วันเวลาปัจจุบัน 18 ก.ย. 2019, 14:05  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 7 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มิ.ย. 2009, 20:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2009, 22:06
โพสต์: 194

อายุ: 38
ที่อยู่: นันทบุรีศรีนครน่าน

 ข้อมูลส่วนตัว


ชนทั้งหลายไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่

มั่งมีหรือขัดสน

เป็นคนพาลหรือบัณฑิต

ล้วนมีความตายรออยู่ตรงหน้า

ภาชนะดินที่ช่างได้ปั้นแล้ว

ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่

ไม่ว่าสุกหรือดิบทุกชนิด

ล้วนมีความแตกทำลายในที่สุดฉันใด

ชีวิตของสรรพสัตวทั้งหลาย

ล้วนถึงความแตกทำลายในที่สุดฉันนั้น


พุทธวจนะ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มิ.ย. 2009, 21:23 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2009, 22:06
โพสต์: 194

อายุ: 38
ที่อยู่: นันทบุรีศรีนครน่าน

 ข้อมูลส่วนตัว


...ท่านใดที่ประสบกับความพลัดพรากจากบุคคลที่เรารัก เป็นการจากกันไปตลอดชีวิต วันนี้ผมดูข่าว เห็นข่าวที่พ่อแม่ต้องสูญเสียลูก จากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของชาวบ้าน ที่ยิงปืนขึ้นฟ้า แล้วกระสุนตกลงมาตรงที่หัวของ "น้องฟลุค" ที่ตั้งใจเรียนว่ายน้ำ เพื่อที่จะเป็นตำรวจเหมือนคุณพ่อ และวันที่เสียชีวิตนั้น ก็ไปเรียนว่ายน้ำ และตั้งใจที่จะแสดงให้พ่อเห็นว่าตนได้พัฒนาฝีมือการว่ายน้ำ ให้พ่อได้ชื่นใจ โถ...ลูกเอย ถ้าผมเป็นพ่อน้องฟลุค ผมคงเสียใจแทบขาดใจเลย เห็นพิธีกรถามความรู้สึกว่า "คุณพ่อ..รู้สึกอย่างไรกับการจากไปของน้องฟลุค"

....อารมณ์โทสะผมขึ้นปรี๊ดเลย พลางนึกในใจว่า "ถามโง่โง่ ..ดีใจมั้งที่ลูกตาย" พอรู้เท่าทันโทสะ ก็เข้าใจพิธีกร เขาว่า เขาต้องใช้คำพูดที่เข้าใจง่ายเพื่อสื่อให้ ผู้รับได้แสดงความในใจที่ต้องการเปิดเผยออกมา คุณพ่อ คุณแม่น้องฟลุดเข้มแข็งมาก มีสติ ถึงแม้มองดูตาของทั้งสองคนแล้ว จะรู้สึกวาบลึกลงไปข้างใน มันแห้งแล้งมาก

....คูณพ่อคุณแม่น้องฟลุด หวังแต่เพียงให้คนที่ยิงปืนขี้นฟ้าในงานบวชนั้น ออกมาแสดงตัวเพื่อรับผิดชอบ ไม่โกระ ไม่เกลียด ทั้งสองเข้าใจว่าเป็นอุบัติเหตุ ไม่ได้ตั้งใจ เพียงแค่แสดงตนในความรับผิดชอบ และมาขอขมาน้องฟลุด เพื่อที่เป็นอุทาหรณ์แก่งานบวช ที่มีการยิงปืนขึ้นฟ้านั้นเป็นอันตราย...

....ผมสะอึกกับคำพูดของคุณพ่อน้องฟลุดที่กล่าวโดยสรุปว่า อยากให้กรณีน้องฟลุดเป็นอุทาหรณ์ของงานบวชที่นิยมยิงปืนขึ้นฟ้า มันอันตราย ถึงแม้ว่าผมไม่ต้องการให้น้องฟลุดเป็นอุทาหรณ์ในครั้งนี้ก็ตาม ขอให้เป็นคนเดียวและคนสุดท้ายในกรณีแบบนี้

....ผมเองมีลูก 3 คน นึกถึงลูกตัวเอง ลูกชายเค้าโตตามหลังของพ่อ เขาเอาพ่อเป็นแบบอย่าง เป็นฮีโร่ของเขา พ่อเขาเป็นอะไร ทำงานอย่างไร เขาก็เป็นเยี่ยงนั้น...

....ขอให้กุศลผลบุญที่ผมได้กระทำความดีวันนี้ส่งผลถึงดวงวิญญาณน้องฟลุด ให้ไปสู่สุคติ คุณพ่อคุณแม่น้องฟลุดให้คลายจากความโศกเศร้า
"สิ่งใดสิ่งหนึ่ง เกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดับลง สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นย่อมมีเหตุ สิ่งนั้นย่อมดับได้ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ในท่ามกลาง สิ่งนั้นย่อมดับสลายเป็นธรรมดา"

... หลับตาเถิด..นะลูกน้อย
...แม้พ่อแม่ยังคอย..ห่วงหา
...คงไม่นานเกินรอ.. หรอกนะลูกยา
...พ่อกับแม่จะตามหา... ไปคุ้มภัย
...ทุกสิ่งทุกอย่าง...เมื่อมีเกิด
...ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น..ย่อมดับได้
...คือความจริงที่เที่ยงแท้ ไม่เปลี่ยนไป
...อยู่ที่ใครจะสร้างสม คุณความดี


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มิ.ย. 2009, 21:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2009, 22:06
โพสต์: 194

อายุ: 38
ที่อยู่: นันทบุรีศรีนครน่าน

 ข้อมูลส่วนตัว


ยาชุบชีวิตของกีสาโคตมี

....มีตระกูลเก่าแก่ตระกูลหนึ่งในเมืองสาวัตถี เคยรุ่งเรืองในอดีต แต่บัดนี้กลับยาจนเข็นใจ โคตมี เป็นหญิงสาวที่เกิดในตระกูลนี้ เพราะมีร่างกายที่แบบบางมาก ใคร ๆ ก็เลยเรียกเธอว่า "กีสาโคตมี" อันหมายถึง นางโคตมีผู้บอบบาง

....จะเป็นด้วยบุพเพแต่ปางก่อนหรืออะไรก็ตามแต่ สิ่งนั้น ได้ทำให้กีสาโคตมีเข้าไปใช้ชีวิตอยุ่ในบ้าเศรษฐีคฤหบดีท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นชาวเมืองสาวัตถีเหมือนกัน

....เธอไปอยู่ในฐานะลูกสะใภ้

....เศรษฐึเจ้าของบ้านผู้เป็นบิดาของสามีนั้นโปรดปรานรักใคร่เธอมากถึงกับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลทรัพย์สมบัติต่างๆ ทั้งหมด เพราะมีความเชื่ออย่างสุดจิตสุดใจว่า สะใภ้คนนี้เป็นสิ่งนำโชคสำหรับตระกูล ถ้าให้หยิบจับอะไรจะเป็นเงินเป็นทองหมด

....เพราะสถานะภาพอันพิเศษอย่างนี้เอง จึงทำให้ทุกคนในบ้านมีทีท่าเฉยเมย หยามหยัน บางครั้งจะพูดจากระทบกระเทียบเปรียบเปรยให้ได้ยินเป็นประจำ

....แม้จะมาจากสกุลที่ยากจน ต่ำต้อยกว่า แต่ธาตุของความดีที่สะสมอยู่ในตัวนั้นสูงนัก ทำให้กีสาโคตมีสู้อดทน อดกลั้นต่อการดูหมิ่นดูแคลน เพื่อถนอมน้ำใจของผู้มีพระคุณ คือสามีผู้เป็นที่รักและบิดาที่น่าเคารพของเขา

....ต่อมากีสาโคตมีได้ตั้งครรภ์ขึ้น เมื่อครบกำหนด ก็คลอดบุตรออกมาเป็นชาย นับตั้งแต่มีบุตรคนนี้ ทำให้เกิดบรรยากาศภายในบ้านเปลี่ยนแปลงไปหมด เด็กน้อยเหมือนแสงตะวันอันอบอุ่น ที่สาดแยเข้ามาที่มืดมัว เขากลายเป็นศูนย์รวมของความรักและความสุข ทุกคนในบ้านต่างเฝ้าดูการเจริญเติบโตเปลี่ยนแปลงของเขา เสียงหัวเราะของทารกน้อย บริสุทธิ์แจ่มใสราวกับระฆังแก้ว กลบเสียงหัวร่อหยามหยันที่เคยมีมาจนสิ้น

....กีสาโคตมีเอง ก็ได้รับการยกย่องปรนนิบัติจากทุกคนอย่างจริงใจ ลูกน้องเป็นสิ่งประเสริฐที่สวรรค์ประทานให้จริงๆ ความสุขเป็นเช่นนี้เอง

....เมื่อหนูน้อยเริ่มเติบโตและหัดพูด ของขวัญของประดับสูงค่าราคามี ถูกซื้อหามาให้เทพบุตรตัวน้อย ยามที่กีสาโคตมีกอดลูกน้อยประทับไว้กับอก เธอรู้สึกถึงความรักอันยิ่งใหญ่เหนือคำนิยามใดๆ ลูกเป็นยิ่งกว่าชีวิต ยิ่งกว่าดวงตา ดวงใจของแม่

....แต่ความเป็นไปในโลกนี้ ไม่เคยมีสิ่งใดแน่นอนเลย และแล้วราวกับถูกสายฟ้าฟาด อยู่ๆลูกน้อยที่เคยวิ่งได้เดินได้ก็กลับไม่หายใจ ชีวิตจิตใจของกีสาโคตมีราวกับจะขาดลอย คนในบ้านต่างลงความเห็นว่าลูกของเธอตาย และจะนำไปเผา

...."คนพวกนี้เป็นบ้าไปแล้วหรือไร"

....กีสาโคตมีกรีดเสียงร้องไห้คร่ำครวญ อุ้มลูกไว้ไม่ยอมให้ใครแตะต้อง เมื่อไม่มีใครในบ้านที่พึ่งพิงได้ เธอจึงวิ่งถลาออกมาพร้อมร่างไร้วิญญาณของลูกน้อย เดินบ้าง วิ่งบ้างไปตามบ้านเรือนใกล้เคียง

...."มียาบ้างไหม ขอปันยาให้แก่ลูกเราด้วยเถิด"
...."ลูกของเธอไม่หายใจแล้ว ไม่มียาอะไรที่ใช้รักษาคนตายได้
....บางทีคนบางพวกที่เธอพบ นอกจากจะไม่มียาให้แล้ว ยังแสดงอาการเยาะเย้ยซ้ำอีก


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มิ.ย. 2009, 22:53 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2009, 22:06
โพสต์: 194

อายุ: 38
ที่อยู่: นันทบุรีศรีนครน่าน

 ข้อมูลส่วนตัว


....."ยาสำหรับรักษาคนตาย เธอเคยเห็นที่ไหน จะบ้าหรือ"

.....กีสาโคตมีเดินจากมา เธอก้มลงไปพูดกับร่างลูกน้อยว่า

....."อดทนนะลูก แม่จะต้องพบกับผู้ที่มียารักษาลูกให้ได้"

.....แล้วอุ้มลูกน้อยถามหายาจากทุกคนที่ผ่านไปเจอ

.....บุรุษผู้เป็นบัณฑิตคนหนึ่ง เห็นกีสาโคตมีแล้ว นึกเข้าใจได้ทันทีว่านี่คงจะเป็นบุตรคนแรกของเธอ จิตใจจึงฟุ้งซ่านด้วยความเศร้าโศกเสียใจ น่าสงสารเสียจริง เราควรที่จะช่วยเหลือผู้หญิงคนนี้

.....เมื่อเธอหันมาร้องขอยา เขาจึงกล่าวด้วยเสียงที่นุ่มนวลว่า

....."น้องหญิง เราไม่รู้จักยาชนิดนี้ แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเป็นที่พึ่งของมนุษย์และเทวดา ท่านประทับอยู่ในวิหารใกล้ๆ นี้เอง เธอจงไปทูลถามดูเถิด"

.....ครั้งนั้น สมเด็จพระบรมศาสดาประทับนั่งบนพุทธอาสน์ ในมหาวิหารเชตวัน ท่ามกลางพุทธบริษัททั้งหลาย กีสาโคตมีอุ้มลูกน้อยแหวกฝูงชนที่กำลังนั่งฟังธรรมอยู่ เธอเบียดกายจนกระทั่งมาหมอบลงตรงเบื้องพระพักตร์ กราบทุลขึ้นว่า

....."ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์โปรดประทานยา เพื่อรักษาลูกของข้าพระองค์ด้วยเถิด"

....."ดูก่อน โคตมี เธอมาที่นี่เพื่อต้องการยานับว่าดีมาก เช่นนั้นเธอจงเข้าไปยังพระนคร โดยไปถามหาให้ทั่ว หากในเรือนใดไม่เคยมีคนตาย จงขอเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากเรือนนั้นมา"

.....กีสาโคตมี เต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง กุลีกุจออุ้มลูกที่ตายแล้วเข้าไปพระนครเมื่อไปถึงบ้านแรกจนเกือบทั่วพระนคร ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐีคฤหบดี หรือว่ายาจกเข็ญใจ ก็ไม่ปรากฏว่ามีบ้านเรือนใดเลยที่ไม่เคยมีคนตาย

.....จวบจนเวลาเย็น เธอจึงเริ่มเข้าใจถึงสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงอนุเคราะห์เกื้อกูล กีสาโคตมีเดินออกไปพระนคร ตรงไปยังป่าช้า เมื่อไปถึงเธอก้มลงพูดกับลูกน้อยในอ้อมแขนว่า

....."ลูกเอ๋ย แม่นึกว่าความตายเกิดขึ้นกับลูกของแม่คนเดียว แต่ที่แท้ความตายนี้เป็นสิ่งธรรมดาที่เกิดขี้นกับคนทั่วไป"

.....เธอค่อยๆ วางลูกลงในป่าช้า แล้วกล่าววาจาว่า

....."ธรรมคือความไม่เที่ยงนี้ มิใช่ธรรมของชาวบ้าน
.....มิใช่ธรรมของชาวนิคม มิใช่ธรรมของคนในสกุลเดียว
.....แต่เป็นธรรมของชาวโลกทั้งหมด พร้อมด้วยเทวดา"


.....กล่าวจบก็มุ่งหน้ากลับไปยังเชตวันมหาวิหาร พระศาสดาตรัสถามว่า
....."ดูก่อน โคตมี เธอได้เมล็ดพันธุ์ผักกาดมาแล้วหรือ"
....."ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ต้องการเมล็ดพันธุ์กาดแล้ว ขอพระองค์ประทานที่พึ่งแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด"
.....พระผู้มีพระภาคเข้าทรงแสดงธรรม ด้วยการตรัสพระคาถาว่า


"มฤตยูย่อมเอานรชน ผู้มัวเมาในลุกและสัตว์เลี้ยง
ผู้มีใจข้องอยู่ในอารมณ์ต่างๆไป
เหมือนห้วงน้ำใหญ่พัดพาเอาชาวบ้านที่หลับใหลไปฉะนั้น
"


.....กีสาโคตมีได้ดวงตาเห็นธรรมทันที ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล ด้วยพระคาถานั้น จึงกราบขอบรรพชาต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อพระองค์ตรัสอนุญาต เธอได้กระทำประทักษิณเวียนรอบพระบรมศาสดา 3 ครั้ง กราบถวายบังคม แล้วไปสู่สำนักภิกษะณีได้รับการบรรพชาและอุปสมบท

.....วันหนึ่ง พระกีสาโคตมีเถรี ได้เข้าไปในอุโบสถตามวาระหน้าที่ เพื่อจุดประทีป ตามไฟ เปลวประทีปที่ลุกโพลงขึ้นและหรี่ลงอยู่ในสายตาของพระเถรี ท่านได้กระทำมนสิการโดยแยบคายว่า


....."สัตว์โลกทั้งหลายก็เป็นเช่นนี้ เกิดขึ้นและดับไปดังเปลวประทีป แต่ผู้ถึงพระนิพพานไม่ปรากฏอย่างนั้น"

.....ด้วเหตุนั้นท่านได้กระทำให้แจ้งซึ่งปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้
.....สำเร็จเป็นพระอรหันต์ พร้อมทั้งปฏิสัมภิทา อันนับเป็นพระอริยบุคคลชั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา


สาระน่ารู้
1.โสดาปัตติผล คือ พระอริยบุคคลชั้นต้น อริยบุคคลมี 4 ระดับ คือ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์
2.ปฏิสัมภิทา 4 คือความแตกฉาน ความรู้แตกฉาน ปัญญาแตกฉาน มี 4 คือ
....อัตถปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในอรรถ
....ธรรมปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในธรรม
....นิรุตติปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในนิรุตติ คือ ภาษา
....ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 มิ.ย. 2009, 23:06 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2009, 22:06
โพสต์: 194

อายุ: 38
ที่อยู่: นันทบุรีศรีนครน่าน

 ข้อมูลส่วนตัว


...ผมได้บทเพลงนี้มา สมัยปี 2528 ตอนเรียนอยู่ ม.2 รู้สึกว่าเป็นเพลงประกอบภาพยนต์เรื่อง วัลลี นะครับไม่แน่ใจ

จากดวงใจ /เพื่อน-ศิลปิน


ลูก "พ่อ พ่อคะ ทำไมเราถึงไม่มีอะไร อะไรเหมือนอย่างเค้า"
พ่อ "ถึงแม้ว่า เรา จะไม่มีอะไรอะไร เหมือนอย่างเค้า แต่เราก็ยังมี ท้องฟ้า ดวงดาว ผืนทราย และอีกหลายๆอย่าง ฟังนะจ๊ะลูก"

หากพ่อเอื้อม มือถึงสัมผัสดวงดาว
จะเด็ดเอา มาทอดให้ลูกๆกิน
กรวดที่เห็น จะหุงเป็นข้าวให้สิ้น
ปั้นก้อนดิน แบ่งกินแทนขนมนมเนย

หากพ่อมี อำนาจเหนือสิ่งใดใด
ความยากไร้ จะไม่ให้ลูกต้องเอ่ย
ฝากความทุกข์ ลู่ลับไปกับลมรำเพย
ลูกรักเอย เติบโตได้โดยไม่มีใครรังแก

*แต่โชคร้ายลูกได้พ่อที่ไร้ค่า
สร้างเจ้ามา กำพร้าและขาดไร้แม่
ก่อความทุกข์ เกิดท่ามกลางความผันแปร
ความจนแท้ คือสิ่งแน่แท้เป็นครู

หากพ่อมี คาถาเสกเป่าไป
ก่อผืนทราย ก่อให้เป็นบ้านเจ้าอยู่
ตัดแผ่นฟ้า สวมแทนผ้าให้เจ้าดู
ใบไม้พรู คือเพลงกล่อมเจ้านิทรา

ซ้ำ(*)
ลูก "พ่อหนูรักพ่อจัง"
พ่อ "พ่อก็รักลูกจ๊ะ มามะมาให้พ่อหอมทีนะ"


ใครที่ยังมีพ่อแม่ให้กอดให้หอม กลับไปกอดไปหอมท่านเถิดครับ ท่านรอเราอยู่ ก่อนไม่มีท่านให้กอด ธรรมะสวัสดีครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ก.ย. 2009, 02:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 08 ก.ค. 2009, 08:36
โพสต์: 532

แนวปฏิบัติ: ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ
สิ่งที่ชื่นชอบ: กรรมทีปนี , วิมุตติรัตนมาลี , ภูมิวิลาสินี
ชื่อเล่น: เจ้านาง
อายุ: 0
ที่อยู่: อยู่ในธรรม

 ข้อมูลส่วนตัว


:b20: ประทับใจอีกแล้วค่ะ :b20:

เรายังโชคดีที่มีคุณแม่ให้กอด

..ถึงแม้ว่าคุณพ่อจะจากไปนานแสนนาน..

แต่ความรัก..ไม่เคยเลือนหายไปจากใจ

..สัมผัสได้ด้วยใจ..เช่นกัน

:b41: :b41: :b41: :b41: :b41: :b41: :b41: :b41:

.....................................................
...รู้จักทำ รู้จักคิด รู้ด้วยจิต รู้ด้วยศรัทธา...
..................ศรัทธาธรรม..................


แก้ไขล่าสุดโดย เจ้านาง เมื่อ 13 ก.ย. 2009, 02:18, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ก.ย. 2009, 01:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกใหม่
สมาชิกใหม่
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ก.ย. 2009, 21:24
โพสต์: 2

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


พอจะมีเรื่องของพระสกุลาเถรีบ้างรึป่าวค่ะ และที่สำคัญอยากรู้ว่าพระสกุลาเถรีนิพพานอย่างไรจะหาได้จากที่ไหนค่ะ อยากทราบจริงๆ โดยเฉพาะการนิพพานเนีย ใครรู้ช่วยทีนะค่ะ tongue


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 7 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 4 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร


cron