วันเวลาปัจจุบัน 08 ต.ค. 2026, 07:41  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 29 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ส.ค. 2026, 18:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 8271

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

พระพรหมวชิรสุธี (อภิพล อภิพโล) เข้าเฝ้าถวายสักการะ
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อัมพร อมฺพโร)
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ณ พระตำหนักอรุณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร
ในโอกาสที่ได้รับพระราชทานสถาปนาขึ้นเป็น
พระราชาคณะเจ้าคณะรอง เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๖๕


รูปภาพ

พระธรรมมงคลวุฒาจารย์ (บุญยนต์ ปุญฺญาคโม)
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระราชรัตนมงคล
ร่วมแสดงมุทิตาแด่
พระพรหมวชิรสุธี (อภิพล อภิพโล)
เมื่อครั้งได้รับพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์
เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ในราชทินนามที่
พระเทพญาณวิศิษฏ์
ณ หอสหจร วัดบวรนิเวศวิหาร
เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๓


รูปภาพ

พระพรหมวชิรสุธี (อภิพล อภิพโล)
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระอรรถกิจโกศล
ในการบำเพ็ญพระกุศลฉลองพระชันษาครบ ๗๐ ปี
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อครั้งทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ “สมเด็จพระญาณสังวร”
วันที่ ๓ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๒๖ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 30 ส.ค. 2026, 10:58 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 8271

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

พระพรหมวชิรสุธี (อภิพล อภิพโล)
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระมหานายก ได้ตามเสด็จ
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อครั้งทรงดำรงสมณศักดิ์ที่
“สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก”
ไปยังวัดเทวสังฆาราม (วัดเหนือ) อ.เมือง จ.กาญจนบุรี
เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๓

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ก.ย. 2026, 17:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 8271

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

รูปภาพ

เมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๖
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙
และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ ๙
เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
ไปทรงทอดพระเนตรวัดรัชดาภิเษก อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี
และทรงเยี่ยมราษฎรอำเภอบ่อพลอยเป็นการส่วนพระองค์
โดยประทับทรงงาน ณ ศาลาชั่วคราว
ในการนี้ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อครั้งทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ “สมเด็จพระญาณสังวร”

พระเทพวัชรธรรมาภรณ์ (สุรพงส์ ฐานวโร)
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระครูประสิทธิพุทธมนต์


พระพรหมวชิรสุธี (อภิพล อภิพโล)
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระครูปริยัติสารโสภณ


และพระเถรานุเถระ ถวายพระพรรับเสด็จ


:b39:

วัดรัชดาภิเษก

เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๑ นายชุบ บุญธนวงศ์ กำนันตำบลบ่อพลอย
ได้ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสน้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินจำนวน ๒๐๙ ไร่
ตั้งอยู่ ณ หมู่ที่ ๒ ตำบลบ่อพลอย อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี
แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙
ซึ่งพระองค์ทรงรับที่ดินดังกล่าวไว้ แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้สร้างโรงเรียนเพื่ออบรมบ่มความรู้แก่บุตรหลานของประชาชนในพื้นที่นั้น
พร้อมทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต
ให้ใช้นามโรงเรียนนั้นว่า
“โรงเรียนรัชดาภิเษก”

ต่อมา นายชุบ บุญธนวงศ์ ดำริว่าโรงเรียนรัชดาภิเษกเปรียบเสมือน
“พระบรมราชานุสรณ์ฝ่ายพระราชอาณาจักร”
จึงมีความประสงค์ที่จะน้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินอีกแปลงหนึ่งเพื่อสร้าง
“พระบรมราชานุสรณ์ฝ่ายพุทธจักร” ด้วย
จึงได้นำดำริดังกล่าวไปกราบเรียนปรึกษา
พระสาสนโสภณ (เจริญ สุวฑฺฒโน)
(ภายหลังคือ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์)
ซึ่งมีนิวาสสถานเดิมอยู่ที่จังหวัดกาญจนบุรี ทั้งยังเคยเป็นพระอภิบาล (พระพี่เลี้ยง)
เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ทรงผนวช
ในการนี้ พระสาสนโสภณเห็นชอบกับดำริของนายชุบ บุญธนวงศ์
จึงได้ตั้งพระเถรานุเถระแห่งวัดบวรนิเวศวิหารเพื่อเริ่มดำเนินการดังกล่าว


พระพรหมวชิรสุธี (อภิพล อภิพโล)
ครั้งยังดำรงสมณศักดิ์ที่ พระครูปริยัติสารโสภณ
ได้รับมอบหมายให้เป็นหนึ่งในคณะผู้ดำเนินการดังกล่าว
โดยได้ร่วมเดินทางไปกับพระสาสนโสภณและคณะดำเนินงาน
เพื่อสำรวจที่ดินที่นายชุบ บุญธนวงศ์
ตั้งใจจะน้อมเกล้าฯ ถวายในปีพุทธศักราช ๒๕๑๔
ทั้งยังประสานงานกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำรังวัดที่ดิน
ปรับพื้นที่หน้าดินให้เรียบร้อย รวมเนื้อที่ทั้งหมด ๗๒ ไร่

จากนั้นพระสาสนโสภณจึงได้นำความดำริข้างต้นปรึกษากับท่านราชเลขาธิการ
เพื่อขอให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา
ในนามของนายชุบ บุญธนวงศ์ และนางเหรียญ พุ่มสุวรรณ
เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินแปลงนั้น ในขณะที่หน่วยงานราชการในพื้นที่
ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายปกครอง หรือฝ่ายทหาร
ต่างมีความเห็นชอบและร่วมดำเนินการจัดการให้ตามประสงค์
เมื่อได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับที่ดินดังกล่าวเพื่อสร้างเป็นวัดในพระพุทธศาสนา
พร้อมกับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้นามวัดว่า
“วัดรัชดาภิเษก”
และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)
เป็นผู้อุปถัมภ์จัดสร้างวัดนี้ต่อไป

ครั้งนั้นพระครูปริยัติสารโสภณได้สนองงานตามที่ได้รับมอบหมายจาก
สมเด็จพระญาณสังวรอย่างเต็มกำลังทั้งกำลังสติปัญญา
และโดยเฉพาะกำลังแรงกาย
ซึ่งได้ลงมือทำงานด้วยตนเองร่วมกับแรงงานท่านอื่นๆ
ตั้งแต่การเริ่มวางแผนผังของวัด
โดยมีนายชุบ บุญธนวงศ์ ได้จัดสร้างกุฏิชั่วคราว ๕ หลัง
และศาลาชั่วคราว ๑ หลัง
สมเด็จพระญาณสังวรจึงเริ่มส่งพระภิกษุสามเณร
มาจำพรรษาในพรรษกาล ๒๕๑๖

ต่อมาเมื่อวันที่ ๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๖
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙
และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ ๙
เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ครั้งดำรงพระอิสริยยศที่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนราชสุดา
และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
ไปทอดพระเนตรวัดรัชดาภิเษก
และทรงเยี่ยมราษฎรอำเภอบ่อพลอยเป็นการส่วนพระองค์
โดยประทับทรงงาน ณ ศาลาชั่วคราว
ในการนี้ นายชุบ บุญธนวงศ์ ได้นำแผนผังวัดรัชดาภิเษก
ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายทอดพระเนตร
โดยมีพระครูปริยัติสารโสภณก็ได้เฝ้ารับเสด็จ ณ ที่นั้นด้วยเช่นเดียวกัน

ปีพุทธศักราช ๒๕๑๘ สิบตำรวจเอกกอง และนางลิ้นจี่ คุ้มกลิ่นวงศ์
ได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินที่ติดกับวัดรัชดาภิเษก
เพิ่มเติมอีกจำนวน ๑๑ ไร่ ๒ งาน
เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๑๘ รวมเป็น ๘๓ ไร่เศษ

แม้ในเวลาต่อมา พระครูปริยัติสารโสภณ
ยังได้ปฏิบัติงานสนองพระราชดำริอีกด้วย กล่าวคือ
ระหว่างที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
พสกนิกรเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จอย่างใกล้ชิดโดยทั่วถึงกัน
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ ๙
ทรงทราบว่าพื้นที่บริเวณดังกล่าวขาดแคลนน้ำ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้สร้างบ่อน้ำบาดาลขึ้นที่วัดรัชดาภิเษกแห่งนี้ ๑ บ่อ
เพื่อประโยชน์แก่พระภิกษุ สามเณร และประชาชนผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง
ได้ใช้ในการอุปโภคบริโภคสืบต่อไป

เมื่อพุทธศักราช ๒๕๑๘ จึงได้ดำเนินการขออนุญาตจัดตั้งวัด
ตามลำดับขั้นตอนทางราชการ และได้รับอนุญาตให้สร้างเป็นวัด
เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๒๐
สมเด็จพระญาณสังวร ในฐานะผู้อุปถัมภ์วัดรัชดาภิเษก
ได้เสนอขอแต่งตั้งพระครูปริยัติสารโสภณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร
ให้ดำรงตำแหน่งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดรัชดาภิเษก
ไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งเจ้าอาวาส
และต่อมาในวันจันทร์ที่ ๑๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๒๐
เวลา ๑๓ นาฬิกา ๒๐ นาที
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙
เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนราชสุดา
เพื่อทรงวางศิลาฤกษ์ศาลาการเปรียญวัดรัชดาภิเษก
ทรงปลูกต้นไม้ และพระราชทานธงลูกเสือชาวบ้านในจังหวัดกาญจนบุรี
รวมทั้งสิ้น ๓๑ รุ่น โดยที่พระครูปริยัติสารโสภณได้เฝ้ารับเสด็จ
ในฐานะผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดรัชดาภิเษก
และเป็นที่ปรึกษาแผนกก่อสร้างและตกแต่งพลับพลารับเสด็จ
แผนกพิธีสงฆ์ และแผนกตกแต่งทั่วไปอีกด้วย

วัดรัชดาภิเษกแห่งนี้
เปรียบเสมือนกำลังสติปัญญาและกำลังกาย
ของพระครูปริยัติสารโสภณ
ที่ได้สนองบัญชาของสมเด็จพระญาณสังวร
ผู้เป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหารเป็นวาระแรก
ซึ่งสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี และทำให้พระครูปริยัติสารโสภณ
ได้รับความไว้วางใจให้สนองงานที่สำคัญ
ของพระพุทธศาสนาสืบต่อมาอีกมากมายหลายประการ

ศาสนสถานและศาสนวัตถุของวัดรัชดาภิเษก

อธิบดีกรมศิลปากร ได้ให้สถาปนิกและเจ้าหน้าที่
มาช่วยในการวางผังการก่อสร้างและออกแบบถาวรวัตถุ ได้แก่

-
อุโบสถ
ลักษณะเป็นรูปแบบไทยประเพณี ทรงโรง มีมุขลดด้านหน้าหลัง
หน้าบันปูนปั้นประดับกระจกเป็นอักษรพระนามย่อ ญสส. ภายใต้ฉัตร ๓ ชั้น
ขนาบด้วยฉัตรและพานพุ่ม ตอนล่างมีแพรแถบสีเขียวระบุข้อความ
“ฉลองพระชนมายุ ๘๐ พรรษา พ.ศ. ๒๕๓๖”

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ทรงวางศิลาฤกษ์อุโบสถวัดรัชดาภิเษก
เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๓๔
และทรงประกอบพิธียกช่อฟ้าอุโบสถ
เมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๓๗
และทรงปลูกต้นโพธิ์ด้านหน้าอุโบสถไว้เป็นที่ระลึก
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงประกอบพิธีตัดลูกนิมิตอุโบสถ
เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒
และทรงปลูกต้นสาละ ๒ ต้น บริเวณอุโบสถไว้เป็นอนุสรณ์ด้วย

พระพุทธรูปประธานภายในอุโบสถ จำลองมาจากพระพุทธชินสีห์
พร้อมทั้งสร้างอัครสาวกยืน ๒ องค์
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ทรงประกอบพิธีเททองหล่อหน้าพระอุโบสถคณะรังษี วัดบวรนิเวศวิหาร
เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๓๖
แล้วจึงอัญเชิญมาประดิษฐานบนฐานชุกชีภายในอุโบสถ
ด้านหน้าฐานชุกชีประดับผ้าทิพย์เป็นอักษรพระนามย่อ ญสส. ภายใต้ฉัตร ๓ ชั้น
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ทรงประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในพระเศียร
และทรงยกฉัตรถวายพระพุทธรูปประธาน เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๘

-
ศาลาการเปรียญ ภปร.
ลักษณะเป็นอาคารตรีมุขทรงไทยชั้นเดียว
คอนกรีตเสริมเหล็ก กว้าง ๒๑.๕ เมตร ยาว ๓๑.๕ เมตร
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙
และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ ๙
เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนราชสุดา
และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางศิลาฤกษ์ศาลาการเปรียญ
เมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๒๐
และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ทรงประกอบพิธียกช่อฟ้าศาลาการเปรียญวัดรัชดาภิเษก
เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๓๔
ทั้งยังมีพระพุทธชินราชจำลองเป็นพระประธานประจำศาลาการเปรียญ

นอกจากนี้แล้วภายในวัดรัชดาภิเษกยังมีวิหารพระพุทธชินสีห์
พระตำหนักเฉลิมพระเกียรติ
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
หอระฆังเจริญมังคลารัตน์ เป็นต้น


:b45:

จาก...ชีวประวัติ พระพรหมวชิรสุธี (อภิพล อภิพโล) พระผู้เป็นกำลังยิ่ง

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 ก.ย. 2026, 17:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 8271

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อครั้งทรงดำรงสมณศักดิ์ที่
“สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก”
ทรงประกอบพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในพระเศียร
และทรงยกฉัตรถวายองค์พระพุทธรูปประธานพระอุโบสถ
วัดรัชดาภิเษก อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี เมื่อพุทธศักราช ๒๕๓๘
ในการนี้
พระพรหมวชิรสุธี (อภิพล อภิพโล)
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระราชสุมนต์มุนี
ตามเสด็จมาด้วย


:b39:

สร้างและทำนุบำรุงวัดในพระสังฆราชูปถัมภ์

นับแต่พระพรหมวชิรสุธี (อภิพล อภิพโล)
เมื่อครั้งยังคงเป็น พระมหาอภิพล อภิพโล ได้ถวายการรับใช้ดูแล
พระญาณวโรดม (สนธิ์ กิจฺจกาโร) ซึ่งดำรงตำแหน่งทางปกครอง
เป็นเจ้าคณะภาค ๔-๕-๖-๗ (ธรรมยุต)
จึงได้ไปช่วยดูแลการก่อสร้าง
วัดเพชรวราราม จ.เพชรบูรณ์ จนแล้วเสร็จสมบูรณ์

ต่อมาก็ได้ดูแลการก่อสร้างวัดในพระอุปถัมภ์
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
โดยได้รับบัญชาให้เข้าไปดูแลตั้งแต่แรกเริ่ม
ไม่ว่าจะเป็นการสำรวจพื้นที่รกร้างว่างเปล่าที่สาธุชนได้ถวายไว้
การวางแผนผัง การออกแบบ การก่อสร้าง การปรับภูมิทัศน์
ตลอดจนการประสานงานกับพ่อค้า ประชาชน
และหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน
เพื่อให้มีสาธารณูปโภคพื้นฐานในพื้นที่เหล่านั้น
จนกระทั่งการดำเนินการด้านเอกสารสิทธิ์เพื่อขอพระราชทานวิสุงคามสีมา
และขึ้นทะเบียนเป็นวัดอย่างถูกต้องตามกฎหมายโดยสมบูรณ์

วัดในพระอุปถัมภ์
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)
เริ่มการก่อสร้างขึ้นหลังจากที่ทรงได้รับสถาปนาขึ้นเป็นที่
สมเด็จพระญาณสังวร เป็นต้นมา
โดยเริ่มการก่อสร้างวัดรัชดาภิเษก เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๑๖ เป็นต้นมา

พระพรหมวชิรสุธี (อภิพล อภิพโล)
จึงรับผิดชอบดูแลการก่อสร้างวัดวาอารามต่างๆ ในพระอุปถัมภ์
นับแต่ยังดำรงสมณศักดิ์ที่ พระครูปริยัติสารโสภณ ดังที่ท่านเคยเล่าไว้ว่า

“แนวพระดำริของสมเด็จพระสังฆราชในการสร้างวัด
ท่านบอกเลยว่า ไปทำอะไรที่ไหน อย่าไปเรี่ยไรเขา
แต่เราเชิญเขามา เราเอาคน อย่าเอาเงิน อย่าไปรบกวนเขา
และให้ความเมตตากับคนท้องที่ด้วย...ให้ถือเป็นลูกเป็นหลาน
เขามีความเดือดร้อนอะไร พระควรเป็นที่พึ่งอันดับหนึ่ง”


:b45:

จาก...ชีวประวัติ พระพรหมวชิรสุธี (อภิพล อภิพโล) พระผู้เป็นกำลังยิ่ง

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.ย. 2026, 17:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 8271

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

พระพรหมวชิรสุธี (อภิพล อภิพโล)
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระราชสุมนต์มุนี
และพระอนุจร กราบทูลลา
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อครั้งทรงดำรงสมณศักดิ์ที่
“สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก”
ไปครองวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๐


รูปภาพ

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อครั้งทรงดำรงสมณศักดิ์ที่
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ทรงประทานตราตั้งเจ้าอาวาสพระอารามหลวง
วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
แด่
พระพรหมวชิรสุธี (อภิพล อภิพโล)
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระราชสุมนต์มุนี
เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๔๓


:b39:

ปฐมเจ้าอาวาสวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก

ครั้นเมื่อการก่อสร้างวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษกแล้วเสร็จ
พระพรหมวชิรสุธี (อภิพล อภิพโล)
ครั้งยังดำรงสมณศักดิ์ที่ พระราชสุมนต์มุนี
ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช
ที่ถวายงานรับใช้อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด
แต่
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
(ภายหลังคือ
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร)
ก็ทรงไว้วางพระทัยให้ไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
ด้วยคุณลักษณะสำคัญที่เป็นผู้ประสานประโยชน์ให้กับชุมชน
ตามพระราชดำริว่าด้วยบวร - บ้าน วัด โรงเรียน
ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เป็นอย่างดี
ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานราชการส่วนกลางหรือส่วนท้องถิ่น
มูลนิธิชัยพัฒนา และสำนักงานคณะกรรมการพิเศษ
เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นต้น
จึงมีพระบัญชาให้พระราชสุมนต์มุนีไปครองวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
เมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๐
ซึ่งตรงกับวันอาสาฬหบูชาในปีนั้น
นับเป็น “ปฐมเจ้าอาวาส” หรือเจ้าอาวาสรูปแรกของพระอารามดังกล่าว

พระราชสุมนต์มุนีตอบรับพระบัญชาโดยไม่ขัดข้อง
โดยได้เดินทางไปจำพรรษาที่วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
ในพรรษกาล ๒๕๔๐ เป็นวาระแรก
และมีพระภิกษุติดตามไปจำพรรษาด้วย ๕ รูป และสามเณร ๑ รูป

ครั้งนั้น พระราชสุมนต์มุนีได้นำติดตัวไปเพียงอัฐบริขาร
และโต๊ะเขียนหนังสือที่
พระญาณวโรดม (สนธิ์ กิจฺจกาโร) มอบไว้ให้
เมื่อครั้งสอบได้เปรียญธรรม ๕ ประโยค
โต๊ะหลังนี้จึงเป็นเสมือนเครื่องระลึกถึงครูบาอาจารย์
และใช้งานอยู่ภายในกุฏิที่วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษกสืบมา
ส่วนบริขารอื่นใดที่ยังคงอยู่ในกุฏิที่หอสหจร วัดบวรนิเวศวิหาร
ก็มอบให้อันเตวาสิกที่คณะตำหนักสืบต่อมา
ส่วนเครื่องใช้ที่อยู่ในห้องทำงานที่อาคาร ภปร. ยังคงไว้ที่เดิม
แม้ภาพถ่ายสักใบก็มิได้นำติดตัวไป

ในระยะแรก พระราชสุมนต์มุนียังคงเดินทางไปมาระหว่าง
วัดบวรนิเวศวิหารกับวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษกอย่างสม่ำเสมอ
เนื่องจากรู้สึกผูกพันกับวัดบวรนิเวศวิหารอยู่มาก
ดังที่เคยเป็นสถานพำนักและศึกษาตั้งแต่ครั้งเยาว์วัย

นับแต่นั้นคณะศิษยานุศิษย์จึงขนานนามลำลองว่า
“หลวงพ่อวัดพระราม ๙” หรือ “เจ้าคุณวัดพระราม ๙” อีกนามหนึ่ง

ที่สำคัญคือแม้พระราชสุมนต์มุนี
จะย้ายไปครองวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษกแล้ว
แต่ก็ยังคงดำรงตำแหน่งเลขานุการสมเด็จพระสังฆราชอยู่เช่นเดิม
และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ก็ไม่เคยแต่งตั้งพระเถรานุเถระรูปใดรูปหนึ่ง
ให้มาดำรงตำแหน่งเลขานุการสมเด็จพระสังฆราชแทน

วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา
เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๑
จากนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ยกขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เป็นกรณีพิเศษ
เมื่อวันที่ ๑๕ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒ เป็นต้นมา
เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา
๖ รอบ วันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒
และได้ผ่านความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม (มส.)
เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒
และมีคำสั่งแต่งตั้งเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ที่ ๖/๒๕๔๓
ตามมติมหาเถรสมาคม ในการประชุมครั้งที่ ๑๒/๒๕๔๓
เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๓
แต่งตั้ง ณ วันที่ ๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๓


:b45:

จาก...ชีวประวัติ พระพรหมวชิรสุธี (อภิพล อภิพโล) พระผู้เป็นกำลังยิ่ง

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ก.ย. 2026, 17:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 8271

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ ๙
มาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลและสดับพระธรรมเทศนา
ณ พระอุโบสถ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
ในการนี้
พระพรหมวชิรสุธี (อภิพล อภิพโล)
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมบัณฑิต
รับพระราชทานถวายพระธรรมเทศนา “ธรรมฐิติกถา”
ว่าด้วยความเที่ยงธรรม
แต่ในวันนั้น พระพรหมวชิรสุธีกลับมีอาการอาพาธเสียงหายไป
แต่ก็ยังคงมีขันติและใช้กำลังที่มีพยายามถวายพระธรรมเทศนา
สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าได้ในที่สุด


นอกจากนี้ยังมีพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ คือ
พระเทพวัชรญาณกวี (สุวิทย์ ปิยวิชฺโช) หรือท่านปิยโสภณ
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระราชญาณกวี
ร่วมในศาสนพิธีและถวายพระพรรับเสด็จ


:b39:

ธรรมราชินี

เมื่อครั้งที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ ๙
ทรงเจริญพระชนมพรรษา ๗๐ พรรษา
ก็โปรดเสด็จพระราชดำเนินมาทรงสดับพระธรรมเทศนา
ในวันธัมมัสสวนะ เวียนไปตามพระอารามต่างๆ ทั้งในและนอกพระนคร
ดังความตอนหนึ่งในพระราชดำรัส
เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒
ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ความว่า

“ข้าพเจ้าเองพออายุ ๗๐ ก็นึกอยากฟังพระเทศน์
วันพระใหญ่ก็จะไปชักชวนพวกพ้องไปกันแน่นเชียว
ไปที่วัดหนึ่งวัดใดขอให้พระท่านช่วยเทศน์ให้ฟัง
เปลี่ยนวัดไปเรื่อยๆ ไปฟังเทศน์ แล้วไปแล้วก็ตกใจ
เห็นประชาชนมานั่งมารอเป็นแถว คอยที่จะฟังเทศน์
ข้าพเจ้าก็เลยจัดแจงให้มีลำโพงออกมา
ให้ประชาชนที่มานั่งได้ฟังคำพระเทศน์ด้วย ซึ่งเขาก็คงจะภูมิใจ
ถ้าใครว่างก็ชวนไปฟังเทศน์กับข้าพเจ้าได้
คราวที่แล้วฟังที่หัวหิน ที่วัดที่หัวหิน”

ในวันวิสาขบูชา ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๕๔
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ ๙
มาทรงบำเพ็ญพระราชกุศลและสดับพระธรรมเทศนา
ณ พระอุโบสถ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
ในการนี้ พระพรหมวชิรสุธี (อภิพล อภิพโล)
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมบัณฑิต
รับพระราชทานถวายพระธรรมเทศนา “ธรรมฐิติกถา”
ว่าด้วยความเที่ยงธรรม
เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๔

แต่ในวันนั้น พระพรหมวชิรสุธีกลับมีอาการอาพาธเสียงหายไป
แต่ก็ยังคงมีขันติและใช้กำลังที่มีพยายามถวายพระธรรมเทศนา
สมเด็จบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าได้ในที่สุด


:b45:

จาก...ชีวประวัติ พระพรหมวชิรสุธี (อภิพล อภิพโล) พระผู้เป็นกำลังยิ่ง

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ก.ย. 2026, 10:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 8271

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

พระพรหมวชิรสุธี (อภิพล อภิพโล)
ณ พระอุโบสถ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก


รูปภาพ

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐
ขณะทรงดำรงพระราชอิสริยยศที่
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามบรมราชกุมาร
ทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในพระเศียร
และยกฉัตร “พระพุทธกาญจนธรรมสถิต”
พระประธานพระอุโบสถ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
เมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๔


:b39:

วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก

เมื่อเดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทดลองแก้ไขปัญหาน้ำเสีย
ในพื้นที่ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
รวมพื้นที่ประมาณ ๑๓๐ ไร่ ซึ่งติดอยู่กับคลองลาดพร้าวด้านทิศตะวันตก
และติดกับคลองแสนแสบด้านทิศใต้
กระทั่งวันที่ ๑๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ปรับปรุงสภาพพื้นที่และชุมชนบริเวณโดยรอบ

ในการนี้ นางสาวจวงจันทร์ สิงหเสนี ได้น้อมเกล้าฯ
ถวายที่ดินในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้จัดสรรที่ดินแปลงนั้นเพื่อสร้างวัด และโรงเรียน
เพื่อเป็นพุทธสถานในการประกอบกิจของพุทธศาสนิกชน
และเป็นสถานศึกษาของบุตรหลานของประชาชนในชุมชนตามลำดับ
ซึ่งเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง “บ้าน” “วัด” และ “โรงเรียน”
ที่ประสานประโยชน์ซึ่งกันและกันอย่างลงตัวตามแนวพระราชดำริว่าด้วย “บวร”

อนึ่ง สำหรับการสร้างวัดดังกล่าว
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการดำเนินงานก่อสร้าง
โดยมีนายจริย์ ตุลยานนท์ กรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา
เป็นประธานคณะอนุกรรมการเพื่อรับผิดชอบในการดำเนินการก่อสร้างวัด
ในขณะเดียวกัน การก่อสร้างวัดแห่งนี้ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ฝ่ายฆราวาส และพระกรุณาจาก
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ฝ่ายสงฆ์

สำหรับการดำเนินการสร้างวัดดังกล่าว
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ในฐานะองค์อุปถัมภ์ฝ่ายสงฆ์ โปรดให้พระมหานายก (อภิพล อภิพโล)
เป็นผู้ดูแลการก่อสร้างวัดเพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์
คือ เป็นวัดขนาดเล็ก มีลักษณะเรียบง่าย
ประหยัด ทันสมัย และเกิดประโยชน์สูงสุด

ในเบื้องต้น คณะอนุกรรมการได้แบ่งพื้นที่เพื่อสร้างวัด
โดยได้ออกแบบอาคารศาสนสถาน
และประมาณราคาการก่อสร้างอยู่ในวงเงิน
ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐,๐๐๐๐ บาท (หนึ่งร้อยล้านบาท)
เพื่อให้สมพระเกียรติ โดยได้รับอนุญาตให้สร้างวัด
เมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๓๔

คณะอนุกรรมการฯ เริ่มดำเนินการถมดินปรับพื้นที่
ตั้งแต่วันที่ ๑๐ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๓๘
และเริ่มงานก่อสร้างเมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๓๙
จากนั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙
พระราชทานนามวัดแห่งนี้ว่า “วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก”
ดังที่ปีพุทธศักราช ๒๕๓๙
เป็นวาระมหามงคลที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี
และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงวางศิลาฤกษ์อุโบสถ
และทรงเปิดอาคารเรียนโรงเรียนพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
เมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๙

อนึ่ง นาวาอากาศเอก อาวุธ เงินชูกลิ่น
ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านสถาปัตยกรรม สถาปนิก ๑๐ กรมศิลปากร
เป็นผู้ออกแบบสถาปัตยกรรมภายในวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
โดยได้นำแบบอุโบสถขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙
เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย หลังจากทอดพระเนตรแล้ว
มีพระราชกระแสรับสั่งให้ปรับแบบอุโบสถให้มีขนาดย่อม กะทัดรัด
ไม่ต้องใหญ่โตเกินความจำเป็น แต่ให้มีขนาดที่เพียงพอต่อการประกอบศาสนกิจ
และเอื้อประโยชน์สูงสุดแก่ชุมชนเท่านั้น
ในขณะเดียวกัน สภาพพื้นที่ดังกล่าวไม่เหมาะที่จะสร้างเป็นวัดขนาดใหญ่
ด้วยเหตุนี้ นาวาอากาศเอก อาวุธ เงินชูกลิ่น
จึงน้อมรับพระราชกระแสรับสั่งดังกล่าวมาออกแบบสิ่งปลูกสร้างขึ้นใหม่
ทั้งยังออกแบบภูมิทัศน์บริเวณพื้นที่โดยรอบให้เหมาะกับ
การปลูกพันธุ์ไม้นานาชนิด ทั้งไม้ป่า และพันธุ์ไม้หายากในลักษณะป่าผสมผสาน
เพื่อให้เกิดร่มเงาและความร่มเย็นแก่พุทธศาสนิกชนทั่วไป
ที่เข้ามาประกอบกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาภายในวัด
ทำให้ลดงบประมาณจากที่ตั้งไว้แต่เดิมหลายเท่าตัว
โดยเน้นประโยชน์ในอาคารอย่างคุ้มค่า วัสดุก่อสร้างทั้งหมดผลิตในประเทศ
ส่วนรูปแบบทางศิลปกรรมของอุโบสถเป็นการผสมผสานระหว่าง
สถาปัตยกรรมไทยประเพณีกับสถาปัตยกรรมร่วมสมัย
ก่อให้เกิดความเป็นเอกลักษณ์ โดยได้ต้นเค้าจากพระอุโบสถวัดต่างๆ ดังต่อไปนี้

๑. รูปทรงเสาอุโบสถ ปรับจากต้นเค้าของ
พระอุโบสถ วัดราชาธิวาสวิหาร กรุงเทพมหานคร

๒. มุขประเจิดที่เรียบง่าย ปรับจากต้นเค้าของ
พระอุโบสถ วัดพระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม

๓. การผูกลายปูนปั้นประดับหน้าบัน ได้รับต้นแบบจาก
พระอุโบสถ วัดเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนนทบุรี

ส่วนโครงสร้างอุโบสถเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก
หลังคามุงกระเบื้องทำด้วยแผ่นเหล็กสีขาว
ที่หน้าบันประดิษฐานตราพระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่ ๙
ลงสีปิดทองอย่างสง่างาม แวดล้อมด้วยปูนปั้นลายดอกพุดตานสีขาว
ซึ่งสื่อถึงความบริสุทธิ์ และความเรียบง่าย
เครื่องบนหลังคาประดับช่อฟ้า ใบระกา เป็นลวดลายปูนปั้นสีขาว
ไม่ปิดทองประดับกระจก ผนังและเสาก่ออิฐฉาบปูนเรียบทาสีขาว
บานประตูหน้าต่างใช้กรอบอะลูมิเนียม ลูกฟักเป็นกระจก
เพดานพระอุโบสถเป็นเพดานไม้เรียบ
ภายหลังมีผู้มีจิตศรัทธาถวายโคมระย้าเป็นพุทธบูชาประดับไว้รวม ๔ ช่อ

นอกจากนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญหัวใจพระพุทธศาสนา
ซึ่งนิยมเรียกกันโดยทั่วไปว่า “คาถาเย ธมฺมาฯ” ความว่า
“เย ธมฺมา เหตุ ปัพฺพวา เตสํ เหตุงฺ ตถาคโต เตสญฺจ โย
นิโรโธ จ เอวํ วาที มหาสมฺโณ” แปลว่า
“ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตเจ้าทรงแสดงเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น
และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติ ทรงสั่งสอนอย่างนี้”
จารึกด้วยอักษรอริยกะไว้เหนือซุ้มประตูอุโบสถ
อนุโลมตามแบบเดียวกันกับพระอุโบสถวัดพระปฐมเจดีย์

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่า
“วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก” สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย
เพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีกาญจนาภิเษก
กระทั่งวันที่ ๒ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๐
กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ประกาศตั้งวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
เป็นวัดในพระพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน
ไปทรงเป็นประธานประกอบพิธีตัดลูกนิมิตพระอุโบสถ
เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๓

สำหรับข้อมูลทางภูมิศาสตร์ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
ตั้งอยู่บนที่ดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เนื้อที่ทั้งหมด ๘ ไร่ ๒ งาน ๕๔ ตารางวา
ทิศเหนือ ยาว ๒๓๔ เมตร ติดกับโรงเรียนสมาคมไทย-ญี่ปุ่น
และพื้นที่ว่างเปล่าของเอกชน ทิศตะวันออก ยาว ๖๑.๕ เมตร
ติดกับคลองลาดพร้าว ทิศใต้ ยาว ๒๑๗ เมตร
ติดกับที่ดินที่กันไว้เป็นถนนทางเข้า-ออก
จากถนนพระราม ๙ ซอย ๑๙ ทิศตะวันตก ยาว ๖๕ เมตร
ติดกับโรงเรียนพระราม ๙ กาญจนาภิเษก สังกัดกรุงเทพมหานคร
โดยมีที่อยู่ทางทะเบียนเลขที่ ๙๙๙ ถนนพระราม ๙ ซอย ๑๙
แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร


พระพุทธกาญจนธรรมสถิต

พระประธานประจำพระอุโบสถ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย
เลือกแบบพระพุทธรูปปางมารวิชัย ลักษณะกึ่งจริง
ตามแนวพุทธศิลป์สมัยรัชกาลที่ ๕ ถึงรัชกาลที่ ๗
ผสมผสานระหว่างความเป็นอุดมคติและความเหมือนจริง
ตามแบบที่นาวาอากาศเอก อาวุธ เงินชูกลิ่น ได้ออกแบบไว้
โดยพระราชทานแก้ไขแบบด้วยพระองค์เองเพียงเล็กน้อยคือ
ทรงแก้ไขแนวเส้นหลังของอัครสาวกซ้าย ขวา
จากน้อมประนมมือเป็นหลังตรงประนมมือ
โดยนายนนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน เป็นประติมากร
ลักษณะเป็นพระพุทธรูปหล่อโลหะผสมทองเหลืองและทองแดง
ปิดทอง ขนาดความสูงจากฐานถึงปลายรัศมี ๑๘๐ เซนติเมตร
ขนาดพระเพลา ๑๒๐ เซนติเมตร
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีเททองหล่อพระประธาน
ประจำพระอุโบสถ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก
เมื่อวันที่ ๓ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๔๑

วันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๓
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามพระประธาน
ประจำพระอุโบสถ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษกว่า
“พระพุทธกาญจนธรรมสถิต”
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร
เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์
ไปทรงยกฉัตรพระประธานพระพุทธกาญจนธรรมสถิต
และทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในพระเศียรพระประธาน
เมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๔

ในการนี้ ได้มีการจัดงานสมโภชวัด เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙
และเฉลิมฉลองวัดที่สมบูรณ์อีกด้วย


:b45:

จาก...ชีวประวัติ พระพรหมวชิรสุธี (อภิพล อภิพโล) พระผู้เป็นกำลังยิ่ง

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ก.ย. 2026, 10:02 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 8271

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อครั้งทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระญาณสังวร
เสด็จไปทอดพระเนตรการก่อสร้างอาคาร ภ.ป.ร.
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๓๑
ในการนี้
พระพรหมวชิรสุธี (อภิพล อภิพโล)
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระอรรถกิจโกศล
ตามเสด็จมาด้วย

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ก.ย. 2026, 10:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 8271

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อัมพร อมฺพโร)
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อครั้งทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนโสภณ

ทรงเป็นประธานในการเจริญพระพุทธมนต์ “นวัคคหายุสมธัมม์”*
(อ่านว่า นะ-วัก-คะ-หา-ยุ-สะ-มะ-ทำ) ถวายแด่
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ณ พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๔๕


:b44: แถวหน้า จากซ้าย :

องค์ที่ ๑ :
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อัมพร อมฺพโร)
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๒๐ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อครั้งทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนโสภณ
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร


องค์ที่ ๒ :
สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย)
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระพรหมเมธี
วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร


องค์ที่ ๕ :
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (สุชิน อคฺคชิโน)
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมวรเมธี
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร


:b44: แถวที่ ๒ จากซ้าย :

องค์ที่ ๒ :
พระพรหมวชิรสุธี (อภิพล อภิพโล)
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระเทพญาณวิศิษฏ์
วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก


:b45:

*หมายเหตุ : “นวัคคหายุสมธัมม์”
(อ่านว่า นะ-วัก-คะ-หา-ยุ-สะ-มะ-ทำ)
แปลว่า ธรรมที่เสมอด้วยอายุแห่งการกำหนดด้วยองค์เก้า
หรือธรรมเป็นเครื่องเสมออายุด้วยนพเคราะห์

แปลแบบง่ายๆ ก็คือ หัวข้อธรรมที่มีเกณฑ์เท่ากำลังวันทั้ง ๙
ตามหลักโหราศาสตร์ไทย หรือที่เรียกกันว่า “นพเคราะห์”

ปกติจะนิยมสวดในการทำบุญอายุตามหลักทางโหราศาสตร์
แต่โดยนัยสำคัญ หากแต่เป็นการสอดแทรกหลักธรรมอยู่ภายใน
มุ่งหวังการนำไปปฏิบัติมากกว่า


รูปภาพ

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อครั้งทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระญาณสังวร
ทรงเดินทางมาร่วมแสดงมุทิตาสักการะ
ในการพิธีบำเพ็ญกุศลฉลองอายุวัฒนมงคลครบ ๖ รอบ ๗๒ ปี
ของ “พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร)”
เมื่อครั้งยังเป็นที่ พระครูสันติวรญาณ
ณ วัดถ้ำผาปล่อง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๒๔
ในคราวเสด็จตรวจการคณะสงฆ์ภาคพายัพ


:b44: บนอาสน์สงฆ์ : จากซ้าย รูปที่ ๑-๓, ๕
• สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

• พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร)

• หลวงปู่แว่น ธนปาโล

• หลวงปู่จันทา ถาวโร


นั่งบนพื้น :
• พระพรหมวชิรสุธี (อภิพล อภิพโล)
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระครูปริยัติสารโสภณ

:b39:

หลวงปู่สิม กับ หลวงปู่แว่น

ในครั้งพุทธกาล พระอานนท์เป็นพุทธอนุชา
ผู้เป็นสหชาติเกื้อกูลพระพุทธองค์
ในกึ่งพระพุทธกาลนี้ พุทธสาวกสัมมาปฏิบัติ
เช่น หลวงปู่สิม พุทธฺจาโร
ก็มีหลวงปู่แว่น ธนปาโล ผู้มีศักดิ์เป็นน้องชาย
คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน
หลวงปู่สิมกับหลวงปู่แว่นเป็นญาติใกล้ชิดกัน
โดยโยมพ่อของหลวงปู่สิมเป็นพี่ชายแท้ๆ ของโยมแม่หลวงปู่แว่น
ที่สำคัญคือท่านทั้งสองอายุไล่เลี่ยกัน
สนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็ก และอุปถัมภ์เกื้อกูลกันมาโดยตลอด

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ก.ย. 2026, 10:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 8271

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ต.ค. 2026, 07:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 8271

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต)
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระเทพกวี

พระเทพวิสุทธิญาณ (อุบล นนฺทโก)


พระพรหมวชิรสุธี (อภิพล อภิพโล)
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่ พระราชสุมนต์มุนี


เข้าเฝ้าถวายสักการะ
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน)
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เมื่อครั้งทรงดำรงสมณศักดิ์ที่
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
ณ ห้องรับแขก พระตำหนักคอยท่าปราโมช วัดบวรนิเวศวิหาร
ในโอกาสได้รับพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์
ในการพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ รอบ ๖๐ พรรษา
ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ ๙
วันที่ ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๓๕

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ต.ค. 2026, 07:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 8271

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา
วันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๓
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์
พระราชสุมนต์มุนี เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ ในราชทินนามที่

“พระเทพญาณวิศิษฏ์ สาธุกิจวิริยาลงกรณ์
บวรกาญจนาภิเษกโสภิต ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี”

ซึ่งมีสร้อยราชทินนามที่บ่งบอกว่าปกครอง
วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก ได้อย่างเรียบร้อยและงดงาม


รูปภาพ

เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา
วันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์
พระเทพญาณวิศิษฏ์ เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ในราชทินนามที่

“พระธรรมบัณฑิต สิทธิธรรมโกศล วิมลศีลาจาร
ศาสนภารธุราทร ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี”


สมกับที่รับธุระทางพระพุทธศาสนาได้เป็นอย่างดี
และบำเพ็ญกิจน้อยใหญ่นานัปการ ที่ล้วนแต่เป็นสาธารณประโยชน์เสมอมา

ทั้งนี้ จากการประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๔/๒๕๕๓
เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๓
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ)
ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
ได้ลงนามแต่งตั้งให้พระธรรมบัณฑิต
ดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม (โดยการแต่งตั้ง)

ต่อมาเมื่อมีการตราพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๑
ดังความใน “มาตรา ๑๔ กรรมการมหาเถรสมาคมซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง
อยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี และอาจได้รับการแต่งตั้งอีกได้” นั้น

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระธรรมบัณฑิต
ดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม
เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ สืบมาอีกวาระหนึ่งด้วย

ทั้งยังทำนุบำรุงและเผยแผ่พระพุทธศาสนาทั้งในและต่างประเทศ
โดยได้ดำรงตำแหน่งสำคัญในการบริหารงาน
ที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนกิจหลายตำแหน่ง เช่น
ประธานกรรมการมูลนิธิแผ่นดินธรรม ในพระสังฆราชูปถัมภ์
กรรมการมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์
กรรมการมูลนิธิพระปิยมหาราชรมณียเขต ในพระสังฆราชูปถัมภ์
กรรมการมูลนิธิญาณสังวร ในพระสังฆราชูปถัมภ์
และกรรมการมูลนิธิส่งเสริมการบริหารจิต ในพระสังฆราชูปถัมภ์ เป็นต้น

นอกจากนี้เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๕๖ พระธรรมบัณฑิต
ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดญาณสังวราราม วรมหาวิหาร
ซึ่งเป็นพระอารามที่ได้ลงมือลงแรงสร้างด้วยตนเองตั้งแต่แรกเริ่ม
จนเรียบร้อยมั่นคงดังที่ปรากฏในปัจจุบัน
และได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๖-๑๗-๑๘ (ธรรมยุต)
และที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๔-๑๕ (ธรรมยุต)
ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๖๔ ตามลำดับ


รูปภาพ

เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕
พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่ทรงพระราชดำริว่า พระสงฆ์ซึ่งดำรงในสมณคุณ
มีอุปการะยิ่งแก่การพระศาสนา
สมควรจะได้เลื่อนอิสริยฐานันดรในสมณศักดิ์สูงขึ้นมีอยู่
จึ่งทรงพระกรุณาโปรดสถาปนาพระธรรมบัณฑิต
ขึ้นเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง มีราชทินนามตามที่จารึกในหิรัญบัฏว่า

“พระพรหมวชิรสุธี สีลาจารวิมล โกศลวรกิจจานุกิจ พิพิธคุณาลังการ
ธรรมทานธุราทร ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี”


การได้รับพระราชทานสถาปนาขึ้นเป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรองในครั้งนี้
ย่อมเป็นเครื่องยืนยันสมณคุณว่า พระพรหมวชิรสุธี
เป็นกำลังยิ่งของประชาชนอย่างแท้จริง

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ต.ค. 2026, 07:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 8271

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

รูปภาพ

:b8: :b8: :b8:

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 ต.ค. 2026, 07:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 8271

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

รูปภาพ

:b8: :b8: :b8:

ปัจฉิมวาระ

นับตั้งแต่ที่ได้ครองตนในสมณเพศเพื่อตามรอยเบื้องพระบาท
ของสมเด็จพระบรมศาสดาบนเส้นทางสายเอกสายนี้
พระพรหมวชิรสุธี (อภิพล อภิพโล)
ได้ประพฤติตนอยู่ในศีลาจารวัตรที่งดงามต้องตามพระธรรมคำสอน
จนได้รับยกย่องว่าเป็นแบบอย่างของ “พระ”
ที่สามารถน้อมนำความเลื่อมใสศรัทธาจากพุทธบริษัททุกหมู่เหล่า
ทั้งยังได้ปฏิบัติศาสนกิจน้อยใหญ่เพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา
และดำเนินงานเพื่อสนองโครงการพระราชดำริอันประโยชน์แก่ประเทศชาติ
และประชาชนอย่าง “ผู้ปิดทองหลังพระ”
เปรียบเสมือนฟันเฟืองที่มีกำลังยิ่งของพระพุทธศาสนา

แม้ในปัจฉิมวาระที่ต้องเผชิญเวทนาจากโรคภัยเข้ามาเบียดเบียนอยู่หลายปี
โดยเริ่มอาพาธด้วยโรคเบาหวาน ความดัน และโรคไต
ตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๖๑ เป็นต้นมา
แต่พระพรหมวชิรสุธีกลับดำรงตนด้วย “ขันติธรรม” อย่างอาจหาญ
มีวินัยในการกายภาพร่างกาย ตลอดจนรักษาจิตใจให้ผ่องใสอยู่เสมอ
อาการอาพาธส่งผลต่อวิถีชีวิตโดยเฉพาะการขบฉันที่ต้องถูกควบคุม
เพื่อให้เข้ากับการรักษาของหมอ แต่ท่านมักจะพูดกับลูกศิษย์อยู่เสมอว่า
“เรื่องฉันเป็นของเรา ส่วนเรื่องรักษาเป็นเรื่องของหมอ”
แต่ท่านก็ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตามคำแนะนำของคณะแพทย์ผู้ให้การรักษา
แต่การดำเนินการโรคประกอบกับการฉันยาที่มีอย่างเป็นจำนวนมาก
ที่ใช้ในการบำบัดรักษากับโรคอื่นๆ ส่งผลให้ท่านต้องเข้ารับการรักษา
ด้วยวิธีการบำบัดทดแทนไตด้วยการล้างไตทางช่องท้อง (Peritoneal Dialysis)
แต่กระนั้นท่านก็ยังคงปฏิบัติศาสนกิจต่างๆ
ทั้งการประชุมต่างๆ ของทางคณะสงฆ์อย่างเป็นปกติ
โดยไม่ได้ให้ความรู้สึกว่า การที่มีโรคไตเข้ามาเบียดเบียนร่างกายนั้น
จะมาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ความรับผิดชอบทางคณะสงฆ์แต่อย่างใด
แต่จากอาการอาพาธที่ท่านมีอยู่ด้วยกันหลายโรค
ทำให้แนวทางการรักษามีข้อจำกัดค่อนข้างมาก และมีผลกระทบระหว่างกันอยู่
จึงต้องเข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลอยู่เป็นประจำ
โดยอาการอาพาธที่มีผลมากที่สุดนั้นก็ด้วยโรคเส้นเลือดในสมองตีบ
แต่ก็ไม่เคยมีเสียงบ่นให้สัทธิวิหาริกและอันตาวาสิก
ที่เฝ้าอุปัฏฐากดูแลใกล้ชิดได้ยินแม้สักคำ
ทั้งยังเผื่อแผ่กำลังของตนส่งเป็นกำลังใจให้แก่ศิษยานุศิษย์มาโดยตลอด
ตลอดจนอบรม สั่งสอน ถ่ายทอดประสบการณ์
ตลอดจนข้อวัตรที่เคยประพฤติปฏิบัติเมื่อครั้งที่เคยอุปัฏฐากดูแล
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์
(หม่อมราชวงศ์ชื่น นภวงศ์ สุจิตฺโต)
สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๑๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ทั้งการหยิบจับสิ่งของ เตรียมน้ำฉันน้ำใช้
ตลอดจนพยาบาลดูแลเวลาทรงขับถ่าย
ทำให้ท่านนึกถึงเมื่อครั้งเคยอุปัฏฐากดูแลสมเด็จพระสังฆราชเจ้า
แต่คราวยังเป็นสามเณร

การปฏิบัติตามคำแนะนำของคณะแพทย์
ส่งผลให้ท่านหมั่นเพียรในการทำกายภาพบำบัด
และออกกำลังกายในทุกเช้าเย็นอย่างสม่ำเสมอ
แล้วมักชักชวนศิษยานุศิษย์ร่วมกันทำวัตรค่ำ
ตลอดจนออกตรวจตราดูแลความเรียบร้อยต่างๆ
ภายในวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษกอยู่เนืองๆ
หากเห็นบริเวณใดที่ไม่สะอาด เรียบร้อย
ก็มักจะมอบหมายให้จัดการให้เรียบร้อย
แล้วก็มักออกตรวจตราดูแลด้วยตนเองอีกครั้ง
อันแสดงให้เห็นว่า อาการอาพาธของท่านเป็นเพียงแค่กายๆ
ไม่ได้ทำให้จิตใจต้องอาพาธตามไปด้วย
นับเป็นแบบอย่างให้แก่พระลูกวัดเสมอ

จนครั้งสุดท้ายที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
ก็ยังคงมี “สติ” มั่นจนวันสุดท้ายของชีวิต พระอุปัฏฐากเล่าว่า
“ไม่มีคุณหมอจะตรวจวัดอะไร ท่านก็ยังคงมีสติรับรู้อยู่เสมอ”
สมดังฉายา “อภิพโล” ที่หมายถึง “ผู้เป็นกำลังยิ่ง” อย่างไม่มีผิดเพี้ยน

ในขณะที่ธรรมจักรยังคงหมุนไปอย่างต่อเนื่อง
ฟันเฟืองอันมีกำลังยิ่งซี่หนึ่งได้สะดุดหยุดลงโดยสิ้นเชิง
ในช่วงรุ่งสางของวันพฤหัสบดีที่ ๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙
ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ ซึ่งเป็นวันอุโบสถ
พระพรหมวชิรสุธีถึงแก่มรณภาพด้วยอาการอันสงบ
เมื่อเวลา ๕ นาฬิกา ๑๘ นาที ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
สิริอายุรวมได้ ๘๙ ปี ๒๑ วัน พรรษา ๖๘

ถึงแม้พระพรหมวชิรสุธีได้ถึงแก่มรณภาพไปแล้ว
แต่ทว่าการอุทิศตนเพื่อสั่งสมคุณงามความดี
ตลอดระยะเวลาอันยาวนานของชีวิต สมกับนามสกุล “บุญส่ง”
ที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
ย่อมเปรียบเสมือน “กลิ่น” แห่งศีลที่หอม “สุคนธ์”
ฟุ้งขจรขจายทวนสายลมไปทั่วทุกทิศานุทิศสมกับชื่อเดิม
ซึ่งจะยังคงแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำของคณะศิษยานุศิษย์ตราบนานเท่านาน
และย่อมถ่ายทอดคุณงามความดีเหล่านั้นให้แก่พุทธบริษัททุกหมู่เหล่า
เพื่อให้เป็นฟันเฟืองที่เป็นกำลังยิ่งๆ ขึ้นไป
ของพระพุทธศาสนาสืบต่อไปอย่างไม่รู้จบ


:b45:

จาก...ชีวประวัติ พระพรหมวชิรสุธี (อภิพล อภิพโล) พระผู้เป็นกำลังยิ่ง

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 29 โพสต์ ]  ไปที่หน้า ย้อนกลับ  1, 2

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร