วันเวลาปัจจุบัน 15 พ.ย. 2019, 14:21  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ก.พ. 2016, 09:16 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4894

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ
วัดอรัญญบรรพต
อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย


พระธรรมเทศนาเนื่องใน “วันมาฆบูชา”

:b46: :b46:

ทำพิธี “วันมาฆบูชา” แต่ว่าบังเอิญปีนี้มันแปดสองหน ก็ต้องได้เลื่อนไปเดือนสี่เพ็ญ ต้องเลื่อนมาฆบูชาไปเดือนสี่เพ็ญ เดือนสี่เพ็ญนี่เป็นกลางเดือน วันนี้เราก็ถือว่าเป็นวันที่คล้ายกับวันที่พระศาสดาได้ทรงปลงพระชนมายุสังขาร ขอให้พากันน้อมนึกถึงพระโอวาทย่อๆ ของพระองค์ซึ่งพระองค์ทรง (เทปขาด) สองพันห้าร้อยรูปตั้งแต่ครั้งนั้น พระโอวาทโดยย่อที่ทรงแสดงนั้นก็ทรงสั่งสอนให้ “ละความชั่ว ทำความดีแล้วก็ชำระจิตใจให้ผ่องใสสะอาดจากกิเลสบาปอธรรมทั้งหลาย” อันนี้เป็นโอวาทย่อๆ โอวาทที่เป็นจำนวนมากๆ นั้นก็มารวมลงในโอวาทย่อๆ ๓ อย่างนี้เองนะ ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมะหลายเรื่องหลายรส อันหมู่นั้นน่ะ ความมุ่งหมายแล้วก็เพื่อที่จะให้ผู้ฟังทั้งหลายนั้นได้มาพิจารณาตัวเอง ว่าความชั่วมีในตัวของตนอย่างไรบ้าง เมื่อได้ทราบคำสอนของพระพุทธองค์แล้วนะแล้วก็มาพิจารณาดูว่า ความชั่วที่พระศาสดาทรงแสดงไว้แล้วนั่นน่ะ ตนได้ละแล้วหรือยัง หรือว่ายังทำอยู่ นี่แหละทรงพระประสงค์จะให้มาสำรวจตรวจตราดูตนของตนเองนี่ให้รู้ให้เข้าใจ ให้รู้เรื่องของตัวเอง หมายความว่าอย่างนั้น เมื่อรู้ว่า บาปอย่างนี้อย่างนี้ตนได้ละมาแล้ว อย่างนี้ยังไม่ได้ละ อย่างนี้ก็จะได้ละบาปที่มันยังหลงเหลืออยู่นั้น ให้มันหมดไปสิ้นไป แล้วกุศลคุณงามความดีอะไรที่ตนยังไม่ได้ทำก็ดี หรือทำมาแล้วก็ดี ก็ต้องพิจารณาให้รู้ให้เห็น ส่วนใดที่ยังไม่ได้ทำ ก็จะได้พยายามทำให้เกิดให้มีขึ้น เมื่อเรารู้ว่าเรายังไม่ได้ทำ ส่วนใดที่ทำมาแล้วก็จะได้พยายามรักษาไว้ ไม่ให้มันเสื่อม อันนี้ล่ะความมุ่งหมายของโอวาทย่อๆ อันนั้น

แล้วบัดนี้การที่บุคคลจะมาละความชั่ว ทำความดีได้ มันก็ต้องขึ้นอยู่กับดวงจิตดวงเดียวนี้ หากว่าบุคคลไม่ฝึกฝนอบรมจิตนี้ให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิลงไป เช่นนี้มันก็ยากที่มันจะมีกำลังใจมาละความชั่ว แล้วก็ทำความดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไปได้ ดังนั้นแหละในพระโอวาทย่อๆ สามข้อนั้น ข้อสุดท้ายจึงว่า “การฝึกฝนอบรมจิตให้ผ่องใสสะอาด” นี่นับว่าเป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่มาตรัสรู้ในโลกนี้ ทั้งนี้ก็เพราะว่า ไม่ว่าคนในยุคใดสมัยใด ในกัปใดกัลป์ใดก็ตามที่ล่วงมาแล้วก็ดี หรือที่จะเกิดต่อไปเบื้องหน้าก็ดี ก็ล้วนตั้งแต่มีกิเลสตัณหาอวิชชาต่างๆ หมู่นี้ล่ะติดตามมา ตกแต่งอัตภาพร่างกายนี้ให้ มันถึงได้เกิดเป็นรูปเป็นนามอันนี้ขึ้นมา เรียกว่า พูดง่ายๆ ว่า อวิชชาตัณหานั่นแหละ มันปั่นจิตใจของคนเราให้จิตนี้ใช้กายทำ ใช้วาจาพูด ดีบ้าง ชั่วบ้าง สลับกันไปอย่างนี้ ตกลงว่า คนหนึ่งๆ ที่ท่องเที่ยวมาในวัฏสงสารนี้ เมื่อยังไม่รู้แจ้งในอริยสัจธรรมแล้วมันก็ทำทั้งกรรมดี ทำทั้งกรรมชั่ว พร้อมกันมา ไอ้บางคนก็บางชาติก็ทำกรรมดีมากกว่ากรรมชั่วก็มี ทีนี้บางชาติก็อาจจะทำกรรมชั่วมากกว่ากรรมดีก็มี มันจะคณนาไม่ได้เลยชีวิตนี้ของมนุษย์เราน่ะ ทั้งนี้ก็เพราะว่า มันยังไม่มีปัญญา ยังไม่มีความรู้ความฉลาด ยังไม่ได้อบรมจิตใจ ให้สงบระงับ ให้ตั้งมั่นอยู่ในกุศลคุณงามความดี เรียกว่าเป็นจิตสามัญธรรมดาทั่วๆ ไป

บาดนิมันก็เกี่ยวกับการสังคมกันอีกด้วยนี้นะ “การคบหาสมาคม” บางชาติที่เกิดมาบังเอิญได้มาได้คบกับคนพาลเข้าไป คนพาลก็ชักจูงให้ไปกระทำความชั่ว เช่นนี้มากกว่าการกระทำความดี หลังจากหมดอายุสังขารแล้ว กรรมชั่วนั้นก็นำไปสู่ทุกข์ในอบายภูมิทั้งสี่ภูมิใดภูมิหนึ่ง มีนรกเป็นต้น บางชาติเกิดมาในโลกนี้แล้ว ได้มาพบกับนักปราชญ์บัณฑิต ได้สมาคมกับนักปราชญ์บัณฑิต นักปราชญ์ท่านก็จะแนะนำให้แต่ทำแต่ความดี ทางใดเป็นทางแห่งความชั่วท่านก็จะแนะนำให้ละให้เว้นไป เมื่อได้ปฏิบัติตามโอวาทของนักปราชญ์นั้นแล้ว ผู้นั้นก็จะได้มีบุญกุศลเกิดขึ้นในจิตใจของตนมากกว่าบาปในชาตินั้น เรียกว่าเป็น ผู้สั่งสมบุญกุศลให้ได้มากกว่าบาป เมื่อหมดอายุสังขารแล้ว บุญกุศลนั้นก็จะนำดวงจิตนี้ไปเกิดในที่มีความสุขความสบายไป ถ้าเกิดมาเป็นคนก็เรียกว่าเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยลาภยศสรรเสริญ มีอายุยืนยาวนาน มีผิวพรรณผ่องใส มีสติปัญญาดี ก็ด้วยอานิสงส์ที่ได้สมาคมคบหากับคนดี คนดีได้แนะนำให้กระทำความดีได้หลายอย่าง อานิสงส์นั้นแหละมันติดตามมาตกแต่งให้

อย่างผู้ที่ได้มีศรัทธาเข้ามาบวชเรียนในพุทธศาสนาอย่างนี้ก็เข้าใจว่าแต่ก่อนนั้นก็คงได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนามา ถ้าไม่ได้ออกบวชก็ได้รักษาศีลอุโบสถ การรักษาศีลอุโบสถเสมอไปนี่ ท่านว่าเป็นอุปนิสัยปัจจัยให้เกิดไปชาติต่อไปนั้นก็จะได้บวชเรียนเขียนอ่านในพุทธศาสนา เรียกว่า ใจน้อมไปในเนกขัมมบารมี เพราะว่า การรักษาอุโบสถศีลนี่มันเป็นการเว้นจากความเพลิดเพลินมัวเมาในกามคุณทั้งหลาย มีแต่ใจน้อมไปสู่ความสงบระงับ ข้อบัญญัติในศีลอุโบสถ ๘ ประการนั้น ใน ๓ ข้อตอนปลายนั้นก็ล้วนตั้งแต่เป็นข้อบัญญัติห้ามเพลิดเพลินในกามคุณทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้นแหละอานิสงส์แห่งการรักษาอุโบสถนี่มันจึงส่งให้มีจิตใจน้อมไปในทางบวช เบื่อหน่ายในการครองเรือน ถ้าหากว่าผู้ใดไม่คิดว่าจะรักษาศีลอุโบสถเลยสำหรับผู้ครองเรือนเนี่ย ว่าอย่างดีก็มีแค่ศีลห้าเท่านั้น เมื่อเกิดไปชาติใดภพใดก็จะเป็นผู้ครองเรือนอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่คิดที่จะออกบวช เพราะไม่มีบุญกุศลอันสูงกว่านั้นน่ะมากระตุ้นเตือนใจให้คิดน้อมไปในทางเนกขัมมบารมีดังกล่าวนั้น ก็ได้ครองเรือนอยู่นั้นจนตลอดชีวิต เรียกว่า บุญกรรมนี่ยุติธรรมมากทีเดียวแหละ ผู้ใดทำบุญกุศลประเภทใด บุญกุศลประเภทนั้นมันก็ทำหน้าที่ของมันไปตามประเภทของบุญนั้นแหละ ผู้เคยเป็นนักบวชมาแต่ก่อนแล้วเกิดมาชาตินี้ก็พอใจในการบวช อย่างนั้นแหละผู้ที่ชอบใจในการครองเรือนมาแต่ก่อน เกิดมาชาตินี้มันก็มาพอใจในครองเรือน ผูกพันอยู่กับเรือน ได้ทำบุญทำกุศลไปตามกำลังของผู้ครองเรือน บางท่านก็ได้สำเร็จอรหันต์อยู่ตอนที่เป็นคฤหัสถ์อยู่นั้นแหละ พอได้ฟังพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าจบลงก็สำเร็จอรหันต์เลยก็มี สำเร็จอรหันต์แล้วมาพิจารณาดูสังขารนี้มันชีวิตนี้มันหมดลงแล้ว ท่านก็ดับขันธ์เข้าสู่นิพพานไปเลย ทีนี้ถ้าพิจารณาเห็นว่า อายุสังขารนี้ยังมีอยู่ท่านก็ขอบวชกับพระศาสดา เมื่อได้บวชเป็นพระเป็นเจ้าไปแล้วก็มีชีวิตอยู่สืบต่อไปได้จนหมดอายุสังขาร ก็จึงดับขันธ์เข้าสู่พระนิพพานไป แต่ผู้ที่สำเร็จอรหันต์เป็นคฤหัสถ์นี่มีจำนวนน้อยเดียวไม่มาก ผู้สำเร็จอรหันต์ที่ได้ออกบวชนี่มีมากมาย

เพราะฉะนั้นแหละทุกคนให้พึงพากันเข้าใจ การประพฤติเนกขัมมบารมีเนี่ยมันจึงชื่อว่าเป็นการประพฤติที่ใกล้ต่อพระนิพพานไปเลย เพราะว่า “พระนิพพาน” นั้นเป็นสถานที่รองรับดวงจิตของผู้ที่เห็นโทษในกามคุณทั้งหลาย ผู้เห็นโทษในความผูกพันอะไรต่ออะไรอยู่กับโลกสงสารอันนี้นะ เห็นว่ามันยุ่งเหยิง มันเป็นทุกข์มาก มันมีแต่ทุกข์ มันไม่มีสุข คำว่าสุขก็สุขชั่วคราว ไม่ได้สม่ำเสมอไปเลย มีทุกข์นั่นแหละมากกว่าสุขโลกสันนิวาสอันนี้ แต่อาศัยกิเลสตัณหามันย้อมจิตใจของคนทำให้คนชื่นชมยินดี กับรูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัสอันโลกสมมติกันว่า น่ารักใคร่ น่าพอใจ ต่างๆ ที่มันจะยินดีพอใจอยู่ก้เพราะมันตกอยู่ภายใต้อำนาจของอวิชชาตัณหานี้เอง ผู้ใดที่ไม่ตกอยู่ในอำนาจของอวิชชาตัณหานี่ ผู้นั้นจะไม่หลงใหลไปผูกพันยินดีกับรูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส อันโลกเขาสมมติว่า สวยๆ งามๆ เหล่านั้นเลย เพราะว่า เมื่อเพิกอวิชชาออกจากจิตใจนี้แล้ว “วิชชา” คือ ความรู้บังเกิดขึ้นในใจแล้ว มันก็จะมองเห็น รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัสต่างๆหมู่นี้ ก็ล้วนแต่เป็นของไม่เที่ยง มีความเกิดขึ้นแล้วก็แปรปรวนแตกดับไป ทั้งที่เป็นส่วนหยาบก็ดี ส่วนปานกลางก็ดี เป็นส่วนละเอียดประณีตบรรจงอย่างไรก็ตาม มันก็มีความเกิดขึ้นแล้วดับไปเหมือนกันหมดเลย ไม่มีอะไรเที่ยงยั่งยืนสักหน่อยเดียว เมื่ออวิชชาดับไป วิชชาความรู้เกิดขึ้นแล้ว มันก็จะมองเห็นความจริงของสิ่งที่ดวงจิตนี่มันเคยผูกพันมันมานับชาติไม่ถ้วนแล้วนะ มันจะเห็นแจ้งตามเป็นจริงได้เลยบาดนิ

แต่ที่มันยังผูกพันมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็เพราะมันไม่รู้ มันหลงมันเมา เหมือนกับคนเมาเหล้านี่แหละ เมื่อเมาเต็มอัตราแล้วไม่รู้เหนือรู้ใต้อะไรเลย ไม่รู้ผิดรู้ถูกอะไรเลย อยากทำอะไรก็ทำไป อยากพูดอะไรก็พูดไป ไม่รับผิดชอบในการทำการพูดของตนเลย คนเมาเหล้ามันก็ยังพอทำเนา ยังมีเวลาสร่างได้หน่อย ส่วนเมารักเมาความยินดีพอใจอยู่ในโลกอันนี้นี่มันนานหายจริงๆ น่ะ มันนานหาย มันเมานานยิ่งกว่าเมาเหล้าน่ะ แต่มันเมามานี่ไม่รู้ว่ากี่ชาติกี่ภพแล้วที่ล่วงแล้วมา ก็ยังไม่สร่างเมาซักที ถ้าว่าพูดถึงความหิว มันก็หิวมาแล้วนับชาติไม่ถ้วนเหมือนกันที่ล่วงแล้วมา จนมาถึงปัจจุบันนี่ มันก็ยังไม่อิ่ม เนี่ยลองคิดดู แล้วไม่ทราบว่าจะหิวกันไปถึงไหนกันบาดนิ หิวแล้วรับประทาน รับประทานอิ่มไปได้หน่อยก็อยากอีก ก็หิวอีก ได้ผ้านุ่งผ้าห่มใหม่ๆมา อ้าว ดีอกดีใจ เอามานุ่งมาห่มเข้าไป เหงื่อไคลถูกเข้าไปซักเข้าไป เศร้าหมองไป ชำรุดไป เอาหน่อยนึงก็ อยากได้คู่ใหม่มาสวมใส่เข้าอีกแล้ว ใช้ไปใช้ไปก็ชำรุดไปแล้วก็เกิดหิวขึ้นมาอีกแล้ว อันนี้เปรียบให้ฟัง ไอ้ความหิวในกามคุณอื่นๆมันก็เหมือนกันนี่แหละ เหมือนกันเลย ไม่แปลกกันเลย

นั่นแหละมันหิวอย่างนั้นเพราะอะไรเล่า ก็เพราะว่ามันไม่เที่ยงนั้นเองแหละ ถ้าหากว่ามันเที่ยงมันก็คงไม่หิวแน่ ได้อะไรมาแล้วก็เที่ยงยั่งยืน ไม่มีชำรุดทรุดโทรม ไม่มีเศร้าหมองเลยอย่างนี้นะ มันก็คงไม่หิวกันแหละ มันก็อิ่มอยู่ตลอดเวลาแหละ แต่นี่เพราะเหตุว่ามันเมื่อได้มาแล้วมันรู้จักชำรุดทรุดโทรมไป มันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ก็เลยผิดหวังไปล่ะทีนี้นะ ความหวังของจิตใจที่มันหลงมันเมาน่ะ ได้อะไรมาตามชอบใจแล้วก็นึกว่าอยากให้สิ่งเหล่านั้นยั่งยืนตลอดไป ไม่อยากให้มันแปรผันไปเลยอย่างนี้นะ แต่แล้วมันไม่เป็นไปตามใจหวังอะ อย่าว่าตั้งแต่วัตถุภายนอกเล้ย แม้แต่วัตถุภายในคือ อัตภาพร่างกายอันนี้ เหมือนกันนะ เมื่อแรกเริ่มใหม่ๆ มาก็รู้สึกว่า เปล่งปลั่งดีรูปร่างกายอันนี้ ผิวพรรณวรรณะอะไรก็ผุดผ่อง เต้นสามศอกออกสามวา กินได้นอนหลับ ดีทุกสิ่งทุกอย่าง ครั้นเมื่ออยู่นานปีนานเดือนนานวันเข้ามาเท่าไร อัตภาพนี้มันก็ทรุดโทรมไปเรื่อยๆ ดังที่มันปรากฏกับทุกคนนี่แหละ มันก็ทรุดโทรมไปเรื่อยๆ ไปอย่างนี้นะ แต่สำรับผู้หลงผู้เมาแล้วหากไม่ได้ความคิด มันไม่ได้พิจารณาเลย มีแต่เมาท่าเดียว เมาในสิ่งที่ตนต้องการ ที่ตนปรารถนา ตนปรารถนาสิ่งใดใจก็ไปผูกพันอยู่กับสิ่งนั้นแหละ อยากได้สิ่งนั้นมาเป็นของตน มาเป็นกรรมสิทธิ์ของตน ไม่คำนึงถึงอัตภาพร่างกายอันเป็นเรือนร่างที่อาศัยของดวงจิตนี้เลย นั้นแหละ เรือนร่างอันนี้มันจะวิบัติแปรปรวน มันจะแตกจะดับเมื่อใด ไม่ได้คำนึงถึง ฉะนั้นคนเรามันถึงละตัณหาความอยากไม่ได้เลย เนื่องจากมันไม่ได้มาทวนกระแสจิตเข้ามาภายใน มาพิจารณาอัตภาพร่างกายอันนี้ มันไม่พิจารณาเลย เมื่อไม่พิจารณามันก็ไม่เบื่อหน่าย เมื่อมันไม่เบื่อหน่ายมันก็ไม่คลายความอยากความปรารถนาในโลกสงสารอันนี้

บาดนิเมื่อเวลาความเจ็บไข้ไม่สบายมาถึงเข้ามานั่นล่ะบาดนิ ค่าที่ตนไม่ได้พิจารณาร่างกายอันนี้ให้รู้เท่าล่วงหน้าไว้ มันก็มีแต่ความทุกข์ความโศก มีแต่กลัวตายบัดนี่นะ เจ็บหนักเข้ามาแล้วก็กลัวตายแล้ว ใจมันผูกพันอยู่กับสิ่งใดก็เรียกร้องหาสิ่งนั้น เหมือนอย่างผู้หญิงคนหนึ่งแต่ในอดีตกาลโน่นแหละ ได้สามีเป็นคนดี แต่สามีเป็นคนเมืองอื่น เมื่อแต่งงานกันแล้ว สามีก็พาภรรยามาบ้านตัวเอง สามีนั้นเป็นผู้ไปศึกษาความรู้ทางการยิงธนู ยิงธนูแม่นยำมาก ก็พาภรรยาเดินทางมา ระหว่างทางกลางดงไปเจอโจรหมู่หนึ่งมีอยู่ห้าสิบคน โจรเหล่านั้นก็จะมาแย่งเอาภรรยา บาดนิฝ่ายสามีนี่ก็ต่อสู้กับโจรบาดนิ ยิงโจรตายไปแล้วสี่ร้อย เออ สี่สิบเก้าคน ตายไปแล้วสี่สิบเก้าคน ยังเหลือคนที่ห้าสิบคือ นายโจร บาดนิยิงก็ไม่ถูกกัน กอดปล้ำกันเข้าไป นายโจรก็ล้มลง ฝ่ายสามีของนางนี่ก็เรียกให้ภรรยาเอาดาบมาให้ บาดนิภรรยานี่ไปเห็นโจรนายนั้นเข้า เกิดรักใคร่นายโจรนั้น ก็เลยเอาด้ามดาบให้นายโจร เอาปลายดาบให้สามีของตัวเอง นายโจรก็เลยสังหารสามีของตัวเองให้ตายลงไป แล้วบาดนิฝ่ายหญิงคนนั้นก็ไปเป็นเมียของนายโจร นายโจรนั้นคิดได้บาดนิ เอ๊ะ หญิงคนนี้น่ะมันเป็นคนหลายใจ ก็สามีของตนแท้ๆ นะยังไม่รัก มารักคนอื่น ช่วยเหลือคนอื่นให้ฆ่าสามีของตนเองตาย ถ้าเราเอาหญิงคนนี้ติดตามไป เมื่อหญิงคนนี้ไปเห็นชายอื่น มันก็จะพอใจกับชายอื่นแล้วก็จะนัดชายอื่นมาฆ่าเราให้ตายเหมือนกับสามีเก่าของแกนั่นแหละ ว่าแล้วนายโจรก็ลวงภรรยาบอกว่า เรือที่จะข้ามไปสู่ฝั่งโน้นน่ะมันลำเล็ก ขี่ได้คนเดียวเท่านั้นล่ะ เพราะฉะนั้นเธอจงอยู่ที่ฝั่งนี้ก่อน เราจะเอาสิ่งของนี่ใส่เรือไป ข้ามไปฝั่งโน้น เมื่อไปถึงฝั่งโน้นแล้วเราเอาสิ่งของออกจากเรือแล้ว เราจะเอาเรือกลับมาเอารับไป ภรรยาก็เชื่อสามี สามีข้ามไปถึงฝั่งโน้นแล้วก็ไม่กลับมาเอาภรรยาแล้วบาดนิ ฝ่ายภรรยาก็เรียกร้องอ้อนวอนขอให้สามีมารับเอายังไง สามีก็ไม่มา เดินหนีไปซ้ำ ฝ่ายภรรยาก็เรียกร้องหาสามีอยู่..ผัวเอ้ย ผัวเอ้ย ไปตามริมแม่น้ำนั่นเรื่อยไป ตายไปแล้วก็เลยไปเกิดเป็นนกกาเหว่าหรือว่านกดุเหว่า นกดุเหว่ามันร้องว่า ผัวเอ้ย ผัวเอ้ย นั่นน่ะ นั่นแหล่ะเพราะมันอาลัยผัวตั้งแต่อดีตชาติหนหลังนู่น คิดถึงทั้งผัวเก่าคิดถึงทั้งผัวใหม่ เอ้าผัวใหม่ทอดทิ้งแล้วบาดนิก็คิดถึงผัวเก่า โอ๊ยถ้าหากว่าเราเอาด้ามดาบให้ผัวของเราเสียแล้วเราก็จะไม่ได้พลัดพรากจากผัวแล้วเพิ่นว่า บัดนี้ก็ร้องไห้คร่ำครวญหาผัว

อันนี้แหละขึ้นชื่อว่า บุคคลที่มีใจผูกพันอยู่ในกามคุณนี้เป็นจิตใจที่เหลาะแหละเหลวไหล ใจไม่ตั้งมั่นเลย พลิกแพลงเปลี่ยนแปลงไปง่าย เพราะฉะนั้นเมื่อทราบอย่างนี้แล้วทุกคนนะให้พึงพากันฝึกฝนจิตใจของตน ให้ตั้งมั่นลงไปเป็นสมาธิ เจริญปัญญาให้แก่กล้าขึ้นไป แล้วก็จะได้รู้แจ้งความจริงของชีวิตดังพรรณามาให้ฟังนั้นแหละ เราถึงจะพ้นภัยในวัฏสงสารอันนี้ได้ ดังแสดงมา ขอยุติลงเพียงเท่านี้



:b45: :b45:


จบพระธรรมเทศนา


:: ประวัติ ปฏิปทาและคำสอน “หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=43689

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 5 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร