วันเวลาปัจจุบัน 22 มิ.ย. 2018, 12:05  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านกรรมแห่งกรรมจากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=4



กลับไปยังกระทู้  [ 16 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ม.ค. 2015, 09:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4744

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ เล่าเรื่องเทวดา พญานาค พระธาตุ

รูปภาพ

หนังสือ “หลวงปู่เล่าเรื่อง”
พระสุธรรมคณาจารย์
(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)

วัดอรัญญบรรพต อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย


จัดพิมพ์ถวายเป็นพุทธบูชา-อาจาริยบูชา
โดย ชมรมกัลยาณธรรม



คติธรรมคำสอน

“พวกเราเป็นชาวพุทธ อย่าไปคอยแต่อ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ
ในสากลโลกให้มาช่วยตนให้มีความสุข ความเจริญต่างๆ นานาอย่างนี้
ไม่มีหรอกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกนี้
ที่จะช่วยบุคคลผู้ประมาท จะช่วยแต่บุคคลผู้ไม่ประมาท

ผู้สั่งสมบุญกุศล ผู้มีศีลธรรมอันงาม แม้ว่าไปเกิดอุปสรรค
ความขัดข้องอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา
แล้วผู้นั้นอธิษฐานจิตถึงบุญถึงคุณของตน
หากบุญคุณของตนที่บำเพ็ญมามันมากพอ
มันก็จะไปดลจิตดลใจของเทวดาอินทร์พรหม
ให้ล่วงรู้ว่า..โอ้ คนมีบุญผู้นี้กำลังประสบอุปสรรคขัดข้อง
อย่างใดอย่างหนึ่ง เราจำเป็นต้องลงไปช่วย

ไม่ใช่เทวดาก็พญาอินทร์ ไม่ใช่ก็ท้าวมหาพรหมลงมาช่วย
มาช่วยแก้ไขอุปสรรคของผู้นั้นให้ลุล่วงไปด้วยดี
ผู้นั้นก็ถึงซึ่งความสุขความเจริญนี่

การที่เทวดาอินทร์พรหมจะช่วยมนุษย์เราน่ะ
มนุษย์เราต้องช่วยตนเองให้เต็มที่เสียก่อน
ต้องสั่งสมบุญให้มากซะก่อน”


:b44: :b44:

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ม.ค. 2015, 10:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4744

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


หลวงปู่เล่าเรื่อง
เทวดา พญานาค พระธาตุ


:b45:

พระสุธรรมคณาจารย์ หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม
“หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ” วัดอรัญญบรรพต
อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย
เป็นพระสุปฏิปันโนรูปหนึ่งซึ่งควรเคารพกราบไหว้
ท่านเป็นศิษย์ของ “หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต”
ที่คงเหลืออยู่ในปัจจุบันนี้เพียงไม่กี่รูป*
นี้ว่ากันถึงศิษย์ที่เคยได้ปฏิบัติรับใช้
และมีโอกาสได้ศึกษาธรรมปฏิบัติกับหลวงปู่มั่นโดยตรงเท่านั้น
(*ปัจจุบันหลวงปู่ได้มรณภาพแล้วเมื่อ ๕ มิถุนายน ๒๕๔๘)

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ท่านเป็นพระกรรมฐาน
ที่ยึดมั่นในคำสั่งสอนของพระบรมครู
คือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
อย่างเคร่งครัด โดยตรง และถูกต้องแล้ว
จึงไม่เป็นการแปลกเลยว่า จะมีสาธุชน
นักปฏิบัติศึกษาธรรมจำนวนมากที่ศรัทธาในตัวท่าน
รวมทั้งผู้เขียนอีกคนหนึ่งด้วย

จากการที่ผู้เขียนได้มีโอกาสกราบและฟังธรรม
จากท่านบ่อยครั้ง ณ สถานที่และวาระอันควร
ทั้งในกลุ่มคนหมู่มากและโดยส่วนลำพังก็ตาม
จึงมักจะได้รับความเมตตาจากหลวงปู่
ช่วยชี้แนะข้อธรรมและเล่าเรื่องต่างๆ ให้ได้ยินได้ฟังอยู่เสมอ

ในที่นี้จึงขอเอาข้อธรรมรวมถึงคำสนทนา
เล่าเกร็ดเรื่องราวอันน่าสนใจของหลวงปู่
มาเล่าถ่ายทอดให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบกันเพียงบางส่วน
เท่าที่เนื้อที่จะเอื้ออำนวยก็แล้วกัน


:b45:

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ ได้เมตตาตอบคำถาม
และเล่าถึงข้อคิดคติธรรมบางอย่างแก่ผู้เขียน
เมื่อครั้งที่ไปกราบเยี่ยมท่านที่สำนักสงฆ์สวนจิตรลดาในคราวหนึ่งว่า


ผู้เขียน : การที่เราเคารพนับถือเทพยดาต่างๆ นี่
ถือว่าเป็นสีลพตปรามาสหรือไม่อย่างไร
ขอความเห็นจากหลวงปู่ด้วยครับ


หลวงปู่ : การที่พวกเรามีที่พึ่งที่เคารพนับถือสิ่งที่สูงกว่าอยู่แล้ว
ก็ไม่จำเป็นจะต้องเคารพนับถือในสิ่งที่ต่ำ
ธรรมเนียมในทางธรรมต้องเป็นอย่างนั้น
เช่น เราเคารพนับถือพระพุทธเจ้า
ว่าเป็นอันผู้ทรงคุณอันประเสริฐสูงสุดแล้วอย่างนี้
พวกเทวดา อินทร์ พรหม นั้นยังมีกิเลส
ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดเหมือนกันอย่างเรานี้นะ
แล้วเรื่องอะไรที่เราจะไปเคารพกราบไหว้บูชา


ผู้เขียน : ก็เราถือว่าท่านเหล่านั้นมีศักดิ์ มีบุญวาสนายิ่งกว่าเรานี่ครับ

หลวงปู่ : มีบุญ แต่ก็ยังไม่พ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย
เราก็มีบุญเหมือนกันอย่างนี้ ถ้าเรามีศีล ๕ เราประพฤติปฏิบัติธรรม
ภาวนา ทำจิตให้สงบ มีคุณธรรมสูงอย่างนี้ มันก็เป็นสมมติเทวดาแล้ว
คนเรานี่ เรื่องอะไรล่ะจึงจะมาตีตัวเองลงต่ำลงไป
คนเรานี่สามารถทำความดีจนกว่าสำเร็จมรรค ผล ธรรมวิเศษได้
เทวดายังไม่ได้เลย มนุษย์นี้ยังทำได้ เพราะการทำคุณงามความดี
ต้องอาศัยขันธ์ร่างกายเป็นเครื่องกระทำ แต่พวกเทวดาไม่มี
บุญสำเร็จได้ด้วยกาย วาจา ใจ มนุษย์เรามีความพร้อมและได้เปรียบตรงนี้

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ม.ค. 2015, 17:26 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4744

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


ผู้เขียน : คิดอย่างนั้นว่ามนุษย์เราดีกว่าเทวดานี่
ไม่เป็นมานะทิฏฐิหรือครับ


หลวงปู่ : จะเป็นมานะได้อย่างไร โลกเรานี้มันมีสูงมีต่ำ
ไม่ใช่ว่าเสมอกันไปหมด ไม่อย่างนั้นมันจะเคารพกันอย่างไร
พวกที่มีคุณสมบัติสูงนี่ก็ต้องเคารพพระพุทธเจ้า
ท่านทรงสอนว่าไม่ใช่ให้รังเกียจสัตว์โลกทั้งหลายนี้
เมื่อเราทำบุญกุศลแล้วเราอุทิศให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย
ทั้งที่มีคุณและไม่มีคุณอะไรทั้งหมด เราก็อุทิศส่วนกุศลให้เขาไปได้
นี่การนับถือของมนุษย์เราที่ถูกต้องมันเป็นอย่างนี้แหละ
ไม่ใช่ว่าเราไปเหยียดหยามดูหมิ่นเขา

ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์ที่มีคุณธรรมอันสูงอยู่ในใจ
เราปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างนี้
ก็ชื่อว่า เราเป็นผู้มีบุญนะ แล้วเราอุทิศบุญกุศลอันนี้
ไปให้ผู้ที่ตั้งอยู่ในฐานะที่จะได้อนุโมทนา
ก็จะได้อนุโมทนาในส่วนบุญนี้แล้วเขาก็ได้เกิดในที่สุขสบายของเขา
เขายังต้องมาอนุโมทนาบุญกับเรา
ผู้ใดอยู่ในฐานะที่จะได้รับส่วนบุญนั้นได้ เขาก็จะได้รับ

ถึงแม้ว่า เราอุทิศไปอย่างไม่เจาะจง อุทิศทั่วๆ ไป
เมื่อผู้ใดตั้งอยู่ในฐานะที่จะได้รับอนุโมทนาส่วนบุญกุศล
ที่เราอุทิศไปนี้ ก็ขอให้ได้รับอนุโมทนาด้วย
แล้วก็ขอให้เป็นสุขๆ ได้รับประโยชน์สำเร็จ
เช่นเดียวกับเราจะพึงได้รับอย่างนี้
ใครที่อยู่ในฐานะที่เป็นไปได้ก็รับอนุโมทนาได้
ไม่ใช่ว่าได้รับหมดทุกตัวตนนะ

เช่น อย่างพวกที่ไปเกิดบนสวรรค์ มีบุญมากแล้วก็ไม่จำเป็น
กับพวกที่ไปตกนรกแล้วมันมีบาปหนัก
ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับส่วนบุญ พวกนั้นก็รับไม่ได้

พวกที่ได้รับส่วนบุญได้นั้นก็มีพวกเปรตจำพวกเดียวเท่านั้น
คือ “พวกปรทัตตูปชีวิเปรต” ซึ่งแปลว่า
“เปรตที่มีชีวิตอยู่ด้วยทานที่เขาอุทิศให้”
เป็นเปรตจำพวกที่ ๑๒ ซึ่งมีโอกาสจะอนุโมทนาส่วนกุศลได้
ไม่เหมือนกับเปรตอีก ๑๑ จำพวกที่ยังมีกรรมหนักอยู่
ไม่สามารถอนุโมทนาส่วนบุญจากใครได้ สัตว์นรกก็เช่นกัน

บุญกุศลที่เราอุทิศไปให้ถึงเขาจะไม่ได้รับ
ก็ไม่ได้สูญหายไปไหน บุญกุศลนี่ไม่มีการสูญสลาย
ถ้าไม่มีการเสวยสุขจากผลบุญนั้น กล่าวคือ
เราสร้างบุญกุศลมากเท่าไรก็ได้มากเท่านั้น
จะอุทิศไปให้ใครได้มากเท่าไรก็ไม่ได้เป็นการแบ่งแยก
หรือทำให้บุญกุศลที่เราสร้างนั้นถดถอยน้อยลงแต่ประการใด
คงสะสมส่งผลให้แก่เราเมื่อถึงกาลอันสมควร
เมื่อส่งผลแล้วจึงเป็นการใช้ไปหมดไปซึ่งบุญในแต่ละส่วน

แต่บุญมีผลอันยิ่ง สามารถส่งผลให้แก่ผู้สร้าง
ได้นานข้ามภพข้ามชาติได้หลายๆ ชาติเลยทีเดียว
ถ้าไม่มีกรรมชั่วมาตัดรอนให้บุญมีกำลังอ่อนลงเสียก่อน
ก็คงได้รับผลแห่งบุญนั้นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดบุญ

พวกเทวดานี้มีบุญมากแล้วที่มาเกิดเป็นเทวดา
คงเสวยสุขอย่างเดียวจนเพลินในสุขที่ได้รับนั้น
ไม่ค่อยคิดที่จะสร้างบุญกุศลเพิ่มเติม นี่พูดถึงเทวดาทั่วๆ ไปนะ
มีเทวดาบางส่วนที่ไม่ประมาทในบุญ
ได้มีความตั้งใจบำเพ็ญเพียรทางจิต
และพยายามสร้างคุณงามความดีเพิ่มเติมโดยหลายๆ ทาง
แต่ก็เป็นไปไม่ได้มากนัก เพราะขาดขันธ์ร่างกายนี่เอง

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ม.ค. 2015, 08:59 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4744

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


ในอนุสติ ๑๐ ข้อ เทวตานุสตินั้น
ก็ไม่ใช่ให้คิดให้นึกถึงเทพยดาเป็นที่เคารพนับถืออย่างใด
ท่านให้ระลึกถึงคุณธรรมความดีที่ส่งผล
ให้ได้ไปเกิดเป็นเทวดา หรือพรหมนั้นๆ


คนทั้งหลายยังตีความหมายในคำสอน
ของพระพุทธเจ้าได้ไม่ถูกนะมีเยอะแยะอยู่
อาตมาก็หมั่นพูดให้คนฟังได้เข้าใจ
ไปเทศน์ที่ไหนก็พยายามสอนให้เข้าใจ

การนับถือเทวดา อินทร์ พรหมหรือภูตผีปีศาจเหล่านี้
บางคนก็นับถือด้วยความกลัวอย่างนี้แหละ
ความกลัวนี้เป็นเหตุทำให้คนเราเที่ยวนับถือในสิ่งต่างๆ เหล่านี้

โดยการเล่าลือกันว่า ผีตรงนั้นดุนะ ถ้าไม่กราบไหว้หรือ
ไม่บูชาด้วยดอกไม้ ธูป เทียน ไม่ได้เชียวนะ

พอมีผู้หนึ่งโฆษณาไว้อย่างนี้ คนอื่นก็พากันกลัวตาม
ตื่นกลัวโดยไม่ใช้ปัญญา ได้แต่ทำตามอย่างกันไป
เมื่อจะไปที่นั่น ต้องมีดอกไม้ ธูป เทียนไปบูชาจึงผ่านไปได้

อย่างทางที่จะไปอำเภอหล่มศักดิ์ (หล่มสัก) จากจังหวัดเพชรบูรณ์
เคยมีคนพูดว่า ริมแม่น้ำเลยนั้นใสนิ่งน่ากลัวอยู่เหมือนกันแหละ
แต่ต่อมามีการสร้างศาลเจ้าที่ริมฝั่งแม่น้ำเลยตรงนั้น
ก็มีธรรมเนียมใหม่ขึ้นมา ใครเดินทางไปถ้าไม่มีพวงมาลัย
ไม่มีดอกไม้ไปบูชาไม่ได้เลย ถ้ามีร่มก็ต้องหุบร่ม
ถ้าสวมรองเท้าก็ต้องถอดรองเท้า
ใส่หมวกก็ต้องถอดหมวกไม่งั้นมีอันเป็นไป

เรามันต้องเดินทางไกล สวมรองเท้าก็สวม
กางร่มก็กาง ไปถึงตรงนั้นก็ไปยืนดู
เห็นพวงมาลัยคล้องคออยู่ที่ศาลเป็นกองพะเนินเทินทึก
ปัดโธ่..มนุษย์หนอ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์
เป็นสิ่งประเสริฐสูงสุดแท้ๆ หนา ทำไมจึงไม่ไปกราบ
ไม่กราบ ไม่ไหว้ ไม่เชื่อ ทำไมจึงมาเชื่อคำบอกเล่าปรัมปราอย่างนี้
เราจะไปหุบร่ม ถอดรองเท้าหรือดอกไม้ไปบูชาเขาทำไม
เรายืนดูแล้วก็เดินหนีไปเลย ก็ไม่เห็นเป็นอะไรนี่

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ก.พ. 2015, 16:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4744

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


แล้วก็ที่จังหวัดพังงา
สมัยที่อาตมาไปท่องทางภาคใต้อยู่ ๘ ปี
ก็ได้เห็นอะไรแปลกๆ มากมาย
ที่หน้าถ้ำแห่งหนึ่งอยู่ไม่ห่างจากเมืองพังงานัก
ที่หน้าถ้ำเขามีศาลเจ้าอยู่แห่งหนึ่ง
สร้างคร่อมพื้นหิน ติดกับดินที่หน้าถ้ำ ไม่ได้ยกพื้น
ในศาลนั้นก็มีหินอยู่สองก้อน ฝังอยู่
อยู่ใต้ดินครึ่งหนึ่ง เป็นหินผิวเรียบเกลี้ยง
เราก็สวมรองเท้าเข้าไป ก็ขึ้นไปเหยียบ
หินสองก้อนนั้นแล้วพูด

"ไหนได้ยินว่าเจ้าพ่อหลักเมืองอยู่นี่หรือ
เออ..ถ้าเจ้าพ่อหลักเมืองอยู่นี่
อาตมาจะมาพักอยู่ในถ้ำนี้
และจะมาแสดงธรรมที่หน้าที่ถ้ำนี้
ให้ไปฟังธรรมเน้อ"


พอว่าอย่างนั้นแล้วก็เดินเข้าไปดูในถ้ำ โยมเขาพาไป
พอดูถ้ำก็เห็นว่าเหมาะ พอที่จะอยู่ได้ก็อยู่
โยมชาวบ้านก็ช่วยกันทำยกร้านไว้
เป็นที่นั่งนอนภายในถ้ำ แล้วก็มาทำศาลาน้อยที่ข้างหน้าถ้ำ
ใช้เป็นที่ฉันภัตตาหาร ญาติโยมมาหา
ก็ไปต้อนรับกันที่ศาลาน้อย แสดงธรรมให้ฟังด้วยที่นั่น

พักอยู่ในถ้ำได้สองเดือนพอใกล้จะเข้าพรรษา
โยมชาวบ้านนิมนต์ไปจำพรรษา
อยู่ที่ป่าช้าอีกแห่งในเมืองพังงา
เขาทำเสนาสนะให้เสร็จสรรพ

ปกติที่ศาลเจ้านั้นจะมีคนประทับทรงประจำตามเทศกาล
วันสำคัญก็มีคนไปกราบไหว้กันเยอะ ไปขอหวยขอเบอร์
ทีนี้พอเข้าพรรษาได้ไม่นานก็มีเทศกาลจัดทรงเจ้าขึ้นอีก
มีอุบาสกอยู่คนหนึ่งที่มาพักอยู่กับอาตมา ได้ไถลฟังกับเขาด้วย
โดยหวังว่าจะได้เบอร์กับเขาบ้าง แต่พอไปถึง
ได้เวลาเขาประทับทรง ก็ไม่เป็นเหมือนเช่นเคย
เมื่อประทับทรงแล้วพูดว่า

"ต่อไปนี้ลูกหลานอย่าได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเอามาบวงสรวงเจ้าพ่อนะ
ทำมาเพื่อขอบัตรขอเบอร์ไม่ได้ มันเป็นบาป"


เจ้าพ่อก็ว่า

"ก็เมื่อก่อนเจ้าพ่อไม่รู้นี่ แต่ตอนนี้รู้แล้ว
เพราะมีพระธุดงค์มาพักอยู่ในถ้ำ
และมาแสดงธรรมอยู่ข้างหน้าถ้ำ
เจ้าพ่อก็ไปฟังกับเขาเหมือนกัน
เจ้าพ่อถึงได้รู้ว่ามันเป็นบาปกรรมที่ทำอย่างนั้น"


การเล่นหวยเบอร์ก็ไม่ดีมีแต่เดือดร้อนทั้งตนเองและครอบครัว
ก่อนนี้อาตมาก็เคยเทศน์เรื่องนี้อยู่บ่อยๆ
ชาวบ้านที่ชอบเล่น ไม่เบื่อ ไม่เชื่อ
ยังคงไปหาเจ้าพ่อ ขอบัตร ขอเบอร์อยู่เรื่อย

เราก็เทศน์ถึงเรื่องโทษที่เล่นบัตรเล่นเบอร์ต่างๆ นานาออกไป
บางทีมันก็เป็นตัวเลข พวกนั้นก็จับเอาไปซื้อซะอีก
ก็เลยไม่รู้จะทำอย่างไร

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.พ. 2015, 22:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4744

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ
หลวงปู่หลอด ปโมทิโต


ที่อำเภอเถิน จังหวัดตาก ก็เหมือนกัน
อาตมาเคยพาคณะไปปักกลดอยู่ป่าช้า
บ้านเหล่าหลวง เขตอำเภอเถิน
ได้พักอบรมธรรมแก่ญาติโยมประมาณ ๓ เดือน
มีคนมาฟังเทศน์กันมากทุกคืน

ที่บริเวณใกล้ป่าช้านั้นก็มีศาลเจ้าใหญ่อยู่แห่งหนึ่ง
ชื่อเจ้าพ่ออะไรก็จำไม่ได้เสียแล้ว
ระว่างนั้นเจ้าพ่อที่ศาลเจ้านั้นก็ได้ไปฟังธรรมด้วยเหมือนกัน

พอใกล้จะเข้าพรรษา ญาติโยมที่ศรัทธาก็ได้ประชุมกัน
ตกลงที่จะสร้างเสนาสนะขึ้นให้คณะของอาตมาได้อยู่จำพรรษา
ตอนนี้ "หลวงปู่หลอด ปโมทิโต" ก็ได้พอคณะมาสมทบด้วย

ชาวบ้านได้ถวายที่ดินประมาณ ๑๐ ไร่
เป็นสวนอยู่หลังตลาดอำเภอเถิน ออกไปไม่ไกลนัก
แล้วจัดสร้างศาลา กุฏิ และศาลาโรงธรรมอย่างง่ายๆ
เป็นเสนาสนะป่าให้พระได้อยู่จำพรรษากัน
ให้ชื่อว่า สำนักสงฆ์นันวนาราม

พอออกพรรษาแล้วอาตมาก็เดินทางไปภาคอีสาน
แล้วเลยต่อลงไปภาคใต้ ปีต่อมาก็กลับมาจำพรรษา
อยู่ที่เดิมอีก พอกลับมาจึงได้ทราบเรื่องว่า
เมื่อออกพรรษาปีก่อนได้ไม่นาน
คนทั้งหลายที่นับถือเจ้าพ่อ
ได้พากันทำพิธีบวงสรวงประจำปี

เดิมทีศาลเจ้าอำเภอเถินนั้นดุมาก ต้องกินควายปีละ ๑ ตัว
ชาวบ้านจะฆ่าควายปีละ ๑ ตัวเพื่อทำพิธีบวงสรวงต่อเจ้าพ่อ
ขอให้คุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข ทำมาหากินสะดวก
และขอหวยขอเบอร์ด้วย

ศาลเจ้านั้นใหญ่โตมากและทำด้วยไม้ทั้งหลัง
มีไม้เสาเป็นไม้แดงไม้ประดู่ต้นใหญ่ๆทั้งนั้น
ในพิธีก็มีคนประทับทรงเจ้าพ่อเหมือนกัน เจ้าพ่อได้บอกว่า

"ต่อไปนี้ เจ้าพ่อจะไปจำศีลอยู่ที่ภูเขาอินทรโขงแล้ว
อย่าได้ทำการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมาเซ่นสรวงเข้าพ่ออีก
ไม่ดี มันบาป"


ชาวบ้านก็ว่า "อ้าว..ทำไมว่าอย่างนั้น"

เจ้าพ่อก็บอกว่า

"อ้าว...เจ้าพ่อได้ยินพระธุดงค์มาแสดงธรรมอยู่ที่ป่าช้า
เจ้าพ่อก็ไปฟังเหมือนกัน ก่อนนี้พระที่วัดเจ้าคณะอำเภอ
ไม่เคยเทศน์อย่างนี้ว่าบาป แต่พระธุดงค์กรรมฐาน
ได้มาเทศน์สอนชาวบ้านว่า ไม่สมควรเป็นบาปมาก
เจ้าพ่อเพิ่งเข้าใจ ดังนั้น พวกลูกหลานอย่าได้ทำบาปเช่นนั้นอีก"


ต่อมาศาลเจ้านั้นก็ร้าง พวกเจ้าหน้าที่วัดป่า
ก็ได้ไปขอเอาศาลเจ้านั้นรื้อมาทำทำศาลาวัดได้หนึ่งหลัง
อาตมากลับขึ้นไปที่นั่นได้เห็นศาลาใหม่
ชาวบ้านจึงได้เล่าให้ฟังถึงได้รู้เรื่องว่า
ศาลานี้เกิดจากเจ้าพ่อนั้น

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.พ. 2015, 21:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4744

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


ผู้เขียน : บางคนเขาก็พูดว่า การบูชาเทวดาแล้ว
เทวดาย่อมให้คุณ


หลวงปู่ : ถ้าพูดถึงความดีในขั้นต่ำนี้ มันก็เป็นอยู่ได้
มันก็ดีมีคุณอยู่บ้าง แต่ถ้าพูดถึงความดีในขั้นสูงแล้ว มันก็ไม่สมควรอะไร


ผู้เขียน : เอาเป็นว่าเราต่างคนต่างอยู่ เราอยู่ของเรา
เขาอยู่ของเขา และไม่ไปดูถูกเขาใช่ไหมครับ


หลวงปู่ : อ้าว...เราต่างคนต่างอยู่ แล้วเราทำความดี
เทวดายังมารักษาอีกชั้นหนึ่งด้วย
เราไหว้พระภาวนา เราทำบุญกุศลเสมออย่างนี้
เทวดาชั้นต่ำ พวกภุมเทวดา รุกขเทวดา
ตลอดจนอากาศเทวดาบางพวก
เมื่อเขาได้รับส่วนบุญกุศลที่เราอุทิศให้อยู่เรื่อยๆ
เขาก็เลื่อมใสต่อเรา เขาก็มารักษา


ข้อนี้พระพุทธเจ้าท่านเคยเแสดงเอาไว้จริงๆ
อยู่ในธรรมะและบทสวดมนต์ที่ว่า

"ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา
สัพพะพุทธานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุเต

ด้วยอำนาจแห่งคุณของพระพุทธเจ้านี้
ขอให้เทวดาทั้งหลายจงรักษา"


เรามาไหว้ เรานึกนับถือพระพุทธเจ้า
เราบูชาสรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า
เทวดาก็นิยมนับถือด้วยเพราะเห็นว่าเราเป็นคนดี
นับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง
สมควรต้องรักษาให้ความปลอดภัยแก่เราอย่างนี้

ในข้อนี้อาตมาเห็นจริงด้วยเลยทีเดียว
เพราะว่า เมื่อไปไหนถ้าภาวนา "พุทโธ"
จะไปในป่าลึก ในเขา ในถ้ำ ที่ไหนก็ตามที่จะมีภัยเกิดขึ้นได้
เราภาวนา "พุทโธ" ไปเรื่อยๆ ก็ไม่มีอะไร ปลอดภัยดีทุกอย่าง

เวลานั่งสมาธิก็ภาวนา "พุทโธ" จนจิตสงบ
ใจเป็นสุขแล้ว ถึงอยู่คนเดียวก็จะรู้สึกอบอุ่น
เหมือนมีคนมากๆ อยู่ด้วย

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ก.พ. 2015, 21:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4744

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม


เราเจริญเมตตานึกถึงว่า เรามาอยู่ที่นี้ เราไม่เบียดเบียนใคร
เราไม่ได้มาหาทรัพย์ในดิน สินในน้ำอะไรเลย
เรามาอยู่เพื่อแสวงหาสถานที่สงบระงับ
บำเพ็ญเพียรละกิเลสให้หมดสิ้นไปเท่านั้น
เราไม่ได้คิดอะไรอย่างอื่น


ด้วยอำนาจความสัตย์จริงใจนี้
ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์และเทพเจ้าเหล่าเทวดา
ที่อาศัยอยู่ในป่าเขาลำเนาไพร
จงรับรู้ความประสงค์ของเราด้วย
และจงอย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
จงอยู่เย็นเป็นสุขทุกถ้วนหน้าเถิด
บุญกุศลความดีอะไรที่เราได้บำเพ็ญมา
เราขออุทิศให้แก่เจ้าที่เจ้าทาง ณ ที่นี้
ภุมเทวดา รุกขเทวดา และอากาศเทวดาที่อยู่ในบริเวณแห่งนี้
หากว่าได้รับรู้ก็ขอให้อนุโมทนาด้วย

เราเจริญเมตตาแผ่อุทิศกุศลไปอย่างนี้แล้ว
ความกลัวจะไม่เกิดมีขึ้นเลย พวกเทวดาเหล่านั้นรับรู้ได้
และยินดีที่มีคนดีมีศีลธรรมมาอยู่ใกล้ๆ


มีอยู่ครั้งหนึ่งอาตมาได้เคยเดินท่องธุดงค์
ไปกับหลวงปู่ชอบ ฐานสโม และหลวงปู่ขาว อนาลโย
กับพระหนุ่มติดตามอีกรูปหนึ่ง ได้ชวนกันไปหาวิเวกตามป่าเขา
และถ้ำในเขตอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

ช่วงนั้นสงครามโลกครั้งที่ ๒ เพิ่งจะยุติ สงบลงใหม่ๆ
ได้พากันธุดงค์ไปจนพบสถานที่เหมาะสมบนเขาสูงลูกหนึ่ง
ที่นั่นอากาศดี สงบ เงียบ ไม่มีอะไรรบกวน
ชาวบ้านก็เอื้อเฟื้อ ศรัทธาดี ส่วนใหญ่เป็นพวกชาวแม้ว

ก็ได้ทำการอบรมชี้แนะให้พวกชาวแม้ว
รู้จักทำบุญกับพระในพระพุทธศาสนา
จนพวกนั้นเกิดความเลื่อมใส
ได้ช่วยกันจัดสร้างกระท่อมให้พระอยู่ รูปละหลังบนดอยสูง

ต่อมาหลวงปู่ขาวกับพระหนุ่มอีกรูป
ได้ขอแยกไปพักที่สันเขาข้างล่างอีกแห่งหนึ่ง
ด้วยไม่ค่อยสบาย ไม่ถูกกับอากาศ
คงเหลือแต่อาตมากับหลวงปู่ชอบเพียง ๒ รูปเท่านั้น

บนดอยสูงนี่ภาวนาดีมาก แต่อากาศหนาวเย็นจัด
ตกกลางคืนก็จะมีพวกกายทิพย์ คือ เทวดานี่แหละ
มากราบคารวะขอฟังธรรมกันมาก

หลวงปู่ชอบท่านมีตาดี จิตดี พวกนั้นจึงพากันมามาก
ก็สงเคราะห์ไปเท่าที่สมควร

วันหนึ่งขณะที่อาตมากับหลงปู่ชอบกำลังเดินจงกรม ภาวนาอยู่
พลันก็เกิดแสงสว่างจ้าขึ้นตรงหน้าทางจงกรมของหลวงปู่ชอบ
แล้วก็ปรากฏเป็นส่วนหัวพญานาคตัวหนึ่งโผล่ขึ้นมาที่ข้างทางเดินจงกรมนั้น
ทั้งหลวงปู่ชอบและอาตมาต่างก็หยุดเดินและเพ่งมองดูพญานาคนั้น
หลวงปู่ชอบได้ถามไปว่า "มาจากไหน" รู้สึกว่าท่านไม่ค่อยประหลาดใจ
ที่ได้เจออย่างนั้น คงเจอมามากแล้วกระมัง


พญานาคเขาก็กราบเรียนว่า

"ข้าพเจ้าอยู่ที่เขาลูกนี้เอง แต่อยู่ตรงเชิงเขา
ท่านสังเกตหรือเปล่าล่ะว่าตรงเชิงเขา
ก่อนที่จะขึ้นมาบนดอยสูงนี้มีลำธารสายหนึ่ง
ซึ่งลอดทะลุออกมาจากใต้ภูเขาแล้วไหลผ่านเชิงเขา
วกวนจนออกสู่ที่นาที่ราบเบื้องล่างโน้น
พระคุณท่านคงได้ผ่านลำธารนี้มาหลายครั้งแล้วไม่ใช่หรือ"


หลวงปู่ชอบก็รับคำ พญานาคก็กล่าวต่อไปว่า

"ลำธารนั้นแหละเป็นทางเดินของข้าพเจ้า
และข้าพเจ้าอยู่ภายในถ้ำลอดภายใต้ภูเขานี้เอง"


อาตมาจึงได้ถามไปว่า "แล้วท่านมีชื่อว่าอะไรล่ะ"

เขาก็ตอบว่า

"ข้าพเจ้าชื่อ เทพนาคา ข้าพเจ้ามาขอชื่นชม
ในการปฏิบัติความดีของพวกพระคุณเจ้า"


แล้วเขาก็แสดงให้เห็นตัวอย่างเต็มที่ โดยโผล่หัวที่หงอนสีแดง
และมีครีบหลังเป็นแผงยาวตลอดลำตัว ซึ่งมีเกล็ดเป็นสีดำมันเลื่อม
ลำตัวนั้นก็มีขนาดใหญ่ ยาวทอดไปตามพื้นที่ลาดของไหล่เขา
จนไปพาดเขาอีกลูกหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ กัน รู้สึกว่า ตัวยาวมาก
เขาแสดงให้เห็นเต็มตัวอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อว่า

"ตั้งแต่ที่พวกพระคุณท่านมาอยู่ ทำให้ข้าพเจ้ามีความสงบเย็นใจมาก
ข้าพเจ้าดีใจที่มีพระธุดงคกรรมฐานผู้ปฏิบัติดีอย่างพระคุณเจ้า
มาพักบำเพ็ญภาวนาและยังได้แผ่เมตตาให้สัตว์โลกเป็นสุขอีก
เสียงสวดมนต์และเจริญเมตตานั้นทำให้รู้สึกเย็นอกเย็นใจ
มีแต่ความสุขสงบ วันนี้ข้าพเจ้าอดรนทนไม่ได้
จึงมาขอกราบชมบารมีของพวกท่านสักครั้ง"


พอกล่าวจบเขาก็ลาจากไปโดยค่อยๆ จมหายไปในพื้นดินนั่นเอง
นี้เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งที่เราได้พบเห็นพญานาค
หลวงปู่ชอบท่านได้พบเห็นมาจนชิน
ทั้งภูตผีปีศาจ อมนุษย์ทั้งหลาย ท่านประสบมาเยอะ
จิตของท่านดี ตาของท่านก็ดี ท่านพระอาจารย์มั่นยังยอมรับเลย
แต่เดี๋ยวนี้ตัวเราจะไปขึ้นเขาเข้าถ้ำอีกก็ไม่ไหวแล้ว

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 มี.ค. 2015, 21:33 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4744

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


ผู้เขียน : แล้วเดี๋ยวนี้หลวงปู่ยังคิดที่จะหาโอกาสไปวิเวกอีกไหมครับ
คือ ไปอย่างง่ายๆ เดินทางด้วยยานพาหนะแล้วไปพักในสถานที่
อันเงียบสงัดเหมาะแก่การภาวนา
ไม่ใช่ว่าต้องเดินกันมากเหมือนเมื่อก่อนน่ะครับ


หลวงปู่ : ไม่ไหวแล้ว เดินไม่ไหว เหนื่อยแล้ว
เดี๋ยวนี้มันไม่มีเวลาแล้ว ดูซิ..รายการนิมนต์ก็มีเกือบทุกวัน
ตลอดทั้งเดือนเลย บางวัน ๒ รายการ ๓ รายการด้วยซ้ำ
ต้องเดินทางบ่อยครั้งมากกว่าเคยเสียอีก

เมื่อก่อนไม่ค่อยได้รับกิจนิมนต์บ่อยครั้งนัก
นานๆ จึงจะได้ไปไกลเสียที ทุกวันนี้เดี๋ยวไปโน่นไปนี่
เดี๋ยวต้องกลับไปวัดที่หนองคาย
เดี๋ยวต้องไปร่วมพิธีที่จังหวัดโน้น รวมระยะทางแล้ว
คงมากกว่าสมัยที่เดินธุดงค์ซะอีกในแต่ละเดือน


ผู้เขียน : จิตที่ฝึกดีแล้ว จะไปอยู่ในสถานที่แห่งใด
สิ่งแวดล้อมอย่างไรก็ไม่ถดถอย ไม่ตกลงต่ำ
และไม่เดือดร้อนอีกแล้วใช่ไหมครับ


หลวงปู่ : จิตของเราก็เป็นอย่างนี้แหละ มันดีได้ด้วยการฝึกกัน
จะให้มันดีเองไม่ได้ มันต้องฝึก การฝึกก็ต้องเป็นขั้นเป็นตอน
ผู้ครองเรือนก็ต้องฝึกธรรมะที่เหมาะสมกับผู้ครองเรือน
ผู้เป็นนักบวชก็ต้องฝึกกันไปให้ตรงธรรมของนักบวช
จิตถึงจะเจริญได้ ถึงดีได้ อุปมาเหมือนอย่างไม้
ที่มันเป็นต้นอยู่โดยลำพัง เราจะเอาทั้งต้น ทั้งกิ่ง
มาทำบ้านเรือนก็ไม่ได้ มันต้องเอามาแปรรูปเสียก่อน
ขับไล่ไม้ที่ไม่ต้องการออกไป เอาส่วนเกินที่ไม่เรียบร้อยออกไป
เอาแต่เนื้อของมันมาเลื่อยแปรรูปเป็นขนาดต่างๆ
ตามประโยชน์ที่ต้องการใช้สอย แล้วจึงเอามา
ประกอบเป็นบ้านเรือน มันจึงเกิดประโยชน์ถาวรได้

คนเราก็เหมือนกัน ไม่ใช่สักแต่ว่า เกิดมาเป็นคนแล้วมันก็ต้องฝึกไป
จิตของคนเรามันจะดีหมดทุกคนไม่ได้
เพราะมันเกี่ยวกับ "ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ"
การฝึกตนมาแต่ก่อนและไม่ได้ฝึกตน
บางคนก็ได้เคยฝึกจนมาก่อนในอดีตชาติ
พอมาชาตินี้พิ้นฐานเดิมดีมาแต่ก็ยังดีไม่ได้มาก
ยังต้องฝึกให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปจนถึงที่สุด


บางคนก็ไม่ได้ฝึกให้ดีมา เกเรมาก่อน
มาเกิดใหม่ก็เป็นคนเกเรอีก ก็มีอยู่
ในสังคมหมู่มากก็มีทั้งคนดีคนชั่วนานาชนิด
ผู้ฉลาดก็ไปแสวงหาคบคนดี
คนไม่ฉลาดก็ไปคบแต่คนชั่วแล้วก็ชั่วไปตามเขา
คนเราจะดีได้ต้องมีศีลเป็นสำคัญ
เมื่อศีลดี จิตก็ดีตาม สมาธิก็ดี
ก็เกิดปัญญาขึ้นตามลำดับ

จิตของทารกที่แรกเกิดนั้นนะ เราเข้าใจว่าบริสุทธิ์
เพราะยังไม่มีกิเลสมาเกาะเกี่ยว
แต่แท้จริงแล้วลักษณะนิสัย ความดีของจิตเดิมนั้น
ได้ถูกฝังลึกอยู่ภายในจิต ยังไม่แสดงออกมา

ถ้าจิตนั้นเคยฝึกกันมาก่อน ต่อมาเด็กนั้นก็ใฝ่ดีเองได้
ไม่ต้องสอนกันมาก ไม่ต้องเกลาต้องขัดกันมาก
แต่ถ้าไม่เคยได้รับการฝึกฝนมาเลย
เป็นจิตที่มาจากที่ต่ำ ความฝังแน่นของกิเลสมีมาก
ก็ชำระล้างยากสักหน่อย ต้องฝึกหัดกันอีกนานกว่าจะได้ดี

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 มี.ค. 2015, 21:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4744

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

ผู้เขียน : เกี่ยวกับพระธาตุ เป็นที่แปลกอยู่ว่า เส้นผมของหลวงปู่หลวงพ่อ
ในสายกรรมฐานที่สิ้นไปแล้ว ลูกศิษย์ได้เก็บเอาไว้บูชา ต่อมาค่อยๆ รวมตัวกัน
จับตัวเป็นก้อนเท่าเม็ดพุทรา จากนั้นจะกลายเป็นพระธาตุได้ไหมครับ


หลวงปู่ : เป็นไปได้..ของหลวงปู่หลุยก็ได้มีลูกศิษย์บางคนเก็บเอาไว้
ต่อมาได้รวมตัวเป็นก้อนกลมแล้วอีกระยะหนึ่งถึงค่อยแปรเป็นพระธาตุ
อย่างของพระอาจารย์จวน ส่วนใดที่เป็นพระธาตุแล้ว
คุณสุรีพันธุ์ (คุณหญิงสุรีพันธุ์ มณีวัต - Hanako) ก็จะเอาใส่ผอบไว้
แล้วตั้งเรียงเอาไว้บูชา ส่วนที่ยังไม่เป็นก็เอาใส่ขวดโหลไว้
บัดนี้กระดูกที่เป็นผงนั้นก็ได้ค่อยรวมตัวกันเป็นก้อน
เท่าเม็ดพุทราเท่ากันหมดทั้งโหลเลย
เราได้เห็นก็เลยเชื่อว่าเป็นได้จริงอย่างนั้น

แต่ที่มาเห็นเป็นแก้วใสอยู่ในผอบตามที่ต่างๆ
เราก็ไม่แน่ใจว่า เขาจะเอาแก้วอะไรที่ไหนมาใส่ไว้
ทีแรกไม่ค่อยเชื่อ แต่พอมาเห็นที่ขวดโหลใหญ่
จึงเชื่อมั่นว่าเป็นไปได้ เถ้ากระดูกเหล่านั้นจะค่อยเกาะ
ยึดแน่นเป็นก้อนกลมเช่นเดียวกันกับเสื้อผม

ที่เป็นชาวบ้านธรรมดาก็มี แปลกอยู่เหมือนกัน
บางคนเมื่อมีชีวิตอยู่เขาก็สวดมนต์ภาวนา
ถือศีลทำบุญตามปกติ แต่พอตายไป
เมื่อเผาแล้วปรากฏว่า กระดูกบางส่วนได้กลายเป็นแก้ว
บางคนก็คล้ายกับว่า มีทองมาหุ้ม มีสีทองเป็นแวว
คงเป็นเพราะมีศีลบริสุทธิ์
แต่ในตำราไม่ได้มีบอกไว้ว่าเป็นบุคคลระดับใด
ซึ่งอาจจะเป็นอริยบุคคลแล้ว
เวลาตายไปกระดูกจึงจะกลายเป็นพระธาตุ
อาตมาก็ไม่กล้ายืนยัน กล้ายืนยันเฉพาะของพระพุทธเจ้า


ในสมัยนี้ก็พอมีหลักฐานยืนยันได้ว่า
กระดูกของพระสาวกก็แปรเป็นพระธาตุได้

อย่างของหลวงปู่มั่นก็ใสเป็นแก้ว
ของหลวงปู่พรหมจะเป็นเม็ดกลม มีสีดำเป็นนิล
ของหลวงปู่ขาวจะเหมือนพลอยใส
ของหลวงปู่แหวนดูเหมือนว่า จะเป็นแก้วใสเร็วกว่ารูปอื่น
ของหลวงปู่สามก็แปรเป็นพระธาตุเหมือนกัน

จะช้าเร็วก็แต่ละรูป แต่แปลกที่ว่าไม่ได้แปรทั้งหมด
คงแปรเฉพาะที่ลูกศิษย์ใกล้ชิดกับท่านเก็บแบ่งไว้เท่านั้น
ส่วนใหญ่ยังไม่ได้แปรเป็นพระธาตุ
ของหลวงปู่ตื้อก็เป็นพระธาตุ
ของท่านนี้ มีลูกศิษย์คนหนึ่งได้ไปงานเผาศพท่าน
และก็ได้เก็บเอาผงเถ้าถ่านจากเมรุที่เผาเป็นชิ้นเล็กๆ
เอามาใส่ไว้ในตลับยาหม่อง เอาสำลีรองไว้ ต่อมาอีกประมาณหนึ่งปี
ผงถ่านเหล่านั้นได้จับตัวเป็นก้อนเล็กๆ หลายก้อน
อีกระยะหนึ่งจึงได้กลายเป็นพระธาตุแต่ไม่ใส เป็นสีน้ำตาล
อาจเฉพาะรวมจากผงเถ้าหลายอย่าง กระดูกบ้าง ไม้บ้าง
พระธาตุเหล่านี้บางรูปก็มีปาฏิหาริย์ แบ่งแยกได้เองก็มีมาก
เป็นเรื่องของการอธิษฐานและความเชื่อมั่น

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 มี.ค. 2015, 19:50 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4744

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


เท่าที่หยิบยกมานี้เป็นเพียงบางส่วน
ที่ "หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ" ท่านเมตตาเล่าให้ฟัง
ผู้เขียนเห็นว่า คงจะเป็นประโยชน์อยู่บ้างไม่มากก็น้อย
จึงได้นำมาถ่ายทอดสู่ท่านผู้อ่าน

ความดีของพระอริยเจ้านักปฏิบัติกรรมฐานที่ท่านบำเพ็ญมาดีแล้ว
แม้แต่เทพยดาและพวกกายทิพย์อย่างพญานาค เป็นต้น
ยังอดไม่ได้ที่จะอนุโมทนาและชื่นชม

ขอพวกเราจงพยายามกระทำตามแบบอย่างอันดี
ที่พระสุปฏิปันโนเหล่านี้ท่านได้กระทำด้วยความดีแล้ว
เป็นแบบอย่างแนวทางอันถูกต้อง
หากทำได้เพียงบางส่วนของท่านนั้นก็ยังดี
เรียกได้ว่า เป็นผู้ประพฤติธรรมตามกำลังแล้ว
เทวดาย่อมรักษาเช่นเดียวกัน



:b45: :b45:


จบ


:: ประวัติ ปฏิปทาและคำสอน “หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=43689

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ก.ค. 2015, 19:05 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 20 พ.ค. 2013, 10:07
โพสต์: 377

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ม.ค. 2016, 19:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 1568


 ข้อมูลส่วนตัว


น้อมกราบองค์หลวงปู่เจ้าค่ะ
:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ธ.ค. 2016, 19:53 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ย. 2012, 15:32
โพสต์: 1461


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ส.ค. 2017, 21:47 
 
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2013, 07:16
โพสต์: 1365

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b39: :b44: ขออนุโมทนา สาธุๆๆ ค่ะ
ได้รับประโยชน์มากค่ะ

:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 16 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร