วันเวลาปัจจุบัน 28 ก.พ. 2021, 02:26  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 27 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มี.ค. 2010, 13:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 มี.ค. 2010, 12:49
โพสต์: 117

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ดิฉันมีเรื่องไม่สบายใจเกี่ยวปัญหาเรื่องการทำงานค่ะ คือดิฉันเป็นเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยให้บริการรักษาพยาบาลผู้ป่วยคนหนึ่ง เข้ามารับยารักษาความดันโลหิต จากที่ดิฉันดูประวัติการรักษาพยาบาลเขาได้รับยาไปจำนวน 30 เม็ด ทานวันละ 1 เม็ด จะทานได้ทั้งหมด 30 วัน พอ 15 วันคนไข้คนนั้นกลับมารักษาแล้วเจอดิฉันให้บริการ เลยถามคนไข้ว่ามาทำอะไร เขาบอกว่ามารักษาความดันโลหิต ดิฉันก็เลยถามว่ายาหมดแล้วหรือค่ะเพราะกลัวคนไข้จะทานยาผิด เขาบอกว่าหมดแล้ว ดิฉันบอกเขาพร้อมกัยชี้ให้เขาดูในประวัติคนไข้ว่าเจ้าหน้าที่คนที่แล้วบันทึกไว้ว่าเขาได้ยา 30 เม้ด ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาที่อยู่เวรตอนเย็น จะมีดิฉันกับน้องผู้ช่วยอยู่กันสองคน ส่วนเจ้าหน้าที่คนอื่นกลับไปหมดแล้วเลยไม่ทราบจะถามใคร ดิฉันก็ให้การรักษาเขา ไม่ได้พูดต่อว่าหรือปฏิเสธการรักษา ก่อนกลับคนไข้ก็ยังถามกลับมาอีกว่าสรุปเมื่อคราวที่แล้วให้ยาไปกี่เม็ด ดิฉันบอกเขาไปว่า เมื่อครั้งที่แล้วดิฉันไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่ให้ยาไปกี่เม็ดแต่ในบันทึกการรักษาบันทึกไว้ 30 เม็ดค่ะ แต่ครั้งนี้ดิฉันดูระดับความดันแล้วดิฉันจ่ายยาให้ 30 เม็ด คนไข้ก็กลับบ้านไป
พอวันรุ่งขึ้นสามีเขาซึ่งมีอิทธิพลพอสมควรก็ต่อว่ามากลับแม่บ้านที่อนามัย ว่าดิฉันไปว่าภรรยาเขา แล้วเขาก็ไปคุยกับหัวหน้าที่อำเภอว่าดิฉันไปต่อว่าจนภรรยาเขานอนร้องไห้ หัวหน้าไม่ถามเหตุการณ์ดิฉันว่าเกิดอะไรขึ้น สรุปว่าดิฉันผิด ขนาดดิฉันเล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่าดิฉันไม่ได้ต่อว่าคนไข้เลย น้องที่อนามัยเป็นพยานได้ หัวหน้าเขาบอกให้ดิฉันไปขอโทษเขา หัวหน้าดิฉันบอกว่ายังประชาชนก็ต้องถูกเสมอ และเขาก็จะไม่หยุดแค่ระดับอำเภอ แล้ววันนี้ดิฉันเพิ่งรู้อีกว่าคนไข้โทรมาคุยกับคนขายของที่หน้าอนามัยหาว่าดิฉัน ไปพูดว่าเขา "ยังจะมาเถียงอีก" ซึ่งดิฉันจำได้ว่าไม่ได้พูดประโยคนี้ออกจากปากดิฉันเลย และเขาก็คงบอกแบบนี้กับสามี หรือกับคนอื่น ๆ รอบ ๆ อนามัย
ดิฉันให้การบริการอย่างเต็มที่ ถึงทำงานเหนื่อยอย่างไรก็ไม่เคยบ่น ทำงานพัฒนาจนสถานีอนามัยเจริญมีชื่อเสียง แต่พอมาเกิดเรื่องแบบนี้รู้สึกท้อใจมาก ๆ เลย ดิฉันอยากจะแก้ความไม่สบายใจเรื่องนี้ ควรจะทำอย่างไรดีค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มี.ค. 2010, 14:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2008, 14:14
โพสต์: 3836

อายุ: 12
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


ถ้ามีคนมาบอกผมว่า ผมเป้นโจร ปล้อนทองเขามา
แต่ผมไม่ได้เป้นตามเขาว่า ผมก้จะมั่นคงไม่หวั่นไหว

เขากล่าวหาในสิ่งที่เราไม่ได้เป็น กลัวทำไม
ตั้งใจให้มั่นคง สง่างาม สมกับเป็นผู้บริสุทธิ์

แต่เอาล่ะ อยู่กับโลก เงื่อนไขมันเยอะ เช่น ค่านิยมที่ว่าประชาชนถูกเสมอ

เขาอยากได้การกราบไว้จากเรา อยากให้เรากดหัวลงต่ำๆ
เพื่อเขาจะได้รู้สึกสูงๆขึ้น สนองทิฐิความเชื่อค่านิยมอะไรของเขา ก็สงเคราะห์เขาไปเถอะ
ขวางทางเขา แล้วจะใช้ชีวิตลำบาก

แต่ใจเรา ขอให้รู้ใจตัวเอง ชื่อตรงกับใจตัวเอง
ไม่ผิดก็รู้ว่าไม่ผิด ผิดก็รู้ว่าผิด เป็นใช้ได้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มี.ค. 2010, 14:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 พ.ย. 2009, 17:20
โพสต์: 532

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ทำให้ ทำเสียสละ ทำแล้วๆไป หากสิ่งที่ทำดีแล้ว ไม่เบียดเบียน ไม่มีทุกโทษใดๆต่อใคร ก็ทำไป ทีนี้ใจก็ไม่ไปตั้งเงื่อนไข ที่จะได้ดี คำสรรเสริญ คำยกย่องอย่างเดียว ให้กับตัวเอง จะไม่ได้ไปเอียงในเรื่องโลกธรรม 8 คือไปยึด ไปฟิค เน้นเอาข้างใดข้างหนึ่ง แล้วปฏิเสธอีกข้างหนึ่ง เช่นในขณะนี้ไปเลือก คำสรรเสริญ ผิดหวัง ผิดคาด คือไม่มีคำชม แล้วตามไม่พอใจปฏิเสธ คำกล่าวร้าย มุ่งร้าย จึงเป็นทุกข์หลายเด้งหน่อย แล้วยิ่งกว่านั้นยังมาตั้งคำถาม ว่าทำไมหนอ อะไรหนออยู่อีก
สรุป คำนินทาว่าร้าย หรือคำ สรรเสริญ ไม่ใช่สิ่งที่จะไปยึดติด ไม่ใช่สิ่งที่จะไปยินดียินร้ายกับมัน เป็นธรรมดาของโลกมัน "ช่างมัน" เลิกหาคำตอบ เลิกหาคำมาอธิบาย ปลงใจ "ช่างมัน" แล้วๆไป อโหสิ อโหสิ อโหสิ ดีกว่า

ขอบคุณปัญหาที่นำพามาพบธรรมะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มี.ค. 2010, 14:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 มี.ค. 2010, 23:16
โพสต์: 47

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว



:b16:

นี่ละน๊า ที่เขาว่า "คนพาล แนะนำดี ก็โกรธ"

น่าเห็นใจ ๆ เจตนาดีแล้ว ไม่ต้องคิดมาก เจตนาดี พูดดี ทำดี แล้ว ไม่ต้องกลัวอะไร

มือไม่มีแผล พิษไม่ซึมเข้า เขาฟ้อง จะทำอะไรได้ เขาสอบ เราก็เล่าตามความจริง

ฟ้ามีตา คนดีต้องมี นายคงมีตา เอาน่า อย่าคิดมาก
ไม่มีคุณค่าให้เก็บมาคิด อยู่ในโลกนี้ มีเรื่องมากมายที่ต้องเจอ

ผมเคยโดนฟ้องร้อง ยันระดับประเทศ ยังขำ ๆ ดูไป ๆ มันจะไปได้ขนาดไหน
ในที่สุด มันก็หายไป ไม่มีอะไรน่ากลัว

อ่านเรื่องนี้นะ

ในสมัยพุทธกาล มีท่านพระปุณณเถระ บวชอยู่ในสำนักของพระบรมศาสดา
แล้วก็มุ่งหน้าในการเจริญกรรมฐานในวัดเชตวัน กรุงสาวัตถี แต่ก็ไม่มีอะไรเจริญก้าวหน้า
ในทางจิตใจ ท่านจึงรำพึงในใจว่า

ที่นี้ เป็นสถานที่ไม่เหมาะในการทำความเพียรทางจิตใจ
แม้จะอยู่ต่อไปก็คงจะไม่สำเร็จมรรคผล เพราะ ไม่เป็นเสนาสนะสัปปายะ

ท่านพระปุณณะ มีความประสงค์จะกลับไปสู่แคว้นสุนาปรันตะ
อันเป็นถิ่นฐานบ้านเกิดเมืองมารดรของตน อาจจะส่งผลให้การเจริญสมณธรรมสำเร็จได้โดยง่าย
เพราะ เป็นที่สบายเงียบสงัด เหมาะแก่การปฏิบัติความเพียรทางจิตใจเป็นอย่างยิ่ง
สิ่งที่รบกวนก็มีน้อยไม่ค่อยอึกทึกครึกโครม เหมือนกรุงสาวัตถี

เมื่อคิดเช่นนี้ ท่านจึงเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา กราบทูลพร้อมกับรับพระโอวาท

พระศาสดาทรงทราบว่า ท่านมีอธิวาสนขันติ (ความอดทนโดยการข่มนิ่งไว้) จึงตรัสถามว่า

"ปุณณะ.. พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะนั้น เป็นคนดุร้ายนักแล ปุณณะ..
พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะ เป็นคนหยาบคาย แข็งกระด้าง
ปุณณะ.. ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะ จักด่า จักบริภาษ จักตวาดขู่เข็ญเธอ
ด้วยวาจาหยาบคายร้ายกาจ เธออาจทนได้หรือไม่ และ เธอมีอุบายอย่างไรในเรื่องนี้"


พระปุณณะ กราบทูลว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะ จักด่า จักบริภาษ จักตวาดขู่เข็ญ
ข้าพระองค์ด้วยถ้อยคำหยาบคาย
ข้าพระองค์ก็จักใช้อุบายในเรื่องนั้นว่า พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะดีนักแล
พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะนี้ดีจริงหนอ แม้พวกเขาจักด่าเรา ด้วยถ้อยคำหยาบคาย
แต่พวกเขาก็ไม่ทำร้าย ไม่ให้การประหัตประหารด้วยกำปั้นหรือฝ่ามือ
ถือว่าเป็นบุญของเราหนักหนา ข้าแต่พระศาสดาผู้เป็นพระบรมครู
ถ้าข้าพระองค์ถูกขู่เข็ญด้วยถ้อยคำหยาบคาย ข้าพระองค์ก็จักใช้อุบายเช่นนี้แล พระพุทธเจ้าข้า"


พระบรมศาสดา ตรัสว่า

"ปุณณะ..ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะ จักทำร้ายให้การประหัตประหารเธอ ด้วยฝ่ามือเล่า เธอจักเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ด้วยอุบายอย่างไร ไหนลองแถลงไขให้เราฟังหน่อยซิ"

พระปุณณะ กราบทูลว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ถ้าเกิดว่า พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะ
จักประหารข้าพระองค์ด้วยฝ่ามือเล่า
ข้าพระพุทธเจ้าจักใช้อุบายข่มใจในเรื่องนี้ว่า
พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะ นี้ดีจริง ๆ พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะนี้ดีเหลือเกิน
แม้พวกเขาก็ไม่ประหารเรา ด้วยฝ่ามือหรือกำปั้น
แต่ถึงกระนั้น พวกเขาก็ไม่ประหารเราด้วยก้อนดิน
ข้าแต่พระมุนินทร์ผู้ประเสริฐ ถ้าเกิดพวกเขาประหารข้าพระองค์ด้วยฝ่ามือ
ข้าพระองค์ก็จักถือเอาอุบายเช่นนี้ เป็นเครื่องบรรเทา พระเจ้าข้า"


พระศาสดาตรัสว่า

"ปุณณะ.. ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะ จักประหารเธอด้วยก้อนดินล่ะ เธอจะทำอย่างไรในเรื่องนี้"

พระปุณณะ กราบทูลว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าบังเอิญ พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะ
จักให้การประหารข้าพระองค์ ด้วยก้อนดินไซร้
ในเรื่องนี้ ข้าพระองค์จักดำรงอยู่ในขันติ ดำริว่า พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะ นี้ดีแท้
แม้พวกเขาจักประหารเราด้วยก้อนดินไซร้
แต่ก็ยังดีกว่าพวกเขาจักประหารเราด้วยท่อนไม้ เป็นไหน ๆ
ข้าแต่พระจอมไตรผู้ประเสริฐ ถ้าเกิดพวกเขาประหารข้าพระองค์ด้วยก้อนดิน
ข้าพระองค์ก็ใช้อุบายเช่นนี้แล พระเจ้าข้า"


พระศาสดาตรัสว่า

"ปุณณะ.. ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะ จักประหารเธอด้วยท่อนไม้ เธอจักใช้อุบายอย่างไร ในเรื่องนี้"

พระปุณณะ กราบทูลว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นนาถะของชาวโลก ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะ
จักประหารข้าพระองค์ด้วยท่อนไม้ ข้าพระองค์จักใช้อุบายอันแยบคายว่า
พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะ นี้ดีจริงหนอ พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะนี้ดีเอาการ
แม้พวกเขาจักประหารเราด้วยท่อนไม้ แต่พวกเขาก็ไม่ประหารเราด้วยศัสตรา
ข้าแต่พระบรมศาสดา ในเรื่องนี้ ข้าพระองค์จักใช้อุบายอย่างนี้แล พระเจ้าข้า"


พระศาสดาตรัสว่า

"ปุณณะ.. ก็ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะ จักประหารเธอด้วยศัสตรา
เธอจักหาอุบายอะไรแก้ไขในเรื่องนี้"


พระปุณณะ กราบทูลว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะ จักประหารข้าพระองค์ด้วยศัสตรา
ข้าพระองค์จักดำรงอธิวาสนขันติไว้ในใจว่า ดีจริง ๆ พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะ นี้
พวกเขาช่างเป็นคนดีแท้ แม้จักประหารเราด้วยศัสตรา
แต่พวกเขาก็ไม่ฆ่าเราให้ตาย ด้วยศัสตราอันคม
ข้าแต่พระโคดมผู้ประเสริฐสุด ในเรื่องนี้ ข้าพระองค์จักใช้อุบายอย่างนี้แล พระเจ้าข้า"


พระศาสดา ตรัสว่า

"ปุณณะ.. ก็ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะ จักปลงเธอเสียจากชีวิต ด้วยศัสตราอันคม
เธอจักนิยมใช้อุบายอย่างไรในเรื่องนี้"


พระปุณณะ กราบทูลว่า

"ข้าแต่พระบรมศาสดา ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตะ จักปลงข้าพระองค์เสียจากชีวิต
ด้วยศัสตราอันมีคมไซร้
ข้าพระองค์ จักทำไว้ในใจ โดยอุบายอันแยบคายว่า
พวกเขาฆ่าเราให้ตาย ก็ดีเหมือนกัน เพราะ อยู่ดี ๆ ก็มีคนมาปลงชีวิตให้ ไม่ต้องลำบาก
คนบางคนอยากจะตาย ต้องขวนขวายหาศัสตราวุธอันคมมาฆ่าตัวเอง
แต่สำหรับข้าพระองค์แล้ว นับว่ามีบุญวาสนา เพราะ ไม่ต้องเสียเวลาในการแสวงหาศัสตราวุธ
เหมือนกับมนุษย์บางจำพวก สะดวกสบายง่ายยิ่งกว่าง่าย เพราะ มีคนมาฆ่าให้ตาย ไม่ต้องลำบากลำบน ข้าแต่พระทศพลผู้ทรงพลานุภาพ
ข้าพระองค์กราบทูล เพื่อทรงทราบด้วยอุบายเช่นนี้แล พระพุทธเจ้าข้า"


พระศาสดา ทรงประทานสาธุการว่า

"ดีละ ดีแล้ว ปุณณะ.. เธอประกอบด้วยความอดทน คือ อธิวาสนขันติ เช่นนี้
จักสามารถไปสู่สุนาปรันตชนบท เพื่อเจริญสมณธรรมได้ ไม่มีปัญหา"


นี่คือ เรื่องของพระปุณณะ ในสมัยพุทธกาล ซึ่งพระบรมศาสดาจารย์ ทรงยกย่องว่า เป็นพระที่มีความอดทนเป็นเยี่ยม จัดเป็น อธิวาสนขันติ คนมีความอดทน ส่งผลให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในชีวิต นานาประการ พระบรมศาสดาตรัสว่า

"ผู้มีความอดทน ย่อมนำมาซึ่งประโยชน์ทั้งแก่ตนเอง และ บุคคลอื่น
ผู้มีความอดทน ชื่อว่า เป็นผู้เข้าสู่ทางสวรรค์และนิพพาน
ผู้มีความอดทน และ มีเมตตา ย่อมเป็นผู้มีลาภ มียศ มีสรรเสริญ มีความสุขทุกเมื่อ
ผู้มีความอดทน ย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจ ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย "


:b12:


แก้ไขล่าสุดโดย ประชาชนทั่วไป เมื่อ 26 มี.ค. 2010, 14:39, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มี.ค. 2010, 15:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 มี.ค. 2010, 12:49
โพสต์: 117

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขอบคุณค่ะทุกท่านที่ให้คำแนะนำและกำลังใจ ตอนนี้ดิฉันกำลังนั่งคิดและทบทวนว่า เป็นเพราะกรรมของตัวเองหรือเปล่า ที่ต้องทำให้ดิฉันต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ แล้วดิฉันจะมีวิธีทางที่จะหลุดพ้นทุกข์หรือป่าว ดิฉันพยายามจะเฉยไม่คิดถึงเรื่องนี้แล้วจะให้เรื่องเงียบไปเอง แต่ก็จะมีคนมาพูดให้ฟังอยู่เรื่อย ๆ จนจิตใจรู้สึกเครียดไปหมดแล้วค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มี.ค. 2010, 17:29 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2008, 14:14
โพสต์: 3836

อายุ: 12
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


krathin2009 เขียน:
ขอบคุณค่ะทุกท่านที่ให้คำแนะนำและกำลังใจ ตอนนี้ดิฉันกำลังนั่งคิดและทบทวนว่า เป็นเพราะกรรมของตัวเองหรือเปล่า ที่ต้องทำให้ดิฉันต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ แล้วดิฉันจะมีวิธีทางที่จะหลุดพ้นทุกข์หรือป่าว ดิฉันพยายามจะเฉยไม่คิดถึงเรื่องนี้แล้วจะให้เรื่องเงียบไปเอง แต่ก็จะมีคนมาพูดให้ฟังอยู่เรื่อย ๆ จนจิตใจรู้สึกเครียดไปหมดแล้วค่ะ


ก็กรรมที่คนฟังเขาฟังเจตนาเราผิดนั่นแหละครับ

แต่ถ้าจะไปคิดว่าชาติไหนทำอะไร ขอบอกว่าอย่าคิด
การจะไปคิดว่าทำอะไร แล้วมาเป้นอย่างนี้ เรียกว่าต้องสมรรถนะจิตของพระพุทธเจ้า
ในการหยั่งรู้ว่ากรรมที่รับผลอยู่นี้ เกิดจากเหตุอันไหน

พระพุทธเจ้าเลยบอกว่าห้ามคิด ( อจินไตย 4 ประการ)
ถึงคิดไปได้ ก้เป้นการคิดลักษณะเทียบเคียง
แต่ไม่ได้เป้นของจริงที่เกิดขึ้น

สมเด็จพระสังฆราชท่านเปรียบเทียบเรื่องกรรมเอาไว้
สรุปคร่าวๆว่ากรรมที่เราทำทั้งหลาย ก็เหมือนเราเขียนตัวหนังสือลงไปในกระดาษ
เขียนทับลงไปเรื่อยๆ จนเราอ่านไม่ออกไม่อะไรเป้นอะไร
กี่ภพกี่ชาติที่เราทำกรรมอะไรต่อมิอะไร มันก็ผสมกับจนยุ่งเหยิงไปหมด
สุดปัญญาของคนจะไปแยกว่าอะไรเป็นอะไร

ให้เลิกคิดเรื่องกรรมในอดีต
เพราะคิดเรื่องอดีตก็เท่ากับไม่อยู่ในปัจจุบัน
ไม่อยู่กับปัจจุบันก้คือคำว่า ขาดสติ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มี.ค. 2010, 17:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 พ.ย. 2009, 17:20
โพสต์: 532

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


yodchaw เขียน:
ทำให้ ทำเสียสละ ทำแล้วๆไป หากสิ่งที่ทำดีแล้ว ไม่เบียดเบียน ไม่มีทุกโทษใดๆต่อใคร ก็ทำไป ทีนี้ใจก็ไม่ไปตั้งเงื่อนไข ที่จะได้ดี คำสรรเสริญ คำยกย่องอย่างเดียว ให้กับตัวเอง จะไม่ได้ไปเอียงในเรื่องโลกธรรม 8 คือไปยึด ไปฟิค เน้นเอาข้างใดข้างหนึ่ง แล้วปฏิเสธอีกข้างหนึ่ง เช่นในขณะนี้ไปเลือก คำสรรเสริญ ผิดหวัง ผิดคาด คือไม่มีคำชม แล้วตามไม่พอใจปฏิเสธ คำกล่าวร้าย มุ่งร้าย จึงเป็นทุกข์หลายเด้งหน่อย แล้วยิ่งกว่านั้นยังมาตั้งคำถาม ว่าทำไมหนอ อะไรหนออยู่อีก
สรุป คำนินทาว่าร้าย หรือคำ สรรเสริญ ไม่ใช่สิ่งที่จะไปยึดติด ไม่ใช่สิ่งที่จะไปยินดียินร้ายกับมัน เป็นธรรมดาของโลกมัน "ช่างมัน" เลิกหาคำตอบ เลิกหาคำมาอธิบาย ปลงใจ "ช่างมัน" แล้วๆไป อโหสิ อโหสิ อโหสิ ดีกว่า

ขอบคุณปัญหาที่นำพามาพบธรรมะ


ทุกข์ที่คุณมี ปัญหาที่คุณเกิด ยิ่งหาคำตอบก็ยิ่งงม จมกับสิ่งนั้นนี้ไปอีกมันไม่ใช่ทางที่จะจบพ้นทุกข์ ที่จะพ้นได้คือปลงใจไปเลยจะ กำ หรือกรรม ก็ชั่ง ไม่ขอมีส่วนได้ส่วนเสียอีก ไม่อาฆาต พยาบาทใคร ไม่โกรธ ไม่เกลียด ไม่เครียด ไม่สูรย์ ให้มันแล้วๆไป ผ่านมา ผ่านไป หากยกว่าเป็นเรื่องของกรรม ยกให้แล้วสบายใจ ก็จบไป ที่จริงแล้วมีปัญหานำพามาพบธรรมะถือว่าเป็นบุคคลที่โชคดีแล้ว ที่มีคำแนะนำที่ดีๆ ซึ่งหายากที่เป็นแบบนี้ โดยมากจะไม่มีทางออกทางจิตใจ ยิ่งมีความเรื่องยาผมว่าเจอปัญหาแบบนี้นอนไม่หลับ เพิ่งยานอนหลับไปเลยก็มี เรื่องแบบนี้มันจิ๊ดเอง สร้างเหตุอย่างไร ก็เลิกเหตุนั้น ตอนนี้คือมันเลือกเอาดีๆ งามๆ ปฏิเสธอะไรที่ ไม่ดี ก็เลิกซะจะดี ไม่ดี ก็ "ช่างมัน" หนีไม่พ้นหรอกธรรมคู่ ของโลกมีเป็นอยู่อย่างนั้น มีแต่ปลงใจ แล้วๆไป ช่างมันแทน แทนจะบ่น ท้อแท้ อะไร

ขอเชิญศึกษาธรรมปฏิบัติ และดาวน์โหลดธรรมะ
โดย หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต
วัดร่มโพธิธรรม บ้านหลัก 160 ต.หนองหิน อ.หนองหิน จ.เลย

http://www.rombodhidharma.com/ หรือที่บอร์ดสนทนาทั่วไป
ขอให้มีส่วนในความ ไม่ติด ไม่ขัด ไม่ข้อง ไม่คา แจ่มแจ้งในสัจธรรม ลุล่วงพ้นทุกข์ ตามองค์พุทธะ พระอรหันต์ พระโพธิสัตว์ หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต นั่นเทอญ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มี.ค. 2010, 18:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 มี.ค. 2010, 12:49
โพสต์: 117

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


สิ่งที่จะควรจะทำคือการอโหสิกรรมให้แก่กันใช่ไหมค่ะ

.....................................................
หนทางสว่าง เริ่มต้นจากใจของเรา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 มี.ค. 2010, 19:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 มี.ค. 2010, 21:14
โพสต์: 15

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


cool เป็นกำลังใจให้นะค่ะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 มี.ค. 2010, 22:17 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 1
สมาชิก ระดับ 1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 ส.ค. 2009, 02:23
โพสต์: 41

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


tongue หวัดดีค่ะคุณkrathin2009 ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ โอ๋ก้อเป็นพยาบาลเหมือนกันค่ะ อะไรที่เป็นความจริงก้อเป็นความจริงอยู่วันยังค่ำค่ะ คนอื่นไม่ทราบกับเราแต่อย่างน้อยเราก้อรู้ค่ะ ขอให้เหตุการณ์ผ่านพ้นไปด้วยดีนะคะ เอาใจช่วยนะคะอย่าท้อในการที่จะทำความดีค่ะ :b4: :b4: :b4:


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 มี.ค. 2010, 22:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2009, 22:46
โพสต์: 167

แนวปฏิบัติ: buddhism
อายุ: 0
ที่อยู่: nontaburi

 ข้อมูลส่วนตัว


อ่านเล่น ๆ ครับ

เมื่อเช้าบิณฑบาตผ่านบ้านโยมคนหนึ่ง มีเด็กน้อยถือไม้ทำเป็นปืนยาวเล็งมาที่พระ พอพระเดินผ่านก็เล็งอย่างบรรจงแล้วยิงปุ้งๆ คงหวังจะให้พระล้มไปทีละรูปสองรูป

อาตมาเห็นก็หัวเราะ เสร็จแล้วอดไม่ได้ที่จะคิดต่อไปอีกว่าเวลามีคนมาด่าว่าเรา พูดจาไม่ดีกับเรา หรือยิ่งกว่านั้นก็คือ เอาปืนหรือก้อนหินมาทำร้าย ถ้าเรารู้สึกขำขันหรือไม่ถือสาแบบนั้นบ้าง เราก็คงจะมีความสุขนะ

ที่จริงพระพุทธองค์ก็ทรงแนะนำให้เรามีท่าทีอย่างนั้นเวลามีคนมาต่อว่าหรือทำร้าย

มีคราวหนึ่งตรัสว่า “ถ้ามีใครทำร้ายเธอด้วยฝ่ามือ ด้วยก้อนหิน ด้วยท่อนไม้ หรือด้วยศาสตรา เธอพึงตระหนักอย่างนี้ว่า จิตของเราจักไม่แปรผัน เราจักไม่เปล่งวาจาชั่วหยาบ เราจักเป็นผู้มีความเอ็นดูเกื้อกูล มีเมตตาจิต ไม่มีโทษอยู่ภายใน”

แม้กระทั่งเวลามีโจรมาทำร้ายด้วยการเลื่อยร่างกายหรืออวัยวะของเรา พระองค์ก็ทรงแนะให้พระสาวกทำใจอย่างนั้นเช่นกัน พระองค์ถึงกับตรัสว่าหากใครมีจิตคิดร้ายต่อโจรเหล่านั้น ก็ไม่ชื่อว่าทำตามคำสอนของพระองค์

อันที่จริงอย่าว่าแต่มาทำร้ายเราเลย เพียงแค่เขาทำสิ่งที่ไม่ดีไม่งามกับเรา หรือแสดงความไม่เคารพเรา
แล้วเราสามารถหัวเราะหรือนึกขำอยู่ในใจ เหมือนกับที่เราหัวเราะเด็กคนนั้น ก็ดีไม่น้อย

แต่แม้เพียงแค่นั้น หลายคนก็ยังทำไม่ได้ อย่างบางคนถ้าเห็นเด็กทำท่าเล็งปืนมาที่ตัวเองอย่างนั้น
เขาอาจไม่พอใจ ถ้าถือตัวถือตนหน่อยเขาก็อาจคิดขึ้นมาในใจว่า
ทำไมเด็กคนนี้ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ทำอย่างนี้กับเราซึ่งเป็นพระได้ยังไง เห็นเราเป็นตัวตลกหรือยังไง

บางทีถึงกับไม่พอใจไปถึงพ่อแม่หรือปู่ย่าตายายของเด็กว่า
ทำไมไม่สั่งสอนลูกหลานของตัวบ้าง ถ้าใครคิดแบบนี้รับรองเป็นทุกข์ทันที เพราะโดนความโกรธเล่นงาน พอโกรธแล้วก็ต้องด่าว่าเด็กคนนั้น แล้วตำหนิเลยไปถึงพ่อแม่ปู่ย่าตายายของเขา ทางโน้นก็คงไม่พอใจ ตอบโต้กลับมา กลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตได้ง่ายๆ

ในกรณีแบบนี้ความทุกข์เกิดขึ้นได้เพราะอะไร มันเกิดขึ้นเพราะเด็กทำท่าทำทางอย่างนั้นหรือเปล่า
ไม่ใช่หรอก แต่เป็นเพราะความคิดความปรุงแต่งของคนๆ นั้นต่างหาก
เช่นปรุงแต่งไปว่าเด็กคนนี้ไม่เคารพเราเด็กคนนี้นิสัยหยาบกร้าน นอกจากไม่ไหว้เราแล้วยังจะเอาปืนมายิงเราอีก เป็นเด็กเป็นเล็กทำอย่างนี้ได้ยังไง ถ้าคิดแบบนี้ก็ต้องทุกข์สถานเดียว ขอให้สังเกตว่าที่ปรุงแต่งมาทั้งหมดนี้มันมี ‘เรา’ หรือตัวฉันเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งนั้นเลย ไม่ได้เกี่ยวข้องธรรมดา แต่เป็นศูนย์กลางของเรื่องราวที่ปรุงแต่ง คือเป็นเราที่ไม่ได้รับการเคารพ เป็นเราที่ถูกเด็กกระทำ นั่นก็คือมีตัวฉันเป็นผู้รับแรงกระทบ
ฉันก็เลยกระเทือน พูดอีกอย่างคือมีการปรุงแต่งตัวตนเข้ามารับแรงกระทบนั้น ความทุกข์ก็เลยเกิดขึ้นตามมา
ตัวตนที่ถูกปรุงแต่งขึ้นมานั้นเราเรียกว่าเกิดภพชาติขึ้นมา ทำให้เกิดความสำคัญมั่นหมายว่ากูเป็นพระ มึงเป็นเด็ก มึงไม่เคารพกู เมื่อมีตัวกูขึ้นมา ความทุกข์ก็เกิดขึ้นคือมีตัวกูเป็นผู้ทุกข์

ขอให้พิจารณาดูให้ดี การกระทำของเด็กไม่ใช่เป็นตัวการให้เกิดทุกข์ แต่ความคิดปรุงแต่งหรือปฏิกิริยาของเราเมื่อเห็นการกระทำของเด็กต่างหากที่ทำให้เกิดทุกข์ ถ้าเราคิดหรือมีมองไปอีกแบบหนึ่ง เช่น มองว่าเด็กเขาเล่นไปตามประสาของเด็ก เด็กกำลังเห่อของเล่นชิ้นใหม่ เด็กยังไม่ประสีประสา ฯลฯ ถ้าเรามองแบบนี้ก็คงอดยิ้มไม่ได้ในความไร้เดียงสาของเด็ก จะเห็นได้ว่าภาพอย่างเดียวกัน การกระทำอย่างเดียวกัน สามารถนำไปสู่ผลที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้เห็น สามารถกระตุ้นให้โกรธหรือเรียกร้อยยิ้มก็ได้ทั้งนั้น สุขหรือทุกข์จึงไม่ได้มาจากไหน แต่อยู่ที่การคิดหรือการปรุงแต่งในใจเรา หรือขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาในใจเราเมื่อเห็น เมื่อได้ยิน หรือรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น เรียกรวมๆ ว่าขึ้นอยู่กับท่าทีของเราก็ได้

มันก็เหมือนกับเชื้อโรค เชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสที่เข้ามาในร่างกาย มีหลายชนิดที่ไม่มีพิษร้ายอะไร แต่ภูมิคุ้มกันของร่างกายเกิดมีปฏิกิริยาแบบตื่นเต้นตูมตามมากเกินไปจนทำให้เจ้าของร่างกายช็อคได้ ที่เขาช็อคไม่ใช่เป็นเพราะพิษของแบคทีเรียหรือไวรัส แต่เป็นเพราะภูมิคุ้มกันของเขาไปมีปฏิกิริยาเกินเหตุ เช่น ไปกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น หรือทำให้กล้ามเนื้อบีบรัดมากขึ้น หรือทำให้มีการอักเสบมากขึ้น ตัวการที่ทำให้ช็อคล้วนเกิดจากปฏิกิริยาของร่างกายเราล้วนๆ มันตั้งใจที่จะกำจัดแบคทีเรียหรือไวรัส แต่มันทำเกินเหตุ ปฏิกิริยาจากภูมิคุ้มกันในร่างกายบางครั้งก็รุนแรงขนาดไปทำลายเนื้อเยื่อตามอวัยวะต่างๆ เช่น ปอด จนทำให้เจ้าตัวล้มป่วยถึงตายก็มี ตัวเชื้อโรคจริงๆ ไม่ได้ทำให้เกิดอันตรายกับร่างกายขนาดนั้น

เปรียบไปก็เหมือนกับวัยรุ่นบางคนที่เป็นสิว สิวไม่ได้เป็นอันตรายกับตัวเขาเลย แต่เป็นเพราะเขาไม่ชอบสิว ทนเห็นสิวบนหน้าตัวเองไม่ได้ บางคนมีสิวไม่กี่เม็ดก็กลุ้มอกกลุ้มใจจนฆ่าตัวตาย ถามว่าสิวเป็นตัวการที่ทำให้ทุกข์หรือเปล่า ก็ไม่ใช่ สิ่งที่ทำให้ทุกข์จริงๆ ก็คือความรู้สึกรังเกียจสิว เห็นสิวเป็นตัวเลวร้ายน่ารังเกียจที่ทำให้ตัวเองกลายเป็นคนขี้เหร่ หรือเป็นขี้ปากของเพื่อนๆ ทั้งหมดนี้ก็คือการปรุงแต่งในใจนั่นเอง พอปรุงแต่งแล้วก็ไปเอาจริงกับมัน ไปไหนมาไหน ก็คิดเป็นตุเป็นตะว่าผู้คนกำลังจับจ้องมองสิวบนหน้าตัวเอง ทั้งที่คนเหล่นั้นไม่ได้คิดอะไรอย่างนั้นเลย แต่เจ้าตัวไปคิดเอาเองว่าฉันขี้ริ้วขี้เหร่ เป็นที่เพ่งเล็งของคนต่างๆ รอบข้าง ก็เกิดความรู้สึกอับอาย น้อยเนื้อต่ำใจ หมกมุ่นครุ่นคิดอยู่กับเรื่องนี้จนทนไม่ไหว เลยคิดสั้น นี่เป็นเพราะใจเรามีปฏิกิริยาเกินเหตุ จะไปโทษเม็ดสิวไม่ได้ มันก็เป็นแค่เหตุปัจจัยเล็กๆ เรื่องอย่างนี้เราไม่ค่อยไตร่ตรองเท่าไร ชอบไปโทษสิ่งภายนอกว่าเป็นสาเหตุ แล้วคิดจะไปจัดการกับสิ่งภายนอก แต่กลับลืมดูใจของตนเอง ความทุกข์มันก็เลยเล่นงานเรา เพราะไม่ได้จัดการกับสาเหตุที่แท้จริง ได้แก่การปรุงแต่งในใจ

การพยายามแก้ทุกข์ด้วยการไปจัดการกับสิ่งภายนอก นอกจากจะแก้ทุกข์ไม่ได้จริงแล้ว ยังอาจเพิ่มทุกข์ขึ้นอีก เหมือนกับคนที่คิดว่าตัวเองอ้วนหรือมีน้ำหนักเกิน เป็นทุกข์กับมันมาก ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้อ้วนเท่าไร แต่พอคิดว่าฉันอ้วนๆ ก็เลยทนตัวเองไม่ได้ ทีนี้ก็ไปแก้ปัญหาด้วยการกินยาลดความอ้วน แต่กินยาผิดขนาน นอกจากความอ้วนจะไม่ลดแล้ว ร่างกายกลับย่ำแย่กว่าเดิม บางทีจิตใจก็แปรปรวนเพราะยามันไปรบกวนการทำงานของสมอง กลายเป็นว่าความทุกข์กลับเพิ่มขึ้น มีบางคนที่ถึงกับฆ่าตัวตายเพราะอาการประสาทกำเริบ

บ่อยครั้งวิธีที่เราใช้แก้ปัญหามันกลับทำให้ปัญหาหนักกว่าเดิม หรือกลายเป็นปัญหาใหม่ที่ร้ายแรงกว่าปัญหาเดิม อย่างที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเคยเล่าเรื่องเด็กกลืนสตางค์แดงติดคอ แม่รู้เข้าก็ตกใจ ทำอะไรไม่ถูก พอดีแม่นึกขึ้นมาได้ว่าน้ำกรดมันกัดโลหะได้ ก็เลยไปเอาน้ำกรดมากรอกปากเด็ก สตางค์ติดคอเด็กคือตัวปัญหา ถามว่า การเอาน้ำกรดกรอกปากเด็กแก้ปัญหาสตางค์ติดคอได้ไหม แก้ได้ แต่มันกลับทำให้เด็กอาการหนักกว่าเดิม สตางค์หลุดเข้าไปในคอก็จริง แต่ว่าเด็กกลับตายเพราะน้ำกรด เวลาเราเจอปัญหา ถ้าเราไม่ระวัง วิธีการที่เราใช้แก้ปัญหากลับกลายเป็นตัวปัญหาเสียเอง หรือสร้างปัญหาที่หนักกว่าเดิม

บางคนเป็นโรคนิดๆ หน่อยๆ แต่ไปกินยาหรือใช้วิธีรักษาบางอย่าง ซึ่งแม้จะรักษาโรคนั้นได้ แต่กลับทำให้เป็นโรคใหม่ที่หนักกว่าเดิม บางคนเป็นมะเร็ง ก็ทุกข์มากอยู่แล้ว แต่พอไปรักษาด้วยวิธีการบางอย่าง เช่น ฉายแสงบ้าง เคมีบำบัดบ้าง กลับมีผลข้างเคียงที่ทำให้อาการย่ำแย่กว่าเดิมก็มี จนน่าสงสัยว่าอะไรคือตัวปัญหามากกว่ากัน ระหว่างก้อนมะเร็งกับวิธีการรักษา บางคนทุกข์หนักกว่าเดิมเพราะวิธีการรักษา โรคมะเร็งถ้าหากวางใจให้เป็น เกี่ยวข้องกับมันให้ถูก ก็อยู่กับมันได้ ไม่ทุกข์ร้อนมากนัก มีเพื่อนหลายคนที่บอกว่าอยู่ร่วมกับมันได้อย่างสันติ ก้อนมะเร็งยังมีอยู่แต่มันระงับไปชั่วคราว ไม่ใช่เพราะเคมีบำบัดหรือฉายแสง แต่เป็นเพราะว่ากินอาหารอย่างได้สมดุล ออกกำลังกาย และรักษาใจไม่ให้เครียด ทำให้เกิดสมดุลระหว่างกายกับใจ มะเร็งก็ไม่ลุกลาม มันยังอยู่ในร่างกายแต่เจ้าตัวไม่ทุกข์ร้อนอะไร ถือว่าต่างคนต่างอยู่ก็แล้วกัน มันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไป ยอมรับมันได้

ถ้ายอมรับมันไม่ได้ก็เกิดความวิตกกังวล กลุ้มอกกลุ้มใจ จนกระทั่งทำอะไรไม่ถูก ถึงกับกินไม่ได้นอน ไม่หลับ ซึมเศร้าทั้งวัน ถามว่าอาการซึมเศร้า กินไม่ได้นอนไม่หลับ เป็นผลจากก้อนมะเร็งในตัวหรือเปล่า หรือเป็นเพราะจิตใจเราที่วิตกกังวลเกินเหตุ ปรุงแต่งต่างๆ นานา ว่าฉันต้องตายแน่ แล้วใครจะดูแลลูกของฉัน แล้วกิจการของฉันล่ะ แล้วถ้าฉันป่วยหนักใครจะมาดูแลฉัน ฉันจะต้องตายคนเดียวหรือเปล่า พอคิดปรุงแต่งตีตนไปก่อนไข้อย่างนี้ ก็ต้องทุกข์แน่นอน อาการเหล่านี้ไม่ได้เป็นผลจากก้อนมะเร็ง แต่เกิดจากจิตใจของเจ้าตัวเอง นี่เป็นเรื่องที่ต้องแยกแยะกันให้ได้

พระพุทธองค์ตรัสว่า “เมื่อมือไม่มีแผล บุคคลย่อมจับต้องยาพิษได้ ยาพิษไม่สามารถทำอันตรายได้” แต่ถ้ามือมีแผล จับต้องยาพิษเมื่อใดก็อาจเป็นอันตรายถึงตาย หมายความว่าสิ่งภายนอกทำอะไรเราไม่ได้ ถ้าหากเราเองไม่เปิดช่องให้มัน ดังนั้นจะไปโทษปัจจัยภายนอกไม่ได้ แต่ต้องดูที่ตัวเราเองด้วย ปัจจัยภายนอกอาจหมายถึง เพื่อนร่วมงาน ดินฟ้าอากาศ ทรัพย์สินเงินทอง ไปจนถึงโรคภัยไข้เจ็บก็ได้ สิ่งเหล่านี้ทำให้เราทุกข์หรือไม่ขึ้นอยู่ที่ใจของเราว่าเปิดช่องให้มันหรือเปล่า หรือไปซ้ำเติมผสมโรงให้เป็นทุกข์หนักกว่าเดิมหรือเปล่า

ที่จริงต้องขยายเพิ่มเติมด้วยว่า อย่าว่าแต่ยาพิษเลย แม้สิ่งที่ไม่มีพิษมีภัยอะไร แต่ถ้าเราเองตื่นเต้นตูมตามหรือมีปฏิกิริยาเกินเหตุ ก็ทำให้เราทุกข์หนักได้เหมือนกัน อย่างคนบางคนเจอเกสรดอกไม้ เจอฝุ่นธรรมดา ก็ป่วยแล้ว ที่ป่วยไม่ใช่เพราะเกสรหรือฝุ่น เพราะมันไม่มีพิษภัยอะไร แต่เป็นเพราะปฏิกิริยาในร่ากายของเรามันตื่นตัวเกินเหตุ เลยเกิดอาการแพ้ จนล้มป่วย ก็เหมือนกับตัวอย่างเมื่อกี้ สิวจะทำให้เราทุกข์จนกินไม่ได้นอนไม่หลับหรือไม่ อยู่ที่ใจของเรา ไม่ได้อยู่ที่เม็ดสิว การที่เราปฏิเสธ ไม่พอใจ หมกมุ่นครุ่นคิดกับมัน ก็คือตัวการที่ทำให้เกิดทุกข์

อย่าว่าแต่ยาพิษ หรือสิ่งที่ไม่มีพิษมีภัยอะไร แม้แต่สิ่งดีๆ ที่ใครๆ ก็อยากได้ เช่น เงินทอง โชคลาภ ชื่อเสียง ความสะดวกสบาย ถ้าเราเกี่ยวข้องกับมันไม่เป็นก็กลายเป็นโทษได้ เช่น เพลิดเพลินกับมันจนลืมตัว กลายเป็นคนหยิบโหย่ง ประมาทมัวเมา หรือหลงใหลในอบายมุข จนเสียผู้เสียคน อย่างที่เรามักเห็นได้จากคนที่รวยเพราะขายที่ได้หรือเพราะถูกรางวัลที่ ๑ หรือที่ใครๆ เรียกว่า ‘สามล้อถูกหวย’ แม้กระทั่งนักกีฬาที่ได้เหรียญทองโอลิมปิกหลายคนได้เงินเป็นสิบ ๆ ล้านบาท แต่สุดท้ายก็กลับเป็นหนี้เป็นสิน เสียผู้เสียคนไป

จะว่าไปแล้ว แม้แต่สิ่งที่ประเสริฐ เช่นชีวิตพรหมจรรย์ หรือสมณเพศ ก็อาจกลายเป็นโทษได้หากเราวางใจไม่ถูก มีพุทธพจน์ว่า “หญ้าคาที่บุคคลจับไม่ดีย่อมบาดมือฉันใด ความเป็นสมณะที่บุคคลปฏิบัติไม่ดีย่อมฉุดลงนรกได้ฉันนั้น” ที่ฉุดลงนรกก็เพราะไปเพลิดเพลินกับลาภสักการะ ก็เลยใช้เพศสมณะในทางหลอกลวงต้มตุ๋นผู้คน อวดอ้างคุณวิเศษที่เรียกว่าอุตตริมนุสสธรรมโดยไม่มีในตนบ้าง เอาไสยศาสตร์หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาล่อให้คนหลงบ้าง คนที่ทำเช่นนี้ถ้าเป็นสมณะย่อมได้รับโทษหนัก ที่จริงไม่ต้องถึงกับไปต้มตุ๋นผู้คนก็ได้ เพียงแค่ไปยึดติดกับข้อวัตรหรือระเบียบวินัยจนเป็นทุกข์ เพราะทำอะไรก็รู้สึกผิดไปหมด มีราคะเกิดขึ้นในใจ ก็เป็นทุกข์ว่าเป็นพระทำไมถึงคิดอย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่มันเป็นธรรมดาของจิตที่เป็นอนัตตา ควบคุมไม่ได้ เมื่อมันเกิดขึ้น ก็รู้ว่ามันเกิด แต่อย่าไปเพลินกับมัน และไม่ต้องไปตีอกชกหัวตัวเอง ขืนทำอย่างนั้นใจก็เหมือนกับตกนรกแล้ว

ขนาดชีวิตที่สูงส่ง เช่น สมณเพศ หรือชีวิตพรหมจรรย์ ถ้าเกี่ยวข้องกับมันไม่เป็นก็ลงนรกหรือรุ่มร้อนใจได้ นับประสาอะไรกับเงินทอง หรือความสะดวกสบาย ถ้าเกี่ยวข้องกับมันไม่เป็นก็เดือดร้อน มีพุทธพจน์ตรัสอีกว่า “โภคทรัพย์เป็นของเผ็ดร้อน ย่อมทำลายผู้มีปัญญาทราม แต่ทำอะไรผู้ที่มีปัญญาไม่ได้” ผู้ที่มีปัญญาคือผู้ที่รู้เท่าทันหรือเห็นโทษของโภคทรัพย์ จึงไม่ประมาทเวลาเกี่ยวข้องกับมัน ก็เปรียบเสมือนมือที่ไม่มีแผล จับต้องยาพิษได้โดยไม่เป็นอันตราย โภคทรัพย์บางทีก็ไม่ต่างจากยาพิษ แม้จะมีโทษ แต่เราก็จับต้องมันได้หากมือไม่มีแผล หมายถึงใจมีสติและปัญญาเป็นเครื่องรักษา

หลวงพ่อท่านหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่าลิงมีนิสัยอย่างหนึ่งเกลียดกะปิมาก ใครเอากะปิไปถูกตัวมันหรือหลอกให้มันจับกะปิ มันจะเอามือถูกับพื้น ถูแล้วถูอีก แล้วก็เอามือมาดมว่ากะปิหายไปแล้วยัง ถ้าไม่หายก็ถูต่อ ถูจนเลือดไหลซิบๆ แต่ก็ไม่หยุดถูหากกลิ่นกะปิยังมีอยู่ ดูแล้วน่าสงสาร ถามว่าที่เลือดไหลเป็นเพราะกะปิหรือเป็นเพราะความเกลียดกะปิของลิง กะปิมีกลิ่นแรงก็จริง แต่ก็ไม่มีทางทำให้ใครเลือดไหลได้ ที่ลิงเลือดไหลก็เพราะเอามือไปถูกับพื้นต่างหาก และที่ถูก็เพราะเกลียดกะปินั่นเอง เห็นไหมว่า ความเกลียดกะปิมันทำให้ลิงเป็นทุกข์ยิ่งกว่ากะปิด้วยซ้ำ พูดอีกอย่างคือกะปิไม่ทำให้ทุกข์มากเท่ากับใจที่เกลียดกะปิ ยิ่งเอามือไปถูมันจนเลือดไหล ก็เท่ากับชี้ว่า วิธีแก้ปัญหาบางครั้งก็เลวร้ายกว่าตัวปัญหาเสียอีก

กะปิไม่ใช่ปัญหา ความเกลียดกะปิต่างหากที่เป็นปัญหา ในทำนองเดียวกัน คำตำหนิ ความเจ็บป่วย ความสูญเสียพลัดพราก ก็ไม่ใช่ตัวปัญหา แต่ใจที่ไม่ยอมรับความจริง ปฏิเสธ ต่อต้านขัดขืนสิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เป็นตัวปัญหา เราสังเกตอีกไหมว่า ทั้งๆ ที่ลิงเกลียดกะปิมาก แต่พอเอามือถูพื้นแล้ว มันอดไม่ได้ที่จะดมกะปิที่มือ ยิ่งเกลียด ก็ยิ่งดม อย่างนี้เรียกว่าติดยึด เราไม่ได้ติดยึดกับสิ่งที่ชอบเท่านั้น สิ่งที่ไม่ชอบเราก็ติดยึดและไม่ยอมวางเช่นกัน

ความชังก็เป็นความติดยึดแบบหนึ่ง เราชังสิ่งใดเราก็ชอบครุ่นคิดถึงสิ่งนั้น เราโกรธใครก็ชอบคิดถึงคนนั้น ยิ่งเกลียด ก็ยิ่งนึกถึงเขา กินก็คิด นอนก็คิด ใครมาบอกให้ลืมก็ไม่ยอม ใครมาบอกให้ให้อภัย ก็ไม่ยอม ทั้งๆ ที่ใจก็อยากจะผลักไสออก แต่ก็อดไม่ได้ที่จะเอามาครุ่นคิด จนกระทั่งกินไม่ได้นอนไม่หลับ เป็นการติดยึดที่รุนแรงยิ่งกว่าการยึดติดคนรักหรือของที่ถูกใจเราเสียอีก ของที่เราชอบเราไม่ค่อยเก็บเอามาคิดทั้งกลางวันและกลางคืน แต่ของที่เราเกลียดเรากลับผูกจิตไว้กับมันอย่างแนบแน่นไม่วางไม่คลาย ความยึดติดนี้พุทธศาสนาเรียกว่าอุปาทาน เป็นตัวการแห่งทุกข์ นำไปสู่ความทุกข์ และเป็นตัวทุกข์ด้วย

คำว่าทุกข์ในพุทธศาสนา บางทีก็แปลว่าความไม่สบายกายไม่สบายใจ บางทีก็หมายถึงสภาวะทุกข์ สภาวะที่ขัดแย้ง หรืออยู่ภายใต้การบีบคั้น อย่างที่ในบทสวดมนต์มีตอนหนึ่งว่า อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นตัวทุกข์ หมายความว่าขันธ์ ๕ นั้นตัวมันเองเป็นทุกข์ อยู่ในภาวะที่ถูกบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา นอกจากไม่เที่ยงและเสื่อมแล้ว ยังนำไปสู่ความทุกข์ด้วยหากเราไปยึดติดมัน อุปาทานนั้นทำให้จิตเราไม่ยอมรับความเป็นจริง แต่จะพยายามเข้าไปบงการสิ่งต่างๆ ถ้าชอบก็อยากได้ไว้ในครอบครอง ถ้าไม่ชอบก็อยากผลักไส ทำลายมัน แต่ถ้ามันยังอยู่ดี สบายดี เราก็ยิ่งโมโห เกิดโทสะ และเป็นทุกข์ พยายามครุ่นคิดหาทางผลักไสมันให้หนักขึ้น ก็เลยทุกข์หนักกว่าเดิม

เพราะฉะนั้นเวลาเรามีความทุกข์ แทนที่จะไปโทษสิ่งนอกตัว เราควรย้อนกลับมาดูตัวเองว่าเป็นเพราะเราไปยึดติดกับมัน จนทำให้เกิดปฏิกิริยาเกินเหตุหรือเปล่า เพื่อนร่วมงานอาจพูดถึงเราด้วยความรู้สึกธรรมดา แต่เราไปคิดปรุงแต่งว่าเขาไม่พอใจเรา เขาไม่ทักเรา เราก็ไปคิดว่าเขาโกรธเรา ทั้งๆ ที่เขาอาจมองไม่เห็นเราก็ได้ หรือเขาอาจกำลังมีความทุกข์อยู่ในใจก็ได้ ถ้าเราหันมามองตัวเองบ้าง เราก็อาจพบว่าปัญหาอยู่ที่ใจของเราเองที่ปรุงแต่งเกินเหตุ

คนที่แพ้เกสรดอกไม้ หรือแพ้ฝุ่นละอง วิธีแก้ก็คือกินยาเพื่อกดภูมิคุ้มกัน หรือทำให้มันปราดเปรียวว่องไวน้อยลง หรือทำให้ประสาทตื่นตัวช้าลง นั่นเป็นเรื่องของกาย แต่ในเรื่องของจิตใจ สิ่งที่ทำให้ใจหายตื่นเต้นตูมตามหรือมีปฏิกิริยาเกินเหตุก็คือสติ เราแพ้อะไร เรากลัวอะไร เราไปติดยึดกับอะไรจนเกินเหตุ ก็ต้องจัดการด้วยการมีสติให้มากๆ ไม่มีอะไรที่จะดีกว่าสติ สติช่วยให้ใจนิ่งลง ปล่อยวางได้มากขึ้น ไม่วิตกกับสิ่ง
ต่างๆ จนเกินเหตุ แม้จะเกิดโทสะ แต่เมื่อมีสติ ก็จะวางมันลงได้ แทนที่จะปรุงแต่งไปในทางที่ทิ่มแทงทำร้ายตัวเอง ก็วางใจเป็นกลาง ๆ เห็นมันเป็นธรรมดา หรือเป็นเช่นนั้นเอง ใครตำหนิ แทนที่จะโกรธ สติก็ช่วยให้ใจไม่โกรธง่ายๆ ปล่อยวางได้เร็วขึ้น นอกจากทำให้ใจนิ่งได้แล้ว ยังช่วยให้มองในทางบวกได้ด้วย เช่น มองว่าที่เขาตำหนิก็ดีนะ ทำให้เราเห็นในสิ่งที่มองข้ามไป มีคนบอกว่าปรปักษ์หรือศัตรูมีประโยชน์ตรงที่ช่วยให้เราเห็นความจริงอีกด้านหนึ่งของเราที่เพื่อนๆ ไม่เคยบอกเรา มองแง่นี้เราก็ได้ประโยชน์จากศัตรู จึงไม่ควรรังเกียจ ผลักไส หรือปิดหูปิดใจไม่รับฟังเขา


บทความของพระไพศาล วิสาโล


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มี.ค. 2010, 04:44 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 31 พ.ค. 2009, 02:41
โพสต์: 5637

แนวปฏิบัติ: พอง ยุบ
ชื่อเล่น: เจ
อายุ: 0
ที่อยู่: USA

 ข้อมูลส่วนตัว www


ถ้าเขาอยากได้คำขอโทษก็ให้เขาไปเถอะ
ไม่ได้ซี้อไม่ได้หาอยู่แล้ว...ถือว่าเป็นยาแก้รักษาความดันชนิดหนึ่ง
ให้กับคนไข้...สำหรับตัวเรา...ใช้คำขอโทษบ่อยๆก็เป็นยา
รักษาโรคทิฐิให้กับตัวเราเองได้ด้วย...อย่าคิดว่าเป็นการ
เสียศักดิ์ศรี....คำขอโทษถ้าสามารถสยบคนพาลได้
ก็ใช้ให้เยอะๆ...เราไม่ได้เสียอะไร?...มีแต่ได้อย่างเดียว
เป็นกำลังใจให้นะค่ะ..... :b4:

.....................................................
"มิควรหวังร่มเงาจากก้อนเมฆ"


แก้ไขล่าสุดโดย ทักทาย เมื่อ 29 มี.ค. 2010, 04:54, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มี.ค. 2010, 05:05 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 มี.ค. 2010, 12:49
โพสต์: 117

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขอบคุณคุณไวโรจนมุเนนทระ ที่นำบทความของพระไพศาล วิสาโลมาให้อ่าน :b8: :b8: :b8:

พออ่านแล้วรู้สึกว่าถ้าเราแบกก้อนหินนั้นไว้ ไม่วางก้อนหินนั้นลงซะ เราก็แบกหนักอยู่คนเดียว ไม่มีใครมาช่วยลงได้ แต่ถ้าเราวางก้อนหินนั้นลง เราก็จะไม่หนัก ไม่หนัก ไม่เมื่อย ไม่ปวดหัวปวดใจ

ตอนนี้ก็กำลังพยายามทำอยู่ ใครมาพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็พยายามจะไม่พูดโต้ตอบแสดงความคิดเห็นอะไร ถึงแม้จะมีความรู้สึกเครียดในใจอยู่้บ้าง แต่ไม่อยากให้เกิดการโต้แย้งไปมาไม่มีที่สิ้นสุดค่ะ

.....................................................
หนทางสว่าง เริ่มต้นจากใจของเรา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มี.ค. 2010, 05:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 26 มี.ค. 2010, 12:49
โพสต์: 117

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


taktay เขียน:
ถ้าเขาอยากได้คำขอโทษก็ให้เขาไปเถอะ
ไม่ได้ซี้อไม่ได้หาอยู่แล้ว...ถือว่าเป็นยาแก้รักษาความดันชนิดหนึ่ง
ให้กับคนไข้...สำหรับตัวเรา...ใช้คำขอโทษบ่อยๆก็เป็นยา
รักษาโรคทิฐิให้กับตัวเราเองได้ด้วย...อย่าคิดว่าเป็นการ
เสียศักดิ์ศรี....คำขอโทษถ้าสามารถสยบคนพาลได้
ก็ใช้ให้เยอะๆ...เราไม่ได้เสียอะไร?...มีแต่ได้อย่างเดียว
เป็นกำลังใจให้นะค่ะ..... :b4:


ขอบคุณค่ะคุณทักทาย ที่ให้คำแนะนำ ดิฉันก็ตั้งใจจะไปขอโทาเขาค่ะเพื่อลดข้อขัดแย้งระหว่างกัน ดิฉันไปบ้านเขาแล้วค่ะแต่ไม่พบ เจอแต่ลูกเขาค่ะ ลูกเขาบอกว่าพักนี้แม่เขาจะไม่อยู่บ้าน ออกไปข้างนอกทุกวัน กว่าจะกลับบ้านก็ค่ำมืด สิ่งที่ตั้งใจก้ไม่เป็นผล

สิ่งที่ทำตอนนี้เพื่อให้ใจตัวเองสงบ คือสวดมนต์ แล้วก็นั่งสมาธิ แผ่เมตตา อโหสิกรรมให้กันและกันค่ะ ดิฉันรู้สึกตัวเองไกลพระพุทธศาสนามากเลยค่ะ พอมีทุกข์ก็หันเข้ามาพึ่ง สิ่งที่ทำไม่รู้ว่าเดินทางถูกหรือเปล่า

.....................................................
หนทางสว่าง เริ่มต้นจากใจของเรา


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 มี.ค. 2010, 09:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ต.ค. 2009, 15:06
โพสต์: 7416

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


tongue
อ้างคำพูด:
krathin2009 / เขียน
สิ่งที่จะควรจะทำคือการอโหสิกรรมให้แก่กันใช่ไหมค่ะ

:b27:
...สิ่งนี้สมควรทำที่สุดเลยค่ะ...โดยระบุว่าข้าพเจ้าขออุทิศส่วนบุญกุศล...
...และคุณงามความดีทุกประการตั้งแต่อดีตชาติมาถึงปัจจุบันชาติ...
...หากเคยได้ล่วงเกินต่อกันมาทั้งกาย วาจา ใจ เจตนาหรือไม่เจตนาก็ดี...
...ทราบหรือไม่ทราบก็ดี...ขอให้อโหสิกรรมและสิ้นสุดกรรมเวรต่อกัน...
...อย่าได้พยาบาทเบียดเบียนต่อร่างกายและจิตใจกันและกันอีกเลยสาธุ...
:b12:
...ถ้าไม่สบายใจมากๆ...ทำใจให้สงบไม่ได้ย้ายที่ทำงานไปสิ่งแวดล้อมใหม่สิคะ...
...สถานีอนามัยไม่ได้มีแห่งเดียว...ขอย้ายไปที่ไหนก็ทำงานเหมือนกัน...
...ไปที่ใหม่...ปรับตัวใหม่...ใจเราจะสบายขึ้น...ปกติเครียดเป็นประจำหรือเปล่าคะ...
...อะไรที่ทำให้ไม่สบายใจ...ไม่ควรเก็บเอามาคิด...คิดไปไม่ได้เงินคิดไปทำไม...
...เสียเวลา...เป็นอกุศล...ทำจิตใจให้ทุกข์ระทมมากขึ้น...ต้องฝึกหยุดความคิดค่ะ...
:b1:
...ไม่เฉพาะร่างกายเท่านั้นที่ต้องการพักผ่อน...จิตใจก็ต้องการพักผ่อนเช่นเดียวกัน...
...ทุกข์เกิดจากเราไปยึดมั่นถือมั่นในคำพูดคนอื่นจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ...
...ฝึกการมีสติอยู่กับตัว...คิดในสิ่งที่กำลังทำ...ไม่เผลอคิดไปสิ่งภายนอก...
...ฝึกการอยู่กับตัวเอง...พิจารณาว่าชีวิตเป็นของไม่เที่ยงอยู่ไม่ถึงร้อยปี...
...ทำอะไรก็ตามนึกถึงปัจจุบันขณะ คิดดี พูดดี ทำดี การเงียบบางครั้งก็มีประโยชน์...
:b16:
...คติธรรมหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด...
...พูดมากเสียมาก พูดน้อยเสียน้อย ไม่พูดไม่เสีย นิ่งเสียโพธิสัตว์...
:b8:
...มีวิธีแก้อาถรรพ์ต่างๆได้โดย...จุดธูปเทียนในบริเวณสถานีอนามัย...
...เทียน 1 คู่ ธูป 9 ดอก ระลึกถึงและขอบารมีหลวงปู่ทวดฯ...
...ข้าพเจ้า(ชื่อ-สกุล)ขอตั้งจิตอธิษฐานแก้อาถรรพ์ต่างๆในที่ทำงาน...
...ตั้งนะโม 3 จบ สวดคาถาบูชาหลวงปู่ทวด ปกติจะสวด 3 จบ...
...กรณีมีเหตุให้สวด 9 จบดังนี้ นะโมโพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา(9 จบ)...
...สิ่งต่างๆที่วุ่นวายอยู่จะดีขึ้นค่ะ...ให้หาเหรียญหลวงปู่มาบูชาจะดีมากค่ะ...
:b17:
:b44: :b44:
:b48: :b48: :b48: :b48: :b48:


แก้ไขล่าสุดโดย Rosarin เมื่อ 29 มี.ค. 2010, 17:00, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 27 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร