วันเวลาปัจจุบัน 20 ส.ค. 2019, 08:47  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 04 มี.ค. 2013, 18:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7060

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
สระโบกขรณีกลันทกนิวาป (สระน้ำใหญ่) กลางวัดเวฬุวันมหาวิหาร
พระพุทธเจ้าทรงเคยแสดงพระสูตรหลายพระสูตรที่นี่


:b47: :b44: :b47:

วัดเวฬุวันมหาวิหาร [วัดพระเวฬุวัน]
วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา

วัดเวฬุวันมหาวิหาร [วัดพระเวฬุวัน] หมายถึง วัดที่เป็นสวนป่าไผ่ (The bamboo grove temple) ชื่อเต็มคือ พระวิหารเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน คือสวนป่าไผ่ที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เหตุที่ได้ชื่อนี้เนื่องจากเดิมเป็นป่าไผ่ และพระเจ้าพิมพิสารครั้งหนึ่งทรงเคยรอดชีวิตจากงูเพราะการเตือนของกระแต ด้วยทรงสำนึกในบุญคุณของกระแต จึงให้สวนป่าไผ่เป็นเขตอภัยทาน และพระราชทานเหยื่ออาหารแก่กระแตทุกวันๆ

พระเจ้าพิมพิสารทูลถวายเวฬุวัน

สวนป่าไผ่เวฬุวันแยกเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งเรียกว่า กลันทกะนิวาปะ ที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแตดังที่ว่าไปแล้ว ต่อมาได้อุทิศถวายเป็นสังฆารามแห่งแรกในพระพุทธศาสนาต่อพระภิกษุทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เมื่อคราวที่พระองค์เสด็จมาโปรดชาวเมืองกรุงราชคฤห์ ข้าราชบริพาร และพระเจ้าพิมพิสารจนได้บรรลุธรรม อีกส่วนหนึ่งของสวนป่าไผ่เรียกว่า โมรนิวาปะ ที่พระราชทานเหยื่อแก่นกยูง เป็นที่พักของพวกนักบวชปริพาชก ซึ่งเป็นการแสดงถึงความที่พระเจ้าพิมพิสารทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภ์ นอกจากจะทรงให้ความอุปถัมภ์ในพระพุทธศาสนาในฐานะทรงเป็นพุทธมามกะ ยังทรงเผื่อแผ่ถึงลัทธิศาสนาอื่นด้วย

เวฬุวันมหาวิหาร เป็นสถานที่พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาหลายพระสูตรและชาดกบางเรื่อง เช่น ทีฆลัฏฐสูตร นันทพสูตร จันทพสูตร อสัมปทานชาดก อุปหานชาดก นิโครธชาดก เป็นต้น และยังทรงบัญญัติพระวินัยหลายสิกขาบทที่นี่ อีกทั้งยังเป็นที่ประดิษฐานพระสถูปที่บรรจุพระธาตุของพระอรหันต์สาวกชั้นผู้ใหญ่ เช่น พระอัญญาโกณทัญญะ พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ นอกจากนั้นยังเป็นสถานที่พระพุทธองค์ทรงประชุมสงฆ์แสดงโอวาทปาฏิโมกข์ เมื่อวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ อันเป็นต้นกำเนิดวันมาฆบูชาอีกด้วย

พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์

เวฬุวันมหาวิหาร ยังมีความเป็นโรงพยาบาลสงฆ์แห่งแรกอีกด้วย เพราะหมอชีวกโกมารภัจจ์ นายแพทย์ประจำราชสำนักของพระเจ้าพิมพิสาร มีความเลื่อมใสในพระบรมศาสดาและพระภิกษุสงฆ์ ได้ปวารณาตนเป็นผู้ถวายการรักษาพระบรมศาสดาและพระภิกษุผู้ป่วยไข้ เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าทรงถูกพระเทวทัตทำร้าย โดยการกลิ้งหินจะให้มาทับพระพุทธองค์ให้ถึงแก่ปรินิพพาน แต่หินใหญ่ถูกชะง่อนผาแตกละเอียด สะเก็ดหินกระเด็นมาถูกพระบาททำให้ห้อพระโลหิต พระภิกษุสงฆ์จึงกราบทูลอาราธนาพระพุทธองค์มาที่เวฬุวันมหาวิหาร และหมอชีวกโกมารภัจจ์จึงถวายการรักษาให้กับพระองค์

ครั้งหนึ่งในมคธมีโรคระบาด คนเป็นโรคลมบ้าหมู โรคเรื้อน โรคมงคร่อกันมาก ไปให้หมอชีวกรักษา แต่ท่านก็ไม่มีเวลารักษาให้ เพราะท่านมีหน้าที่ดูแลพระบรมศาสดาและพระภิกษุป่วยไข้ ตอนสายก็ต้องไปทำงานราชการในวัง พวกคนป่วยบางราย ได้ทราบก็เลยมาบวช จะได้ให้หมอชีวกรักษาให้ ปรากฏว่าคนเป็นโรคมาบวชกันเยอะ จนหมอชีวกท่านรักษาไม่หวาดไม่ไหว เห็นว่าเป็นคนป่วยที่มาบวชเพื่อให้รักษาแล้วก็จะสึก จึงได้ไปทูลขอพรจากพระพุทธองค์ว่า ขอภิกษุสงฆ์อย่าให้การบวชแก่คนเป็นโรคเรื้อน โรคติดต่อพวกมองคร่อ ลมบ้าหมู โรคกลาก โรคหืด พระองค์จึงทรงบัญญัติเป็นสิกขาบทให้พระภิกษุอย่าบวชให้บุคคลผู้เป็นโรค ๕ อย่างนี้บวช

เวฬุวันมหาวิหาร มีสระน้ำร้อนไหลผ่านชื่อว่า ตโปทานที ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า แม่น้ำนี้ไหลผ่านโลหะกุมภีมหานรกจึงมีความร้อนอยู่ ครั้งพุทธกาลพระภิกษุสงฆ์มักจะมาสรงน้ำในตะโปทานทีนี้ พระเจ้าพิมพิสารจะเสด็จมาทรงสรงสนานก็เกรงใจพระรอให้ท่านขึ้นก่อนกว่าจะได้ทรงสรงน้ำ ก็เลยเวลาประตูพระราชวังปิด เสด็จกลับไม่ทัน ชาวเมืองไปร้องเรียนพระพุทธเจ้าว่าพระภิกษุสรงน้ำในตโปทานทีนานเกินไป ทำให้พระราชาทรงรอนาน ทำให้เสด็จกลับพระราชวังไม่ทัน พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติสิกขาบทให้พระภิกษุสรงน้ำ ๑๕ วันได้ครั้งหนึ่ง ต่อมาทรงผ่อนผันเป็นอนุบัญญัติ เช่น หากอาพาธสรงน้ำได้ เหงื่อออกสรงน้ำได้ ไม่สบายตัวสรงน้ำได้ ฯลฯ

ปัจจุบัน ตโปทานที ก็ยังมีอยู่ พวกพราหมณ์ไปจับจองเป็นของศาสนาตัวเอง แล้วก็กำหนดให้คนในวรรณะต่างๆอาบได้ลดหลั่นตามลำดับ คนที่เป็นวรรณะกษัตริย์ วรรณพราหมณ์ก็อาบที่ใกล้ๆต้นแม่น้ำที่สูงกว่า คนวรรณะต่ำๆ ก็อาบลดหลั่นลงมา บางทีน้ำไหลมาออกดำๆ เขียวๆ เขาก็อาบกันได้ มีนักวิทยาศาสตร์ตักน้ำในแม่น้ำตโปทาไปวิจัย ก็พบว่ามีแร่ธาตุหลายอย่าง เช่น กำมะถัน เหล็ก ทองแดง เรเดี่ยมปนอยู่ในน้ำ ถ้าใครไปอาบน้ำแช่น้ำในตโปทา ก็จะเกิดประโยชน์ต่อร่างกายเหมือนไปอาบออนเซน (แช่น้ำพุร้อน) ยังไงยังงั้น

ปัจจุบันเวฬุวันมหาวิหาร ได้รับการบูรณะปรับปรุงให้สวยงาม เมื่อครั้งฉลองพุทธชยันตี มีต้นไผ่เขียวขจีร่มเย็น พร้อมด้วยสระน้ำกลันทกะ ทำให้เห็นว่ายังรักษารูปเดิมในครั้งพุทธกาลไว้ได้อย่างสมบูรณ์ โดยรอบบริเวณมีถนนตัดเป็นสี่เหลี่ยมมีศาลาทรงไทย ที่สร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธาของพุทธบริษัทชาวไทย คือ ศาลาไทยเวฬุวัน เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๓ โดยมี พระสุเมธาธิบดี (บุญเลิศ ทตฺตสุทฺธิ) ครั้งเมื่อดำรงตำแหน่งทำหน้าที่เป็น เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา เป็นผู้ดำเนินการจัดการก่อสร้าง พร้อมทั้งรูปภาพติดฝาผนังหลังพระพุทธรูป ครั้งพระพุทธเจ้าทรงรับสวนเวฬุวันจากพระเจ้าพิมพิสาร และมีพระพุทธปฏิมากรศิลปกรรมไทยตั้งไว้เป็นที่บูชาสักการะ

ทางด้านเหนือของสระใหญ่ มีพระพุทธรูปที่ชาวญี่ปุ่นสายมหายานสร้างไว้ในที่สายมหายาน เชื่อกันว่า ณ ที่นี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ส่วนบริเวณสวนไม้ไผ่ด้านตะวันตก มีลานกว้างพอนั่งได้ ๕๐ คนพอดี ตรงกลางมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ในซุ้มตั้งไว้กลางแจ้ง ชาวพุทธสายเถรวาทนิยมมาประกอบการบูชาไหว้พระ สวดมนต์ เวียนเทียนกัน ด้วยเชื่อกันว่าเป็นที่หมู่อริยสงฆ์ ๑,๒๕๐ รูปมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย เพื่อฟังโอวาทจากพระพุทธองค์ในวันมาฆบูชา

รูปภาพ

รูปภาพ

พระพุทธรูปยืนกลางมณฑลโบราณสถาน
วัดเวฬุวันมหาวิหาร เมืองราชคฤห์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสร้างใหม่
ปัจจุบันเป็นปูชนียวัตถุสำคัญของวัดเวฬุวันมหาวิหาร


รูปภาพ

“ลานจาตุรงคสันนิบาต”
ณ จุดนี้เป็นจุดที่เชื่อกันมากที่สุดว่าเป็นลานจาตุรงคสันนิบาต
สถานที่ทรงแสดง “โอวาทปาติโมกข์”
(คำสอนที่เป็นหัวใจหรือแก่นของพระพุทธศาสนา) แก่ที่ประชุมสงฆ์
เพื่อไว้ใช้เป็นแม่บทในการประกาศพระศาสนา


รูปภาพ

สระโบกขรณีกลันทกนิวาป (สระน้ำใหญ่) กลางวัดเวฬุวันมหาวิหาร
พระพุทธเจ้าทรงเคยแสดงพระสูตรหลายพระสูตรที่นี่


รูปภาพ

กลุ่มป่าไผ่ร่มรื่น ในกลุ่มโบราณสถานวัดเวฬุวันมหาวิหาร
สถานที่พระพุทธองค์ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์
กลุ่มป่าไผ่นั้นเป็นที่มาของชื่อ เวฬุวัน (วัดป่าไผ่ หรือวัดไผ่ล้อม)


:b8: ขอขอบพระคุณสำหรับที่มาของเนื้อหา ::
- http://www.kunkroo.com/catalog.php?idp=74
- สิ่งแรกในพระพุทธศาสนา (อ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก)

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=6&t=20382

:b8: ขอขอบพระคุณสำหรับที่มาของรูปภาพ ::
ซึ่งบันทึกและเอื้อเฟื้อโดย คุณ Venfaa Aungsumalin

http://www.painaima.com/board/index.php?topic=214.0

:b39: พุทธสังเวชนียสถาน
: สถานที่อันเป็นที่ระลึกถึงพระพุทธเจ้า

http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=26&t=39377

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 05 มี.ค. 2013, 10:28 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 14 ก.ย. 2010, 20:29
โพสต์: 4866

แนวปฏิบัติ: พิจารณากาย
สิ่งที่ชื่นชอบ: มณีรัตน์,พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ร้วห่อทอง
อายุ: 34

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8:

.....................................................
"เกิดดับ..เกิดแล้วไม่ดับไม่มี"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ก.พ. 2018, 08:21 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 7
สมาชิก ระดับ 7
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 เม.ย. 2015, 09:43
โพสต์: 545

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


ขออนุโมทนาสาธุนะครับ
:b8: :b8: :b8:


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร