วันเวลาปัจจุบัน 19 ส.ค. 2019, 04:03  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ต.ค. 2014, 09:31 
 
ออฟไลน์
Moderators-2
Moderators-2
ลงทะเบียนเมื่อ: 30 ก.ย. 2013, 07:16
โพสต์: 1738

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

นายจุนทะถวาย “สูกรมัททวะ” ภัตตาหารมื้อสุดท้าย
แด่พระพุทธองค์ ในเช้าวันเสด็จดับขันธปรินิพพาน


***************************************

ในครั้งพุทธกาล จุนทกัมมารบุตร (นายจุนทะ) บุตรช่างทอง ชาวเมืองปาวา
พร้อมภรรยาและบริวาร เคยถวาย “สูกรมัททวะ” ภัตตาหารมื้อสุดท้าย
แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เรือนตน ในเช้าวันเสด็จดับขันธปรินิพพาน

พระพุทธองค์ทรงตรัสแก่นายจุนทะว่า “สูกรมัททวะซึ่งท่านเตรียมไว้นั้น
จงอังคาส (ถวาย) เฉพาะแต่ตถาคตเพียงผู้เดียว
ส่วนที่เหลือนั้นให้ขุดหลุมฝังเสีย
และจงอังคาส (ถวาย) ภิกษุสงฆ์ทั้งหลายด้วยอาหารอย่างอื่นๆ เถิด”


นายจุนทะกระทำตามพระพุทธบัญชา
ครั้นเสร็จภัตกิจแล้วก็ตรัสอนุโมทนาให้นายจุนทะ
เบิกบานในไทยทานที่ถวายแล้ว ก็ทรงเสด็จกลับไปสู่สวนอัมพวัน
เมื่อพระพุทธองค์ทรงเสวยภัตตาหารของนายจุนทะในวันนั้น
ก็ทรงประชวรพระโรค “โลหิตปักขันทิกาพาธ” มีกำลังกล้าลงพระโลหิต
(อาการท้องร่วงเป็นโลหิต) เกิดทุกขเวทนามาก
ได้แสดงปุพพกรรมที่ทรงทำไว้ในชาติก่อนแก่พระอานนท์แล้วตรัสว่า
“อานนท์ เราจะไปสู่เมืองกุสินารานคร”
พระอานนท์รับพระบัญชาแจ้งให้ภิกษุสงฆ์ทั้งหลายตามเสด็จ

พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสแก่พระอานนท์ว่า
“อานนท์ ต่อไปภายหน้าหากจะพึงมีใครทำความร้อนใจ
แก่นายจุนทกัมมารบุตร ว่าเพราะบิณฑบาตที่ท่านถวายพระผู้มีพระภาค
ครั้งสุดท้ายแล้วเสด็จดับขันธปรินิพพาน พึงทำความสบายใจให้แก่นายจุนทะว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสสรรเสริญว่า บิณฑบาตที่ถวายพระตถาคต ๒ ครั้ง
คือ ครั้งที่พระตถาคตเสวยแล้วได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
และครั้งที่พระตถาคตเสวยแล้วเสด็จดับขันธปรินิพพาน
เป็นทานมีผลมาก มีอานิสงส์มากกว่า
บิณฑบาตทานทั้งหลายเป็นกุศลกรรม
ทำให้เจริญอายุ วรรณะ สุข ยศ และสวรรค์ ดังนี้เถิด”


กล่าวคือ การได้ฉันอาหารวิเศษนี้มีผลบุญเท่าเทียมกันกับ
ข้าวมธุปายาสของนางสุชาดาที่ฉันแล้วได้ตรัสรู้


สูกรมัททวะที่พระพุทธองค์เสวยเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่ชาวพุทธ
ทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายาน ต่างตีความเข้าข้างตนเอง
กล่าวคือ ทางฝ่ายมหายานหรือสำนักที่ไม่ทานเนื้อสัตว์
ก็ตีความว่าเป็นเห็ดชนิดหนึ่งที่หมูชอบกิน
แต่ฝ่ายเถรวาทตีความว่าเป็นเนื้อสุกรอ่อน หรืออาหารชนิดหนึ่ง
หรือสมุนไพรชนิดหนึ่ง มีข้อความหนึ่งที่นำมาจาก

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ เล่ม ๙ ภาค ๒
หน้าที่ ๗๔๘ เรื่องธรรมดาของพระพุทธเจ้า (มี ๓๐ ข้อ ยกมา ๒ ข้อ)
ข้อ ๘ เสวยข้าวมธุปายาส ในวันที่ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณ
ข้อ ๒๙ เสวยรสมังสะ ในวันปรินิพพาน

ถ้าข้อธรรมนี้ปรากฏจริงในพระไตรปิฎกมาแต่เดิมและไม่คลาดเคลื่อน
และคำว่า รสมังสะ คืออาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ ตรงนี้น่าจะสรุปได้ว่า
พระพุทธองค์เสวยเนื้อสุกรอ่อนในวันปรินิพพาน
หรือมิฉะนั้นก็เสวยเนื้อสัตว์อื่นๆ ในวันนั้นด้วย
และขยายความต่อไปได้อีกว่า โดยปกติพระองค์เสวยอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์
ทำให้กระเพาะอาหารหรือน้ำย่อยไม่คุ้นเคยกับเนื้อสัตว์
(ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีในหมู่ผู้ที่ทานมังสวิรัติมานานแล้ว กลับมาทานเนื้อสัตว์
อาจถึงขั้นปากพองหรืออาหารเป็นพิษ) เป็นเหตุแห่งพระโรค


รูปภาพ

สถานที่แห่งนี้คือ บ้านนายจุนทะ (จุนทกัมมารบุตร) บุตรช่างทอง
ตั้งอยู่ ณ เมืองปาวา รัฐอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย ในปัจจุบัน



***************************************

:b8: ที่มา : ภาพที่ ๗๔ ของ “ภาพพุทธประวัติ”
พร้อมคำบรรยายโดยสังเขป ๘๑ ภาพ...จากกระทู้ข้างล่าง

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=26&t=45513

พุทธสังเวชนียสถาน : สถานที่อันเป็นที่ระลึกถึงพระพุทธเจ้า
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=26&t=39377

:b44: รวมกระทู้ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับ “การกินเจ-มังสวิรัติ”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=19&t=39721


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 20 ก.ย. 2015, 11:14 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 4
สมาชิก ระดับ 4
ลงทะเบียนเมื่อ: 21 มิ.ย. 2011, 14:07
โพสต์: 280


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 2 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร