพ้นกรรมไปได้
พระพุทธเจ้าผู้เป็นจอมศาสดาพระองค์ก็ยังหนีกรรมของตนเองไปไม่พ้น
ประสาอะไรกับเราผู้เป็นสาวก กรรมเวลามันแสดงผลไม่มีใครสะเดาะให้ได้
ผู้อ้างว่าสะเดาะเคราะห์กรรมได้ก็มีแต่พวกลวงโลก
เพราะความจริงกรรมเป็นธรรมที่สุด
ไม่มีใครจะสามารถสะเดาะผ่านไปได้ ต้องชดใช้ถ่ายเดียวเท่านั้น


:b39:

เราฝืนเวทนาของเรามาโดยตลอด ท่านนา (พระอาจารย์นาที) มานิมนต์เราไปหาหมอ
เราก็บอก หึย..ให้กรรมมันรักษากรรมของมันเอง เราก็เข้าใจท่านนาว่ารักเรา
แต่เราอยากใช้กรรมของตนเองให้สาสมในชาติสุดท้าย
“เจ็บปานใด๋ ปวดปานใด๋ หลวงพ่อก็บ่เคยออกปากให้ผู้ใด๋ได้ยิน
อักทุกข์ อักยาก อักเจ็บ อักปวด อักทรมานธาตุขันธ์ของตนเองไว้แต่ผู้เดียว”

(อัก ภาษาอีสานแปลว่า เก็บ)

ฟังพ่อแม่ครูจารย์ท่านบอกแล้ว
ใจตนเองก็คิดวิตกทุกข์ไปกับธาตุขันธ์ขององค์ท่าน
ได้แต่คิดว่าจะทำอย่างไรเพื่อช่วยยื้อธาตุขันธ์ขององค์ท่าน
ไว้ให้ลูกศิษย์ทั้งหลายได้อาศัยองค์ท่านเป็น “นาบุญ”

พ่อแม่ครูจารย์ประสิทธิ์ท่านบอก เวลาเราปวดตามเส้น
พระเณรพากันมานวดให้ก็พอบรรเทาอาการลงได้บ้าง
แต่เวลาเวทนาอณูไฟของเราส่วนมากมันจะเกิดในเวลากลางคืนตอนดึกๆ
ตอนเวทนาเราเกิดหนักๆ แค่มีคนมาเอามือมาลูบจับต้องเนื้อตัวของเรา
เราจะปวดแสบปวดร้อนไปทั่วตัว แต่หลวงพ่อไม่บอกเขา เราเจ็บเราก็ทนเอา
เราเมตตาพระเณรเขา เขาอยากได้บุญกับเราจึงมาอุปัฏฐากธาตุขันธ์ของเรา
หลวงพ่อเมตตาแผ่บุญให้เขา เจ็บแค่ไหนเราก็ไม่พูด
ไม่ร้องออกมาให้ลูกศิษย์ได้ยิน กลัวเขาจะใจเสีย..


ใจเขาไม่เหมือนใจเรา
ใจเขาเห็นเวทนาผู้อื่นยังมาถือเป็นเวทนาใจของตนเอง
ใจเรารู้เวทนา แต่ไม่ยึดในเวทนาเหมือนกับเขา


ท่านมาวิน เวลาหลวงพ่อเป็นอะไร
ท่านมาวินใจจะขาดก่อนเรา ใจท่านมาวินอ่อนแอมาก
แค่เห็นเลือดเราไหลตอนหลวงพ่อประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ
ท่านมาวินแค่ได้ยินข่าวก็เป็นลมแล้ว เรานั้นเฉยๆ มองเป็นเรื่องของกรรม
แต่ท่านมาวินเป็นลมแทนเรา ใจคนทำไมอ่อนแอนัก
ในบรรดาลูกศิษย์เราก็เป็นห่วงท่านมาวินในเรื่องใจ
ใจไม่ก้าวข้ามอุปาทานผูกพันจะยกจิตขึ้นในการภาวนาลำบาก

พอเข้าหน้าหนาวปลายปี ๒๕๕๑ อาการอาพาธของพ่อแม่ครูจารย์ประสิทธิ์
ทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น องค์ท่านฉันข้าวไม่ค่อยได้
จนร่างกายขององค์ท่านซูบผอมลงไปอย่างเห็นได้ชัด
จากที่พ่อแม่ครูจารย์ท่านเป็นคนร่างกายบึกบึนแข็งแรง
กลายเป็นคนที่มีรูปร่างซูบผอม
เส้นยึดตึงไปทั่วตัว บางครั้งท่านไม่สามารถเดินได้ด้วยตนเอง


ตอนอาพาธหนักๆ หลวงพ่อท่านจะนอนอยู่แต่ภายในห้องพัก
หลวงพ่อประสิทธิ์ท่านเป็นผู้สุขุม มีจิตใจกล้าหาญอดทนหนักแน่น
ท่านเกรงใจไม่อยากให้ใครมาเสียเวลาในการปฏิบัติธาตุขันธ์ขององค์ท่าน
เวลาที่อยู่องค์เดียว พ่อแม่ครูจารย์ท่านจะเอาผ้าอาบน้ำ
มามัดไว้ที่ปลายเตียงนอนขององค์ท่าน เพื่อใช้ดึงพยุงตนเองในเวลาลุกขึ้นมานั่ง


พระอาจารย์เดช เตชวัณโณ วัดป่าผาเด็ง เชียงใหม่
มากราบเยี่ยมพ่อแม่ครูจารย์ประสิทธิ์
พอองค์ท่านหลวงพ่อประสิทธิ์เห็นพระอาจารย์เดชเข้ามาที่ในห้องพัก
หลวงพ่อประสิทธิ์ท่านเอื้อมมือดึงผ้าอาบน้ำ
เพื่อประคองยันกายของตนเองขึ้นมาต้อนรับพระอาจารย์เดช

พระอาจารย์เดชท่านเห็นอย่างนั้นจึงรีบเข้าไปรับประคอง
องค์ท่านหลวงพ่อประสิทธิ์ให้ลุกขึ้นนั่ง
หลวงพ่อประสิทธิ์ท่านว่าไม่ต้องมาประคองเรา เราจะลุกขึ้นมาเอง
แต่อาจารย์เดชท่านไม่ฟัง
อาจารย์เดชท่านรวบแขนประคององค์ท่านหลวงพ่อประสิทธิ์
ให้ลุกขึ้นนั่งด้วยใจอาจาริยะอุปัฏฐากของท่าน
ดั่งที่ท่านเคยปฏิบัติกับองค์ท่านหลวงปู่ชอบมาเมื่อในอดีต

ท่านพระอาจารย์เดชบอก เราเห็นพ่อแม่ครูจารย์ประสิทธิ์
ท่านเป็นแบบนี้เราถึงกับน้ำตาตกใน
เราไม่เคยคิดมาก่อนว่าหลวงพ่อท่านจะอาพาธหนักขนาดนี้
พ่อแม่ครูจารย์ประสิทธิ์ท่านอดทนในเวทนาของตนเองมาก
ท่านดูแลตัวท่านมาอย่างไร ท่านก็ดูแลตัวท่านอย่างนั้น
ท่านไม่ยอมให้ใครมาลำบากในธาตุขันธ์ขององค์ท่าน
เห็นท่านแล้วเรานึกถึงพ่อแม่ครูจารย์หลวงปู่ชอบ
หลวงปู่ชอบท่านลำบากในธาตุขันธ์แค่ไหน ท่านก็ไม่เคยเอ่ยปากให้ลูกศิษย์ได้ยิน
นอกจากพวกเราจะสังเกตดูกิริยาอาการของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านเอง


:b39:

ท่านพระอาจารย์จื่อ พันธมุตโต วัดเขาตาเงาะอุดมพร
ต.หนองบัวระเหว อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ
ท่านทราบข่าวหลวงพ่อประสิทธิ์อาพาธมีอาการปวดเส้นตึงไปทั่วตัว
ท่านพระอาจารย์จื่อสัตตาหะลากิจในพรรษา พา “หมอแหลม” ชัยภูมิ
ซึ่งถือว่าเป็นหมอนวดเส้นมือหนึ่งของจังหวัดชัยภูมิ
มานวดถวายองค์ท่านหลวงพ่อประสิทธิ์
หมอแหลมได้ทำการนวดหลวงพ่อประสิทธิ์อยู่หนึ่งวัน
จนหลวงพ่อประสิทธิ์ท่านหายจากอาการเส้นตึงไปชั่วขณะ
ระหว่างหมอแหลมกำลังนวดองค์ท่านหลวงพ่อประสิทธิ์นั้น
ท่านเข้าสมาธิกำหนดพิจารณาในกรรมของตนเองไปด้วย
ท่านแผ่เมตตาให้กับเจ้ากรรมนายเวรของท่านที่เป็นวัว
ที่ท่านเคยเบียดเบียดเขามาทุกทั่วตัวตน
เจ้านายจองเวรวัวที่ท่านเบียดเบียนมา
ได้พากัน “อโหสิกรรม” ให้กับองค์ท่านทั้งหมด


ปรากฏรูปในนิมิตจิตขององค์ท่านหลวงพ่อประสิทธิ์
เมื่อนายเวรจองกรรมวัวที่องค์ท่านเคยเบียดเบียน
ทำร้ายเขามาเมื่อในอดีต พากัน “อภัยโทษ” ให้องค์ท่าน
ปรากฏเป็นแสงลำไฟพุ่งออกจากทางด้านบ่าไหล่ซ้ายขณะที่องค์ท่านนอนคว่ำหน้า
แสงลำไฟที่พุงออกจากบ่าไหล่ซ้ายนี้ องค์ท่านหลวงพ่อประสิทธิ์ตามจิตไล่กำหนดดู
แสงลำไฟ “กรรม” ของท่านได้พุ่งเข้าไปชนต้นขาซ้ายและต้นขาขวาของหมอแหลม
จนหมอแหลมเกิดอาการสะดุ้งร้อนวูบขึ้นมาที่ต้นขาทั้งสองข้างของตนเอง
มีอาการแสบร้อนขึ้นมาทั้งตัว จนเหงื่อกาฬหมอแหลมไหลออกมาอย่างที่ไม่เคยเป็น


(ภายหลังหลวงพ่อประสิทธิ์ท่านบอก
หมอแหลมเคยมีกรรมร่วมกับท่านมาในเรื่องนี้
จึงต้องมารับกรรมร่วมกัน)


ภายหลังนวดถวายองค์ท่านหลวงพ่อประสิทธิ์เสร็จแล้ว
หมอแหลมได้พูดให้องค์ท่านหลวงพ่อประสิทธิ์ฟังว่า
ตนเองเห็นเปลวไฟพุ่งออกจากตัวของหลวงพ่อประสิทธิ์
ผ่านต้นขาของเขาไปในขณะที่เขากำลังนวดถวายองค์ท่าน
หมอแหลมได้ถอดกางเกงให้องค์ท่านหลวงพ่อประสิทธิ์และผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ดู
ที่ต้นขาทั้งสองข้างของหมอแหลมนั้นปรากฏมีรอยไหม้เกรียมดำเกิดขึ้นทั้งสองข้าง
เหมือนกับถูกไฟไหม้ไฟรนที่ต้นขา เรื่องนี้เป็นกรรมที่อัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง
ท่านพระอาจารย์จื่อเป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์
ท่านบอกตั้งแต่เกิดมาเราก็พึ่งเคยเห็นปรากฏการณ์อัศจรรย์ของกรรมแบบนี้


ทางฝ่ายขององค์ท่านหลวงพ่อประสิทธิ์ท่านบอก

“พอสมมุติกรรมแสดงตนออกมาแบบนี้ มันพุ่งออกจากบ่าซ้ายของเราเข้าชนหมอแหลม
เรากำหนดจิตไล่ตามดูมันไปตลอดทาง ลำแสงไฟนี้พุ่งออกไปจนข้ามสุดแดนดิน
ข้ามสุดมหาสมุทรฟากฟ้า ลำแสงไฟกรรมนี้พุ่งออกไปนอกอวกาศ
แล้วสลายตัวเป็น “อนัตตา” ท่ามกลางอวกาศ ความรู้แจ้งขึ้นมาในใจของเรา


กรรมเรากับวัวทั้งหลายในอดีตนั้นสิ้นสุดกันแล้วในชาตินี้
อาจารย์จื่อท่านมาช่วยดึงชีวิตธาตุขันธ์ของเราเอาไว้
ชาติสุดท้ายของเรามีเพียงสี่คนเท่านั้นที่จะมายื้อชีวิตเราไว้ได้
ท่านจื่อเป็นหนึ่งในสี่ผู้มายื้อชีวิตในชาติสุดท้ายของเรา”


รูปภาพ
พระอาจารย์จื่อ พันธมุตโต - วัดเขาตาเงาะอุดมพร

:b40:

:b45: รวมคำสอน “หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=50287

:b45: ประวัติและปฏิปทา “หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=21027


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร