วันเวลาปัจจุบัน 24 พ.ย. 2020, 22:22  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านกรรมแห่งกรรมจากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=4



กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 16 เม.ย. 2013, 15:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 พ.ค. 2004, 19:46
โพสต์: 2305

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

ถาม : องคุลิมาลทำกรรมชั่วไว้มาก เหตุใดจึงบรรลุธรรมอย่างรวดเร็ว และองคุลิมาลได้รับกรรมจากการฆ่าคนที่ได้ทำไว้หรือไม่ เมื่อใด และได้รับกรรมอย่างไร


ตอบ : ประวัติขององคุลิมาลนับเป็นเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ และมีคนสงสัยมากว่าทำไมท่านจึงบรรลุธรรมได้ ทั้งๆ ที่ฆ่าคนถึง ๙๙๙ คน มีตำราหลายเล่มกล่าวถึงประวัติความเป็นมาขององคุลิมาลไว้บ้าง ก็นำมาเขียนเป็นนวนิยายอิงหลักธรรมะ ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

เรื่องเกิดขึ้นในแคว้นโกศล โดยมีพราหมณ์ปุโรหิตผู้หนึ่ง เมื่อได้บุตรชายก็ทราบด้วยฤกษ์ยามว่า บุตรชายของตนเกิดมาในฤกษ์ดาวโจร จึงกราบทูลให้พระเจ้าปเสนทิโกศลสังหารเสีย แต่พระเจ้าปเสนทิโกศลเห็นว่าเด็กไม่มีความผิด จึงไม่ฆ่า พราหมณ์จึงตั้งชื่อบุตรของตนว่า อหิงสกะ แปลว่า ผู้ไม่เบียดเบียน

เมื่ออหิงสกะโตขึ้นเป็นหนุ่มรูปงามร่างใหญ่ ได้ไปเรียนวิชาที่สำนักทิศาปาโมกข์แห่งนครตักศิลา ซึ่งเป็นสำนักที่มีชื่อเสียงมากโดยเฉพาะวิชาอาถรรพเวท อหิงสกะเป็นผู้เรียนดี ความประพฤติอ่อนน้อม และมีความสามารถมาก เป็นที่รักใคร่ของอาจารย์มากกว่าศิษย์คนอื่น จึงทำให้เพื่อนศิษย์ด้วยกันเกิดความอิจฉาริษยา โดยเฉพาะศิษย์รุ่นพี่ที่ชื่อว่า มารุต และกฤษณะ ซึ่งเคยมีเรื่องไม่พอใจที่อหิงสกะมีกำลังและฝีมือเพลงดาบดีกว่าตน อีกทั้งความรูปงามของอหิงสกะก็เป็นเสน่ห์ดึงดูดให้ผู้หญิงที่มารุตหมายปองมาหลงรัก ทั้งสองคนจึงคบคิดปรึกษากันหาทางกำจัดอหิงสกะ ด้วยการประจบเอาใจอาจารย์ และหาเรื่องใส่ร้ายเป่าหูอาจารย์ว่า อหิงสกะอาจจะสำเร็จเป็นพรหมก่อนอาจารย์ และจะตั้งตนเป็นใหญ่แทน โดยขณะนี้อหิงสกะกำลังมีใจเอนเอียงไปนับถือพุทธศาสนาของเจ้าชายสิทธัตถะ

ฝ่ายอาจารย์ทิศาปาโมกข์กำลังรู้สึกว่า มีปมด้อยที่ตัวเองยังไม่เป็พรหม ยังไม่สามารถเข้าถึงโมกษะ (โมกษะ คือ การบรรลุอมตธรรม เข้ารวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระพรหม ถือเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิตตามหลักศาสนาพราหมณ์) อาจารย์ทิศาปาโมกข์ตั้งตนเป็นศัตรูกับเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้มีวรรณะกษัตริย์ อันเป็นวรรณะที่ต่ำกว่าพราหมณ์ เพราะศาสนาพุทธไม่เชื่อเรื่องพรหมลิขิต แต่สอนว่ากรรมจำแนกคนให้เป็นไปได้ต่างๆ กัน แม้ว่าจะกำเนิดในวรรณะจัณฑาลถ้าประพฤติดีก็เป็นพรหมได้ ดังพุทธพจน์ที่ว่า “มิใช่เพราะมุ่นชฎา มิใช่เพราะโคตร มิใช่เพราะกำเนิด (ที่ดี) ที่ทำให้คนเป็นพราหมณ์ ใครก็ตามมีสัจจะ และทรงธรรมย่อมจะบริสุทธิ์ล้ำและเป็นพราหมณ์ได้” หลักคำสอนดังกล่าวจึงเป็นการปฏิเสธเรื่องชนชั้นวรรณะโดยสิ้นเชิง ซึ่งชนชั้นพราหมณ์อย่างอาจารย์ทิศาปาโมกข์ยอมไม่ได้เด็ดขาด

ประกอบกับเมื่อถูกเป่าหูว่า อหิงสกะอาจจะสำเร็จพรหมก่อน จึงเกิดความอิจฉาริษยาต่ออหิงสกะมากจนคิดหาทางกำจัด โดยคิดหลอกอหิงสกะให้กลายเป็นโจรร้าย แล้วยืมมือทางบ้านเมืองให้จัดการแทน โดยเรียกอหิงสกะมาพบแล้วบอกว่า อหิงสกะเป็นนักเรียนที่ดีเลิศ มีความรู้ความสามารถเหนือศิษย์ทุกคนในสำนัก ดังนั้น อาจารย์จะสอนวิชาอันเยี่ยมยอดให้เพื่อการเข้าถึงโมกษะ แต่การจะสำเร็จวิชาสูงสุดได้นั้น อหิงสกะจะต้องแสดงความซื่อตรงต่อสำนัก และต้องรับใช้ศาสนาพราหมณ์ด้วยการไปฆ่าคนนอกศาสนาพราหมณ์ให้ได้ ๑,๐๐๐ คน เพื่อเป็นการบูชาครู


อาจารย์กล่าวแก่อหิงสาว่า “เจ้าจงไปรับใช้ศาสนาพราหมณ์ จงกระทำการอันเป็นการพิสูจน์ให้เห็นความจริงแก่โหราศาสตร์ ไสยศาสตร์ และปรัชญาเวทานตะในพระมหาคัมภีร์อุปนิษัท เมื่อโหรศาสตร์บอกว่าเจ้าจะเป็นโจรต่อไปภายหน้า เจ้าจงก้มหน้าเป็นโจรไปตามนั้น กิตติศัพท์ในวันกำเนิดของเจ้าเป็นที่เลื่องลือระบือไปไกล ฉะนั้น เมื่อเจ้าประพฤติตนเป็นโจรขึ้นจริงๆ ประชาชนก็จะเกิดความเชื่อมั่นว่าโหราศาสตร์เป็นความจริง”

“อหิงสกะ...ดวงจิตของเจ้านั้นเป็นสิ่งบริสุทธิ์ ผู้ใดตั้งมั่นอยู่ใจอาตมันหรือจิตอันบริสุทธิ์แล้ว เขาจะกระทำกรรมได้โดยไม่มีผลตอบแทนเลย เจ้าจงฆ่าคนให้ครบ ๑,๐๐๐ คน เคล็ดของการสำเร็จเป็นพรหมของเจ้าอยู่ที่การกระทำอันหนักด้วยจิตใจที่ไม่หวั่นไหว ครั้นแล้วจิตของเจ้าจะเป็นโมกษะ เจ้าจงไปรับใช้ศาสนาพราหมณ์ด้วยการเลือกฆ่าคนนอกศาสนา นอกวรรณะซึ่งเป็นศัตรูกับศาสนาเรา รูปกายนั้นเป็นเพียงมายา อาตมันหรือจิตที่บริสุทธิ์ต่างหากที่เป็นอมตะ เป็นของจริง เจ้าเป็นโจรฆ่าคนก็ฆ่าเพียงมายาอันว่างเปล่า ไม่ได้เป็นการทำลายอาตมันของเขา เพราะอาตมันเป็นสิ่งที่ทำลายไม่ได้ ดังนั้น สิ่งที่เจ้าทำจึงถือว่าไม่ได้ฆ่าใคร และไม่มีใครถูกฆ่า ไม่ถือว่าเป็นบาปเลย”

เมื่ออหิงสาถูกอาจารย์พูดจาหว่านล้อม เขาเองมีความเคารพในตัวอาจารย์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ประกอบกับความปรารถนาที่จะบรรลุอมตธรรม จึงตัดสินใจทำตามที่อาจารย์สอน ตั้งแต่นั้นมาจึงปรากฏจอมโจรองคุลิมาล แปลว่า ผู้มีพวงมาลัยเป็นนิ้วมือมนุษย์ ออกเข่นฆ่าผู้คนที่ผ่านเข้ามาในป่าซึ่งเขาหลบซ่อนตัวอยู่ ผู้ใดถูกสังหารก็จะตัดนิ้วไว้เป็นหลักฐาน เมื่อครบ ๙๙๙ นิ้วยังขาดเพียงนิ้วเดียว องคุลิมาลก็ดีใจ พยายามจะหาเหยื่อเพื่อสังหาร ขณะเดียวกันพระเจ้าปเสนทิโกศลก็กำลังเตรียมยกไพร่พลไปปราบโจรองคุลิมาล

ในขณะนั้น นางมันตานี ผู้เป็นมารดา ทราบข่าวว่า พระเจ้าปเสนทิโกศล กำลังยกกองทัพไปปราบโจรองคุลิมาล จึงรีบไปตามหาลูกชายด้วยความเป็นห่วง พระพุทธองค์ซึ่งทรงประกอบพุทธกิจในยามเช้ามืดของวันนั้น คือทรงพิจารณาสัตว์โลกที่มีอุปนิสัยที่พระองค์จะเสด็จไปโปรดได้ ทรงทราบด้วยญาณว่า องคุลิมาลในคราวนี้จะก่อกรรมหนัก คือฆ่าผู้เป็นมารดาหากได้พบเจอ และเมื่อตรวจดูผลกรรมในอดีตชาติแล้วก็ทราบว่า หากองคุลิมาลได้รับคำสอนที่เหมาะสมก็จะบรรลุธรรมอันวิเศษ บรรลุมรรคผลนิพพานได้ แต่ถ้าจอมโจรองคุลิมาลสังหารผู้เป็นมารดาเสียคราวนี้ ก็จะกลายเป็นอนันตริยกรรม คือกรรมอันหนักที่จะทำให้ไม่สามารถบรรลุได้ในชาตินี้ ไม่ว่าจะทำดีมากขนาดไหนก็ตาม อีกทั้งพระพุทธองค์ทรงทราบด้วยญาณว่า มารดาขององคุลิมาลกำลังเดินทางมา พระองค์จึงรีบเสด็จไปโปรดจอมโจรองคุลิมาล

ขณะที่พระองค์เสด็จไปโปรดนั้น ทรงทราบว่าจอมโจรองคุลิมาลกำลังหมกมุ่นด้วยโมหจิต คิดว่าบัดนี้ได้นิ้วมือมาแล้ว ๙๙๙ นิ้ว ยังขาดอีกเพียงนิ้วเดียวจะไปหาที่ไหน เมื่อจอมโจรองคุลิมาลได้เห็นพระพุทธองค์ก็ดีใจ รีบวิ่งไล่กวดไปพร้อมทั้งจับดาบขึ้นหมายจะไล่ฟันพระศาสดา แต่ออกแรงวิ่งไล่ตามเท่าไรก็ไม่ทัน พระพุทธองค์ซึ่งทรงพระดำเนินอยู่ตามปกติ ทั้งที่ตัวเองก็วิ่งสุดกำลังจึงรู้สึกแปลกใจมาก

“หยุดก่อนสมณะ” โจรองคุลิมาลตะโกนเรียก

“เราหยุดแล้ว ท่านสิยังไม่หยุด” พระพุทธองค์ตอบ

“อะไรกัน ก็ยังดำเนินอยู่หน้าเราทำไมถึงบอกว่าหยุดแล้ว” องคุลิมาลตะโกนและวิ่งจนเหนื่อยจึงได้แต่หยุดหอบพักหนึ่ง เมื่อเห็นพระพุทธองค์ยังคงทรงพระดำเนินอยู่ตรงหน้าจึงตะโกนอีกครั้ง

“หยุดก่อนสมณะ สมณะหยุดก่อน”

พระพุทธองค์ก็ยังคงทรงพระดำเนินไปตามปกติและตรัสตอบเหมือนเดิม

“เราหยุดแล้ว แต่ท่านนั่นแหละที่ยังไม่หยุด”

องคุลิมาลได้ฟังดังนั้นก็บังเกิดความขัดใจพูดตำหนิไปว่า

“ดูกร สมณะ ท่านเป็นบรรพชิตชอบที่จะมีคำสัตย์ให้สมกับเพศ ยังเดินอยู่หน้าเราแต่กลับบอกว่าหยุดแล้ว ส่วนเราหยุดแล้วท่านกลับบอกว่าไม่หยุด เหตุไฉนจึงพูดไม่เป็นความจริงอย่างนี้เล่า”

ในคราวนั้นพระพุทธองค์จึงหยุดประทับยืนแล้วรับสั่งว่า

“อหิงสกะ ตถาคตกล่าวแต่ความจริงปกติ”

“เราไม่เชื่อ” อหิงสกะกล่าวตอบ

“ดูกร อหิงสกะ ที่ตถาคตกล่าวว่าเราหยุดแล้ว คือหยุดฆ่าหยุดเบียดเบียน หยุดแสวงหาในทางที่ผิด หยุดดำเนินไปในทางทุจริตสิ้นหมดทุกประการ แต่เธอนั้นมีสันดานพาลแรงกล้าไม่ยอมหยุด มือนั้นยังถืออาวุธหมายจะเข่นฆ่า แต่ปากกลับบอกว่าหยุดแล้ว น่าละอายนัก ท่านสิกล่าวคำเท็จ เหตุใดจึงมาว่าเราอีก”

เมื่อได้ฟังดำรัสของพระผู้มีพระภาค อหิงสกะก็เกิดดวงตาเห็นธรรม เข้าใจความของพระพุทธองค์ที่ทรงเทศนาสั่งสอนได้ในเวลานั้น องคุลิมาลทิ้งดาบแล้วก้มลงกราบแทบพระบาทของพระพุทธองค์ แล้วทูลขอบวชตามเสด็จพระบรมศาสดากลับไปยังวัดเชตวัน ในกรุงสาวัตถี ต่อมาองคุลิมาลก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์

รูปภาพ

กล่าวถึงพระเจ้าปเสนทิโกศลซึ่งกำลังนำกองทัพไปปราบจอมโจรองคุลิมาล ระหว่างทางที่เสด็จก็ได้ไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา พร้อมด้วยไพร่พล พระพุทธองค์จึงตรัสถาม

“ดูกร มหาบพิตร พระองค์เตรียมไพร่พลมากมายจะไปไหน”

“ไปปราบจอมโจรองคุลิมาลพระเจ้าข้า”

“หากพบจอมโจรองคุลิมาลแล้ว และพบว่าเขาได้มาบวชประพฤติธรรมวินัย ละเว้นอย่างเด็ดขาดจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต จากการลักขโมยฉ้อฉล ละเว้นจากการพูดเท็จ ประพฤติพรหมจรรย์ มีศีล มีกัลยาณธรรม (เป็นอริยสงฆ์) จะทำอย่างไร”

“ข้าพระองค์จะกระทำอภิวาทพระเจ้าข้า และจะถวายปัจจัย ๔ พร้อมทั้งถวายความคุ้มครองอันเป็นธรรม”

พระพุทธองค์จึงชี้ไปที่ภิกษุบวชใหม่องค์หนึ่งซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ

“ลองดูซิว่า ภิกษุรูปนี้คือใคร”

พระเจ้าปเสนทิโกศลมองอยู่ชั่วครู่ก็รู้ว่าเป็นองคุลิมาล ก็บังเกิดความเกรงกลัวถึงกับตกพระทัย พระพุทธองค์รีบตรัสห้าม “อย่ากลัวไปเลย อหิงสกะหยุดการเข่นฆ่าแล้ว บัดนี้อหิงสกะคือบุตรของเรา”

พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงปวารณาที่จะถวายปัจจัย ๔ แต่พระองคุลิมาลทูลว่ามีไตรจีวรอยู่ครบแล้ว

“โอพระศาสดา”

พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูล “ข้าพระองค์ถึงแม้มีกำลังทหารและอาวุธอันทรงอานุภาพ แต่ก็ไม่สามารถปราบจอมโจรองคุลิมาลได้ แต่พระพุทธองค์ทรงปราบได้ด้วยพุทธธรรม”

ด้วยคำสัตย์ที่พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงให้ไว้ต่อพระพุทธองค์ องคุลิมาลจึงได้รับอภัยโทษ พ้นไปเสียจากโทษทัณฑ์ของบ้านเมือง

อย่างไรก็ตาม ผลของกรรมชั่วที่ยังคงค้างอยู่ ทำให้องคุลิมาลไม่ได้อาหาร เมื่อเข้าไปบิณฑบาตในนครสาวัตถีในเวลาเช้า ชาวบ้านต่างพากันตกใจเกรงกลัวหลบหนีไปหมด บางคนก็ว่านี่เป็นสมณะ ส่วนเพื่อนก็บอกว่านั่นคือองคุลิมาลปลอมตัวมา ไม่ว่าพระองคุลิมาลจะไปบิณฑบาตทางไหน ประชาชนต่างพากันหวาดเกรงหลบหนี บ้างก็เอาก้อนหินเอาเศษไม้ขว้างปาด้วยความโกรธ ไม่มีใครนำอาหารใส่บาตรแม้แต่คนเดียว ภิกษุที่ไปด้วยต้องพลอยอดอาหารไปด้วย ต่อมาพระพุทธเจ้าก็ทรงบอกแก่ญาติโยมที่มาเฝ้ากราบทูลเรื่ององคุลิมาลแก่พระองค์ให้ได้ทราบว่า บัดนี้องคุลิมาลเป็นบุตรของพระองค์แล้ว


วันหนึ่งเมื่อพระองคุลิมาลเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง พบหญิงท้องแก่ใกล้คลอดกำลังนอนร้องครวญครางอยู่ข้างทาง เมื่อมองเห็นพระองคุลิมาลก็ตกใจกลัว พระองคุลิมาลรู้สึกสงสารจึงกล่าวแก่หญิงท้องแก่นั้นว่า

“ดูกร น้องหญิง อย่ากลัวเลย เราไม่ทำอะไรหรอก”

จากนั้นก็อธิษฐานจิตแผ่เมตตาให้แก่หญิงท้องแก่เพื่อให้คลอดบุตรง่าย ด้วยคาถา “ดูกร น้องหญิง เพราะเหตุที่เราผู้เกิดใหม่แล้วโดยอริยชาติ เราไม่เคยจงใจที่จะปลงชีวิตมนุษย์และสัตว์ใดๆ เลย ด้วยอำนาจแห่งสัจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่น้องหญิงและบุตรในครรภ์ของน้องหญิงเถิด”

เมื่อพระองคุลิมาลแผ่เมตตาให้แล้ว นางก็คลอดบุตรออกมาได้โดยง่าย เรื่องราวในครั้งนี้เป็นที่เลื่องลือในหมู่บ้าน ทำให้ผู้คนหันมานิยมนับถือพระองคุลิมาล

เรื่องวิบากกรรมขององคุลิมาลนั้น เมื่อท่านได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว จิตใจของพระองคุลิมาลก็เป็นจิตที่อยู่เหนือกฎแห่งกรรม ปล่อยวางทั้งกุศลและอกุศล เป็นโลกุตตรจิต อย่างไรก็ตาม เมื่อยังมีร่างกายอยู่ในวัฏสงสารจึงยังได้รับผลของกรรมอยู่บ้าง เช่น ไม่ได้รับอาหารเมื่อออกบิณฑบาต บางครั้งถูกเอาก้อนหินขว้างปาทำให้บางทีถึงกับศีรษะแตกโลหิตไหลออกมาก็มี ถือเป็นเศษกรรมเพียงเล็กน้อย องคุลิมาลสร้างสมกุศลกรรมมาหลายภพหลายชาติ แม้กระทั่งชาติสุดท้ายก็เป็นศิษย์ที่ดีเลิศ และด้วยปรารถนาจะเข้าถึงจิตบริสุทธิ์ทำให้เชื่ออาจารย์ และทำกรรมชั่วเพราะหลงผิด มิใช่ด้วยโทสะ จนในที่สุดด้วยอานิสงส์ของกุศลกรรมที่สร้างสมมา ทำให้พบกับกัลยาณมิตร คือ พระพุทธเจ้า ได้ฟังธรรมจึงเกิดดวงตาเห็นธรรม เข้าถึงจิตที่บริสุทธิ์ได้จริง

อาจารย์เปรียบเทียบวิบากกรรมต่างๆ เหมือนลูกปืน วิบากกรรมต่างๆ ในอดีตที่มารบกวนทำให้มีสิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้นในชีวิต คือ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์

วิบากกรรมเปรียบเหมือนลูกปืนที่บินมาจากอดีต มาโดนตัวเราทำให้เราบาดเจ็บ ทีนี้ถ้าเราปฏิบัติตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา ก็ช่วยให้วิบากกรรมนั้นอ่อนกำลังลงเรียกว่าผ่อนหนักเป็นเบาหรือเป็นอโหสิกรรมไปได้ สมมติว่าเมื่อเรารักษาศีลบริสุทธิ์ เราก็จะลอยตัวขึ้น ๕๐ ซม. วิบากกรรมที่บินมาต่ำๆ ก็จะไม่โดนเรา เปรียบเหมือนเป็นอโหสิกรรม ชีวิตเราก็ดีขึ้น ทีนี้ถ้าเราเจริญเมตตาภาวนาจนโลภ โกรธ หลงลดน้อยลง จิตมีเมตตากรุณาต่อสรรพสัตว์มากขึ้น ก็ลอยตัวเพิ่มขึ้นอีก ๕๐ ซม. หมายความว่า วิบากกรรมที่อยู่ระหว่าง ๑๐๐ ซม. ก็ไม่โดนเรา และที่สุดหากเราเจริญวิปัสสนาละโลภ โกรธ หลง ชำระจิตให้สะอาดบริสุทธิ์จนไม่มีอุปาทานยึดมั่นในขันธ์ ๕ ก็ไม่มีตัวตน ไม่มีทุกข์ จิตก็เป็นโลกุตตระ อยู่เหนือกฎแห่งกรรม จิตก็พ้นทุกข์สิ้นเชิง แต่ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่ในวัฏสงสารก็ต้องรับวิบากกรรมทางกายบ้างเป็นธรรมดา เหมือนเช่นองคุลิมาล


:b8: คัดลอกบางตอนมาจาก...
หนังสือ “โชคดีที่ได้รู้” ภาค ๑ : รู้ทันกรรม
โดย พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก วัดสุนันทวนาราม

:b39: รวมคำสอน “พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก”

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=38514

.....................................................
ศรัทธาในพระพุทธศาสนายิ่ง...ปรารถนาจะช่วยสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร