วันเวลาปัจจุบัน 20 พ.ย. 2019, 03:43  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ย. 2019, 14:24 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2217


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

การคบเพื่อนเพื่อทำปริญญาในจิตใจ
พระธรรมเทศนาโดย...หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
วัดแพร่ธรรมาราม อ.เด่นชัย จ.แพร่

:b50: :b49: :b50:

พระพุทธเจ้าท่านมีเมตตา ตรัสว่าการคบเพื่อนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถ้าเราคบค้าสมาคมกับเพื่อนที่ดีๆ ชีวิตของเราก็เจริญรุ่งเรือง แต่ถ้าเราคบกับเพื่อนที่ไม่ดี ชีวิตของเราก็จะตกต่ำ พระพุทธเจ้าเมตตาตรัสสั่งสอนว่า “การคบเพื่อนนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ”

ทำอย่างไรเราถึงจะได้คบเพื่อนที่ดี มีเพื่อนที่ดี ?

ประการแรก เราต้องเริ่มที่ตัวก่อน เราต้องเป็นดี เป็นคนขยัน เป็นคนอดทน กระตือรือร้น กระทำแต่สิ่งที่ดีๆ สิ่งไหนไม่ดีเราไม่ทำ ไม่พูด ไม่ปฏิบัติ ไม่ติดสุข ไม่ติดสะดวกติดสบาย ติดนอนตื่นสาย เป็นคนอืดอาด

ต้องทำความดีแข่งกับเวลา ขยันมากๆ พอใจ สุขใจในการทำความดี เป็นคนกตัญญูกตเวที เชื่อฟังพ่อแม่ เชื่อฟังผู้บังคับบัญชา การงานหนักก็เอาเบาก็สู้ อดทน รู้จักคิด รู้จักผิด รู้จักถูก ไม่เป็นคนเอาแต่ใจตนเอง เป็นคนเอาแต่อารมณ์ตนเอง เป็นคนที่ให้แต่พ่อแม่บุคคลอื่น เขาเอาอกเอาใจ ต้องเป็นคนช่วยเหลือคนอื่น เอาใจคนอื่น ให้ความรักความเมตตาคนอื่น “เป็นคนพันธุ์ขยันไม่เป็นคนพันธุ์ขี้เกียจขี้คร้าน”

ไม่เป็นคนอ่อนแอ ว่าตนเองสุขภาพไม่ดีมีโรคโน้นโรคนี้ มันเป็นโรคทางกายอยู่แล้ว ทีนี้มันก็เลยเป็นโรคทางใจขึ้นมาอีก ไม่เป็นคนทิฐิมานะมาก ปากจัด เจ้าอารมณ์ ชอบพูดย้อนศร มีอาการกิริยาบึ้งตึง ไม่พูดไม่จา นำพาบรรยากาศสิ่งแวดล้อมให้เป็นพิษ จิตใจเจ้าอารมณ์ สั่งสมแต่ความขัดเคือง ความโกรธ ความพยาบาท เอาแต่ใจตัวเอง ถ้าเราเป็นคนอย่างนี้นะ เพื่อนที่ดีๆ ที่ไหนเขาก็จะคบค้าสมาคมกับเรา

คนเรานี้ถ้าไม่มีเพื่อนมันทุกข์มาก คนไม่มีเพื่อนแสดงว่าเป็นคนที่ไม่น่ารัก ไม่น่านับถือ ปกติคนเรานะ จะคบค้าสมาคมกับใครก็ต้องได้รับผลประโยชน์จากคนผู้นั้น การคบค้าสมาคมกัน ถ้าไม่มีผลประโยชน์ร่วมกันแล้วก็คบกันลำบาก เช่นเราจะคบค้าสมาคมกับพระพุทธเจ้า เช่นเราจะคบค้าสมาคมกับพระอรหันต์ ก็เพราะเราต้องการผลประโยชน์จากท่าน ถ้าเราคบกันท่านแล้วเราจะได้รับประโยชน์ ได้มรรคผลนิพพาน ได้ธรรมะคำสั่งสอนที่ประเสริฐจากท่าน ถ้าเราคบค้าสมาคมกับท่าน จะนำเราสู่คุณธรรม นำเราสู่มรรคผลนิพพาน ท่านเป็นตัวอย่างพาทำแต่สิ่งที่ดีๆ พูดแต่สิ่งที่ดีๆ ผลประโยชน์ก็เกิดแก่เรามากมาย ท่านเป็นตัวอย่าง ท่านบอก ท่านสอน ท่านนำเราสู่หนทางที่ประเสริฐ

เช่นเราเป็นพระเป็นเณรอย่างนี้ ตามหลักเกณฑ์นี้ พระพุทธเจ้าท่านให้เราคบให้เราเกี่ยวข้องกับครูบาอาจารย์ กับเพื่อนภิกษุสามเณรผู้ที่ไว้วางใจได้ เป็นผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ข้อวัตรปฏิบัติเข้มแข็ง เวลาไปอยู่ใกล้ เราไปสมาคมก็จะได้พูดแต่เรื่องประพฤติปฏิบัติ ไม่พูดเรื่องทางโลก ทางกิน ทางเที่ยว ทางที่พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน ถ้าเราไปคบกับเพื่อนที่มีอินทรีย์ยังอ่อน หรือยังอ่อนกว่าเราอีก ก็มีแต่จะฉุดลากกันลงที่ต่ำ

เราอยู่ในบ้านในสังคม ผู้ที่อินทรีย์บารมียังอ่อนอยู่นั้นมีมาก ไม่ว่าเพื่อนฝูง การทำมาหากินน่ะ ส่วนใหญ่มีแต่ชักนำเราไปสู่ที่ต่ำ พระพุทธเจ้าท่านถึงเมตตาบอกเราว่าการคบเพื่อนนี้สำคัญนะ เราไปอยู่กับหมู่ที่เขาขี้เกียจขี้คร้าน มันก็ขี้เกียจขี้คร้าน เราไปอยู่กับพวกเด็กแว้น มันก็เป็นเหมือนเขา ไปอยู่กับกลุ่มที่เขาเสพยา มันก็เป็นเหมือนเขา ยากที่จะไม่เป็นเหมือนเขา

ถ้าเราอยู่ในบ้าน อยู่ในสังคม อยู่ในโรงเรียน ถ้าเพื่อนส่วนใหญ่มันไม่ดี พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ให้เราร่วมกินร่วมนอน คบค้าสมาคมกันก็พอสมควรนะ นิดๆ หน่อยๆ ก็เพียงพอ ถ้าเราคลุกคลีร่วมเป็นร่วมตาย ชีวิตของเราต้องตกต่ำแน่นอน พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าคนไม่ดีคนเดียวมันสามารถทำให้คนดีๆ เป็นร้อยเป็นพันเสื่อมไปด้วย

สิ่งสำคัญที่สุดก็ตัวเรานี้แหละ มันมีทั้งสิ่งดีและสิ่งที่ไม่ดีอยู่ที่จิตที่ใจของเรา “มันมีทั้งพญามารและพระพุทธเจ้าอยู่ในใจของเรา”

พญามารก็ได้แก่ความขี้เกียจขี้คร้านนี่แหละอยู่ในใจของเรา เราอย่าไปคบค้าสมาคม มันจะพาเราไปทำ ไปพูด ไปคิดในสิ่งที่ไม่ดี ให้เราเชื่อพระพุทธเจ้า อันไหนมันดีเราถึงคิด ถึงพูด ถึงทำ ให้เรามีความตั้งมั่นในพระพุทธเจ้า เป็นคนละอายต่อบาป เกรงกลัวต่อบาป คนเราต้องแก้ไขที่ตัวเอง ปรับปรุงที่ตัวเอง ถ้าเราไม่แก้ไขที่ตัวเอง ปรับปรุงที่ตัวเอง มันจะเปลี่ยนแปลงตัวได้อย่างไร มันก็เป็นคนเก่านั่นแหละ มันจะเป็นคนดีคนมีประโยชน์ไปไม่ได้

“คนดีต้องแก้ไข คนที่ฉลาดมีปัญญาต้องปรับปรุง” เริ่มต้นเราต้องเป็นคนขยันคนเสียสละ “คนเรานี้ถ้าไม่เสียสละมันไม่เจริญ” เป็นการสะสม หมักหมมสิ่งที่มันไม่ดีไว้ในจิตในใจ คนเราน่ะเกิดมาก็ครั้งเดียว ตายก็ครั้งเดียว พระพุทธเจ้าท่านให้เราทำความดี เวลารํ่ารวย มีฐานะ มียศ มีตำแหน่ง มีคุณธรรม ใครเขาก็อยากมาเป็นเพื่อน ใครเขาก็อยากเป็นญาติเป็นวงศ์ตระกูล

อย่าไปติดความสุขความสะดวกความสบาย ให้เสียสละไว้มากๆ เราเกิดมานี้เรามีภาระนะ เรามีร่างกาย เราต้องให้ปัจจัย ๔ แก่ร่างกาย คือให้อาหาร ให้ที่อยู่อาศัย ให้เสื้อผ้าอาภรณ์ ให้ยารักษาโรค แก่ร่างกายเรา ถ้าเราไม่ขยันไม่หมั่นไม่เพียร ปัจจัย ๔ เราจะเอามาจากที่ไหน เราช่วยเหลือตนเองได้ ยังจะต้องช่วยเหลือพ่อแม่ญาติพี่น้อง ประเทศชาติบ้านเมือง เราจึงมีความจำเป็นที่ต้องขยันหมั่นเพียร อดทนให้มากๆ ไว้

พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราโทษตนเองว่าเราจน เราลำบาก ถ้าจะโทษ ก็โทษว่าเราขยันไม่พอ เราเป็นคนขี้เกียจมันถึงจนทรัพย์สินเงินทอง จนใจ จนปัญญา มันจนทั้งกายทั้งใจ เพราะเราเป็นคนขี้เกียจ เป็นพันธุ์ขี้เกียจ พันธุ์ใช้ไม่ได้ เป็นพันธุ์เปรต พันธุ์ผี พันธุ์พญามาร เราต้องปรับปรุงตนเอง เป็นคนพันธุ์ดี เป็นพันธุ์ของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านี้พันธุ์ขยันนะ เทคโนโลยีมันมีมาก ความสะดวกสบายมันมีมากเท่าไร คนมันยิ่งติดยิ่งขี้เกียจ

เขาจะแก้ไขฐานะ แก้ไขการงาน เขาก็แก้ที่จิตที่ใจ ให้เป็นคนพันธุ์ขยัน เมื่อเราเป็นคนขี้เกียจ ลูกเกิดมาหลานเกิดมาก็ต้องเป็นพันธุ์ขี้เกียจ กลายเป็นพันธุ์ทุกข์ยากลำบากยากจน เป็นคนไม่ปรับปรุงไม่พัฒนาสายพันธุ์ พืชผักผลไม้ต่างๆ เขายังมีการปรับปรุงสายพันธุ์นะ แต่มนุษย์เรานี้ส่วนใหญ่ยังไม่ได้เน้นการพัฒนาสายพันธุ์ เพื่อให้สายพันธุ์ดี

การพัฒนาสายพันธุ์มาพัฒนาให้เป็นคนดีคนขยันนี้แหละ ถ้าเราไม่ปรับปรุงแก้ไขตนเอง เราก็เป็นทาสของกิเลสอยู่ร่ำไป เป็นทาสของพญามาร สุดท้ายเราก็เป็นลูกจ้าง เป็นทาสของเถ้าแก่เจ้าของโรงงาน เป็นคนงานบริษัทโน้นบริษัทนี้ สาเหตุก็เนื่องมาจากเราเป็นคนขี้เกียจ ความขยันไม่เพียงพอ

การเรียนการศึกษาของเรามันน่าจะไปไกลกว่านี้มากอยู่นะ ก็เพราะความขี้เกียจขี้คร้าน ความไม่พากเพียร ความไม่เอาใจใส่ ความไม่กระตือรือร้น มัวแต่เอาเวลาไปใช้ในการโทรศัพท์ ไปเล่นอินเตอร์เน็ต ดูหนัง ฟังเพลง ดูคอนเสิร์ต ไปเที่ยว ไปเล่น สรวลเสเฮฮา เวลาเรามันจำกัด ปีหนึ่งก็ ๓๖๕ วัน มี ๓ เทอม เราเป็นคนไม่รู้จักคุณค่าของเวลา เวลาจะสอบเราจะเอารู้ความสามารถมาจากที่ไหน เพราะเราอ่านหนังสือท่องหนังสือไม่เพียงพอ บาปกรรมมันเลยตามสนองเรา ถึงเวลาสอบเหงื่อกาฬกำปากกาจนมือเปียกหมด คิดอะไรไม่ออก

คนเรามันชอบตั้งแต่แต่งกาย แต่งตัว แต่งหน้า เพื่อให้คนอื่นเขาเห็นว่าเราดูดี ดูโก้ ดูสวย มันยังใช้ไม่ได้ มันต้องแต่งปฏิปทา แต่งการประพฤติปฏิบัติของเรา คนเรานะ ความสวยความงามมันอยู่ที่เป็นคนดีเป็นคนขยัน คนสวยๆ งามๆ อยู่ร่วมรวมกันไม่กี่วัน เดี๋ยวก็เห็นยักษ์เห็นมารออกมา

เราจะไปโทษคนอื่นว่าเขาไม่รักเรา เขาไม่เคารพนับถือเรา พูดอย่างนี้มันไม่ถูก คนเราจะรักเคารพใครเขาต้องดูให้ดีๆ ถึงจะเคารพรักได้ เพราะคนเรามันเคารพกันอยู่ที่ความดี มันต้องมีความดีให้รักให้เคารพ ถึงจะเคารพได้ เราจะไปว่าคนอื่นอย่างโน้นอย่างนี้ไม่ได้ เพราะปัญหาต่างๆ มันอยู่ที่ตัวเรา อยู่ที่ปฏิปทาของเราเอง เราอยู่กับคนอื่น เราก็ต้องเป็นผู้ให้คนอื่น ไม่ใช่คอยเผาคนอื่น คอยเอาประโยชน์จากคนอื่น

“ถ้าเราเป็นคนมักง่าย จะเป็นเหตุให้ลำบากภายหลัง”

สิ่งที่มันทำยาก สิ่งที่มันต้องฝืน ต้องอด ต้องทน ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี ถือว่าเป็นสิ่งที่เราจะได้ฝึกตน ถ้านักเรียนเรียนดีๆ คุณครูเขาก็จะจัดให้ไปอยู่ห้องเดียวกัน เพื่อจะได้แข่งขันทำความดีกัน หมู่บ้านไหนเขาขยัน ส่วนใหญ่เขาขยันกันหมด สถานะเขาถึงทัดเทียมกัน อย่างคนประเทศสิงคโปร์ ประเทศเล็กๆ เท่ากับอำเภอหนึ่งของประเทศไทยเรา ทรัพยากรเขาก็ไม่มีนะ เขาอยู่กันน้อยๆ เขาเป็นคนขยัน แข่งขันกันทำความดี ประเทศเล็กๆ เขาไม่น่าจะรวยกว่าเราเลย แต่เขารวยกว่าเรา เราต้องเป็นลูกน้องเขา เป็นลูกจ้างเขา เพราะถือว่าเขาเป็นคนขยันกว่าเรา เขามีสติมีปัญญากว่าเรา เพราะคนขยันคือคนมีสติปัญญา คนขี้เกียจขี้คร้านก็คือคนไม่มีสติไม่มีปัญญา

อย่างประเทศเรานี้ ที่ดินก็มีมาก ทรัพยากรก็มีมาก แต่มันแพ้เขาเพราะความขยันไม่เพียงพอ ถ้าขยันมากกว่านี้ มีความกระตือรือร้น ปรับปรุงสายพันธุ์ขยันขึ้นอีก ชีวิตมันคงดีกว่านี้ คุณธรรมมันคงมีมากกว่านี้นะ

ถ้าเราไม่ขยันเราก็เป็นคนยากจน ถ้าเราเป็นพระที่ขยัน เราก็เข้าถึงคุณธรรมก็เป็นพระอริยเจ้า เรื่องพูดไม่ได้เทศน์ไม่ได้นี้ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่หมดกิเลส ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ถ้าเป็นพระเรานี้ เราต้องพัฒนาตัวเราเอง อย่าไปแก้ไขภายนอก เพราะปัญหาต่างๆ มันอยู่ที่ตัวเองมันไม่ได้อยู่ที่ภายนอก ถ้าเป็นโยมก็พัฒนาที่ตัวโยมเอง พัฒนาอาชีพ พัฒนาถิ่นฐานบ้านเกิดเมืองนอน อย่าพากันหนีไปเมืองอื่น ให้พัฒนาตัวเองและอาชีพของตัวเอง เราไปอยู่เมืองหลวงไปอยู่เมืองนอกเมืองนา แสดงว่าเรามันเป็นคนที่ไม่พัฒนาตัวเอง ไม่พัฒนาถิ่นฐานบ้านเกิดอาชีพการงาน

คนเราถ้ามันขยันมันต้องรวย รู้จักใช้สติใช้ปัญญาในการทำมาหากิน เราต้องเป็นคนคิดให้เป็นนะ จะมัวแต่ไปเป็นลูกจ้างเขาอย่างเดียวมันไม่ถูกต้อง มันต้องอดต้องทนเก็บหอมรอมริบ เพราะต้นทุนเรายังต่ำ เรามันยังเป็นคนจนอยู่ มันจะขี้เกียจขี้คร้านไม่ได้ มันจนทั้งทางกายจนทั้งทางใจอยู่

เมื่อเรายังมีลมหายใจอยู่ถือว่าเป็นผู้ประเสริฐ เราต้องต่อสู้ กระตือรือร้น เราจะไปโทษว่าเรามันเป็นคนจนอยู่ในสถานที่แห้งแล้ง เราไปคิดอย่างนั้นมันไม่ถูก ใช้ไม่ได้ ยิ่งเราจนเราก็ต้องยิ่งขยัน ยิ่งเราไม่มีคุณธรรม เราต้องยิ่งทำความเพียร

การสร้างความดีสร้างบารมีมันก็ย่อมเป็นเรื่องยากลำบากเป็นธรรมดา ถ้าไม่ยากไม่ลำบากก็ไม่ชื่อว่าเป็นการสร้างบารมี เราอยู่ที่บ้านอยู่ที่ถิ่นถือว่าคนขยันมันมีน้อย คนที่เป็นตัวอย่างมันมีน้อย ให้เราระลึกนึกถึงพระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้าท่านเป็นบุคคลที่ขี้เกียจไม่เป็น ต้องระลึกถึงท่านไว้ให้ดีๆ ตั้งมั่นในพระพุทธเจ้าไว้

เวลามันมีจำกัด เราจะเอาเวลาไปดูทีวี คุยโทรศัพท์ ฟังเพลง ไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนไม่ได้นะ ไม่อย่างนั้นเทพเจ้าที่ไหนจะมาช่วยเราไหว ไม่อย่างนั้นครูบาอาจารย์ที่ไหนจะมาช่วยเราไหว เพราะตัวเราไม่ช่วยเหลือตัวเอง

การที่จะเป็นคนดีได้มันต้องทวนกระแส คนที่ไม่ทวนกระแสแสดงว่าเป็นผู้ที่ไม่มีความสามารถ ไม่มีศักยภาพ เป็นบุคคลที่น่ารังเกียจ ไม่รู้จักแก้ไขตัวเอง

อย่าให้เวลาเราหมดไปโดยเปล่าประโยชน์ พระพุทธเจ้าท่านให้เราเอาใจใส่ในตัวเอง เอาใจใส่ในหน้าที่การงานของตัวเอง

การที่เราตัดบาปตัดกรรมได้นั้น เราต้องมาเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองนะ ถ้าเราไม่เปลี่ยนพฤติกรรมเราก็จะเป็นคนบาปไปเรื่อย อย่างพระของเรานี้ พระพุทธเจ้าท่านให้ดูแลตนเองว่าให้คิด ให้พูด ให้ทำแต่สิ่งที่ดี ให้ขยัน ให้อดทนทำความดี ๑๕ วัน ให้ลงอุโบสถปาฏิโมกข์ครั้งหนึ่ง เพื่อจะได้ดูความบกพร่องของตนเองว่า ตนเองทำผิดพระวินัยข้อไหนบ้าง หรือความบกพร่องด่างพร้อยอะไร จะได้รู้ตัวเองว่าเราได้ทำความผิดอะไรไปบ้าง เพื่อจะได้แก้ไขตัดกรรมตัดเวรที่ตัวเองทำผิดพลาดไว้ จะได้ไม่ทำความผิดอีก

เราต้องแก้ไข เราถึงได้ดีนะ คนอื่นบอกเรา สอนเรา บังคับเรา แล้วเราก็ต้องบอกเราสอนเรายิ่งๆ ขึ้นไป ถ้าเราไม่ทำอย่างนี้ไม่ปฏิบัติอย่างนี้ ชีวิตของเราจะแย่ตกต่ำไปทุกวัน ไม่มีอะไรดีขึ้น เราไม่อยากทุกข์มันก็ต้องทุกข์ เราไม่อยากจนเราก็ต้องจน เพราะกรรมคือการกระทำของเรามันทำให้เราทุกข์ ทำให้เรายากจน พ่อแม่ของเราท่านก็เป็นคนธรรมดา ส่วนใหญ่ก็ถือว่ายังขี้เกียจอยู่ ความขี้เกียจนี้คืออบายมุข ถ้าติดขี้เกียจคือติดอบายมุข โอกาสต่อไปเราก็ให้ถือว่า เราจะไม่ขี้เกียจขี้คร้าน ไม่ติดอบายมุขอีกแล้ว เราจะเป็นอภิชาตบุตร เป็นบุตรที่พัฒนาตัวเองให้ยิ่งๆ ขึ้นไปได้มากกว่าพ่อแม่ญาติพี่น้องวงศ์ตระกูล เราจะปรับปรุงสายพันธุ์ใหม่เพื่อเกิดประโยชน์ต่อตนเอง ต่อสังคมยิ่งๆ ขึ้นไป

จงอย่าปล่อยโอกาสให้มันสายเกินไป “ที่มันจะแก้ไขไม่ได้ก็เพราะมันสายเกินไป” แล้วก็ได้แต่มานั่งคิดนอนคิดว่าเราจะทำมาหากินอะไรเลี้ยงครอบครัว !

คนเราถ้ามันทำดีมากๆ จิตใจมันมีกำลัง จิตใจมันมีความสุข ถ้าความดีเรามีน้อย ความเสียสละเรามีน้อย จิตใจมันมีความทุกข์นะ จิตใจไม่มีกำลัง จะเป็นเหตุให้จิตใจเศร้าหมอง สาเหตุมันเนื่องมาจากจิตใจของเราที่เป็นคนไม่เสียสละ ระวังนะ การปล่อยวางกับขี้เกียจน่ะมันจะหลงกัน เราจะเอาความขี้เกียจเป็นการปล่อยวางมันไม่ถูก การปล่อยวางต้องเป็นการปล่อยวางความขี้เกียจออกจากใจเรา

ความขี้เกียจนี้มันก็คิดว่าแค่นี้ก็พอแล้ว แค่นี้ก็ดีแล้ว เราจะกระตือรือร้นไปทำไม ตายไปแล้วเอาอะไรไปด้วยก็ไม่ได้ ความคิดนี้มันคนไม่มีสติปัญญา มันเป็นความคิดของกิเลสนะ แสดงว่ากิเลสมันเก่งกว่าเรา มันจะเอาความขี้เกียจมาเป็นการปล่อยวาง อย่างนั้นไม่ได้ “เจ้าตัวนี้คือกิเลส มันใหญ่โตมาก ตัวเป็นขน” ให้รู้มันนะ

นักปฏิบัติอย่าได้พากันเข้าใจผิด เอาตัวขี้เกียจมาเป็นการปล่อยวาง ทำตามกิเลส คิดว่าตัวเองเป็นคนปล่อยวาง อย่าได้ทำตามความยึดมั่นถือมั่นของตัวเอง อะไรก็เอาแต่ไม่ยึดมั่นถือมั่น ศีลก็ทิ้งไปหมด ธรรมก็ทิ้งไปหมด วินัยก็ทิ้งไปหมด เรามันปล่อยวางไม่ถูก ไปปล่อยวางพระธรรมวินัยทิ้งไปหมด เดี๋ยวจะเป็นคนไม่มีหลักมีเกณฑ์ ไม่มีข้อวัตรปฏิบัติ

คนบ้ามันก็ปล่อยวางเก่งเหมือนกันนะ เสื้อผ้าไม่ใส่มันก็ไม่อาย ใส่เสื้อผ้าขาดๆ สกปรก มอมแมม เดินเก็บขยะอยู่ตามถนนหนทาง คนบ้าไม่อายใครหรอก เพราะว่ามันปล่อยวาง เรียกว่าปล่อยวางอย่างคนบ้า คนบ้านี่ถ้าเอาอาหารมาไว้ข้างหน้าหลายๆ อย่าง ทั้งที่อร่อยและไม่อร่อย คนบ้าจะเลือกกินแต่ของที่อร่อยๆ แสดงว่ามันเป็นคนเห็นแก่ตัวจนเป็นคนบ้า “การที่เราทำตามใจตนเองเป็นเชื้อสายของคนบ้านะ”

พระพุทธเจ้าท่านให้เรารักษาโรคบ้าโดยการไม่ทำตามใจตนเอง คนเรานี่ไม่ต้องคิดอะไรมาก เพียงแต่ทำตามพระพุทธเจ้าสอน ทำตามศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๒๒๗ นะ เพียงแต่ทำตามไม่ต้องคิดอะไรมาก เราจะได้ดีเอง ไม่ต้องลังเลสงสัย อย่าได้ลูบๆ คลำๆ อยู่นั่น อย่าไปสงสัยว่าถูกหรือเปล่า ถ้าทำตามพระพุทธเจ้าก็ต้องถูกแน่นอน ไม่ต้องไปคิดไปค้นคว้าให้มันเหนื่อย ให้มันเสียเวลา ทำอย่างนี้ ปฏิบัติอย่างนี้ มันไม่มีอะไรสลับซับซ้อนที่ให้เราคิด ให้เราวุ่นวาย เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านค้นคว้าให้เราแล้ว มันเป็นสูตรสำเร็จรูปอยู่แล้ว เพียงแต่เราประพฤติปฏิบัติตาม ความเจริญ ความงอกงามก็จะเกิดขึ้นกับเราเอง

พระพุทธเจ้าท่านว่าอย่างไร เราเอาอย่างนั้น เราก็จะได้ไม่ผิดพลาดผิดหวังในชีวิต ได้ถึงมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ ปัจจัย ๔ ข้าวของเงินทอง ลาภยศสรรเสริญมันจะตามเรามาเอง พร้อมทั้งเราได้ปรับปรุงสายพันธุ์ของเรา เราจะได้มีอริยทรัพย์ยิ่งๆ ขึ้นไป ชีวิตของเราก็จะมีแต่ความสุข ความสงบ ความร่มเย็น

การศึกษาหาความรู้มันควบคู่กับคุณธรรมนะ มันจะแยกกันไม่ได้ ถ้าแยกกันแล้ว ประเทศชาติบ้านเมืองจะเดือดร้อน เพราะไปมุ่งแต่ทางวัตถุ ทิ้งเรื่องจิตเรื่องใจเรื่องคุณธรรม พระพุทธเจ้าท่านให้กลับมาปรับปรุงแก้ไข กาย วาจา ใจ ถึงจะเป็นคนที่น่าเคารพนับถือ กราบไหว้ตนเองได้ คนอื่นก็ไว้วางใจ ที่เรามีปัญหาทุกวันนี้เพราะความดีความเสียสละยังไม่เพียงพอ ยังน้อยอยู่ ความขี้เกียจขี้คร้านของเรายังมีมาก แล้วใครจะมารักเรา ใครจะมาเคารพนับถือเรา ?

คนที่ต้องการความเจริญนั้นต้องก้าวไปด้วยความดี ด้วยการประพฤติปฏิบัติ เราอยู่ที่อยู่ไหน สถานที่นั้นคือสถานที่ประพฤติปฏิบัติของเรา เราอยู่ที่บ้านของเรา นั่นแหละคือสถานที่ปฏิบัติธรรม เราอยู่ที่ทำงานอยู่ที่สำนักงาน ที่นั่นแหละคือที่ปฏิบัติธรรมของเรา ให้เราทำความดี ให้เราเสียสละ เราอยู่กับบ้านอยู่กับที่ทำงาน มันมีสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้เราหลงไปตามอยู่มาก ไม่ว่ารูปสวยๆ เสียงเพราะๆ มีทั้งสิ่งที่ดีไม่ดีเยอะแยะมากมายเลย

พระพุทธเจ้าท่านให้เราเป็นตัวของตัวเอง ให้ทำดี ทำงานให้มีความสุข อย่าไปตื่นเต้นตามสิ่งแวดล้อม ในโลกนี้มันเป็นอย่างนี้แหละ มันมีสิ่งที่ดีสิ่งที่ไม่ดีปะปนกันไป มีความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพราก มันไม่มีอะไรไปมากกว่านี้ ช่วงนี้แหละ จังหวะนี้แหละ เป็นการรักษาศีล เป็นการทำสมาธิของเรา เป็นการเจริญสติ เจริญปัญญาของเรา พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราปล่อยโอกาสปล่อยเวลาให้เพลิดเพลินกับสิ่งต่างๆ

พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป มันไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น เราอย่าไปติดอกติดใจ เสียใจกับสิ่งนั้นๆ ให้เราถือโอกาสประพฤติปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันของเราไปเรื่อยๆ

เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องสำคัญของเรา อย่าได้ปล่อยโอกาส ปล่อยเวลา โดยที่ไม่ปรับปรุงแก้ไขให้ตัวเองมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา นี่แหละเขาเรียกว่าการประพฤติปฏิบัติธรรม มันถึงทำได้ทุกหนทุกแห่ง เรามีโอกาส มีเวลา เราค่อยมาเพิ่มปัญญาบารมี สมาธิบารมี ศีลบารมีที่วัด เหมือนที่เรากำลังกระทำกันอยู่

พระพุทธเจ้าท่านให้เรารู้จักความสงบนะ ความสงบมันอยู่ที่ใจของเรา ถ้าเราคิดเป็นคิดถูกต้อง “ในสิ่งที่มันไม่ดีก็ทำใจให้ดี มีปัญญา สิ่งที่มันดีก็ทำให้ใจของเราไม่หลง” เราปฏิบัติไปอย่างนี้ ทำอย่างนี้นะ เราก็จะได้ปฏิบัติตัวเองไปโดยอัตโนมัติ เหมือนต้นไม้ต้นหนึ่งเราปลูกไว้ เราให้น้ำให้ปุ๋ยมันก็โตวันโตคืน เราไม่รู้ว่ามันโตเมื่อไหร่ แต่มันโต สุดท้ายมันก็เป็นต้นไม้ใหญ่ เราฝึกพื้นฐานของเราไปเรื่อยๆ เราเดิน นั่ง นอน ก็ให้ใจของเราอยู่กับเนื้อกับตัว เราทำงานก็ให้ใจของเราอยู่กับการทำงาน “คนเรานะถ้าใจมันอยู่กับเนื้อกับตัว จิตใจมันมีความสุขมีความสงบ มันไม่มีความฟุ้งซ่าน”

เราฝึกบ่อยๆ จิตใจของเรามันจะสงบ จะเย็น จะเป็นคนมีสมาธิ มีปัญญา ฝึกพื้นฐานไว้ดีๆ ฝึกหายใจเข้าหายใจออกให้สบายๆ ไว้ เราอยู่ที่ไหนก็ฝึกหายใจเข้าสบายไว้ออกสบายไว้ เรามีความสุขในการทำงาน มีความสุขกับการหายใจเข้าสบายออกสบาย

เมื่อใดเราไม่ได้อยู่กับลมหายใจ เราก็อยู่กับการทำงาน การเดิน การนั่งให้มันสงบ ฝึกไปอย่างนี้แหละ ฝึกทุกๆ วัน วันไหนก็ทำแต่สิ่งเก่าอย่างนี้แหละ เดี๋ยวมันก็ชำนาญขึ้นเอง แต่ก่อนมันเป็นความรู้เฉยๆ แต่เมื่อเราทำบ่อยๆ มันก็ชำนาญขึ้น

การปฏิบัติธรรมการทำความดีนี้ พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนเราว่า “อย่าได้เบื่อ” เหมือนคนเรานี้มันต้องหายใจเข้าหายใจออก เราจะไปเบื่อหายใจไม่ได้ “ถ้าเราเบื่อหายใจ แสดงว่าเราต้องตายนะ !” “ความดีเป็นสิ่งที่เราต้องทำถ้าเราไม่ทำแสดงว่าเราตายจากความดี” ทำไปเรื่อยๆ ดูความขาดตกบกพร่องของตัวเอง

สัมมาสมาธิ ความตั้งใจมั่น เราต้องตั้งใจมั่นตลอดกาล เป็นผู้ที่เที่ยงแท้แน่นอนในความดี เป็นผู้ที่เดินหน้าอย่างเดียว ไม่หยุด ไม่กลับหลัง เขาเรียกว่าเข้าถึงกระแสของความดี เข้าถึงกระแสของ “พระนิพพาน” ถ้าเราทำไปเดี๋ยวก็หยุดอะไรอย่างนี้ การประพฤติการปฏิบัติธรรมมันก็ไม่ได้ผล เมื่อเราไม่เข้าถึงความดี ตนเองก็เคารพนับถือตนเองไม่ได้ ทุกอย่างมันขัดข้องไปหมด ไม่มีอะไรที่จะเปลี่ยนแปลงวิทยฐานะเราได้ นอกจากเราเป็นคนดี เป็นคนเสียสละ

ชีวิตของเรามันก็เหมือนที่เขาไปเข้าโรงเรียนนี้แหละ เขาไปเรียนปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก แต่นั่นมันเป็นการเรียนหนังสือ แต่นี่มันคือการปฏิบัติธรรม การปฏิบัติธรรมเป็นการทำปริญญาในจิตใจ การทำปริญญาทางหนังสือนี่ก็ยังลำบาก แต่การทำปริญญาในการประพฤติปฏิบัติธรรมมันลำบากกว่ากันตั้งเยอะ

พระพุทธเจ้าตอนที่ท่านตรัสรู้ใหม่ๆ ท่านยังท้อพระทัยเลยว่า ธรรมะที่เราตรัสรู้นี้มันทวนกระแส มันเห็นตรงกันข้ามกับโลกที่เป็นอยู่ เราจะไปเทศน์ไปสอนให้ใครเข้าใจได้ เพราะมันเป็นธรรมะที่ไม่ตามใจใคร มันทวนกระแส ต้องอด ต้องทน ต้องฝืน พระพุทธเจ้าท่านบำเพ็ญพระบารมีมามาก ท่านอาศัยความเมตตา ความกรุณา ท่านก็ได้มาระลึกนึกถึงดอกบัว ๔ เหล่า ท่านถึงได้ทรงเมตตาสั่งสอนเวไนยสัตว์

ให้ทุกท่านทุกคนนี้จงเข้าใจคำว่าปฏิบัติธรรม มันเป็นสิ่งที่ทวนกระแส ทุกๆ คนปฏิบัติได้ ทุกๆ คนทำได้ มันยากมันลำบากก็จริงอยู่ แต่ว่ามันมีคุณค่ามากๆ มันนำความสุขความดับทุกข์มาให้เราในอนาคตได้แน่นอน ไม่ต้องสงสัย

หวังว่าทุกท่านทุกคนจะได้นำพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเสริฐอันมีค่าหาประมาณมิได้ ไปประพฤติปฏิบัติด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ...


พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย
เช้าวันเสาร์ที่ ๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๕


:b8: :b8: :b8: คัดลอกเนื้อหามาจาก ::
หนังสือ สมบัติของพ่อ
หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม เล่มที่ ๒


:b44: รวมคำสอน “หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=47448

:b44: ประมวลภาพ “หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=38&t=37258


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 06 ต.ค. 2019, 19:15 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ธ.ค. 2008, 09:34
โพสต์: 1088


 ข้อมูลส่วนตัว


4Aขออนุโมทนาสาธุการค่ะ :b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร


cron