วันเวลาปัจจุบัน 13 ธ.ค. 2019, 00:04  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 13 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ม.ค. 2010, 13:31 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ม.ค. 2010, 13:20
โพสต์: 4

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ตอนนี้ดิฉันกำลังคิดแก้ปัญหาเรื่องความรัก กับคุณแม่อยู่ค่ะ ดิฉันเป็นลูกคนเดียวของคุณพ่อคุณแม่ ตอนนี้คบหากับผู้ชายคนนึง ในความรู้สึกดิฉัน ผู้ชายคนนี้เป็นคนดี แต่คุณแม่ไม่ชอบเค้าเพราะ
1. การศึกษาและฐานะทางสังคมของผู้ชายคนนี้ด้อยกว่า (ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วฐานะทางการเงินไม่ได้ขัดสนจนนยาก และมีการงานทำมั่นคง)
2. เป็นคนต่างชาติ ที่ถ้าหากย้ายมาทำงานในเมืองไทย คงไม่เจริญก้าวหน้าเท่าที่ทำอยู่ที่ประเทศอื่น

ตอนนี้ดิฉันเลยสับสนมาก เพราะถ้าหากแต่งงานกันไปดิฉันต้องย้ายไปอยุ่ต่างประเทศ (ซึ่งเป็นการดีต่ออนาคตของดิฉัน) แต่แม่บอกว่าาดิฉันทิ้งเค้า และรักผู้ชายมากกว่าเค้า....

ซึ่งดิฉันก็บอกแกไปว่า ถ้าดิฉันแต่งงาน ดิฉันก็จะไม่ละเลยที่จะดูแลแม่แน่นอน..อย่างน้อยก็ต้องส่งสตางค์มาให้ และมาเยี่ยมเป็นระยะ ซึ่งแม่ก็บอกว่า มันไม่เหมือนกัน คนเราอยู่ห่างไกลกัน จะดูแลกันได้อย่างไร?

แบบนี้แปลว่าถ้าดิฉันจะแต่งงาน แปลว่าดิฉัน เป็นลูกอกตัญญูหรือไม่คะ?


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ม.ค. 2010, 15:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 พ.ย. 2009, 17:20
โพสต์: 532

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ท่านยกเรื่องอกตัญญูขึ้นมาว่า ก็เพราะความยึดหมั่น ความผูกมัด ความอาลัยอาวรณ์ ความห่วง ความไม่อยากที่จะพลัดพราก แต่โดยแท้แล้วสรรพสิ่ง สรรพสัตว์ มีความผันแปร พลัดพรากกันทั้งหมด ไม่ใช่สิ่งที่จะยึดติดกันได้จริง เราเอาความจริงนี้ไปบอกท่าน และบอกว่าฝึกปลงใจไปก่อน เรียนรู้การพลัดพรากกันก่อน หากพลัดพรากกันจริงจะไม่ได้เป็นทุกข์กังวล เป็นบททดสอบนะบอกท่าน ส่วนกตัญญูนะเรารู้หมดแล้วจะต้องทำอย่างไร ไม่ต้องว่ามาก เตือนใจเรา และท่าน ธาตุอนิจจัง ธาตุผันแปร แค่สัมพันธ์ไม่ได้ผูกมัดกันจริง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ม.ค. 2010, 17:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 ธ.ค. 2009, 09:12
โพสต์: 9

แนวปฏิบัติ: พอง-ยุบ
งานอดิเรก: เรียน
สิ่งที่ชื่นชอบ: BTS
ชื่อเล่น: จันทร์
อายุ: 20
ที่อยู่: ห้องเล็กๆ

 ข้อมูลส่วนตัว


:b9: ผมคิดว่าไม่น่ะครับเพราะว่าถ้าไปอยู่ไกลแล้วใจยังคิดถึงเป็นห่วง..ทั้งยังคิดที่จะกลับมาเยี่ยมเป็นระยะ ๆ....แต่ก็ต้องเข้าใจแม่น่ะครับแกกลัวที่จะไม่มีคนดูแลเป็นธรรมชาติของคนวัยชรา..ทั้ง ๆที่ใจก็อยากไห้ลูกไปได้ดี.. :b9:

.....................................................
การสร้างวัดนั้นเป็นสิ่งสำคัญก็จริง แค่เป็นได้แค่เพียงมรดกโลก
แต่การสร้างคนให้เป็นพระนั้น สำคัญยิ่งกว่าเพราะจะได้เป็นมรดกธรรม


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ม.ค. 2010, 17:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ต.ค. 2009, 17:14
โพสต์: 84

แนวปฏิบัติ: ตามดูจิต
งานอดิเรก: เลี้ยงแมว/ดูหนัง/เล่นเนต
สิ่งที่ชื่นชอบ: ธรรมะ
อายุ: 27

 ข้อมูลส่วนตัว


ปัญหาของคุณ จขกท. จัดเป็นปัญหากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ดิฉันตอบได้เลยว่าเรื่องนี้ใครไม่เจอกับตัว มันอธิบายยาก เพราะคุณคือคนที่อยู่ตรงกลางระหว่าง ความรัก ของคนทั้งสอง...เอาเป็นว่า ดิฉันเป็นพวกผ่านมาแล้ว ก็ขอเล่าเรื่องที่ตัวเองผ่านมาให้ฟัง เผื่อจะทำให้คุณ จขกท. ได้แนวทางในการตัดสินใจได้บ้างนะคะ

ปัจจุบันดิฉันแยกทางกับ สามีแล้วนะคะ
แต่จะย้อนอดีตแชร์ให้ฟัง แล้วคุณจะรู้ว่าเรื่องเราคล้ายๆกันมาก
ตอนที่ดิฉันคบกับสามี "ในความรู้สึกดิฉัน ผู้ชายคนนี้เป็นคนดี " (เหมือนกันมั้ยคะ)
และเขาก็ดีจริงๆนะคะ เป็นคนซื่อสัตย์ ไม่นอกลู่นอกทาง มีน้ำใจคอยช่วยเหลือทั้งดิฉัน และ ครอบครัวดิฉันมาตลอด ดิฉันตอบกับตัวเองเลยว่า "เขาคนนี้แหละที่ดิฉันต้องการ"

แต่ปัญหามันก็คือว่า พอดิฉันเรียนจบและทำงานได้ไม่ถึง 1 ปี เรียกว่ากำลังตั้งไข่ชีวิตเลยล่ะค่ะ
สามีก็ขอดิฉันแต่งงาน ตอนนั้นดิฉันอายุแค่ 23 ปีเอง...ตอนนั้นสภาพครอบครัวของดิฉันไม่มีไรดีเลยค่ะ สร้างหนี้สินตลอดเวลา แต่สามีก็คอยช่วยเหลือ จนทำให้ดิฉันเข้าใจว่า เขาน่าจะยอมรับในสิ่งที่ดิฉันและครอบครัวเป็นได้...ฉันเลยตอบตกลง

ใครต่อใครต่างคัดค้านเพราะเห็นว่าฉันยังเด็กเกินไป และยังใช้ชีวิตไม่คุ้มค่า ไหนจะเพิ่งเรียนจบอีก คำถามที่ตามมาก็คือ ทำไมต้องรีบแต่ง (ใครๆก็หาว่าดิฉันท้อง แต่จริงๆม่ายช่ายสักหน่อย อิๆ)
จำได้ว่าตอนที่ไปบอกแม่ว่าจะแต่งงาน แม่นิ่งไป แล้วก็ตามมาด้วยคำตอบที่ว่า "โตแล้ว ก็ตัดสินใจเอาเอง"

ดิฉันก็เข้าใจว่าแม่ไม่ว่า แต่ถึงจะว่าและขัดค้าน ดิฉันก็ไม่สนใจ....
ระหว่างที่รอกำหนด ดิฉันไม่มีความพร้อมเลย ทำงานจนถึงก่อนแต่งงานเพียงแค่ 1 อาทิตย์ แต่คุณรู้ไหมค่ะ ว่าตั้งแต่บอกแม่ว่าจะแต่งงาน ดิฉันกับแม่มีปัญหาทะเลาะกันมาตลอดเลย

ดิฉันก็เป็นลูกคนเดียวเหมือนคุณ จขกท. นั้นแหละค่ะ
แม่ดิฉันอาศัยอยู่กับยาย แยกทางกับคุณพ่อ
พอท่านแยกทางกับคุณพ่อ ก็มามีครอบครัวใหม่ และท่านก็แยกทางกับครอบครัวใหม่
มันไม่แปลกที่ท่านจะรู้สึก กลัวว่าตัวเองจะไม่มีใคร
และด้วยหน้าที่การงานดิฉันจึงต้องอยู่ในเมืองหลวงเท่านั้น
ยิ่งถ้าแต่งงาน ก็ต้องอยู่แน่นอน
แม่ดิฉันเคยหวังว่าเมื่อดิฉันเรียนจบก็ให้กลับไปต่างจังหวัด
แต่เมื่อดิฉันไม่กลับ ท่านก็หวังที่จะมาอยู่กับดิฉันที่เมืองหลวง

แต่ปัญหาคือ ถ้าดิฉันแต่งงาน ดิฉันต้องไปอาศัยอยู่กับบ้านแม่สามี
และไม่รู้ว่าจะมีบ้านเป็นของตัวเองเมื่อไหร่
และถ้ามีบ้าน ก็ไม่รู้ว่าจะอยู่รวมกันได้ไหม เพราะทางบ้าน (อดีต)แม่สามีก็มีวิถีชีวิตแบบฉบับคนเมืองเป๊ะๆ
คิดมากค่ะ...คิดมาก และคิดมาก่อนแต่งแล้ว
แต่ก็ดึงดัน ซึ่งในขณะเดียวกัน คุณแม่ก้อยอมถอยให้
ก็เลยได้แต่งงาน (แบบไร้แผนชีวิต)
แต่ก็รู้สึกผิดอยู่ในใจลึกๆมาตลอด ตั้งแต่แต่งงานมา

รู้สึกว่า ตัวเองเป็นลูก อกตัญญู เรียนจบแทนที่จะกลับมาตอบแทนดูแล หาสิ่งดีๆให้ท่านก่อน
แต่กลับเลือกความสุขของตัวเอง เพราะกำลังมีความรัก

ที่เขาว่า "ความรักทำให้ตาบอด" สำรับดิฉัน มันไม่ได้บอดที่หลงใหล
แต่มันบอดตรงที่รู้ทั้งรู้ว่ามันยังไม่ถึงเวลา ก็ยังฝืน...

พอแต่งงานจึงได้รู้ว่ามันยากเกินไป เรายังขาดอะไรหลายๆอย่างไป และเสียโอกาสอะไรหลายๆอย่างไป
รวมทั้งความรู้สึกผิดที่ติดมา ดิฉันจึงพยายามชดเชยให้ท่าน ด้วยการ"ไม่ปฏิเสธ" อะไรก็ตามที่ท่านเรียกร้อง...จนกระทั่ง

ดิฉันก็ลืมไปว่า ตัวเองก็มีครอบครัวแล้ว
มีสามีอีกคน กลายเป็นว่าดิฉันถ่ายเทน้ำหนักไม่เป็น
การมีชีวิตคู่ไม่ยากเลย แต่การประคับประคองมันยาก
และยิ่งนานวัน ทั้งแม่ และ สามีก็เริ่มห่างเหินกัน เพราะปัญหาทางบ้านของดิฉัน
แล้วดิฉันจะต้องทำยังไง?? ไม่มีอะไรได้ดั่งใจไปเสียหมด

ตอนนั้นดิฉันรู้สึกว่าไม่สามารถจัดการอะไรได้เลย ทำไรก็ผิดพลาดไปหมด
ไม่กล้าจะทำไรแล้ว แต่สุดท้ายแล้ว สามีเขาก็ตัดสินใจให้ดิฉันเอง
โดยการแยกทาง....

นี่คือจุดแปรผัน...ที่เปลี่ยนชีวิตฉันสิ้นเชิง
ต้องขอบคุณอดีตสามี ที่ตัดสินใจแบบนี้
เพราะมันทำให้ดิฉันได้รู้ว่า
เวลาที่ดิฉันทุกข์ที่สุด คนที่ฉันมองเห็นในวันนั้นคือ แม่และเพื่อน
เวลาที่ดิฉันทุกข์ที่สุดและลำบากที่สุด คนที่ฉันมองเห็นในวันนั้นคือ แม่และเพื่อน
เวลาที่ดิฉันทุกข์ที่สุดและลำบากที่สุด และเสียใจที่สุด
คนที่ฉันมองเห็นในวันนั้นคือ แม่และเพื่อน

ทำไมวันที่ ดิฉันทุกข์ที่สุดและลำบากที่สุด และเสียใจที่สุด กลับไม่มีเขา คนที่ดิฉันเลือก

ดิฉันได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง ปัจจุบัน โลกดิฉันกว้างขึ้น พอๆกับใจที่มันกว้างตาม
อะไรๆบางอย่างเปลี่ยนไป ตามประสบการณ์ชีวิต
แต่สิ่งหนึ่งที่ดิฉันไม่มีวันแปรผันก็คือ
แม่ก็ยังเป็นแม่ที่ดิฉันรัก ตลอดไป
ในขณะที่ สามี ก็เปลี่ยนเป็นอดีตสามี (ต่อไปจะเป็นไงเราไม่รู้ ไม่รู้จิ๊งๆ)


ดิฉันไม่รู้อนาคตกับใครทั้งสิ้นอีกแล้วว่าจะเป็นยังไงต่อไป
แต่ดิฉันรู้อนาคตของฉันกับแม่ ว่าฉันจะอยู่ดูแลแม่ของฉัน ไม่ว่าท่านจะเป็นยังไงก็ตาม
แม่ คือ ความแท้จริง ที่ไม่อาจผันแปร
และจะบอกว่า สบายใจมากที่กลับมาเป็นโสดอีกครั้ง เพราะมันทำให้ดิฉันได้มีโอกาสตอบแทนทั่นได้อย่างเต็มที่

สำหรับคุณ ดิฉันเชื่อว่า ยังมีวิธีอีกมากมาย มันสามารถนำมาใช้ได้สำหรับปัญหานี้
ไม่จำเป็นต้องฝืน และอย่าฝืน ขอให้ทุกๆอย่างเป็นไปตามกาลเวลา และจังหวะ
เวลาระหว่างคุณกับแม่
และ ระหว่างคุณ กับ แฟน มันไม่เท่ากันนะคะ ตรองดูดีๆ
ถ้าคุณฝืน ดิฉันเชื่อว่าคุณจะต้องเจอกับความเจ็บปวดเหมือนดิฉันในวันข้างหน้า
ดิฉันขอให้คุณ ลองใช้เหตุผลให้มากๆ บางเรื่องมันต้องเลือก ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง
ถ้ามันไม่สามารถให้เราได้ทั้งสองอย่างพร้อมๆกัน โปรดจำไว้ว่าให้ทำสิ่งที่ "ดีที่สุด"
เท่านั้นค่ะ และถ้าท่านยอมรับและยินดีจริงๆ ถึงเวลานั้นคุณจะทำไงต่อไปก็คงไม่มีปัญหาอะไรแล้วค่ะ

โชคดีนะคะ

.....................................................
จงขอบคุณเมื่อความทุกข์เกิด เพราะมันคือบทเรียนให้เราก้าวหน้า


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ม.ค. 2010, 18:10 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 มิ.ย. 2008, 22:40
โพสต์: 1769

แนวปฏิบัติ: กินแล้วนอนพักผ่อนกายา
งานอดิเรก: ปลุกคน
สิ่งที่ชื่นชอบ: Tripitaka
ชื่อเล่น: สมสีสี
อายุ: 0
ที่อยู่: overseas

 ข้อมูลส่วนตัว


ความอกตัญญูไม่ได้เกิดเพราะการอยู่ห่างไกลกันแต่อยู่ที่ เจตนาว่าจะไม่ตอบแทนบุญคุณแก่ท่านผู้มีคุณครับ..

เพราะ คุณเป็นลูกคนเดียว คุณแม่จึงหวังฝากฝีฝากไข้ไว้กับคุณว่าจะมาดูแลท่านในยามแก่เฒ่า นี้เป็นความวิตกลึกๆของพ่อแม่โดยมากทั่วๆไป..ที่เลี้ยงลูกแล้วตั้งเป้าหมาย ว่าจะอาศัยพึ่งพิงลูกในบั้นปลายโดยไม่เผื่อใจว่าเงื่อนไขแวดล้อมอื่นๆจะ เบี่ยงเบนอย่างไร จึงเป็นปัญหาเมื่อเกิดแนวโน้มที่ตนจะไม่ได้สิ่งที่คาดหวังไว้ และไม่ยอมรับความเปลี่ยนแปลงนั้นๆ...หรือบางทีก็วิตกจนเกินกว่าเหตุเพราะ ความรักตัวจนไม่ยอมเปิดโอกาสแก่ลูกในการที่จะใช้ชีวิต ตามใจปรารถนา ทำคล้ายๆกับว่าเป็นเจ้าของชีวิตลูกไปในทุกแง่ทุกด้านจนลูกเครียดและกลายเป็น โรคจิตประสาทหรือถูกกดดันจนในที่สุดหาทางออกไปในทางเสื่อมอย่างน่าเสียดายก็มากมาย.

ผู้ที่เป็นพ่อแม่จึงควรวางใจให้ถูกตั้งแต่แรกเริ่มก่อนจะมี ลูกทีเดียวว่า จะเลี้ยงลูกเอาบุญไม่ใช่เลี้ยง"เอาคุณ"..ไม่ คาดหวังหมายมั่นว่าเขาจะต้องเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ตามที่ตนต้องการ แต่เลี้ยงด้วยเมตตาให้ความรู้ให้ปัญญาแก่เขา เมื่อเขามีปัญญาแล้ว ปัญญานั้นเองจะจัดแจงให้เขามีสำนึกในบุญคุณของพ่อแม่และขวนขวายในการใส่ใจ ดูแลท่านในที่สุด และจะทำได้อย่างเต็มใจเต็มที่มากกว่าการถูกบังคับบีบคั้นด้วยอาการบงการของพ่อแม่ด้วยซ้ำ..พ่อแม่ที่จะมีลักษณะนี้คือพ่อแม่ที่มีสติปัญญามากจริงๆ ยิ่งหากเป็นผู้ได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้องแล้วยิ่งลดความขัดแย้งในเรื่องนี้ได้มาก..

สำหรับ ปัญหาของคุณ สิ่งที่จะทำได้ก็คือการคุยกับคุณแม่ว่า บัดนี้คุณได้พบคนที่คุณเห็นว่าเหมาะสม เขาจะสามารถดูแลคุณได้ดี ..บอกท่านว่าแม้ชายคนนี้อาจมีฐานะไม่เท่าเทียมเราเวลานี้แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่มีฐานะดีขึ้นในกาลข้างหน้า..และไม่ว่าฐานะเขาจะเป็นเช่นไร ก็ไม่สำคัญเท่ากับการที่เขา"เป็นคนดี มีความรับผิดชอบ" ...หากร่ำรวยแต่ขาดศีลธรรมและความรับผิดชอบแล้ว ก็รังแต่จะได้แต่ความทุกข์ระทมขมขื่นใจเท่านั้น แม้ทรัพย์ของเขาเราก็คงไม่ได้ติดมือมาสักสลึงหนึ่งเลย..ข้อนี้คุณแม่พึงพิจารณาด้วยใจเป็นธรรมเถิด..

อีกประการหนึ่ง.. เมื่อมีผู้ที่จะคุ้มครองลูกได้ในภายหน้า คุณแม่ก็ควรจะเบาใจหมดกังวลเมื่อเวลาที่ลูกอายุมากขึ้นและต้องอยู่เพียงลำพัง..การที่ลูกจะย้ายไปอยู่ถิ่นไกลก็เพื่อการทำมาหากินตั้งตัวให้อยู่ได้ ลำพังจะอาศัยเกาะคุณแม่อยู่เป็นคนไม่โตเช่นนี้ หากต่อไปไม่มีคุณพ่อคุณแม่ให้พึ่งพิง ลูกก็คงอยู่ไม่รอดเพราะขาดประสบการณ์การต่อสู้ชีวิตด้วยตนเองจริงๆ ถึงเวลานั้นลูกจะพึ่งใครที่ใหนเล่า ขอให้คุณแม่เข้าใจข้อนี้ด้วยเถิด..โปรดอย่าได้เข้าใจว่าลูกไม่คิดตอบแทนพระคุณคุณแม่เลย ลูกสำนึกพระคุณคุณแม่อยู่ตลอดเวลา และจะกระทำการตอบแทนอย่างแน่นอน ขอให้คุณแม่โปรดอย่ากังวลจนจิตเศร้าหมองเลย...ลูกจะกลับมาเยี่ยมคุณแม่แน่นอนเมื่อมีโอกาส และจะติดต่อกับคุณแม่เสมอๆทางโทรศัพท์..
เป็นต้น

พึงเข้าใจความรู้สึกของคุณแม่ด้วยและอย่าได้ถือโกรธปฏิริยาใดๆที่ท่านจะแสดงออก ขอให้เมตตาท่านให้มาก..หากมีญาติอื่นที่สนิทสนม อาจกล่าวฝากฝังให้เขาช่วยดูแลคุณแม่บ้างตามควรเมื่อคุณอยู่ห่างไกล..

ลองพิจารณาดูนะครับ

:b41: :b47: :b41:

.

.....................................................
ศีล ๕ รักษาตนไม่ให้เกิดในอบายภูมิ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ม.ค. 2010, 22:17 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 ต.ค. 2009, 00:02
โพสต์: 111

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


:b48: เป็นปัญหาทั่วไป ของสังคมไทยในปัจจุบัน ที่เห็นกันอยู่มากมาย คนสมัยก่อนมีลูกหลายคน
เมื่อลูกโตขึ้นมา แต่งงานมีครอบครัว ก็จะมีลูกคนใดคนหนึ่ง...ที่เลี้ยงดูพ่อแม่ ส่วนคนที่อยู่ไกลๆ ก็ส่งเงินไปให้ แต่ปัจจุบันแต่ละครอบครัว ส่วนใหญ่มีลูกไม่เกิน 2 คน บางครอบครัวมีลูกคนเดียว
พ่อแม่จึงรักและหวงเป็นธรรมดา อาจจะรู้สึกน้อยใจ...เมื่อลูกรักคนอื่น จะแต่งงานและไปอยู่กับเขา
ยิ่งไปอยู่ไกลๆ ก็ยิ่งห่วงและคิดถึง
:b48: ตัวดิฉันมีลูกสาวคนเดียว คิดว่าเข้าใจความรู้สึกคุณแม่ของคุณ เพราะความรู้สึกของคนเป็นแม่
กับคนที่ไม่เคยมีลูกนั้นต่างกัน...โดยสิ้นเชิง คุณแม่คุณห่วงคุณมากเพราะท่านอาจจะยังไม่แน่ใจในความดีของแฟนคุณ แต่ถึงที่สุดแล้วคุณแม่คุณคงยอมให้แต่งงานกัน ถ้าผู้ชายคนนั้นดีจริงๆ สามารถทำให้คุณแม่คุณยอมรับได้ แต่ตัวท่านคงมีความกังวลใจอยู่บ้าง
:b48: การที่จะให้ลูกมาคอยปรนนิบัติรับใช้เมื่อยามแก่ชรามากๆ ก็อาจจะมี แต่ขณะที่ท่านยังแข็งแรง ลูกก็ควรเอาใจใส่ดูแลท่าน เพราะความตาย..การพลัดพราก...อาจเกิดขึ้นได้...ทุกเมื่อ แล้วคุณเองจะได้ไม่เสียใจ...ภายหลัง ดิฉันสอนลูกเสมอว่า ให้ทำความดีกับแม่ขณะที่แม่มีลมหายใจอยู่ แต่ให้เตรียมใจไว้เสมอ...ถ้าเราจะพลัดพรากจากกัน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 09 ม.ค. 2010, 22:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ม.ค. 2010, 13:20
โพสต์: 4

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขอบคุณมากค่ะทุกๆ คนที่เข้ามาช่วยแสดงความคิดเห็น ทั้งความรู้สึกของตัวเองที่เคยเจอมา ทั้งประสบการณ์ที่เคยเจอ และอีกหลายๆ ท่านที่นำหลักธรรมมะมาเล่าเป็นแนวคิด...ดิฉันจะลองใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ผู้ชายคนนี้ เพื่อให้คุณแม่รู้สึกสบายใจขึ้น จนท่านรู้สึกว่าท่านจะไว้ใจให้ผู้ชายคนนี้ดูแลดิฉันได้...ในขณะเดียวกัน จะไม่ละเลยดูแลท่านตอนนี้ยังสามารถทำได้ และจะฝากฝังไว้กับคนใกล้ชิดถ้าต้้องไปไกลจริงๆ พร้อมทั้งดูแลอยู่ไกลๆ

ดิฉันคิดว่าดิฉันเข้าใจคุณแม่แล้วค่ะ...ขอบคุณทุกๆ ท่านมากอีกครั้งนะคะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ม.ค. 2010, 06:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 19 ส.ค. 2009, 09:31
โพสต์: 639

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ไม่อกตัญญูหรอกค่ะ เหตุของปัญหาของคุณมีสองอย่างค่ะ หนึ่ง...แม่คุณเหงาและห่วงคุณ สอง...คุณมั่นใจในรักของคุณ

ถ้าเป็นจุฬาภินันท์ ขออนุญาตนะคะ ลองคิดดูนะคะ

แม่รักเราชัวร์แบบไม่มีวันทิ้งเราไปไหน แต่ผู้ชาย ช่วงใหม่ๆ น้ำต้มผักยังหวาน ใครคะที่ควรถูกเลือก?

เคสของคุณ ถ้าจะพิสูจน์รักของแฟนคุณ เขาควรเข้าใจและพร้อมจะมาอยู่เมืองไทย นั่นแสดงให้เห็นถึงความไม่เห็นแก่ตัวของเขา และเห็นแก่คุณ อีกทางคือ ชวนแม่คุณไปอยู่ด้วยกันเลย แล้วเขาร่วมรับผิดชอบ แบบว่า รักคุณก็รักแม่คุณด้วย เพราาะคุณรักแม่

น้องเขยของจุฬาภินันท์เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ค่ะ เขาทำให้น้องสาวของจุฬาภินันท์ได้


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ม.ค. 2010, 17:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ม.ค. 2010, 13:20
โพสต์: 4

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขอบคุณคุณ จุฬาภินันท์ มากเช่นกันค่ะ สำหรับเรื่องให้เค้าย้ายมาที่เมืองไทย คงเป็นไปได้ยาก เพราะอาชีพการงานที่เค้าทำ ถ้าจะมาทำมาหากินที่บ้านเราคงทำให้ชิวิตความเป็นอยู่ของเค้าแย่ลง และจะกลายเป็นดิฉันต้องดูแลเค้าซะมากกว่า ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ดิฉันคิดว่าคงไม่เหมาะ แต่เราก็วางแผนกันไว้ค่ะว่าจะให้ท่านย้ายไปอยู่ด้วยเลย ซึ่งเค้าเองก็ไม่มีปัญหา จะติดก็ที่คุณแม่เนี่ยแหล่ะค่ะ ว่าจะยอมไปรึเปล่า...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ม.ค. 2010, 19:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 2
สมาชิก ระดับ 2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 ต.ค. 2009, 17:14
โพสต์: 84

แนวปฏิบัติ: ตามดูจิต
งานอดิเรก: เลี้ยงแมว/ดูหนัง/เล่นเนต
สิ่งที่ชื่นชอบ: ธรรมะ
อายุ: 27

 ข้อมูลส่วนตัว


ดีใจด้วยค่ะ ที่ตอนนี้มีทางออก
จะบอกว่าคุณโชคดีมากที่เจอเว็บนี้ จึงได้รับคำแนะนำดีๆไปใช้
ถ้าดิฉันเองเจอเว็บนี้ก่อนบ้างก็คงจะดี...แต่ทุกสิ่งก็ผ่านมาแล้ว
ก็ถือว่าทุกอย่างที่ผิดพลาดไป ขอให้เป็นบทเรียนให้เราได้ทำวันนี้และวันข้างหน้าให้ดีขึ้นกว่านะคะ
ขอให้คุณ จขกท. โชคดี มีรักแท้ที่จริงใจ และ อบอุ่นนะคะ

.....................................................
จงขอบคุณเมื่อความทุกข์เกิด เพราะมันคือบทเรียนให้เราก้าวหน้า


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 10 ม.ค. 2010, 20:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 09 ม.ค. 2010, 13:20
โพสต์: 4

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ดิฉันก็ดีใจเช่นกันค่ะ ที่ได้ทุกคนช่วยกันแสดงความคิดเห็น สำหรับคุณ panatson สิ่งที่ผ่านไปแล้วเราไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ค่ะ ดิฉันขอเป็นกำลังใจให้คุณมีวันใหม่ที่สดใสนะคะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 11 ม.ค. 2010, 01:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 17 ก.ค. 2008, 14:07
โพสต์: 284

อายุ: 0
ที่อยู่: ประเทศไทย

 ข้อมูลส่วนตัว


เรื่องนี้ ถ้ามองในมุมของแม่
ถ้าลูกไปอยู่ไหนๆ ไกล
การไปเยี่ยมดูแลกันคงลำบาก
ลูกจะไปตกระกำลำบากมั้ย
วัฒนธรรมต่างแดน ลูกจะอยู่ได้มั้ย
สามีลูกจะดูแลลูกได้ดีเท่าแม่มั้ย
อีกอย่างเท่าที่เล่ามา
สามีคุณฐานะและการศึกษาก็ด้อยกว่าคุณ
แม่คุณคงกังวลว่า ผู้หญิงที่แต่งกับผู้ชายที่ด้อยกว่า
มันลำบาก

ลองคุยกับแม่คุณถึงเหตุผลอย่างละเอียดนะครับ
แล้วก็คุยกับ ว่าที่สามีคุณว่าถ้าเขาย้ายมาอยู่เมืองไทย เขาคิดยังไง
เขาก็จะทำไงต่อ แล้วถ้าเขาไม่ยอมย้าย
คุณกับแม่จะติดต่อกันได้บ่อยแค่ไหน
แม่มาอยู่คุณได้มั้ย
ลองฟังๆ เหตุผลและชั่งน้ำหนักดู และสุดท้ายค่อยตัดสินใจครับ

โชคดีครับ

.....................................................
"ใครเกิดมา ไม่พบพระพุทธศาสนา ไม่เลื่อมใส ไม่ปฎิบัติ ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย เป็นโมฆะตลอด ตั้งแต่วันเกิดจนวันตาย"

"ให้พากันหมั่นให้ทาน รักษาศีล เจริญเมตตาภาวนา"

พระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
http://www.luangta.com/

"ทำสมาธิมากเนิ่นช้า คิดพิจารณามากฟุ้งซ่าน หัวใจของการปฏิบัติคือการมีสติในชีวิตประจำวัน"
หลวงปู่มั่น

"ดูจิต...ด้วยความรู้สึกตัว"
หลวงพ่อปราโมทย์ สวนสันติธรรม ชลบุรี
http://www.wimutti.net


แก้ไขล่าสุดโดย kritsadakorn เมื่อ 11 ม.ค. 2010, 01:39, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ส.ค. 2019, 10:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 05 มิ.ย. 2009, 10:51
โพสต์: 2238


 ข้อมูลส่วนตัว


rolleyes :b4: เข้ามาให้กำลังใจค่ะ


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 13 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร