วันเวลาปัจจุบัน 26 ส.ค. 2019, 12:37  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=28



กลับไปยังกระทู้  [ 6 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ธ.ค. 2011, 20:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4869

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

ชาวพุทธเรา...สวดมนต์กันมาก สวดผิดบ้าง ถูกบ้าง
สวดสิ่งที่ควรสวดบ้าง สวดสิ่งที่ไม่ควรสวดบ้าง นั่นเพราะความไม่รู้
จึงแล้วแต่ผู้ที่ตนเคารพนับถือจะแนะนำให้สวดอะไรก็สวดตามกันไป

การสวดมนต์นั้น
จริงแล้วเป็น "วิธีการ" ในการทำจิตให้สงบ ไม่ใช่ "พิธีการ"
วิธีการและพิธีการนั้นแตกต่างกันอย่างไร ดังจะได้กล่าวถึงต่อไป


การสวดมนต์ เป็นวิธีการในการทำจิตให้สงบ เป็นบริกรรมสมาธิ
ถ้าจุดมุ่งหมายอย่างนี้แล้ว...สวดอะไรก็ได้เพื่อให้จิตสงบ

คือ เป็นการทำสมาธิโดยการบริกรรม
สวดเบาๆ สิ้นมนต์ไปบทหนึ่งๆ ว่าซ้ำๆ จนจิตใจจดจ่อ
จะสวดบทเดียวหรือหลายบทก็ได้
ให้จิตใจจดจ่อกับบทสวดแล้วเป็นอันใช้ได้

ตัวอย่างบทสวดที่นิยมกันทั้งในฝ่ายพระและฝ่ายฆราวาส
เป็นบทที่ดี เช่น บทพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ เป็นต้น
ถ้าสวดคนเดียว ต้องการสมาธิ จะสวดซ้ำไปมากี่เที่ยวก็ได้

เดิมทีคำสอนของพระพุทธเจ้ายังไม่ได้จารึกลงเป็นตัวอักษร
พระพุทธพจน์ถูกถ่ายทอดต่อกันด้วยการท่องจำสืบต่อกันมา
สมัยก่อน เวลาไปช่วยกันท่องหนังสือ เขาเรียกว่า การต่อหนังสือ
สวดมนต์ฉบับหลวงเล่มใหญ่ ๔๐๐-๕๐๐ หน้า บางคนจำได้หมด
เพราะท่องไปเรื่อยๆ ไม่ได้มีเทคนิคอะไรเป็นพิเศษ
มีแต่ความศรัทธา และฉันทะ มีอุตสาหะในการท่องจำ
การท่องพระพุทธพจน์นั่นเองที่เป็นการสวดมนต์ในภายหลัง

มาเปรียบเทียบการสวดมนต์กับการสวดปาติโมกข์ก็ได้
การสวดปาติโมกข์ คือ การท่องพระวินัย ๒๒๗ ข้อท่ามกลางสงฆ์ทุก ๑๕ วัน
เมื่อก่อนนี้ พระท่านจะสวดพร้อมกันและรู้ความหมายด้วย
เพราะเป็นภาษาของท่านเอง
ต่อเมื่อพระพุทธศาสนามาอยู่ในเมืองไทย
เราก็สวดเพื่อรักษาธรรมเนียมเดิมไว้แต่ส่วนมากไม่ค่อยรู้ว่า สวดอะไร
เพราะไม่ใช่ภาษาของเรา ถ้าไม่ได้เรียนภาษา เราก็ไม่เข้าใจ
การสวดปาติโมกข์ ที่เคยเป็นวิธีการทบทวนพระวินัยจึงได้กลายเป็น "พิธีการ" ไป

พิธีการ พิธีกรรม นั้น บางครั้งผู้ที่เข้าร่วมพิธีก็อาจไม่รู้ความก็ได้
คนสวดก็ไม่รู้เนื้อความ คนฟังก็ไม่รู้เนื้อความ
จนกลายเป็นเรื่องความศักดิ์สิทธิ ความขลังไปเลยก็ยังมี


ตัวอย่างที่มีกล่าวถึงในพระไตรปิฎก
พบเรื่องพระมหากัสสปและพระโมคคัลานะป่วยหนัก
พระพุทธเจ้าทรงทราบ เสด็จไปทรงเยี่ยมและทรงแสดงโพชฌงค์ ๗
เมื่อทรงแสดงธรรมจบลง พระมหากัสสปและพระโมคคัลานะหายป่วย
(ปรากฏในสังยุตนิกาย มหาวารวรรค พระไตรปิฎกเล่ม ๑๙ หน้า ๑๑๓-๑๑๕)

ในเมืองไทยก็นิยมสวดบทโพชฌงค์ให้กับผู้ป่วย
ผู้ป่วยก็หายบ้าง ไม่หายบ้างก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของผู้ป่วยนั่นเอง

ทำไมพระมหากัสสปหรือพระโมคคัลานะฟังโพชฌงค์แล้วหายจากเวทนากล้า
เพราะโพชฌงค์ ๗ นั้น มีบริบูรณ์อยู่แล้วในพระอรหันต์เหล่านั้น
แต่ผู้ป่วยทั่วไปที่เรานิยมไปสวดให้ฟังกันนั้น
ไม่ได้มีโพชฌงค์ ๗ สมบูรณ์ในตัวเหมือนท่านเหล่านั้น

โพชฌงฺโค สติ สงฺขาโต - มีสติ
ธมฺมานํ วิจโย ตถา - มีธรรมวิจยะ
วิริยมฺปิติ ปสฺสทธิ - มีวิริยะ มีปิติ มีปัสสัทธิ
โพชฺฌงฺคา จ ตถาปเร สมาธุเปกฺขโพชฺฌงฺคา - มีสมาธิ มีอุเบกขา

สิ่งเหล่านี้...ในตัวมีไหม ถ้าไม่มีก็คือเหตุปัจจัยมันไม่พร้อม
การสวดโพชฌงค์ ให้ฟังก็เป็นเพียงแต่พิธีการเท่านั้น
ที่พระมหากัสสปและพระโมคคัลลานะหายป่วยหลังจากฟังโพชฌงค์นั้น
เพราะท่านมีโพชฌงค์ ๗ อยู่ในตัวท่านบริบูรณ์ดีแล้วนั่นเอง
แต่คนเราธรรมดา มีโพชฌงค์อยู่เท่าไร อาจไม่มีเลยก็เป็นได้
แล้วจะเอาอะไรมาเป็นปัจจัย เป็นยาหรือธรรมโอสถในการรักษา
แม้อาการภายนอกจะทำเหมือนกัน คือ ฟังโพชฌงค์เหมือนกัน
แต่ภายในนั้นไม่เหมือนกัน
เปรียบเหมือนกับผลไม้พลาสติกกับผลไม้จริง
ผลไม้พลาสติกแม้ดูภายนอกแล้วเหมือนกับผลไม้จริงๆ แต่มันกินไม่ได้

ดังนั้นการทำอะไรแต่เพียงพอเป็น "พิธี"
กับการทำโดยเข้าใจในความหมายอันแท้จริง จึงให้ผลไม่เหมือนกันแน่นอน

การสวดมนต์นั้น
ที่บางคนก็สวดเพื่อคุ้มครองตัวเอง คุ้มครองบ้านเรือน
บ้างเพื่อความเป็นสวัสดิมงคลแก่ตัว
บางคนสวดเพื่อทบทวนความรู้ในข้อธรรม ฯลฯ
สิ่งสำคัญของการสวดมนต์ คือ การรู้เรื่อง รู้ความหมายไปด้วย
สวดมนต์ไป รู้เข้าใจไปด้วย
ก็จะได้ทั้งสมาธิและปัญญา ได้ความปลอดโปร่ง สงบใจ


คนที่หดหู่ ว้าเหว่ ไม่สบายใจ ฟุ้งซ่าน
หากได้สวดมนต์สักพัก สวดคนเดียว เบาๆ ช้าๆ
ก็จะได้ความสงบใจเป็นบริกรรมภาวนา
ถ้ารู้เรื่อง เข้าใจความไปด้วยก็ได้ปัญญา
อีกทั้งได้ศีล เพราะกาย วาจาก็สงบเรียบร้อยไปด้วย

จุดมุ่งหมายสูงสุดในการสวดมนต์
คือ สำรวมใจให้อยู่กับบทสวด ทำให้ได้ศีล สมาธิ ปัญญา
ถ้าตั้งเป้าหมายแบบนี้แล้วจะไม่ผิดหวังเลย
ต่างจากการตั้งเป้าหมายอย่างอื่น
เช่น ความขลัง ฯลฯ อาจต้องผิดหวังบ้าง สมหวังบ้าง

คุณค่าของการสวดมนต์จึงอยู่ที่การสำรวมกาย วาจา ใจ
เข้าใจความหมายด้วยจะยิ่งเพิ่มความคิดความอ่านให้แตกฉานลึกซึ้งยิ่งขึ้น
การสวดมนต์จึงควรทำความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริง
เพื่อไม่ให้การสวดมนต์นั้นขาดทุนเปล่า คือ สวดไปไม่ได้อะไร
นอกจากเสียเวลาเปล่าและได้แต่อุปาทานว่า เราได้สวดแล้วเท่านั้นเอง



:b46: :b46:


สรุปและเรียบเรียงจาก
นิตยสารศุภมิตร ปีที่ ๔๘ ฉบับที่ ๕๔๑
เดือนกันยายน-ตุลาคม ๒๕๔๖ หน้า ๒๔-๓๑


:b44: รวมกระทู้เกี่ยวกับ “การสวดมนต์”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=1&t=44099

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ม.ค. 2012, 10:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 5
สมาชิก ระดับ 5
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2010, 08:25
โพสต์: 326


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8: ค่ะ

.....................................................
สุดปลายฟ้า... เชื่อมั่นและสัทธาในพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ ผู้รู้แจ้ง เห็นจริง ยึดถือพระองค์เป็นสรณะ อย่างไม่มีสิ่งใดเหนือกว่า


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ม.ค. 2012, 19:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 10
สมาชิก ระดับ 10
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 พ.ย. 2008, 12:29
โพสต์: 807

ที่อยู่: กรุงเทพฯ

 ข้อมูลส่วนตัว


สวดเป็นอนุสสติ......เพื่อให้เข้าถึงพระรัตนตรัย และจิตใจที่แน่วแน่


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 มิ.ย. 2012, 22:20 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12213


 ข้อมูลส่วนตัว


ไปฟังคนสมองใส....พูดเรื่องการสวดมนต์...ฟังแล้วดูเข้าท่า...(จริง ๆ แล้วคิดว่า..ใช่เลยแหละ :b32: )

ว่าด้วยเรื่อง....การอนุโมทนา....คือ...การยินดี(กับบุญของเขา)ด้วย....เป็นบุญ

เห็นใครกำลังตักบาตรทำบุญ.....เราก็อนุโมทนาสาธุด้วย....(ได้บุญเท่า ๆ กับคนทำ)

คนสมองใสหัวไว....ก็เลยปิ๊ง....พอเห็นวัดวาอาราม......ก็อนุโมทนาสาธุกับคนที่สร้างวัดวาอารามนี้ด้วย..(ได้บุญเท่า ๆ กะคนสร้าง.. :b9: )

ปิ๊งเข้าไปอีก.....เปิดพระไตรปิฎกอ่าน....เขาถวายวัดพระเชตุวันแก่พระพุทธเจ้า....ก็อนุโมทนาสาธุด้วย....(มันสมองล้วน ๆ :b20: )

แล้วทีนี้....จะมาอนุโมทนาสาธุกับ...บุญของพระพุทธ...บุญของพระธรรม....บุญของพระสงฆ์......แล้วจะทำยังงัย?

ก็สวดมนต์นี้งั้ย

สวดมนต์แล้ว...(อนุโมทนาสาธุกับบุญของพระพุทธเจ้าแล้ว)...ทีนี้จะได้บุญอย่างพระพุทธเจ้ามั้ย?

บุญของพระพุทธ..พระธรรม..พระอริยะสงฆ์....คือ..การพ้นทุกข์...

สวดมนต์ก็เลยพ้นทุกข์ได้....

มันมีตัวอย่างมาแล้ว....

ค้างคาว 500 ตัวฟังพระสวดมนต์ในถ่ำ....พอใจในเสียงสวดมนต์มากจนเผลอตกลงมาตาย...ตายแล้วไปเกิดในสวรรค์...พอถึงสมัยพุทธกาลก็ลงมาเกิดมาบวชในสำนักพระสารีบุตร....พระพุทธเจ้าแนะให้พระสารีบุตรสวดมนต์บทนั้น(บทที่ทำให้ตกจากเพดานถ่ำลงมาตาย)..ให้พระทั้ง 500 เหล่านั้นฟัง..ฟังจบ...พระทั้ง 500 ก็บรรลุอรหันต์...

การสวดมนต์...ก็เหมือนกับอนุโมทนาบุญกับพระพุทธ..พระธรรม...และ..พระอริยะสงฆ์

อานิสงค์...ก็คือได้บุญของรัตนตรัย....มีผลคือพ้นจากทุกข์ได้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 01 มิ.ย. 2012, 22:25 
 
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 25 เม.ย. 2009, 02:43
โพสต์: 12213


 ข้อมูลส่วนตัว


อ้างคำพูด:
ทำไมพระมหากัสสปหรือพระโมคคัลานะฟังโพชฌงค์แล้วหายจากเวทนากล้า
เพราะโพชฌงค์ ๗ นั้น มีบริบูรณ์อยู่แล้วในพระอรหันต์เหล่านั้น
แต่ผู้ป่วยทั่วไปที่เรานิยมไปสวดให้ฟังกันนั้น
ไม่ได้มีโพชฌงค์ ๗ สมบูรณ์ในตัวเหมือนท่านเหล่านั้น


ฟังจากคนสมองไว..เช่นเคย :b32:

พอสวดให้ครูบาอาจารย์ที่กำลังเจ็บป่วย....จะทำให้ท่านได้นึกถึง...ขั้นตอนที่ท่านปฏิบัติจนบรรลุธรรม...ท่านจะรื่นเริงในธรรม....เวทนาก็หายไป

:b8:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 ก.ย. 2018, 06:41 
 
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2013, 07:16
โพสต์: 1751

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b39: :b44: ขออนุโมทนา สาธุๆๆ ค่ะ
:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 6 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร