วันเวลาปัจจุบัน 27 ก.พ. 2021, 08:01  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 14 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.ค. 2009, 13:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 28 ก.ค. 2006, 20:52
โพสต์: 1210

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ก่อน ไม่มีแม่ให้กอด....เรื่องจริง จากโรงเรียน ......

อ่านแล้วจะกลั้นน้ำตาแทบไม่อยู่......

เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับ...มิสอุไรพร
ครูที่มีจิตวิทยาสูงในการสอนเด็ก

รักใดไหนเล่าเท่ารักแม่...วีรกรรมสุดยิ่งใหญ่ของแม่ที่ลูกทุกคนต้องอ่าน!

ตึกเซนต์.... โรงเรียน..... แผนกประถม ราวกลางปี

พ.ศ.2539

'มิสคะ
ช่วงพักเที่ยงจะมีผู้ปกครองมารอพบสองท่านที่หน้าห้องรับรองค่ะ'

โทรศัพท์แจ้งจากห้องประชาสัมพันธ์ทำให้มิส...
ครูสาวประจำระดับชั้นป.4 รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
เพราะจำได้ว่ามีการโทรนัดหมายจะมาพบจากคุณแม่ท่านหนึ่งเพียงท่านเดียวในวันนี้

เอ...ใครล่ะนี่ จะมีเรื่องอะไรรึเปล่านะ

เมื่อมิสอุไรพรเดินมาถึงหน้าห้องประชาสัมพันธ์
ครูสาวก็แทบยกมือรับไหว้จากสุภาพสตรีทั้งสองท่านไม่ทัน
หากก็รู้สึกแปลกใจที่เห็นคุณแม่ท่านหนึ่งยกมือไหว้แต่เพียงแขนข้างเดียว
อย่างไรก็ตามมิสได้เชิญคุณแม่ท่านแรก
เข้าไปคุยก่อนตามลำดับการนัดโดยเก็บงำความแปลกใจไว้
หลังจากคุยกับคุณแม่ท่านแรกเสร็จมิสจึงเชิญคุณแม่อีกท่านเข้ามาคุยในห้องรับรอง

ภาพแรกที่ได้เห็นชัดๆทำให้ครูสาวตกใจเล็กน้อย

แขนซ้ายของคุณแม่เป็นแขนเทียม คุณแม่มาปรึกษาเรื่อง การเรียนของลูก
เพราะไม่ได้มาในวันนัดพบผู้ปกครองประจำปีเมื่อต้นปีการศึกษาที่ผ่านมา

'ลูกเขาไม่อยากให้มา เขาว่าเขาอายที่แม่ใส่แขนเทียม
กลัวโดนเพื่อนล้อแม่มาทีเพื่อนก็ล้อกันประจำว่าแม่แขนเดียว
แม่เป็นหุ่นยนต์เหรอ อะไรนี่น่ะค่ะ เลยไม่ได้มา'

น้ำเสียงของคุณแม่แฝงแววเอ็นดูมากกว่าที่จะโกรธหรือไม่พอใจ

มิสอุไรพรขออนุญาตซักถามเกี่ยวกับสาเหตุที่คุณแม่ต้องใส่แขนเทียม
เมื่อได้ทราบความจริงทั้งห มดครูสาวก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องจัดการ
เรื่องที่ลูกไม่ยอมรับและไม่เข้าใจแม่นี้โดยเร็ว
หากปล่อยเรื่องนี้ไป...ก็จะเป็นบาปอันหนักยิ่งติดตัวเด็กไปในภายหน้า
ทั้งตัวลูกชายและคนที่ล้อเพื่อนด้วย

ช่วงเย็นวันนั้นมีชั่วโมงลูกเสือแต่ฝนตกหนัก
มิสอุไรพรจึงได้โอกาสนำเรื่องนี้มาเล่าให้นักเรียนฟังในห้องเรียน

เรื่องราวที่ว่านั้น มีดังต่อไปนี้

วันที่ 21 สิงหาคม
พ.ศ.2536หลังวันแม่เพียงไม่กี่วัน...
ครอบครัวหนึ่งได้เดินทางไปเที่ยวนากุ้งที่จังหวัดสตูล
ครอบครัวนี้ประกอบด้วยคุณพ่อ คุณแม่
และลูกชายอีกสามคนพวกเขาเดินชมนากุ้งไปตามทางเดินซึ่งเป็นคันดิน
ท่ามกลางบรรยากาศสดชื่นของธรรมชาติ

โดยคุณพ่อเดินนำหน้ากับลูกชายคนโตสองคน
ส่วนคุณแม่เดินตามหลังมากับลูกชายคนเล็ก

ทางเดินที่เป็นคันดินนั้นมีการแบ่งเป็นท้องร่องเพื่อติดตั้งระหัดวิดน้ำ
ซึ่งมีใบพัดทำจากเหล็กสูงจากคันดินราว 25ซม
คุณพ่อและลูกคนโตสองคนก็ข้ามท้องร่องแล้วเดินนำต่อไปข้างหน้า
ไม่มีใครฉุกใจคิดระวังถึงเหตุร้าย

แต่แล้วลูกชายคนเล็กกลับก้าวพลาดล้มลงไปในท้องร่อง
ขากางเกงเข้าไปติดกับร่องของระหัดวิดน้ำที่กำลังหมุนอยู่
และฉุดขาของลูกทั้งสองข้างเข้าไปในใบพัดเหล็ก

'ถ้าเป็นพวกคุณ

น้องตกลงไปอย่างนี้คุณจะทำอย่างไร'

มิสหยุดเรื่องไว้ก่อนเพื่อซักถาม มองหน้าเด็กนักเรียน
ทั้งห้องที่นั่งเงียบกริบ หน้าซีด โดยเฉพาะลูกชายของคุณแม่ท่านนั้น

'ทุกคนตกตะลึงใช่มั้ย คิดไม่ทันใช่มั้ย
แต่นักเรียนรู้มั้ยว่าคุณแม่ท่านตัดสินใจทำอย่างไร'

คุณแม่ไม่ยอม เสียเวลาคิดอะไรเลย

ท่านรีบยึดดึงตัวลูกเอาไว้แล้วเอาแขนซ้ายที่ว่างอยู่เข้าไปขวางใบพัดเหล็กไว้ก่อน...

ใบพัดจึงหมุนเอาแขนของคุณแม่เข้าไป...คนงานที่เห็นเหตุการณ์รีบปิดเครื่องทันที

แต่แรงเฉื่อยทำให้ใบพัดยังหมุนต่อด้วยกำลังแรง...
แรงจนกระชากแขนซ้ายของคุณแม ่ขาดสะบั้นลง!
คุณแม่กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัสสติสัมปชัญญะดับวูบลงในทันที

ท้องร่องทั่วบริเวณแดงฉานไปด้วยเลือด...เลือดของแม่...

ใบพัดเหล็กยังหมุนต่อไปอีกเล็กน้อยและบดเอาขาทั้งสองข้างของลูกชายคนเล็ก

จนกระดูกหัก...แต่ไม่ขาด
ไม่ขาด...เพราะแขนซ้ายของแม่ขาดแทน...ไม่ขาด...เพราะแม้จะไร้ซึ่งสติสัม ปชัญญะ

มือขวาของคุณแม่ก็ยังยึดตัวลูกเอาไว้แน่น...ไม่ยอมปล่อย...

คุณพ่อและลูกคนโตทั้งสองคนหันกลับมามองตามเสียงตะโกนเอะอะโวยวายของคนงาน

พร้อมๆกับเสียงกรีดร้องของคุณแม่
ภาพที่เห็นทำให้พวกเขาช็อกจนแทบสิ้นสติ!

คุณพ่อกระโจนพรวดเดียวถึงตัวคุณแม่และลูกน้อย แต่...มันสายเกินไปแล้ว!

สิ่งเดียวที่ทำได้คือรีบพาสองแม่ลูกส่งโรงพยาบาลทันที
ผลของการรักษาคือคุณแม่ต้องใส่แขนเทียมแทนแขนซ้ายที่ขาดไป
ส่วนลูกคนเล็กที่ขาหักต้องอยู่โรงพยาบาลนานราวสามเดือนจึงสามารถเดินเหินได้เป็นปกติ

มิสอุไรพรกวาดสายตามองไปรอบๆห้องถามขึ้นอีกว่า
'นักเรียนคิดว่าคุณแม่ท่านนี้กล้าหาญมั้ยคะ'

'กล้าหาญมาก'
เด็กๆพากันตอบเป็นเสียงเดียวกันพลางพยักหน้า

หลายๆคนยังหน้าซีดเซียวเมื่อนึกภาพเหตุการณ์ไปตามที่ครูเล่า
มิสมองหน้าลูกชายของคุณแม่แล้วบอกต่อว่า
'นักเรียนทราบมั้ยว่าคุณแม่ท่านนี้เป็นคุณแม่ของเพื่อนเราในห้องนี้เอง
ไหนใครเป็นลูกของคุณแม่ท่านนี้ยืนขึ้นให้เพื่อนเห็นหน่อยสิ'

เด็กนักเรียนคนนั้นยืนขึ้น ท่ามกลางเสียงปรบมือของเพื่อนทั้งห้อง

'วันนี้เมื่อคุณกลับไปบ้านมิสฝากเรียนคุณแม่ด้วยว่าพวกเราชื่นชม
และยกย่องท่านมากจริงมั้ยพวกเรา'

'จริงครับๆ ใช่ครับๆ'
เสียงเล็กๆตอบมาเป็นทางเดียวกัน

'มิสได้ทราบมาว่ามีหลายๆคนไปล้อเลียนเพื่อน ไหน
คนไหนบ้างคะที่เคยล้อคุณแม่เขา ถ้ามีเราเป็นลูกผู้ชายต้องกล้ารับค่ะ'

มีนักเรียน 3-4 คนยืนขึ้น สีหน้าของแต่ละคนซีดเซียวอย่างสำนึกผิด

มิสอุไรพรมองหน้าของเด็กกลุ่มนี้อย่างอ่อนโยน ถามว่า
'ดีมากนักเรียน ตอนนี้คุณคงอยากพูดอะไรกับเพื่อนใช่มั้ยคะ'

เด็กชายกลุ่มนั้นเดินเข้าไปโอบกอดคอแล้ว กล่าวขอโทษเพื่อนด้วยความจริงใจ

ครูสาวน้ำตาคลอ
ยืนมองภาพนั้นด้วยความปลาบปลื้มยินดีหนักใจอยู่เหมือนกันว่า

หากถามขึ้นมาแล้วไม่มีใครยอมรับว่าเคยล้อเพื่อน...จะทำอย่างไร?
เธอไม่เคยผิดหวังในตัวนักเรียน...และจนถึงเวลานี้ก็ยังคงไม่ผิดหวัง

ใครเล่า...จะเข้าใจความเจ็บช้ำขมขื่นในหัวใจเล็กๆของเด็กชายคนหนึ่ง
ที่ถูกเพื่อนล้อเลียนประสาเด็กโดยไม่ทันคิด

หากบัดนี้...ความรักของแม่และน้ำใจของเพื่อนได้สลายปมด้อยในใจ
ของเด็กคนนี้ลงจนสิ้นแล้ว
เหลือเ พียงความรักและภาคภูมิใจในตัวคุณแม่เท่านั้น

เมื่อหมดชั่วโมงเรียน มิสอุไรพรได้เรียกตัวลูกชายเข้าไปคุยอีกครั้ง
'วันนี้เรามีอะไรในใจที่คิดว่าควรพูดกับคุณแม่มั้ยคะ'

เด็กคนนั้นนิ่งคิดไปชั่วครู่ก่อนจะตอบเสียงสั่นปนสะอื้นไห้ว่า
'ผม...ผมจะไปขอโทษคุณแม่แล้ว...แล้วบอกคุณแม่ว่าผมรักคุณแม่ที่สุดในโลกเลยครับ'

รู้มั้ยน้ำนมหยดหนึ่งซึ่งไหลมาต้องใช้น้ำตาหยาดเหงื่อสักเท่าไหร่
บอกแม่เถอะนะ บอกทุกวัน ว่ารักท่านมากมาย
กอดแม่เถอะนะ ให้คุ้นเคย

กอดเลยไม่ต้องอาย
ก่อนไม่มีแม่ให้กอด...

.....................................................
สัพเพ สังขารา อนิจจา
สัพเพ ธรรมา อนัตตา...


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ก.ค. 2009, 03:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 23 ก.พ. 2009, 04:12
โพสต์: 1067


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: อนุโมทนาสาธุค่ะ คุณแมวขาวมณี ซาบซึ้งมาก ๆ :b20: :b4:

.....................................................
...นฺตถิตัณหา สมานที...
ห้วงน้ำใหญ่โต เสมอด้วยตัณหาไม่มี


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ก.ค. 2009, 04:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 31 พ.ค. 2009, 02:41
โพสต์: 5637

แนวปฏิบัติ: พอง ยุบ
ชื่อเล่น: เจ
อายุ: 0
ที่อยู่: USA

 ข้อมูลส่วนตัว www




mom2.jpg
mom2.jpg [ 23.45 KiB | เปิดดู 2808 ครั้ง ]
ดิฉันขอฝากชื่นชมในความกล้าหาญ
ของคุณแม่ท่านนี้ด้วยความจริงใจนะค่ะคุณแมวฯ
ถ้าเป็นดิฉันคงได้แต่ร้องตะโกนโหวกเหวก คงไม่กล้าพอที่จะทำแบบ
คุณแม่ท่านนี้แน่นอน เพราะสัญชาติญานของความกลัวมีมากกว่าความ
กล้า หลังจากชั่งใจตัวเองไปๆมาๆ กับเหตุการณ์นี้
ต้องยอมรับว่าเป็นคุณแม่ที่เสียสละจริงๆ อยากรุ้จักจังเลยค่ะ ขอ
ฝากคำชม(คงน้อยมากถ้าเทียบกับการกระทำของท่าน)ว่าคุณแม่
เป็นคนดี กล้าหาญ เสียสละ และเป็นแม่ที่ประเสิรฐที่สุดในโลก
ขอให้ความดีคุ้มครอง เจริญทั้งทางโลกและทางธรรมนะค่ะคุณแม่

ขออนุโมทนากับเรื่องที่อ่านแล้วต้องร้องไห้ด้วยความตื้นตันจริงๆค่ะ
ขอให้เจริญในธรรมนะค่ะ

:b41: :b41: :b41: :b43: :b41: :b41: :b41:

.....................................................
"มิควรหวังร่มเงาจากก้อนเมฆ"
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ก.ค. 2009, 13:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2009, 10:12
โพสต์: 905

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




A7438577-12.jpg
A7438577-12.jpg [ 324.6 KiB | เปิดดู 2792 ครั้ง ]
มีสิ่งหนึ่ง พึงจำ ในคำแม่
ความจริงแท้ แน่วแน่ ไม่แปรผัน
พูดโกหก เหมือนตก นรกพลัน
ทุกข์อนันต์ มหันต์ภัย ดั่งไฟฟอน
กำลังใจ แม่ให้ ไม่มีหมด
มิเลี้ยวลด จำจด ทุกบทสอน
พระคุณแม่ แท้จริง ยิ่งสาคร
ประนมกร อ่อนแนบ แทบเท้าเอย


หวัดดีค่ะ...คุณแมวขาวมณี....คิดถึงนะค่ะ...

.....................................................
"ก้มกราบบ่อยๆ ช่วยขจัดความหยิ่ง-ทะนงออกได้"
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ก.ค. 2009, 21:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




1213591741.jpg
1213591741.jpg [ 20.87 KiB | เปิดดู 2764 ครั้ง ]
นำเรื่องที่เคยลงมาแล้ว นำมาแบ่งปันกันใหม่ค่ะ อ่านครั้งใด น้ำตาไหลทุ๊กทีค่ะ


สายซ้อนสุดท้ายแห่งชีวิต

ในขณะที่.... ผมก็เป็นเช่นเด็กวัยรุ่นทั่วๆ ไป เรียน เที่ยว นอน กิน
ดึกๆ ผมก็โทรคุยกับแฟนของผม
ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้มันก็เป็นกิจวัตรประจำวันของผม
และผมก็เชื่อว่าใครๆ เค้าก็ทำแบบนี้กัน
'จ้า ตัวเอง วันนี้กินข้าวรื้อยาง'
'กินกับอะไรบ้าง แล้วตอนกินตัวเองคิดถึงเค้ามั้ยเนี่ย'
'รู้มั้ยตัวเอง ถ้าเค้าเป็นผีเนี่ย เค้าอยากเป็นกระสือที่รักจะได้เห็นใจไง'
'ตัวเองวางก่อนดิ ก่อนดิ'

ประโยคต่างๆ ที่ผมได้คิดและคัดสรรเตรียมพร้อมมาต่างๆ ก่อนโทร
ผมยังคงใช้เวลาส่วนใหญ่ตอนดึกไปกับการคุยโทรศัพท์
ระยะเวลาอันผมได้ใช้ไปในแต่ละครั้งนั้น
พอรู้สึกอีกทีก็ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว
แต่ผมก็ไม่ชอบนะ หากใครจะมาว่าผมไร้สาระ
ก็ไม่เห็นหรอคนส่วนใหญ่เค้าก็ทำกัน
'เอ้อ เกือบลืมไปอีกอย่าง กิจวัตรอีกอย่างนึงของผมก็คือ

แม่ของผมมักชอบโทรหาผมทุกวัน' 'ตอนนี้ลูกอยู่หอรึยัง'
'เย็นนี้กินข้าวอิ่มมั้ย' 'วันนี้เรียนเป็นยังไงบ้าง' 'อย่าไปเที่ยวที่ไหนไกลนะ'
โธ่!คำถามเดิมๆ ผมก็ตอบไปแบบเดิมๆ
แม่ผมก็ไม่เบื่อซักที ยังคงโทรหาผมเป็นประจำ
โชคดีที่ผมพยายามตัดบทคุย
ผมกับแม่น่ะคุยกันไม่กี่นาทีก็วางแล้ว
ก็มันไม่มีอะไรจะคุยจะให้ผมทำยังไง
จนกระทั่งวันนั้น 'ตัวเองตอบเค้าได้รึยังว่ารักเค้ามั้ย'
'เร็วๆสิ เค้ายังอุฒส่าห์บอกรักตัวเองไปแล้วนะ'
'แล้วยังจะใจร้ายไม่บอกรักเค้าอีกหรอ'
ติ๊ดๆ ติ๊ดๆ เสียงจากโทรศัพท์บอกผมว่ามีสายซ้อน
ผมมองไปที่หน้าจอมันขึ้นชื่อว่า 'Home'
'โธ่ แม่โทรมาทำไมตอนนี้เนี่ย กำลังเข้าด้ายเข้าเข็มเลย'
ผมไม่สลับสายผม ผมยังคงคุยกับสุดที่รักของผมต่อไป
เพราะผมรู้ว่าสิ่งที่แม่จะคุยกับผมก็คงเป็นประโยคเดิมๆ

'และนั่นก็เป็นโอกาสสุดท้าย ที่ผมจะมีโอกาสฟังเสียงของแม่'

หลังจากนั้นไม่นานทางญาติของผมโทรมาแจ้งผมว่า
เมื่อคืนนี้บ้านของผมถูกขโมยเข้า และแม่ของผมขัดขืน
และได้ต่อสู้กับโจร จึงถูกโจรใช้มีดแทงเข้าที่ท้อง
แม่เสียชีวิตเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว
ญาติของผมเล่าอีกว่าตอนไปพบศพแม่นั้น
ในมือของแม่กำโทรศัพท์ไว้แน่น

และเบอร์โทรออกล่าสุดของเธอไม่ใช่โทรแจ้งตำรวจ
หรือเรียกรถพยาบาล แต่แม่เลือกที่จะโทรหา 'ผม'
สิ่งสุดท้ายในชีวิตที่แม่ผมเลือกที่จะทำคือ โทรศัพท์หาผมเพื่อฟังเสียงของผม
วินาทีนั้นน้ำตาของผมไหลอาบแก้ม ผมพูดอะไรไม่ออก มือและตัวของผมสั่น
วันนั้นผมเลือกที่จะคุยกับแฟนผม ดีกว่าที่จะคุยกับแม่ของผม

ผู้หญิงคนเดียวในโลก ที่คุยกับผมเป็นคนแรกในชีวิต

ผู้หญิงคนเดียวที่ผมสามารถที่จะคุยกับเธอได้ทุกเวลา

โดยที่ผมไม่ต้องเตรียมบทพูดใดๆ ไม่ต้องกังวลว่าเธอจะประทับใจหรือไม่
ไม่ต้องมีมุข ไม่ต้องมีคำหวานใดๆ

คนเดียวในโลก ที่โทรมาหาผมเพียงแค่ฟังผมพูดประโยคเดิมๆ

คนเดียวในโลกที่ไม่ว่าโทรศัพท์เธอจะโปรโมชั่นแพงแค่ไหนก็ยังโทรหา ผม

'และคนเดียวในโลก ที่เลือกคุยกับผมในวินาทีสุดท้ายในชีวิต'

ในบางครั้งประโยคที่ว่า 'ไม่มีคำว่าสาย หากเราคิดที่จะแก้ตัว'
มันก็ไม่เป็นความจริง 'เพราะบางปรากฏการณ์ในโลก เกิดขึ้นได้แค่ครั้งเดียว'
อาจเป็นเพราะเวรกรรมของผม

หลังจากนั้นไม่นานแฟนผมที่ผมใช้เวลาคุยกับเธอวันหลาย ๆ ชั่วโมงก็ทิ้งผมไป
วันนี้ผมเริ่มเข้าใจชีวิตมากขึ้น

หลายๆ อย่างที่คนส่วนใหญ่ทำ มิได้หมายถึงสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป
เพราะตัวเราเท่านั้นที่เป็นผู้ต้องรับผลการกระทำของเ ราเอง
'เราจะรู้ว่าสิ่งใดสำคัญ ก็ต่อเมื่อเราต้องเสียมันไป'

ทุกวันนี้ผมนั่งมองโทรศัพท์
รอที่จะตอบคำถามเดิมๆ ให้ผู้หญิงคนหนึ่งฟัง
แต่ผู้หญิงคนนั้นคงไม่มีอีกแล้ว



อ้างอิง :
จากเว็ปไซด์ Deedeejang


คุณครูสั่งให้เขียนเรียงความเรื่องแม่ฉัน
บอกให้ส่งให้ทันวันพรุ่งนี้
มันยากจังทำไม่ใหวหนูแม่ไม่มี
แล้วจะเขียนให้ดียังไง

เป็นห่วงก็ไม่รู้ ดูแลก็ไม่คุ้น
กอดแม่อุ่นจริงๆ มันจริงไหม
พร้อมหน้ากันทานอาหารเคยมีแค่ฝันไป
ไม่มีเพลงกล่อมใดไม่มี

ห่มผ้าไม่เคยอุ่นเลย กอดหมอนไม่เคยอุ่นใจ
นอนหลับไปอย่างเดียวดายทุกที
ไม่มีอะไรจะเขียนให้ครูได้อ่านพรุ่งนี้
บนหน้ากระดาษก็เลอะน้ำตา

ถ้าแม่ฟังอยู่ไม่ว่าแม่อยู่ไหน
ไม่ว่าแม่เป็นใครช่วยส่งรักกลับมา
ถ้าแม่ไม่อยู่ คิดถึงหนูหน่อยนะ
หนูขอสัญญาว่าหนูจะเป็นเด็กดี

เป็นห่วงก็ไม่รู้ ดูแลก็ไม่คุ้น
กอดแม่อุ่นจริงๆ มันจริงไหม
พร้อมหน้ากันทานอาหารเคยมีแค่ฝันไป
ไม่มีเพลงกล่อมใดไม่มี

ห่มผ้าไม่เคยอุ่นเลย กอดหมอนไม่เคยอุ่นใจ
นอนหลับไปอย่างเดียวดายทุกที
ไม่มีอะไรจะเขียนให้ครูได้อ่านพรุ่งนี้
บนหน้ากระดาษก็เลอะน้ำตา

ถ้าแม่ฟังอยู่ไม่ว่าแม่อยู่ไหน
ไม่ว่าแม่เป็นใครช่วยส่งรักกลับมา
ถ้าแม่ไม่อยู่ คิดถึงหนูหน่อยนะ
หนูขอสัญญาว่าหนูจะเป็นเด็กดี

ถ้าแม่ฟังอยู่ไม่ว่าแม่อยู่ไหน
ไม่ว่าแม่เป็นใครช่วยส่งรักกลับมา
ถ้าแม่ไม่อยู่ คิดถึงหนูหน่อยนะ
หนูขอสัญญาว่าหนูจะเป็นเด็กดี

ถ้าแม่ฟังอยู่ไม่ว่าแม่อยู่ไหน
ไม่ว่าแม่เป็นใครช่วยส่งรักกลับมา
ถ้าแม่ไม่อยู่ คิดถึงหนูหน่อยนะ
หนูขอสัญญาว่าหนูจะเป็นเด็กดี

ถ้าแม่ฟังอยู่ไม่ว่าแม่อยู่ไหน
ไม่ว่าแม่เป็นใครช่วยส่งรักกลับมา
ถ้าแม่ไม่อยู่ คิดถึงหนูหน่อยนะ
หนูขอสัญญาว่าหนูจะเป็นเด็กดี


http://www.tlcthai.com/webboard/music_p ... t_id=26992

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ก.ค. 2009, 21:20 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




403px-Breastfeeding_infant.jpg
403px-Breastfeeding_infant.jpg [ 30.41 KiB | เปิดดู 2759 ครั้ง ]
อ่านเรื่องนี้เศร้าใจทุกครั้งเลยค่ะ ...

เรายังโชคดีที่ยังมีแม่อยู่ ... บางครั้งอาจมีบ้างที่ไม่ค่อยจะลงรอยกับแม่ ..

แต่ก็อดทนค่ะ ไม่เคยต่อปากต่อคำกับแม่ นิดเดียวไม่เคยคิดจะต่อปากกับแม่ นั่งเงียบตลอด

แต่เด็กเหล่านี้ .. บ้านราชวิถี ... แม้แต่จะได้กอดแม่ เขาก็ไม่เคยได้กอด ...

ฟังเพลงนี้ทีไร .. น้ำตาซึมทุกทีค่ะ ... สงสารน้องๆ ...

แล้วแบบนี้ถ้าเราไม่ดีกับแม่ให้มากๆ น่าอายน้องๆเขามากๆเลยนะคะ ...

ทุกวันนี้พยายามทำความดีเพื่อแม่ค่ะ เผื่ออนิสงฆ์ผลบุญจากการตั้งใจกระทำความดีนี้

ส่งผลให้ชีวิตของแม่ในปัจจุบันและบั้นปลายของชีวิต พบแต่ความสุข

แค่นี้ก็ดีใจสุดๆแล้วค่ะ

รักแม่จัง

Love Mom

ซารางเฮโย

เฌอแตม

ดิอาโม

คิมมิโอะ ไอชิเตรุ

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ก.ค. 2009, 21:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 พ.ค. 2008, 14:14
โพสต์: 3836

อายุ: 12
ที่อยู่: กทม.

 ข้อมูลส่วนตัว


:b20: :b20: :b20: :b20: :b8: :b8: :b8: :b8: :b8:

.....................................................
อาทิ สีลํ ปติฏฺฐา จ กลฺยาณานญฺจ มาตุกํ
ปมุขํ สพฺพธมฺมานํ ตสฺมา สีลํ วิโสธเย
ศีลเป็นที่พึ่งเบื้องต้น เป็นมารดาของกัลยาณธรรมทั้งหลาย
เป็นประมุขของธรรมทั้งปวง เพราะฉะนั้นควรชำระศีลให้บริสุทธิ์
....................................

"หากเป็นคนฉลาดก็มีแต่จะทำให้คนอื่นรักตนเท่านั้น-วาทะคุณกุหลาบสีชา"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ก.ค. 2009, 21:47 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




imagesf.jpg
imagesf.jpg [ 3.75 KiB | เปิดดู 2739 ครั้ง ]

นี่ก็อีกเรื่องหนึ่ง

ภาพเหตุการณ์อุบัติเหตุรถชนกันบนถนนสายหนึ่ง..อาจไม่ทำให้ผู้ที่เห็นเหตุการณ์น้ำตาไหล..

ถ้าผู้เคราะห์ร้ายนั้นไม่เป็นแม่-ลูกเล็ก ..เช้าวันหนึ่งมีรถตู้ชนกับรถบรรทุก มีผู้เสียชีวิตทันที 15 คน

อีก18คนบาดเจ็บ ... หนึ่งในผู้รอดชีวิตเป็นเด็กทารกเพศหญิงอายุเพียง 9 เดือน และแม่ของเขา

หลังเกิดเหตุ2วัน นักข่าวไปเยี่ยมสองแม่ลูกที่ ร. พ. พบเด็กน้อยที่นอนอยู่เตียงข้างๆแม่ที่หมดสติอยู่

ได้ร้องไห้ไม่หยุดมาชั่วโมงกว่าแล้ว....นางพยาบาลจับมือที่เย็นเฉียบของหนูน้อยแล้วพูดเบาๆว่า

"เด็กคงจะหิวนมแม่ " ผ่านไป2ชั่วโมงดูเหมือนแม่ที่นอนสลบอยู่ได้ถูกเสียงร้องของลูก

ปลุกให้ตื่นเสียแล้ว...แต่ไม่สามารถพูดหรือขยับเขยื้อนใดๆได้...มีเพียงน้ำตาเท่านั้นที่ไหลออกมา...

และจากแววตาที่พยายามบอกอะไรสักอย่างกับนักข่าว......เมื่อเห็นว่าเด็กยังร้องไม่หยุด

นักข่าวจึงเข้าใจ "สาร" ที่แม่พยายามสื่อให้......นักข่าวจึงค่อยๆอุ้มเด็กไปไว้กับแม่พอเด็กน้อยได้ดูดนม

จากอกแม่ที่แสนอบอุ่น ก็หยุดร้องทันที และตอนนี้อาการกระวนกระวายใจของแม่ก็ลดลงด้วย

นางพยาบาลและนักข่าวที่มองดูอยู่ ต่างพาร้องไห้ตามๆกัน

.....เธอ ผู้เป็นแม่และลูกเป็นผู้รอดชีวิตจากอุบัติเหตุครั้งนั้น...แต่เธอ....

เวลานั้นยังอยู่ในขีดอันตราย.....

เนื่องจากมีเลือดคลั่งในช่องท้องอย่างหนัก ประมาณ 600 ม.ล. และที่ลูกเธอบาดเจ็บไม่มากนักเพราะ

แม่คอยกั้นลูกไว้ แต่....แม้ความตายยังรอเธออยู่ข้างหน้า มันก็ไม่อาจขวางกั้นความรักของแม่

ที่มีต่อลูกได้...... อีก2วันต่อมา....จึงรู้ว่า...หนูน้อยได้ดื่มนมแม่วันนั้น........เป็นมื้อสุดท้าย

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ก.ค. 2009, 21:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




41718.jpg
41718.jpg [ 34.74 KiB | เปิดดู 2737 ครั้ง ]
คำอธิบาย: คำอธิบาย: ที่ชายป่าแห่งหนึ่ง ไม่ไกลจากเชิงเขา ตากับยายปลูกกระท่อมอาศัยอยู่กันตามลำพัง มีอาชีพเก็บผักและของป่าไปขายพอเลี้ยงชีพได้ ตากับยายเลี้ยงไก่ไว้ตัวหนึ่ง ต่อมาแม่ไก่ออกไข่และฟักออกมาเป็นลุกน้อยๆ น่ารักถึงเจ็ดตัว ทุกเช้าแม่ไก่จะร้องกุ๊กๆ เรียกลูกออกไปหากิน สอนให้คุ้ยเขี่ยอาหารและแมลงเล็กๆ ตามพื้นดิน บางวันยายก็จะโปรยข้าวสุกเหลือๆ จากก้นหม้อให้กินด้วย แม่ไก่กับลูกๆทั้งเจ็ดมีความสุขมาก และรู้สึกกตัญญูต่อตายายที่เลี้ยงดูพวกตนอย่างเมตตา ส่วนตากับยายนั้นก็เฝ้าดูแม่ไก่และลูกเจี๊ยบน้อยที่คลอเคลียตามแม่ไม่ยอมห่างด้วยความเอ็นดู
chic1.jpg
chic1.jpg [ 18.16 KiB | เปิดดู 2736 ครั้ง ]
คำอธิบาย: คำอธิบาย: ยายตั้งชื่อลูกเจี๊ยบตัวเล็กที่สุดว่า เจ้า "จิ๋ว"
"ดูเจ้าจิ๋วสิตา ท่าทางมันขี้อ้อนแม่มันน่าดู" ยายพูด
วันหนึ่งขณะที่แม่ไก่พาลูกๆ คุ้ยเขี่ยหากินอยู่ที่ลานดินหน้ากระท่อม แม่ไก่รู้สึกมีเงาดำทะมึนแผ่กว้างอยู่บนฟ้า แม่ไก่ตกใจรีบส่งเสียงเรียกลูกมาใกล้ๆ แต่ลูกๆ ก็ไม่ได้ยิน แม่ไก่แหงนหน้าขึ้นมองก็เห็นเหยี่ยวตัวใหญ่กำลังถลาร่อนลงมาจะโฉบเอาเจ้าจิ๋วลูกรัก
"โอ..แย่แล้ว...กุ๊กๆๆ เจ้าจิ๋วลูกรักวิ่งหนีไปเร็ๆ ลูกๆ วิ่งเร็วๆ" แม่วิ่งผวาไปหาลูก แล้วกางปีกป้องกันลูกรัก เรียกลูกมาซุกใต้ปีกของตัวแล้วพาวิ่งไปหมอบที่กอไผ่อย่างรวดเร็ว ตากับยายได้ยินเสียงลูกไก่ร้องจึงรีบวิ่งออกมาช่วยไล่เหยี่ยวบินหนีไป แม่ไก่และลูกๆ จึงปลอดภัยและยิ่งรักตากับยายมากขึ้น

chic-5.jpg
chic-5.jpg [ 18.12 KiB | เปิดดู 2734 ครั้ง ]
คำอธิบาย: คำอธิบาย: เย็นวันหนึ่งมีพระธุดงค์มาปักกลดอยู่ริมเชิงเขา ตากับยายจึงเข้าไปนมัสการ และตั้งใจว่าจะทำอาหารไปถวายพรุ่งนี้ แต่เมื่อค้นดูเสบียงอาหาร ในครัวก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย ตากับยายสงสารพระมากเกรงว่าจะอดอาหาร เพราะในละแวกนี้มีบ้านของตนเพียงหลังเดียว จึงปรึกษากันว่าอาจจะต้องฆ่าแม่ไก่แล้วทำอาหารถวายพระ ทั้งตาและยายรู้สึกเศร้าใจมากด้วยความรักและสงสารแม่ไก่และลูกเจี๊ยบต้องกลายเป็นลูกไก่กำพร้า บังเอิญแม่ไก่แอบได้ยินตากับยายปรึกษากัน จึงตัดสินใจยอมสละชีวิตเพื่อตอบแทนบุญคุณของตากับยาย แม่ไก่เรียกลูกๆ มาเล่าเรื่องให้ฟัง และสั่งสอนให้รักกันอย่าทะเลาะกัน เจ้าจิ๋วลูกสุดท้องอย่ากวนใจพี่มากนัก อย่าขี้อ้อนงอแง
"จำไว้นะลูกๆ ต้องรักกัน สามัคคีกัน อย่าทำให้ตากับยายร้อนใจ

chic-2.jpg
chic-2.jpg [ 15.28 KiB | เปิดดู 2730 ครั้ง ]
คำอธิบาย: คำอธิบาย: "ฮือๆ หนูจะอยู่กับแม่ หนูคิดถึงแม่ แม่อย่าทิ้งลูกๆไปนะจ๊ะ" ลูกไก่ร้องไห้รำพันอย่างน่าสงสาร ทุกตัวต่างกอดซุกอยู่กับอกแม่เป็นครั้งสุดท้าย
เช้ามืดวันรุ่งขึ้น เมื่อตากับยายก่อไฟเตรียมประกอบอาหาร ทันใดนั้นตากับยายก็ต้องตกตะลึงจนร้องไม่ออก เมื่อเห็นลูกไก่ทั้งเจ็ดตัววิ่งตามกันกระโดดเข้ากองไฟด้วยความรักแม่ไก่

chic-4.jpg
chic-4.jpg [ 17.22 KiB | เปิดดู 2722 ครั้ง ]
คำอธิบาย: คำอธิบาย: เทวดานางฟ้าผู้พิทักษ์ความดี ต่างก็ซาบซึ้งในความกตัญญูของแม่ไก่และลูกไก่ จึงรับเอาลูกไก่ทั้งเจ็ดไปอยู่บนฟากฟ้ามีแสงระยิบระยับเป็นประกาย ประกาศถึงความดีที่มีความรักความสามัคคีของพี่น้องทั้งเจ็ดนั่นเอง
เด็กๆ มักได้ฟังนิทานเรื่อง " ดาวลูกไก่" อยู่เสมอเมื่อมองฟากฟ้ายามปราศจากเมฆฝน ก็จะเห็นดาวลูกไก่ดวงเล็กๆ ที่อยู่กันเป็นกลุ่มส่องแสงระยิบระยับน่าเอ็นดู และมีความเชื่อว่าลูกไก่สละชีวิตตามแม่ไก่ไป

chic-3.jpg
chic-3.jpg [ 10.29 KiB | เปิดดู 2718 ครั้ง ]
นิทานพื้นบ้าน อ่านแล้วกินใจมากๆ ความรักของแม่

เรื่องเล่าจาก " ดาวลูกไก่ "


ในความเป็นนิทานนั้นผู้เล่ามุ่งหวังจะสะท้อนให้เห็นถึงความรักของแม่ที่มีต่อลูก ความเมตตาของมนุษย์ที่มีต่อสัตว์เลี้ยง และความกตัญญูรู้คุณ อีกทั้งความตั้งใจทำหน้าที่ตามบทบาทของตนให้ดีที่สุด ดังนั้นขอให้น้องๆ เรียนรู้แบบอย่างที่ดีจากนิทานเรื่องนี้ เมื่อใดที่แหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า แลเห็นกลุ่มดาวลูกไก่ ก็ขอให้นึกถึงความสามัคคี ความรัก ความกตัญญู ที่จะส่องประกายระยิบระยับอยู่ในใจของพวกเราตลอดไป...

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ก.ค. 2009, 03:03 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 31 พ.ค. 2009, 02:41
โพสต์: 5637

แนวปฏิบัติ: พอง ยุบ
ชื่อเล่น: เจ
อายุ: 0
ที่อยู่: USA

 ข้อมูลส่วนตัว www


ขออนุโมทนาค่ะ อ่านข้อความทั้งหมดแล้ว
คิดถึง และอยากกอดทั้ง"แม่" และ "ลูกๆ" ค่ะ
บ้างครั้งเคยคิดนะค่ะว่า ที่เรารักลูกๆสองคนมากมายจนไม่สามารถบรรยาย
ได้นั้น ความรักที่ให้ลูกสองคนของเรา รวมแล้วจะเท่ากับความรักที่แม่
มีให้เราคนเดียวบ้างไหม? mellow

:b41: :b41: :b41: :b43: :b41: :b41: :b41:

เจริญในธรรมค่ะ

.....................................................
"มิควรหวังร่มเงาจากก้อนเมฆ"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ก.ค. 2009, 16:32 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 3
สมาชิก ระดับ 3
ลงทะเบียนเมื่อ: 10 ก.พ. 2009, 22:06
โพสต์: 194

อายุ: 38
ที่อยู่: นันทบุรีศรีนครน่าน

 ข้อมูลส่วนตัว


......อ่านแล้วสะอึกครับและยอมรับโดยไม่อายว่าสะอื้นจริงๆ คนบางคนกว่าจะรู้ว่า พ่อแม่รักเรามากแค่ไหน บางครั้งก็สายไปแล้ว อยากจะกอดท่าน ก็ไม่มีท่านให้กอด เรารักลูกของเราอย่างไร ไม่ต่างกับที่ท่านรักเราเลย ผมเองก็เหลือแม่ให้กอดอยู่คนเดียว เป็นพระอรหันต์องค์เดียวที่เหลืออยู่ คราวก่อนผมได้ซีดีธรรมะมาแผ่นหนึ่ง มีการขับกลอน "พ่อแก่..แม่เฒ่า" และ"สำนึกถึงวันเกิด"เปิดฟังตอนขับรถคนเดียว สะอื้นออกมาเลยทีเดียว เลยนำมาฝากทุกท่านครับ

“สำนึกถึงวันเกิด”
งานวันเกิด ที่ยิ่งใหญ่ ใครคนนั้น
ฉลองกัน ในกลุ่ม ผู้ลุ่มหลง
หลงลาภยศ สรรเสริญ เพลินทะนง
วันเกิดส่ง ชีพสั้น เร่งวันตาย
อีกมุมหนึ่ง ซึ่งเหงา น่าเศร้าแท้
หญิงแก่แก่ นั่งหงอย และคอยหาย
โอ้วันนี้ ในวันนั้น อันตราย
แม่คลอดสาย โลหิต แทบปลิดชนม์
วันเกิดลูก เกือบคล้าย วันตายแม่
เจ็บท้องแท้ เท่าไร ก็ไม่บ่น
กว่าอุ้มท้อง กว่าคลอด รอดเป็นคน
เติบโตจน ป่านนี้ นี่เพราะใคร
แม่เจ็บเจียน ขาดใจ ในวันนั้น
กลับเป็นวัน ลูกฉลอง กันผ่องใส
ได้ชีวิต แล้วก็เหลิง ระเริงใจ
ลืมผู้ให้ ชีวิต อนิจจา
ไฉนจึง เรียกกัน ว่าวันเกิด
วันผู้ให้ กำเนิด จะถูกกว่า
คำอวยพร ที่เขียน ควรเปลี่ยนมา
ให้มารดา คุณเป็นสุข จึงถูกแท้
เลิกจัดงาน วันเกิด กันเถิดนะ
ควรแต่จะ คุกเข่า กราบเท้าแม่
ระลึกถึง พระคุณ อบอุ่นแท้
อย่ามัวแต่ จัดงาน ประจานตัว

“พ่อแก่...แม่เฒ่า”

พ่อแม่ ก็แก่เฒ่า
จำจากเจ้า ไม่อยู่นาน
จะพบ จะพ้องพาน
เพียงเสี้ยววาร ของคืนวัน
ใจจริง ไม่อยากจาก
เพราะยังอยากเห็นลูกหลาน
แต่ชีพ มิทนทาน
ย่อมร้าวราน สลายไป
ขอเถิด ถ้าสงสาร
อย่ากล่าวขาน ให้ช้ำใจ
คนแก่ ชะแรวัย
คิดเผลอไผล เป็นแน่นอน
ไม่รัก ก็ไม่ว่า
เพียงเมตตา ช่วยอาทร
ให้กิน และให้นอน
คลายทุกข์ผ่อน พอสุขใจ
เมื่อยาม เจ้าโกรธขึ้ง
ให้นึกถึง เมื่อเยาว์วัย
ร้องไห้ ยามป่วยไข้
ได้ใครเล่า เฝ้าปลอบโยน
เฝ้าเลี้ยง จนโตใหญ่
แม้เหนื่อยกาย ก็ยอมทน
หวังเพียง จะได้ยล
เติบโตจน สง่างาม
ขอโทษ ถ้าทำผิด
ขอให้คิด ทุกทุกยาม
ใจจริง มีแต่ความ
หวังติดตาม ช่วยอวยชัย
ต้นไม้ ที่ใกล้ฝั่ง
มีหรือหวัง อยู่นานได้
วันหนึ่ง คงล้มไป
ทิ้งฝั่งไว้ ให้วังเวง


เจริญในธรรมทุกๆท่านครับ


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ก.ค. 2009, 23:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




คำอธิบาย: หวังว่า สักวัน ลูกจะมีชีวิต สักครั้ง เหมือนลูกของคนอื่นๆ
Q8018977-0.jpg
Q8018977-0.jpg [ 67.69 KiB | เปิดดู 2643 ครั้ง ]
คำอธิบาย: ความเป็นแม่ ของสัตว์
Q8018977-1.jpg
Q8018977-1.jpg [ 77.75 KiB | เปิดดู 2641 ครั้ง ]
คำอธิบาย: ความรักของแม่และ ลูกที่หมดลมหายใจ
Q8018977-2.jpg
Q8018977-2.jpg [ 25.98 KiB | เปิดดู 2638 ครั้ง ]
คำอธิบาย: แต่ หนทาง ก็มีแต่ ลิบลิ่ว
Q8018977-3.jpg
Q8018977-3.jpg [ 91.21 KiB | เปิดดู 2630 ครั้ง ]
คำอธิบาย: เพื่อนๆ รอบข้างต่างจ้องมอง
Q8018977-4.jpg
Q8018977-4.jpg [ 29.62 KiB | เปิดดู 2623 ครั้ง ]
Q8018977-5.jpg
Q8018977-5.jpg [ 90.05 KiB | เปิดดู 2616 ครั้ง ]
คำอธิบาย: ดู ครอบครัว ตัวอื่นสิ
Q8018977-6.jpg
Q8018977-6.jpg [ 110.77 KiB | เปิดดู 2607 ครั้ง ]
คำอธิบาย: ตื่นมาวิ่งเร็วสิ ลูกรัก
Q8018977-7.jpg
Q8018977-7.jpg [ 22.44 KiB | เปิดดู 2606 ครั้ง ]
คำอธิบาย: สุดท้าย และท้ายสุด จากไปอย่างไม่มีวันกลับ
Q8018977-8.jpg
Q8018977-8.jpg [ 67.69 KiB | เปิดดู 2602 ครั้ง ]

ความรักของแม่ลิง ที่มีต่อลูกลิงที่เสียชีวิตไปแล้ว

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ก.ค. 2009, 23:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 ก.ค. 2006, 22:20
โพสต์: 5977

โฮมเพจ: http://walaiblog.blogspot.com/
แนวปฏิบัติ: กายคตาสติ
อายุ: 0
ที่อยู่: สมุทรปราการ

 ข้อมูลส่วนตัว




siamhadotcom1720.jpg
siamhadotcom1720.jpg [ 29.56 KiB | เปิดดู 2598 ครั้ง ]
เรื่องเล่า เกี่ยวกับความรักของแม่

แม่ผู้แก่เฒ่าเดินไม่ได้คนหนึ่ง เป็นที่รำคาญใจของลูกชาย เหลือเกิน ...
สมัยนั้นยังไม่มีสถานสงเคราะห์คนชรา จึงไม่รู้ว่าจะเอาแม่ไปฝากใครให้เลี้ยงแทน ...

ชายหนุ่มจึงตัดสินใจแบกเอาไปปล่อยป่าให้อยู่ตามยถากรรม ...

ระหว่างทาง แม่ไม่วอนขอ... ไม่ถาม... ไม่ว่าอะไร...

ตั้งใจหักกิ่งไม้ตามทาง เรื่อยไป เข้าป่าลึก

ไกลมากแล้ว.....ลูกชายวางแม่ลงบนโขดหิน แล้วหันหลังเดินกลับทางเดิมไป ...

... ตอนนี้เอง ที่แม่ตะโกนตามหลังลูกชายไปว่า ...

"ลูกเอ๋ย เดินตามรอยกิ่งไม้ที่แม่หักไว้ให้นะ จะได้ไม่หลงทาง..."

.....................................................
มิจฉาปณิหิตจิต จิตที่ตั้งไว้ผิด ย่อมตามพิชิตตัวเอง

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ตามการกระทำของแต่ละคน (ตามความเป็นจริง)
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 27 ก.ค. 2009, 05:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2009, 10:12
โพสต์: 905

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว




001-1814.jpg
001-1814.jpg [ 68.27 KiB | เปิดดู 2527 ครั้ง ]
ประตูบ้าน​ที่ไม่เคยล็อก...​...​.ศาลานกน้อย

เป็นเรื่อง​ของหญิงสาววัยรุ่น​ที่ทะเลาะ​กับแม่ อย่างรุนแรง
ทำให้เธอตัดสินใจหนีออกจากบ้าน ​เป็นการตัดสินใจด้วยอารมณ์ชั่ววูบ
​แต่ก็มากล้นด้วยทิฐิ ​ความหิวทำให้เธอ ตัดสินใจ​ใช้ชีวิตด้วยการ​เป็นโสเภณี
ขายตัว ​และนอนตามข้างถนน ยึดอาชีพนี้เรื่อยมา
จากวัน​เป็นเดือน จากเดือน​เป็นปี จากปี​เป็นหลาย ๆ​ ปี

จากเด็กหญิงกลาย​เป็นหญิงสาว
แล้ว​วัยของเธอก็ร่วงโรยลง​ไปตามกาลเวลา
เช่น​กับแม่​ที่​เมื่อพ่อตาย​ไปด้วยโรคชรา แม่​ซึ่งอยู่​ในวัยชรามาก
แม่ตัดสินใจออกเดินทางตามหาลูกสาว
รู้ข่าวว่าลูกสาวอยู่​​ที่ไหนแม่ก็ตาม​ไปถึง​ที่นั่น
​แต่ก็คลาดกันทุกครั้ง จนผู้เป็นแม่เริ่มท้อ
แม่จึงเดินเข้า​ไปในศูนย์ช่วยเหลือเร่งด่วน​เพื่อขอ​ความช่วยเหลือ

แม่บอก​กับเจ้าหน้า​ที่ว่า ขอฉันขอติดประกาศตามหาคน​ได้หรือไม่
เจ้าหน้า​ที่อนุญาต แม่จึง​ใช้รูปของเธอ​ซึ่งถึงวันนี้แก่มากแล้ว​ติดประกาศ
​พร้อมเขียนใต้รูปว่า กลับบ้านเถอะลูก แม่ให้อภัยแล้ว​

หลังหญิงชราพ้น​ไป
ลูกสาวก็เข้ามาในศูนย์นั้น​
​ทั้งสองคนคลาดกันด้วยเส้นยาแดง
หญิงสาวเห็นรูป​ที่ติดประกาศ
จึงเดินเข้า​ไปดูด้วย​ความรู้สึกคุ้นเคย ​
และยิ่งเธอเพ่งพิศดูรูปนั้น​ทำให้เธอมั่นใจว่า
นั่น​คือ " แม่ " หญิงสาวจึงนึกขึ้น​​ได้ว่า ​
ความเลวร้ายทุกสิ่งทุกอย่างแม่ให้อภัยหมดแล้ว​
เธอต่างหาก​ที่ถือทิฐิอยู่​ คิดเช่นนั้น​เธอจึงตัดสินใจกลับบ้าน

​เมื่อมาถึงบ้านก็​เป็นเวลาดึกมากแล้ว​ ​ความลังเลก็เกิดขึ้น​
ว่า​จะเคาะประตูดีหรือไม่ ป่านนี้แม่คงนอนหลับแล้ว​
​แต่​ที่สุดเธอก็ตัดสินใจเคาะประตู ปรากฎว่าประตูนั้น​ไม่​ได้ล็อค
มันค่อย ๆ​ แง้มเปิดออก ถึงตอนนั้น​ หญิงสาวรีบวิ่งขึ้น​​ไป​ที่ห้องนอนแม่
​เพราะเกรงว่าดึกดื่นบ้านไม่​ได้ล็อค แม่​จะ​เป็นอันตรายจากโจรผู้ร้ายหรือเปล่า
​แต่​เมื่อเข้า​ไปถึงก็ปรากฎว่าแม่ยังหลับสบายดี

​ความสงสัยของเธอ​ได้รับคำตอบว่า ตั้งแต่วัน​ที่ลูกออกจากบ้าน​ไป
ประตูบ้านก็ไม่เคยปิดล็อคเลย​ ทำนบน้ำตาของเธอ​ที่กั้นไว้นาน ก็ถึงกาลร่วงพลู

.....................................................
"ก้มกราบบ่อยๆ ช่วยขจัดความหยิ่ง-ทะนงออกได้"
แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 14 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร