วันเวลาปัจจุบัน 23 ต.ค. 2019, 09:17  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


อ่านกรรมแห่งกรรมจากบอร์ดเก่า
http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=4



กลับไปยังกระทู้  [ 4 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ก.ค. 2010, 23:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2008, 14:14
โพสต์: 3836

อายุ: 12
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี)

กรรมเวร
(ผู้โพสต์ขอวิสาสะเพิ่มคำบรุพบทบางคำ เพื่อความเข้าใจของผู้อ่าน โดยจะใส่วงเล็บเอาไว้)

“...คือผมตั้งแต่บวชมาก็ได้ยินเรื่องกรรม นี้อยู่เสมอ เขาเรียกทีเดียวว่า “เจ้ากรรมนายเวร”

แต่ก็ไม่กล้าที่จะเทศน์ให้คนฟัง
เพราะเห็นว่าคนทั้งหลายถือเป็นอย่างนั้นเข้าใจกันเสียอย่างนั้นโดยมาก
คือพูดไปแล้วก็คงจะไม่มีใครฟัง มาตอนนี้ผมอดไม่ได้แล้ว จะต้องพูดแล้ว

กรรม คือเกิดจากการกระทำ

ทุกคนต้องมีการกระทำ ไม่ว่าดีไม่ว่าชั่ว ทำกันทั้งนั้น

พุทธศาสนาสอนความเป็นจริง ตามเป็นจริง
คนเราเกิดขึ้นมาก็ต้องสอนเรื่องกรรม คนจะหนีจากกรรมไม่พ้น
ใครๆ ทุกคนเกิดขึ้นมาแล้วต้องอยู่ในกรรม

กรรมดี เรียกว่า กุสลกรรม
กรรมชั่ว เรียกว่า อกุศลกรรม

กรรมดีและกรรมชั่วนี่แหละ มันไม่ใช่ของเกิดเองเป็นเอง
ที่คนเข้าใจว่ามันเกิดเองเป็นเอง ไม่ใช่อย่างนั้น

แต่ว่าจิตใจของเรานี่แหละ
มันไปเกี่ยวเกาะเนื่องเอาเรื่องกรรมนั้นมาใส่ใจของตนเอง
จึงค่อยติดอยู่ในใจของตนเอง ค่อยเกี่ยวข้องพัวพันอยู่ในใจของตนเอง
ทำอย่างไรก็แกะมันไม่พ้น ทำอย่างไรก็แกะไม่หลุด
กรรม คือ วิบากขันธ์ มีรูปกับนามนี่แหละเป็นพื้น


เกิดขึ้นมาแล้วต้องมีรูปกับนาม
ผู้ทำกรรมก็คือรูปกับนามนี่ล่ะ แต่ไม่ใช่ตัวกรรม รูปอันนี้ไม่ใช่ตัวกรรม

นามเป็นตัวกรรมต่างหาก ตัว จิต นี่น่ะมันคอยคิดอยากจะทำร้าย
คิดอยากจะเบียดเบียน คิดอยากจะริษยาพยาบาทคนอื่น
มันปรุงมันแต่งขึ้นมา แต่แท้ที่จริงแล้วมันก็ไม่มีกรรมอะไรหรอกในที่นั้น
มันปรุงมันแต่งขึ้น มันเกิดขึ้นในที่นั้น มันจึงค่อยเป็นเวรเป็นกรรมต่อไป

แล้วก็คิด (กระ) ทำขึ้นมาที่นั่น มันก็ (กระ) ทำไม่ได้เหมือนกัน
คิดเฉยๆ (กระ) ทำไม่ได้ มันต้องแสดงออกไปทางกาย วาจา ทางใจ
พร้อมกันทั้ง ๓ อย่าง จึงค่อยทำกรรมนั้นได้

กรรมดี กรรมชั่วเหมือนกัน แสดงออกทางอาการทั้ง ๓ อย่างนี้ทั้งนั้น

ตัวกรรมแท้ ไม่ใช่ตัวนั้น
เป็นตัวแสดงแท้ๆ ไม่ใช่ตัวกรรม

แสดงออกมาให้ปรากฏเฉยๆ ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ แล้วก็ประกอบกรรม
นั่นแหละจึงค่อยมีกรรมเกิดขึ้นมา

ทีแรกไม่เป็น
ของว่างๆ เฉยอยู่ นี่แหละ
แต่ประกอบขึ้นมาเลยก็มี เลยเกิดขึ้นมา
มีในตัวของตน

คราวนี้เมื่อกรรมมันเกิดขึ้นมาอย่างนั้นแล้ว
ในขณะที่จิตคิดประทุษร้าย ร้ายกาจ กรรมมันต้องประทุษร้าย
ร้ายกาจ จิตใจมันต้องอำ มหิต เหี้ยมโหดที่สุด มันจึงค่อยเป็นกรรม
จึงค่อยเรียกว่า กรรมดี กรรมชั่ว

"กรรม"ในที่นี้คนโดยมากเข้าใจว่า “กรรม” คือ ทำชั่วทั้งนั้น

แต่ในทางพระพุทธศาสนาสอน มีกรรมดี กรรมชั่ว

กรรมชั่วนั้นมีทั้ง เวร ทั้ง กรรม

กรรมดีนั้นไม่มีเวร ท่านเรียกว่า “บารมี” เสีย
บารมี คือ ก่อสร้างคุณงามความดี ท่านเรียกว่าบารมี
ไม่เรียกว่าเวรไม่เรียกว่ากรรม
คือการบุญการกุศลนั่น ก็เรียกว่า กรรม แต่ไม่มี เวร

การทำ กรรม เวร นี้เฉพาะใครเฉพาะมัน ทุกคนเห็นในใจของตนเอง
เมื่อทำลงไปแล้วรู้สึกด้วยตนเอง ใครก็ไม่รู้สึกด้วย เฉพาะตนเองแท้ๆ

แล้วคำที่ว่า ทำบุญอุทิศให้ “เจ้ากรรมนายเวร” นั่นน่ะ
ตรงนี้แหละผมสงสัยมาก
เจ้ากรรมอยู่ไหน นายเวรอยู่ไหนก็ไม่ทราบ


เจ้ากรรมนายเวรคือผู้รับกรรมนั้นไป
เราทำ (กรรม) แล้วผู้นั้นรับกรรมไป ให้เป็นเวรเป็นกรรมต่อกันหรือให้ขาดเวรขาดกรรมต่อกัน
อันนั้นเป็นผู้บัญชาการ เรียกว่านายเป็นผู้บัญชาการนั่น
เขาคงหมาย (ความ) เอาตรงนั้นแหละ ตรงผู้บัญชาการนั่นแหละ
(ผู้โพสต์ - หลวงปู่กำลังอธิบายคำว่า “เจ้ากรรมนายเวร”
ในความหมายแบบตามความเข้าใจของคนทั่วไป
ที่เชื่อกันไปเองว่ามีเจ้ากรรมนายเวรอยู่ผู้หนึ่ง คอยบัญชาการกรรมเวรอยู่
คอยให้คุณให้โทษแก่เราอยู่ คล้ายๆเจ้าหนี้กรรม เจ้าหนี้เวร คอยส่งผลให้เวรให้กรรมเรา)


แล้วคราวนี้ก็ทำบุญอุทิศไปให้เจ้ากรรมนายเวร
ไม่ใช่ให้ตัวกรรมตัวเวรนั่นนะ...ให้ตัวนายโน่นน่ะ
นาย (ของ) ตัวเจ้ากรรมนายเวรโน้นละ...มันเป็นอีกต่อหนึ่ง เขาประสงค์อย่างนั้น
คำว่า “เจ้ากรรมนายเวร” ในที่นี้เขาประสงค์อย่างนั้น

แล้วผมได้ยินได้ฟังมาก็ดี ได้ศึกษาเล่าเรียนมาก็ดี ในที่ใดๆ
แต่ไหนแต่ไรมา ไม่เคยเห็นเลยเจ้ากรรมนายเวร

หรือว่าดูไม่ทั่วถึงก็ไม่ทราบในธรรมะทั้งหลาย หรือฟังไม่ทั่วถึงก็ไม่ทราบ
แต่เท่าที่ได้ฟังได้ ยินได้ศึกษามา.. ไม่มีหรอก เจ้ากรรมนายเวร

พระพุทธเจ้าทรงเทศนาว่า ผู้ใดทำกรรม
ผู้นั้นย่อมได้รับผลของกรรมทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว

ท่านไม่ได้ตรัสถึงเรื่องเจ้ากรรมนายเวร ตรงนี้แหละผมสงสัยมาก

จะไป (ทำบุญ/แก้กรรม) ให้อย่างไร...ให้เจ้ากรรมนายเวร

เราก็ไม่ใช่ญาติพี่น้องกับเจ้ากรรมนายเวร
เจ้ากรรมนายเวรไม่ทราบอยู่ที่ไหน ตัวเป็นอย่างไรก็ไม่ทราบ
(แม้) แต่ชื่อเสียงก็ไม่รู้จัก

เจ้ากรรมนายเวรนั่น ว่าไปเฉยๆ
เรียกไปเฉยๆ อย่างนั้นแหละ
ความเป็นจริงนั้นน่ะไม่มีตัวมีตน
กรรมเวรก็ไม่มีตัวมีตนจะไปให้กันอย่างไร
จะไปให้กันรักษาคุ้มครอง รักษาอย่างไร ? ไม่มีตนไม่มีตัวทั้งสองอย่าง


เหตุนั้นจึงว่าเจ้ากรรมนายเวรไม่มี ผมเข้าใจว่าไม่มี ตรงนี้แหละอยากจะสอนให้เข้าใจ
ถึงเรื่องคนทั้งหลายทั่วไปหมด ที่ถือศาสนาพุทธแต่ไม่เข้าใจถึงเรื่องเหล่านี้

เมื่อกระทำด้วยใจประทุษร้ายเหี้ยมโหด จองกรรมจองเวร
ครั้นเมื่อใจดีขึ้นมาแล้วก็เห็นโทษ อยากให้กรรมให้เวรนั้นหายไป
ไม่อยากให้มันติดพันต่อไป จึงทำบุญแล้วอุทิศให้เจ้ากรรมนายเวร

เรื่องเจ้ากรรมนายเวรไม่มีหรอก
ความเป็นจริง..ไม่มี.

อย่างที่อธิบายมานั่นแหละเหตุผลอย่างที่อธิบายมานี้

กรรม อย่างหนึ่ง
เวร อีกอย่างหนึ่ง


กรรม คือการกระทำ ทุกสิ่งทุกประการ ที่เป็นบุญเป็นบาปอะไรต่างๆ

คราวนี้พูดถึงแต่เรื่องบาป ไม่ต้องพูดอธิบายเรื่องบุญ
บุญนั้นพิจารณาเอาตามอัตโนมัติของตน (ให้) เข้าใจโดยตรงกันข้ามกับบาป

บาปที่กระทำ ผิดเล็กๆ น้อยๆ เจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดี
ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ประพฤติผิดอะไรต่างๆ ไม่เฉพาะเจาะจงคนนั้นคนนี้ทำ
มากมายหลวงหลายนั่นน่ะ อันนั้นเป็น กรรม

ส่วน เวร นั่น เฉพาะเจาะจงบุคคล
เราทำเวรกับผู้ใด เราผูกพยาบาทอาฆาตกับผู้นั้นให้เป็นเวรต่อกันไป
ถ้า้หากผู้นั้นไม่ตอบแทน หรือผู้นั้นไม่เอาเรื่องเอาราว หรือเอาเรื่องเอาราวตอบแทนก็ดี
มันเป็นเวรต่อกันและกัน

อย่างเรื่องนางยักษิณี และนางกุลธิดาในเรื่องธรรมบทนั่น
เป็นเวรต่อกันไม่รู้แล้วรู้รอดกันสักที

เรื่องเดิมมีว่ายายคนหนึ่ง มีลูกชายคนหนึ่งปฏิบัติแม่ดี๊ดี
ครั้นต่อมาแม่คิดสงสารเอ็นดูอยากจะหาเมียให้มาปฏิบัติช่วยกัน
ไปพูดกับลูกชาย ลูกชายพูดว่าอย่าเถอะทำ คนเดียวได้
ครั้นมีเมียมาแล้วมันชอบใจ มันก็ปฏิบัติ ไม่ชอบใจมันก็ไม่ปฏิบัติ เป็นเรื่องยุ่งต่างหาก
ไม่ต้องเอามาก็ได้หรอก แม่ก็เลิกแล้วกันไป

นานหนักเข้า (แม่) ก็พูดอีก ในผลที่สุดก็เลยไปเอามาจนได้
เอามาครองไว้เป็นเมีย แล้วคราวนี้หญิงคนนั้นก็ปฏิบัติดีหรอกทีแรกเบื้องต้น
ต่อมาก็เลยขี้เกียจ อยากทำ ก็ทำ ไม่อยากทำ ก็ไม่ทำ แต่เผอิญไม่มีลูก
ยายแก่คนนั้นก็เลยไปหาผู้หญิงมาให้อีกคนหนึ่ง เอามาเป็นเมียลูกเพราะตระกูลไม่มีลูก
นั่นเรียกว่าตระกูลฉิบหาย ไม่มีคนสืบพันธุ์

ครั้นหามาคราวนี้มันเลยมีลูกมาคนหนึ่ง เมียหลวงก็เลยคิด เอ !
คนเขามีลูกเขาก็เป็นใหญกว่าเรานะ่ซี ทำอย่างไรล่ะ ?
คิดพยาบาทอาฆาตไว้ในใจ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบด้วยประการต่างๆ
แต่เวลาผลที่สุดเอายาฆ่าลูกให้กิน ลูก (เมียน้อย) ก็เลย (ตาย) ตกไป

หนที่ ๒ ก็อีกนั่นแหละ

หนที่ ๓ นี่ แม่ (คนที่เป็นเมียน้อย) ตายลงอีกด้วย
คนที่เป็นเมียน้อยมันก็คงคิดว่า คงจะเป็นผู้หญิงคนนี้แน่ทีเดียวที่ฆ่ากู ไม่ใช่คนอื่น
มันก็ผูกอาฆาตพยาบาท เกิดชาติไหนก็ขอให้กูเป็นอย่างนี้เถอะ
ขอให้กูได้ทำ มึงอย่างนี้เถอะ มันก็เลยตายไป

เมียน้อยตายไปเกิดเป็นแมว เมียหลวงตายไปเกิดเป็นไก่
ไก่ออกไข่มาทีไรแมวก็เอาไปกินเสีย ๒ หน
หนที่ ๓ นี้เอาแม่ไก่ไปกินอีกซํ้า
มันก็อาฆาตกันอีกแหละ เกิดชาติหน้าขอให้กูได้เป็นอย่างนี้เถอะ
ทำมึงอย่างนี้เถอะ ไก่ตายไปเกิดเป็นเสือ แมวตายไปเกิดเป็นกวาง
กวางออกลูกมา ๒ หน ๓ หน เสือก็เอาไป กินเสียทั้ง ๒ หน
มาหนที่ ๓ นี่เลยเอาแม่ไปกินด้วยอีก ค
ราวนี้กวางมันก็พยาบาทอาฆาตกันต่อไปอีก
ในผลที่สุด กวางตายไปเกิดเป็นนางยักษิณี
เสือตายแล้วไปเกิดเป็นนางกุลธิดา พอลูกเกิดมาที่ ๑และที่ ๒ ก็ทำอย่างนั้นอีก
นางยักษิณีทำตัวเหมือนเป็นสหายของผู้หญิงคนนั้นแหละ เขาก็รู้จักว่าเป็นสหาย
กันเพราะมันเหมือนกัน รูปร่างหน้าตาอะไรต่างๆ พอมาถามหาเขาก็บอกว่า
อยู่บ้านนั้นๆ มันก็ไปหา อุ้มลูกเขาจูบชมจนกระทั่งพอแก่ใจแล้ว
ก็เคี้ยวกินเดี๋ยวนั้นเลย ทำ ถึง ๒ หน

หนที่ ๓ นี่ไม่ได้เรื่องแล้ว
ผู้หญิงคนนั้นคิด โอ๊ย ! ไม่ไหวหรอกอยู่บ้านนี้
นางยักษิณีก็จะมาเอาลูกของเราไปกินอีกละเลยไปหาตระกูลผัว

พอเดินทางไปก็พอดีนางยักษิณีมีธุระภาระมาไม่ทัน
คนนั้นเดินไป ไปอาบนํ้าตามทางอยู่ เวลานั้นมันร้อน ไปอาบนํ้ากลางทาง
ให้สามีอุ้มลูกไว้ให้ ตัวลงไปอาบนํ้าพอขึ้นมาก็อุ้มลูกให้ ให้สามีไปอาบนํ้า

พอเห็นนางยักษิณีเท่านั้นแหละวิ่งเลย
มาแล้ว, มาแล้ว นางยักษิณีก็วิ่งตามไป
ผู้หญิงคนนั้นก็วิ่งใหญ่วิ่งน้อย จนกระทั่งเข้าไปในวัดเชตุพนของพระพุทธเจ้า
พระองค์ทรงเทศนาอยู่

เมื่อเข้าไปหา พระองค์ทรงเทศน์ให้ฟังตรัสถึง
เรื่องกรรมเรื่องเวรที่พัวพันกัน ผูกกันไม่รู้แล้วรู้รอดกันสักที
อันนี้บุญเหลือหลายที่มาพบตถาคต
พระองค์เลยทรงเทศน์ให้พากันประนีประนอมอ่อนน้อม
ยินยอมเป็นมิตรเป็นสหายกัน
ตอนนั้นจึงได้ขาดกรรมขาดเวร


เวร นั้นไม่มีที่สิ้นสุด
กรรม นั้นก็ไม่มีที่สิ้นสุด


อย่างพระพุทธเจ้าเกิดมาก็ต้องหลายกัปป์หลายกัลป์ กับพระเทวทัต
นั่นเป็นเวรต่อกันไม่รู้แล้วรู้รอดสักที พระองค์ก็พยายามทำ ดีทุกอย่าง
แต่ว่าพระเทวทัต ไม่ละไม่ถอน คอยที่จะทำเวรอยู่ตลอดเวลา
จนกระทั่งมาเกิดที่ทศชาติ ก็ยังพยาบาททำกรรมทำเวร มาเกิดเป็นจันทกุมาร

นี่แหละเรื่องกรรมเรื่องเวรมันเป็นอย่างนี้แหละ
ยากที่สุดที่จะพ้นจากกรรมจากเวรได้น่ะ
เราไม่พ้นจากกรรมจากเวร เราเกิดมาเพราะกรรม เพราะเวร จึงว่า

...กมฺมโยนิ กรรมเป็นกำ เนิดให้เกิดมา
กมฺมพนฺธุ มันติดพันเรามาตลอดเวลา
กมฺมปฏิสรณา เราอาศัยกรรมอยู่เดี๋ยวนี้


ทุกสิ่งทุกประการมันจะหมดสิ้นอย่างไรได้?
มันจะหมดสิ้นก็ต่อเมื่อสิ้นสังขารร่างกายนี้
พระพุทธเจ้าก็ดี สาวกทั้งหลายก็ดี
ท่านบำเพ็ญเพียรถึงที่สุดแล้ว สังขารร่างกายนี้แตกดับ กรรม ตามไม่ทันแล้ว

คราวนี้ กรรมอันนี้เรียกว่าวิบากขันธ์ วิบากนี้ต้องตามทันอยู่ตลอดเวลา

ส่วนจิตนั้นตามไม่ทัน จิตใจของพระองค์หมดจดบริสุทธิ์
จิตใจของสาวกหมดจดบริสุทธิ์แล้ว คราวนี้แหละกรรมตามไม่ทัน

กรรมที่ตามไม่ทันเพราะจิตใจหลุดพ้น เพราะจิตปราศจากความกังวลเกี่ยวข้อง
จิตที่เป็นหนึ่ง อย่างที่เคยพูดให้ฟังว่า

จิตเป็นที่หนึ่ง ที่รู้เท่ารู้ตัวอยู่ตลอดเวลาเป็นนิจ
ไม่คิดถึงเรื่องอดีต อนาคต ไม่คิดถึงเรื่องวุ่นวายสิ่งทั้งปวงหมด
บริสุทธิ์อยู่คนเดียว จิตอันอยู่คนเดียวนั้นไม่มีอะไรถูกต้อง
อะไรถูก ต้องไม่ได้ อะไรถูกต้องก็รู้เท่ารู้เรื่อง อันนั้นแหละเรียกจิตบริสุทธิ์
อันนั้นแหละจึงจะหลุดพ้นจากกรรมจากเวรได้


ทุกๆ คนพากันจำไว้ อธิบายอย่างนี้แหละให้เขาฟัง
เพื่อประโยชน์แก่โลก เพื่อประโยชน์แก่คนอื่น
แล้วก็เพื่อประโยชน์พระพุทธศาสนา
ถ้าหากเขาเข้าใจก็เป็นประโยชน์แก่เขาด้วย
แล้วก็ประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาด้วย อย่างที่อธิบายมานี่แหละ


นำมาจาก http://hinmarkpeng.com/dhamma03.html


แก้ไขล่าสุดโดย กุหลาบสีชา เมื่อ 27 ก.ค. 2010, 21:11, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ก.ค. 2010, 00:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 31 พ.ค. 2009, 02:41
โพสต์: 5637

แนวปฏิบัติ: พอง ยุบ
ชื่อเล่น: เจ
อายุ: 0
ที่อยู่: USA

 ข้อมูลส่วนตัว www


อนุโมทนา สาธุค่ะ :b8:

.....................................................
"มิควรหวังร่มเงาจากก้อนเมฆ"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ก.ค. 2010, 21:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ก.พ. 2009, 20:49
โพสต์: 3961

แนวปฏิบัติ: พอง-ยุบ
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ
ชื่อเล่น: นนท์
อายุ: 42
ที่อยู่: นครสวรรค์

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:

อนุโมทนาสาธุด้วยครับ smiley smiley smiley


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
แม้มิได้เป็นสุระแสงอันแรงกล้า ส่องนภาให้สกาวพราวสดใส
ขอเป็นเพียงแสงแห่งดวงไฟ ส่องทางให้มวลชนบนแผ่นดิน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ก.ค. 2010, 21:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 เม.ย. 2007, 17:21
โพสต์: 4149

อายุ: 0
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว www


:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 4 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร