วันเวลาปัจจุบัน 24 ต.ค. 2019, 09:54  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 46 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4  ต่อไป  Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 12 ธ.ค. 2012, 08:30 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว




cats.jpg
cats.jpg [ 128.72 KiB | เปิดดู 2031 ครั้ง ]
ทั้งหมดนี้ได้คัดลอกมาจากหนังสือ สัมภารวิบาก
จะขอเล่าเรื่องก่อนตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าในครั้งแรก
ก่อน ๒๐ อสงไขย ๑๐๐.๐๐๐ กัปป์


๑. เรื่องมาณพหนุ่มแบกมาดาว่ายข้ามมหาสมุทร

ในอดีตกาลนั้น พระโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นมาณพน้อย ณ ตระกูลเข็ญใจ แขวงคันธารชนบทแห่งหนึ่ง

มีมายุเจริญวัย มารดาบิดาทั้ง ๒ จะให้แต่งงานเพื่อดำรงค์วงศ์ตระกูล แต่ท่านก็มิได้ปรารถนา ท่านจึง
กล่าวกับมารดาบิดาว่าครอบครัวเรายังยากจนอยู่ข้าพเจ้ายังมิได้มีความพอใจในการที่จะมีเหย้ามีเรือน
เมื่อมารดาบิดายังมีชีวิตอยู่ข้าพเจ้าจะขออุปัฏฐากบำรุงเลี้ยงท่านทั้ง ๒ ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ครั้น
จำเนียรกาลนานมาบิดาก็ถึงอนิจกรรมแล้ส มารดาจึงรบเร้าเฝ้าวอนให้พระโพธิสัตว์มีเย้ามีเรือนอีก ก็มิได้
ให้ปฏิญญา จำเดิมแต่นั้นมาพระโพธิสัตว์ก็มิได้ประมาท หมั่นระวังระไวเอาใจใส่อภิบาลมารดา เที่ยว
แสวงหาหักไม้และใบผักนำมาขายเพื่อนำมาบำรุงมารดาดังนี้

กาลวันหนึ่ง พระโพธิสัตว์นำภาระคือฟืนและผักเหนื่อยกายกระหายน้ำจึงพักริมฝั่งแม่น้ำใกล้ท่าสำเภา
แน่ใจว่าจะขอหลับคลายเหนื่อยสักหน่อยแล้วจะกลับไป ก็รำพึงมาคิดได้ว่ากาลนานไปร่างกายแก่ลงจะ
คงทำประการงานถึงเพียงนี้ไม่ไหว คิดแล้วพระโพธิสัตว์จึงผันผายลงไปสู่สำเภาพ่อค้าผู้ใหญ่ นายสำเภา
ผู้ใหญ่นั้นจึงถามว่า ดูกรพ่อท่านนี้มาสู่สำนักของเรามีความประสงค์สิ่งไร พระโพธิสัตว์ก็ตอบตามความ
คิดของตนเองว่า ข้าแต่นาย ข้าพเจ้าเป็นคนเข็ญใจยิ่งนักจึงเซซังมาสู่สำนักท่านด้วยใจหวังว่า ถ้า
ท่านอนุเคราะห์ข้าพเจ้าได้ ข้าพเจ้าก็จักไปสู่เมืองสุวรรณภูมิด้วยกับท่าน

ฝ่ายนายสำเภาผู้ใด้ฟังวาจาพระโพธิสัตว์แจ้งความดังนั้นก็ยินดี พระโพธิสัตว์จึงคำนับลากลับ ครั้นเสร็จ
ภาระกิจแล้วก็รับมารดาขึ้นเรือสำเภา ถอยออกจากท่าแล้วใช้ใบแล่นไปในมหาสมุทรกับหมู่พานิชทั้ง
หลาย เมื่อเรือสำเภาแล่นไปได้ ๗ วัน สำเภานั้นต้องลมพายุใหญ่เหลือกำลัง ถึงกับอับปางล่มลงใน
ท้องมหาสมุทร บรรดาพานิชย์ก็พากันมรณาเป็นภักษาแห่งเต่าปลาทั้งหลายในที่นั้น

พระโพธิสัตว์ ก็โลดโผนโจนออกเพื่อรักษาชีวิตแห่งตนไว้ ครั้นแล้วรำรึกถึงมารดาจึงเหลียวหลังกลับมาดู
เห็นมารดายังเหนี่ยวท่อนไม้ที่หักห้อยอยู่ พระองค์จึงกลับมารับมารดาให้นั่งเหนือคอแห่งตนแล้ว พาว่าย
ข้ามมหาสมุทรต่อไปอันไกลสุดวิสัยไม่เห็นฟากฝั่ง สู้อดทนมิได้ย่อท้อน้ำเชี่ยวเค็มเต็มไปด้วยคลื่นใหญ่

ขณะนั้นท้าวมหาพรหมในอกนิฏฐาพรหม ผู้มีอายุหมื่น ๖ พันกัป ได้รู้ว่ากาลล่วงไป ๑ อสงไขยกัปแล้ว
ยังไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้สักพระองค์ ๑ เลย และแล้วเมื่อแลเล็งเพ่งดูหมู่สัตว์เพื่อจะเลือกสรรบุคคล ผู้มีฤทัยสามารถที่จะทำพุทธกรณธรรมได้ จึงเห็นพระองค์พระโพธิสัตว์ว่าบุรุษโดยแท้ สู้สละชีวิตตนเพื่อมารดาให้ข้ามพ้นบรรลุฝั่ง เมื่อท้าวมหาพรหมคำนึงฉะนี้แล้ว ก็ดลจิตให้พระโพธิสัตว์เจ้านึกปณิธานปรารถนาพุทธภูมิ ด้วยเดชะอำนาจแห่งน้ำพระฤทัยที่ท้าวมหาพรหมให้นึกนั้น ก็บังเกิดวิปริตฉะนี้ว่า ถ้าเราถึงแก่ชีวิตพินาศขาดสูญลง ในท้องมหาสมุทรกับทั้งมารดา

ณ กาลบัดนี้ กุศลที่แบกก็จะเป็นปัจจัยให้ถึงพระโพธิญาณ เราจะพึงทำสัตว์ทั้งหลายให้ตรัสรู้ด้วย
เมื่อเราเปลื้องตนพ้นจากวัฏฏสงสารแล้ว เราก็จะทำสัตว์ให้เปลื้องตนเปลื้องตนพ้นจากสงสารด้วย
เมื่อเราข้ามจากวัฏฏสงสารแล้ว เราก็จะทำสัตว์ให้ข้ามจากสงสารด้วย คิดฉะนี้แล้วพระองค์อุตสาหะแบกมารดาข้ามมหาสมุทรด้วยกำลังแห่งเทพยดาสงเคราะห็ ๒-๓วันก็บรรลุถึงฝั่งมหาสมุทร
พระองค์ได้อุปัฏฐากมารดาจนสิ้นชีวิต ครั้นที่สุดพระชนมายุแล้ว พระองค์ก็ได้ขึ้นไปเกิดในสุคติ
ส่วนมารดา พระโพธิสัตว์ครั้นสิ้นชีวิตก็ไปเกิดตามยถากรรมแห่งตน

เป็นการคัดลอกมาโดยย่อจากหนังสือ สัมภารวิบาก แต่ยังดำรงเนื้อความให้คงอยู่เพื่อให้ได้สาระน่ารู้ต่อไป

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 13 ธ.ค. 2012, 13:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว




cats.jpg
cats.jpg [ 143.77 KiB | เปิดดู 2031 ครั้ง ]
๒. เรื่องพระเจ้าสัตตุตปะ (หรือพระเจ้าคชัปปิยะ)

ณ สมัยนั้น พระบรมโพธิสัตว์เจ้าจุติจากเทวโลกแล้ว ได้มาบังเกิดในขัตติยตระกูล
ณ เมืองสิริมดี เมื่อมีพระชนพรรษาเจริญแล้ว สมเด็จพระชนการาชเสด็จทิวงคตล่วงเลยไป
พระองค์ก็ได้เสวยราชสมบัติโดยทศพิธราชธรรมสืบมา พระองค์จึงทรงพระนามว่า
สัตตุตาปนาราธิราชด้วยอรรถว่า เป็นที่ยังหมู่อริราชทั้งหลายให้ร้อนตัวกลัวเกรงพระเดชด้วยประการฉะนี้
พระบรมโพธิสัตว์เจ้านั้นมีพระหฤทัยรักใคร่ในหัตถิพาหนะมากนัก แม้พระองค์ได้สดับว่า
มีมงคลคชสารประเสริฐอยู่ ณ ประเทศใดๆ ก็จะเสด็จไปพักแรมจับมงคลคเชนทร์นำมาสู่พระนคร

อยู่มาวันหนึ่ง มีพราณป่าผู้หนึ่งได้เข้าไปแสวงหาเนื้อในป่าลึก และได้พบพญาช้างใหญ่เชือกหนึ่ง
งามผ่องพรรณด้วยงวงงาปรากฏขาวราวกะว่าขนทรายจามรี ถ้าเราคิดเอาเพียงงวงงาไปขายเพื่อนำ
ไปเลี้ยงบุตรภรรยาก็คงได้เงินเพียงเล็กน้อย แต่หากเรานำเนื้อความนี้ไปกราบทูลให้พระราชา
ทรงทราบเราคงจะได้ทรัพย์มากกว่านี้ เมื่อคิดได้ดังนี้แล้วก็ทำเครื่องหมายไว้เพื่อจดจำ
แล้วกลับเข้าพระนครเพื่อกราบทูลให้พระราชาทรงทราบ เมื่อพระองค์ทรงทราบความจากนายพราน
แล้ว ก็ทรงโสมนัสยินดีเป็นอย่างยิ่งและได้พระราชทานทรัพย์ให้แก่นายพราน แล้วสั่งให้นายพราน
นำทางไป พระบรมโพธิสัตว์เจ้าเสด็จออกจากพระนครพร้อมด้วยเสนามาตย์ทหารราชองครักษ์
โดยมีนายพรานเป็นผู้นำทางไปยังที่ทำเครื่องหมายไว้ เมื่อเสด็จถึงถิ่นที่พญาคชสาร ก็ทอดพระเนตร
เห็นพญาคชสาร จึงมีรับสั่งให้ควาญช้างนำเอานางช้างเข้าไปเป็นช้างต่อ แล้วนำเอาพญาคชสารนั้น
ไปสู่พระนคร

เมื่อเสด็จมาถึงพระนครจึงได้มีรับสั่งให้ควาญช้างฝึกสอนโดยเร็วภายใน ๗-๘ วันนี้ เราจะทรงนักขัตฤกษ์
เมื่อควาญช้างรับสนองพระราชโองการแล้วก็นำช้างกลับไปยังเรือนตนเพื่อฝึกสอน
ครั้นถึงวันที่กำหนดก็ได้นำช้างเข้าไปถวายแต่พระบรมโพธิสัตว์ พระองค์ทรงรับสั่งให้นายช่างประดับ
ประดาพญาช้างด้วยเครื่องทรง แล้วประกอบพิธีอุสาภิเษก ยกช้างนั้นขึ้นเป็นช้างมงคล

กาลนั้นในเวลาราตรีล่วงเลยไปแล้วมามีโขลงช้างทั้งหลายมาแต่ราวป่าเข้าลุยเล่นในสวนพระราช
อุทยาน ได้ทำลายต้นไม้ไว้มากมายทั่วบริเวณเป็นจำนวนมาก คนผู้ดูแลอุทยานเห็นเช่นนั้นจึงนำความ
ทูลต่อพระราชาให้ทรงทราบ พระบรมโพธิสัตว์จึงได้เสด็จไปยังอุทยานด้วยพญาช้างมงคลนั้น
ในระหว่างนั้นพญาคชสารได้กลิ่นอายนางช้างป่าจึงเกิดมีความกระสันสลัดกายทำเอานายควาญช้างให้
กระเด็นตกลงไป แล้วพาพระบรมโพธิสัตว์วิ่งเข้าป่าไปตามกลิ่นของนางช้าง ถึงแม้พระเองจะเหนี่ยวรั้ง
ด้วยขอสับสักเท่าใดก็ไม่อาจจะยับยั้งได้ พระองค์จึงทรงดำริพระทัยว่า หากเรายังอยู่บนหลังของพญา
คชสารนี้เห็นจะนำเราเข้าไปยังฝูงของนางช้างและอาจถูกฝูงนางช้างฆ่าตายเป็นแน่ จึงคิดหาทางลงจาก
หลังช้างให้ได้โดยเร็วในขณะนั้นเองพญาช้างได้วิ่งเข้าไปใกล้ต้นมะเดื่อต้นหนึ่งซึ่งมีกิ่งน้อมลงมา
พระบรมโพธิสัตว์ จึงได้จับกิ่งไม้นั้นไว้ขึ้นไปประทับนั่งบนกิ่งต้นมะเดื่อ

ฝ่ายพวกพลนิกายก็ตามรอยรอยช้างล่วงถึงกึ่งโยชน์เป็นประมาณ กระทำอุโฆษประสานศัพท์บันลือลั่น
สนั่นมาฝ่ายพระบรมโพธิสัตว์ได้ทรงสดับ จึงขานรับตอบทันที ข้าราชบริพารจึงไปตามยังเสียงของพระองค์
ได้เห็นพระบรมโพธิสัตว์นั่งอยู่บนกิ่งมะเดื่อ จึงได้นำพระบรมโพธิสัตว์ลงจากกิ่งมะเดื่อ
แล้วทูลเชิญกลับสู่พระนคร
เมื่อพระบรมโพธิสัตว์เสด็จกลับถึงพระนครแล้ว จึงตรัสให้นายควาญช้างเข้าเฝ้า พระบรมโพธิสัตว์จึง
ตรัสว่า ช้างมงคลเชือกนี้ เจ้ายังฝึกสอนมันยังไม่ดีเลย แต่เจ้ากลับบอกว่าฝึกสอนไว้ดีแล้ว
นายควาญช้างกราบทูลว่า ขึ้นชื่อว่าราคะดำกฤษณาย่อมมีคมเป็นติกขณชาติเฉียบแหลมยิ่ง
เกินกว่าคมพระแสงขอนั้นได้ร้อยเท่าพันทวี ชื่อว่าร้อนแห่งเพลิงราคะนี้ ร้อนรุ่มอยู่ในทรวงแห่งสัตว์นั้น
ย่อมร้อนเหลือร้อนๆ แรงจัดจริงๆยิ่งกว่าเพลิงที่เป็นปกติ ถ้าจะว่าพิษเล่าเพลิงราคะย่อมมีพิษฉุนเฉียวเรี่ยวแรงรวดเร็วยิ่ง
เกินกว่าพิษแห่งจตุรพิธภุชงทั้ง ๔ ชาติเพราะเหตุนั้นพระเจ้าข้า ข้าแต่มหาราชช้างมงคลเชือกนี้
ข้าพระองค์ฝึกสอนไว้ดีแล้วจึงได้นำมาถวายพระองค์ แต่เพราะนางช้างนั้นด้วยแรงราคะพระองค์ไม่สามารถเกี่ยวกดพญามงคลราชหัตถีให้หยุดยั้งด้วยพละกำลังแสงขอนั้นได้ เมื่อถึงเวลานั้นช้างมงคลเชือกนี้จะกลับมาสู่โรงช้างเองพระเจ้าข้า พระบรมโพธิสัตว์จึงตรัสว่า ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงรอคอยมันอยู่ที่นี่
ก่อนหากช้างมงคลกลับมาเราจะให้ทรัพย์เจ้า หากมันไม่กลับมาเหมือนที่เจ้าว่า เราจะไม่ให้ชีวิตแก่เจ้า
หลังจากนั้นต่อมาอีก ๗ วันพญาช้างมงคลเชือกนั้นก็กลับสู่โรงช้างตามเดิม นายควาญช้างจึงนำช้างเข้า
ไปกราบทูล พระบรมโพธิสัตว์ให้ทรงทราบ เมื่อพระบรมโพธิสัตว์ทรงทราบก็เสด็จสู่โรงช้าง เห็นช้างอยู่
ในโรงจึงลูบคลำงวง แล้วจึงตรัสถามว่า ดูก่อนนายควาญช้าง เจ้าฝึกสอนนั้นดีแล้ว แต่เหตุไฉนเราใช้ขอ
เกี่ยวสับเหนี่ยวรั้งสักเท่าไรพญาช้างก็ไม่กลับ ควาญช้างจึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ขึ้นชื่อว่าราคะ มี
ความทารุณเผ็ดร้อนยิ่งกว่าไฟ มีพิษร้ายกาจยิ่งกว่าพิษของพญานาค ด้วยเหตุนี้ พระองค์จึงไม่สามารถ
บังคับมันได้ พระองค์ตรัสถามต่อไปว่าเหตุใดมันจึงมาสู่โรงช้างเองเล่า นายควาญช้างมิได้ทูลตอบ แต่
ได้นำเอาเหล็กแท่งใหญ่ที่ถูกเผาไฟจนร้อนแดง แล้วสั่งว่า ดูก่อนพญาช้าง เจ้าจงใช้งวงนี้อุ้มเอาแท่ง
เหล็กแดงนี้ไว้ จนกว่าเราจะสั่งให้เจ้าวางลง พญาช้างก็ทำตามคำสั่งของนายควาญช้างด้วยความกลัว


ได้รับความเจ็บปวดจากแท่งเหล็กแดงนั้นจนล้มตายในที่สุด

พระบรมโพธิสัตว์เห็นดังนั้นแล้ว ก็บังเกิดความสังเวชสลดใจขึ้นมาว่า โอ!หนออำนาจแห่งราคะนี้ทารุณ
ยิ่งนัก สัตว์ทั้งหลายต้องไปหมกไหม้ในอบายอยู่ในนรกทั้ง ๘ ขุมก็เพราะราคะนี้เป็นเหตุ

(ใน “ตำนานมูลศาสนา” ได้กล่าวถึงนายควาญช้างได้มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ชื่อว่า พระศรีอริยเม
ตตรัยส่วนช้างมงคลเชือกนั้นมาเป็น”พระมหากัสสปะเถระ พระสาวกของพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน )

พระบรมโพธิสัตว์ ตรัสแสดงเห็นโทษแห่งราคะกิเลส จึงพระราชทานโภคทรัพย์แก่นายควาญช้างเป็นอัน
มากแล้วคำนึงถึงในพระทัยว่าในโลกสันนิวาสนี้ จักพ้นจากวัฏฏทุกข์ได้ด้วยธรรมประการใดทรงเห็นแท้แน่พระทัยว่าธรรมทั้งหลายอื่นๆ นอกจากพุทธกรณธรรม ก็ไม่เห็นว่ามีสิ่งไรจะมี ก็ทรงสละสิริสมบัติ ประหนึ่งว่าบุคคลสลัดเสียซึ่งก้อนข้าวอันคั่งค้างอยู่ปลายชิวหาก็ปานนั้น แล้วพระองค์ท่องเที่ยวไปสู่ป่าหิมวันต์ แล้วก็ทรงบรรพชาเป็นดาบส ปฏิบัติอยู่เท่าพระชนมายุขัยแล้วขึ้นไปบังเกิดในสวรรค์เทวโลก

โปรดติดตามในตอนต่อไปในเรื่องพรหมดาบสเป็นตอนที่ ๓

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ธ.ค. 2012, 15:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว




cats.jpg
cats.jpg [ 144.17 KiB | เปิดดู 2031 ครั้ง ]
๓. เรื่องพระพรหมดาบส

มีความว่า พระพรหมดาบสให้ร่างกายเป็นทานแก่เสือแม่ลูกอ่อนนั้นสืบไป
พระบรมโพธิสัตว์ครั้นจุติจากเทวโลกแล้ว ได้สืบปฏิสนธิวิญญาณในตระกูล พราหมณ์มหาศาล อันเป็นนายบ้านผู้ใหญ่ ในบ้านพราหมณ์ที่ชื่อว่า สาลินีแห่ง ๑ ณ แว่นแคว้นมคธราช
ครั้นถ้วนกำหนดทศมาสแล้วก็ประสูติจากครรโภทร ประยูรญาติทั้งหลายถวายนามว่า พรหมกุมารครั้นเจริญวัยวัฒนาการแล้ว ก็ศึกษาสำเร็จในไตรเวทางค์ ได้เป็นอาจารย์แห่งพราหมณ์มาณพทั้งหลาย ๕๐๐ ครั้นจำเนียรกาล
นานมาเมื่อบิดามารดาทั้งสองล่วงลับ พระองค์ก็ให้พราหมณ์มาณพทั้ง ๕๐๐ นั้นมาแล้ว ก็เร่งบอกมนต์อันตนจะพึงศึกษาเสร็จแล้ว ก็แบ่งปันสรรพสมบัติสิ้นทั้งเรือน ให้แก่พราหมณ์มาณพผู้เป็นศิษย์ทั้ง ๕๐๐ นั้นแล้วก็ให้โอวาทมีนานัปประการ พราหมณ์มาณพทั้งหลายต่างอาลัยไหว้วอน จึงเข้าไปอาศัยบัณฑรบรรพต บรรพชาเป็นดาบส ปฏิบัติเลี้ยงชีวิตด้วยผลาผลอยู่เป็นสุขสิ้นกาลนาน
ครั้งนั้นมีพราหมณ์มาณพพวกอื่นก็ออกบรรพชาตาม อยู่ในสำนักแห่งพระโพธิสัตว์เป็นจำนวนมาก ดาบสศิษย์ผู้ใหญ่ คือ องค์พระศรีอริยะเมตตรัยบรมโพธิสัตว์ ครั้นเมื่อดาบสทั้งหลายยังไม่กลับทางการแสวงหาผลไม้ จึงเรียกศิษย์ผู้ใหญ่ขึ้นไปยังภูผาเพื่อแสวงหาผลไม้ จึงได้แลลงยังเชิงภูผาเห็นเสือแม่ลูกอ่อนซึ่งแลเขม้นลูกน้อยด้วยความหิวโซ พระโพธิสัตว์แลเห็นอาการรู้ว่าแม่เสือนี้จะกินลูกน้อยของตนเป็นอาหารฏจึงรำพึงในใจว่า โอหนอวัฏฏ สงสารนี้ควรที่จะพึงติเตียนโดยแท้ เป็นที่น่ากลัวด้วยวัฏฏทุกข์นี้ พระโพธิสัตว์จึงให้ศิษย์ผู้ใหญ่ (พระศรีอริยะเมตตรัย) ไปหาเศษเนื้อที่เหลือเดนจากราชสีห์แล้วให้นำมาโดยเร็ว
ฝ่ายพระโพธิสัตว์ เห็นศิษย์ผู้ใหญ่ยังไม่กลับมา พระองค์จึงรำพึงว่า โอร่างกายนี้เปล่าจากแก่นสาร เป็นที่อาศัยของชาติชราพยาธิมรณะ กายนี้เป็นที่เกิดของทุกข์ เมื่อพิจารณาดังนี้จึงคิดว่าเราจะปลดเปลื้องสัตว์เหล่านี้ด้วยธรรมสิ่งใดเล่า เมื่อนึกได้ก็เห็นพุทธกรณธรรม สามารถที่จะช่วยสัตว์ให้พ้นทุกข์ได้ กรรมที่บุคคลอื่นทำได้ยาก บริจาคในสิ่งที่บุคคลอื่นทำได้ยาก เราจะให้ร่างกายนี้ทั้งชีวิตเป็นทานให้ทันกาลกับจิตที่เลื่อมใสโดยแท้ แก่แม่เสือแม่ลูกอ่อนตัวนี้ เพื่อประโยชน์แก่การเกื้อกูลกับสัตว์ทั้งปวง ก็เราจะห่วงอันใดที่จะให้อาหารอื่นเล่า พระบรมโพธิสัตว์เจ้า ทรงคำนึงดังนี้แล้วจึงตั้งจิตปณิธานว่า ด้วยบุญกรรมนี้ ขอเราจงได้ตรัสเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล ให้เราได้นำสัตว์ออกจากทุกข์ระงับดับทุกข์ในวัฏฏสงสารนี้เถิด ดาบสศิษย์ผู้ใหญ่ยังมิทันได้กลับมาถึง พระองค์จึงโจนจากยอดมัณฑรภูผา ตกลงเฉพาะหน้าเสือแม่ลูกอ่อน ขณะนั้นนางพยัคฆีเห็นก็ละลูกของตนแล่นมาบริโภคมังสะสรีระ พระบรมโพธิสัตว์ในกาลนั้นพระบรมโพธิสัตว์เมื่อทำลายขันธ์ขาดชีวิตินทรีย์แล้วก็ได้ขึ้นไปบังเกิดสุราลัยสถาน บรรดาเทพทุกอมรพิมานมีท้าวสุชัมวดีและพรหมสุทธาวาสเป็นประธาน ต่างพระองค์ก็แซ่ซ้องร้องสาธุการ กระทำอนุโมทนาสนั่นทั่วทั้งหมื่นโลกธาตุ .

โปรดติดตามเรื่องนายช่างทองตอนต่อไป

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ธ.ค. 2012, 07:21 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว




chantong.jpg
chantong.jpg [ 162.41 KiB | เปิดดู 6214 ครั้ง ]
พระบรมโพธิสัตว์เสวยชาติเป็นช่างทอง

ดังสดับมา สมเด็จพระพุทธังกูรบรมโพธิสัตว์ เมื่อท่องเที่ยวไปในสวรรค์และมนุษย์นับด้วยร้อยอัตภาพเป็นอันมาก มา ณ กาลเมื่อเป็นปุณฑริกกัป ๑ บังเกิด ครั้งนั้นพระบรมโพธิสัตว์ได้เสวยพระชาติกำเนิดในตระกูลช่างทอง เมื่อเจริญวัยใหญ่กล้าขึ้นแล้วก็เป็นช่างทองผู้ฉลาด ทรงรูปสิริเลิศล้ำบุรุษ
กาลนั้น มีเศรษฐีผู้หนึ่งนามว่ากรัณฑกมหาเศรษฐี ๆ มีธิดาคนหนึ่ง นามนางกาญจนวดีกุมารี ๆ ครั้นเจริญวัยวัฒนาการประมาณชนมพรรษาได้ 15-16 ปีมีบริวารนารีก็สมศักดิ์ ทรงลักษณะอุดมสมบูรณ์ด้วยทรวดทรงสัณฐานควรที่จะทัศนา ในกาลนั้นยังมีเศรษฐีอีกคนหนึ่ง ชื่อว่าวิสาลเศรษฐี จึงมากล่าวขอธิดากรัณฑกเศรษฐี เพื่อจะให้บุตรของตน กาลนั้นกรัณฑกมหาเศรษฐี จึงให้หาพระบรมโพธิสัตว์มาแล้ว จึงจ้างให้ทำสุวรรณาลังการแก่ธิดาของตน จึงว่าแก่พระโพธิสัตว์เจ้าว่า ดูกร ช่างทองผู้เจริญ ถ้าท่านเห็นมือและเท้ายังยังทำเครื่องประดับได้หรือ ครั้นพระโพธิสัตว์เจ้ารับว่าทำได้ เศรษฐีจึงให้ธิดาของตนยื่นแต่มือมาให้ปรากฏ พระบรมโพธิสัตว์ก็กระทำด้วยสังเกตได้เห็นแต่ห่างๆ ครั้งนั้นธิดาเศรษฐีจึงรำพึงว่า เหตุไฉนหนอบิดาเราจึงไม่แสดงกายแห่งเราต่อหน้านายช่างทอง คิดได้ดังนั้นจึงลอบแลดูตามล่องไม้เลียบพื้น จึงได้เห็นสิริรูปสมบัติพระบรมโพธิสัตว์แล้ว ก็บังเกิดความปฏิพัทธ์รักใคร่ในพระบรมโพธิสัตว์เป็นกำลัง นางก็คลุ้มคลัง ณ ภายใต้อำนาจราคะดำกฤษณา นางจึงจารึกอักษรมีใจความว่า แน่ะพ่อนายช่างทองผู้เจริญ ถ้าท่านมีจิตรักใคร่พอใจเราแล้ว ณ ที่ภายหลังเรือนใหญ่แห่งนี้ มีบุบผพฤกษาชาติต้นหนึ่งตั้งอยู่ ณ ที่ใกล้ในเวลาพลบค่ำวันนี้ท่านจงนั่งซุ่มอยู่บนต้นพฤกษ์นั้น ครั้นถึงเวลาราตรีกาลเราจะออกไปร่วมสมัครสังวาสกับท่ายในที่นั้น จารึกเรื่องความจึงตกลงตรงพระพักตร์นั้น พระบรมโพธิสัตว์อ่านดูแล้วก็กำหนดไว้ในใจ ถึงเวลาสายัณหสมัย ก็กลับมาอาบน้ำชำระกายารับประทานอาหารอี่มหนำสำราญแล้ว พอพลบค่ำ พระบรมโพธิสัตว์ ก็ขึ้นไปอยู่สู่ต้นพฤกนั้นนั่งคอยอยู่ตามสัญญา ณ ระหว่างคาคบไม้ชะแง้ดูต้นทางที่นางจะมาฝ่ายนางกาญจนจนวดีนั้นเป็นเหล่าคฤหบดีมหาศาล ย่อมยำเกรงบิดามารดาโดยมาก เมื่อบิดามารดายังไม่หลับ นางก็มิอาจไปภายนอกได้

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


แก้ไขล่าสุดโดย ลุงหมาน เมื่อ 15 ธ.ค. 2012, 07:48, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 15 ธ.ค. 2012, 07:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว


ฝ่ายพระบรมโพธิสัตว์ เมื่อเวลากลางวันเร่งทำงานมากอยู่วันยังค่ำ ก็ลำบากกายพออยู่แล้ว เมื่อมานั่งเงียบเหงาเฝ้าคอยจึงเอนหลังอิงกับกิ่งไม้เผลอม่อยหลับไป นางกาญนวดีนั้น ครั้นบิดามารดาหลับสนิทแล้วจึงค่อยๆลุกจากที่นอน ออกมาจัดอาหารได้ข้าวสาลีแกงกับมังสะสดเป็นต้น ใส่ลงในขันทองก็นำลงจากประสาทไปยังที่นัดหมาย ครั้นถึงเห็นพระบรมโพธิสัตว์หลับอยู่ก็มิรู้ที่จะปลุกให้รู้สึกตนตื่นขึ้นได้ ด้วยเหตุมนุษย์ในครั้งนั้น ถือลัทธิหนึ่งว่าถ้าบุคคลหลับสนิทอยู่ ผู้ใดปลุกให้ลุกขึ้นแล้ว ผู้ปลุกนั้นย่อมไฟไหม้อยู่ในนรกยืนนานสิ้นกาลกัป ๑ นั้นจึงมิอาจปลุกพระบรมโพธิสัตว์ได้ จึงตั้งขันทองวางไว้แล้วกลับไป
ฝ่ายพระบรมโพธิสัตว์ตื่นขึ้น ณ เมื่อกาลกลับไปแล้ว ก็เห็นนางกลับเข้าภายในประสาทนั้น พระองค์ก็น้อยนิดจิตโกรธตัวเอง ควรหรือเรามาหลับเสียได้ รำพึงพลางถือสุพรรณภาชน์โภชนะนั้นกลับมาสู่เรือนตน ครั้นรุ่งวันใหม่ได้เวลาแล้วก็ไปประกอบการงานอยู่ในที่นั้น นางกาญจนวดีจารึกอักษรมาพร้อมกับอาหารอีก มีใจความว่า วันนี้ท่านจงมีความอุตสาหะข่มขี่ใจไว้ อย่าให้หลับไปเสียก่อนได้ แล้วก็ทิ้งไว้เหมือนดังก่อน พระบรมโพธิสัตว์อ่านแล้วนั่งนิ่งประกอบการงานดังเดิม ถึงเวลาก็มานั่งคอยที่ท่าเช่นเคย เผอิญก็ให้หลับไปอีกเล่า นางกุมารีเมื่อถือโภชนาหารมา เห็นหลับแล้วก็กลับเหมือนนัยก่อน
ครั้นถึงวันที่ ๓ นางกุมารีได้เห็นพระบรมโพธิสัตว์หลับอีก นางก็มีความเศร้าโศกครอบงำจิตใจจึงพิไรร่ำด้วยคำความว่า น่าเสียดายนัก กุมารน้อยนี้เป็นที่รักใคร่เจริญใจ ชะรอยสันนิวาสเรานี้ มิได้มีแต่ก่อน จึงเผอิญกุมารนี้มักนอนหลับเสียถึงวาระ ๓ ความพยายามของเราทั้ง ๒ นี้ปราศจากประโยชน์เสียแล้ว พ่อจงไปโดยประโยชน์สุขของเจ้าเถิด แต่วันนี้ไปเราก็จะไม่กลับมาอีกแล้ว พลางยกโภชนะนั้นวางไว้ เหมือนนัยหนหลังแล้วกลับไป แต่ถึงประตูปราสาท พระมหาบุรุษก็ตื่นขึ้น เห็นนางกลับเข้าไป พระองค์มีความโศกาดูรภาพด้วยเพลิงราคะดำกฤณา ทรงพิลาปรำพัน ความว่า กุมารีมีรูปร่างงามอย่างนี้ ควรที่จะทัศนานำความภิรมย์แก่ใจอันนี้เป็นกรรมอะไร ทำให้หลับใหลได้ถึง ๓วาระ พระองค์รำพันพลางถือเอาอาหารที่นางตั้งไว้แล้วกลับไป

โปรดติดตามตอนต่อไป......

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ธ.ค. 2012, 04:51 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว




547726_313482505396804_1484749724_n.jpg
547726_313482505396804_1484749724_n.jpg [ 102.37 KiB | เปิดดู 6213 ครั้ง ]
ครั้นถึงวันอาวาหสมัย วิสาล มหาเศรษฐีให้ขนสิ่งของข้าวสาลีและถั่วงา บรรทุกเต็มๆ สิ่งละ ๕๐๐ ร้อยเล่มเกวียน อีกทั้งนมส้มนมสดและมัจฉมังสมฤค โคมหิงส สุกร กวาง ทราย สิ่งละพันๆเล่มเกวียน เสร็จแล้วส่งมา ของกรัณฑกเศรษฐี ทั้ง๒ ฝ่ายกระทำอาวาหมงคลต้อนรับเลี้ยงดูซึ่งกันและกันเป็นการนักษัตรฤกษ์โกลาหลอยู่สิ้นเดือนหนึ่ง วิสาลมหาเศรษฐีก็ลากลับ
ฝ่ายพระบรมโพธิสัตว์จำเดิมแต่วันนั้น ก็รำพึงถึงนางอยู่ไม่วางวาย นางกุมารีนี้ได้เป็นปิยสหายแห่งเรามา บุรุษเช่นเราควรจะได้ จำเราจะเข้าไปหาอุปราชจึงจะสมความปรารถนา รำพึงฉะนี้แล้วพระบรมโพธิสัตว์จึงอุตสาหะทำเครื่องประดับสมควรเป็นราชอลังการแล้วก็น้อมนำเข้าถวายมหาอุปราช ๆ ได้เห็นแล้วก็มีพระกมลโสมนัสตรัสถามว่า ท่านนำมาบรรณาการเป็นที่ชอบใจมาให้เราดังนี้ จักมีประสงค์สิ่งใด พระบรมโพธิสัตว์ กราบทูลสนองไปตามความประสงค์ พระมหาอุปราชจึงดำรัสตรัสรับว่า อย่าวิตกเลยจะเป็นไรมี เรานี้จะรับทำอุบายให้ท่านได้สมมโนรถจงได้ ดำรัสแล้วทรงบิดเบือนพระองค์แสร้งเป็นสตรี จึงให้นั่งภายในกูบกระโจมทองช้างพระที่นั่ง ส่วนพระองค์ทรงพระแสงขอ ณ คอมงคลคชาสาร แล้วเสด็จมาถึงบ้านกรัณฑกเศรษฐีทรงประทับหยุดยืนช้างพระที่นั่งแล้ว รับสั่งให้เศรษฐีเข้าเฝ้า แล้วตรัสถามว่า ปราสาททองของใหม่เป็นของใครเล่า กรัณฑกเศรษฐี ตอบว่าเป็นปราสาทของธิดาของข้าพระพุทธเจ้า จึงดำรัสต่อไปว่า เออพ่อดีแล้ว เดี๋ยวนี้พระบรมชนการาชดำรัสราชวโรงการให้เราไประงับโจรในชนบทประเทศ เราจะขอฝากพระกนิฏฐภคินีไว้ให้อยู่กับธิดาของท่านด้วย กว่าเราจะกลับมา เมื่อถึงเวลาเราจะกลับมารับพระน้องนางไป พระพุทธเจ้าข้าธิดาเกล้ากระหม่อมมีสามีแล้ว พระภคินีนาฏของพระองค์จะอยู่ด้วยธิดาได้หรือ พระเจ้าข้า

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ธ.ค. 2012, 05:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว




kaew.jpg
kaew.jpg [ 155.71 KiB | เปิดดู 6212 ครั้ง ]
ดูก่อนมหาเศรษฐี ท่านจงให้ธิดาท่านงดการอยู่ร่วมกับสามีเสียหน่อยก่อน ให้เขาอยู่เป็นเพื่อนพระกนิฏฐ
ภคินีสักหน่อยก่อนเถิดเราไปไม่นานนักก็จะรีบกลับมารับนางไป แล้วมหาอุปราชจึงให้พระบรมโพธิสัตว์
ขึ้นสู่ปราสาทแล้วสั่งย้ำว่า ดูก่อนท่านเศรษฐี ท่านอย่าประมาทเลยจงเห็นแก่เราเถิด จงช่วยเป็นธุระ
เอาใจใส่ ของสิ่งไรที่พระกนิฏฐาภคินีเราไม่เคยเสวย และอาภรณ์สิ่งไรไม่เคยทรง ท่านอย่าได้เปลี่ยน
อย่าได้ผลัด อย่าทรงให้เสวย อย่าทรงให้ผลัด บุคคลอื่นๆ ท่านจงห้ามอย่าให้ขึ้นไปบนปราสาทเลยนั้น
ด้วยโดยที่สุดแม้สามีของธิดาท่านก็ขออย่าได้ขึ้นไปบนปราสาทเลยเป็นอันขาด มหาเศรษฐีรับพระ
โองการว่าอย่าวิตกไปเลยจงวางพระหฤทัยเถิด พระอุปราชมอบธุระจึงลากลับไป

จำเดิมแต่นั้นมาพระบรมโพธิสัตว์ ก็ได้อยู่ร่วมอภิรมย์สังวาสสมมโนรถความปรารถนาอยู่สิ้น ๓ เดือนดัง
นี้ จะมีใครหนึ่งในที่นั้นจะล่วงรู้หามิได้ ฝ่ายพระมหาอุปราชนั้น ครั้นล่วงไปครบ ๓ เดือนแล้ว ก็มารับพระ
บรมโพธิสัตว์กลับไป

พระพุทธังกูร บรมโพธิสัตว์ เมื่อพระองค์เริ่มดำรงกฤษดาภินิหารบารมีญาณยังอ่อน หากราคะกิเลส
บังเกิดขึ้นระงับเสียมิได้ จึงเป็นไปโดยอำนาจ อาจประกอบปรทารโทษเป็นอาจิณกรรมกายทุจริตดังนี้
ครั้นกายทำลายขันธ์ล่วงแล้ว ก็กำเนิดในนรกหมกไหม้ ได้รับทุกขเวทนาเป็นอันมาก เสวยทุกขเวทนา
หลายหน เวียนวนอยู่นานนับได้ถึง ๑๔ กัปเป็นกำหนด สัตว์ทั้งหลายในโลกสันนิวาสนี้ย่อมได้เสวย
ทุกขเวทนานี้แสนสาหัสในอบายภูมิ ๔ เดือดร้อนด้วยราคาทิกิเลส ผู้ไม่รู้พระสัทธรรมเป็นเหตุให้ภพเจริญ
ชาติเจริญ ความก่อเกิดกายท่องเทียวอยู่ในโอฆะสงสาร

เมื่อชีวิตสังขารแตกพรากจากกาย ก็ได้แต่กองกรรมคือ กุศลกับอกุศลเป็นเพื่อน ๒ พอประคองกันไปสู่
ภพอื่น จิตของเรานั้นจะหันหน้าไปหาใครเล่า จะเห็นแต่กุศลกับอกุศลที่เป็นของเก่าที่เราได้กระทำไว้กาล
ก่อนๆ มาครั้นเมื่อจิตหยั่งลงได้มั่นคงแล้ว กุศลกับอกุศลกรรมก็หมั่นผลัดเปลี่ยนกันระวังรักษาอยู่ กรรมดี
ก็ดูประดุจมารดาบิดารักษาบุตร กรรมชั่วก็ประดุจศัตรูหมู่ปัจจามิตรมาล้อมไว้ กรรมกับจิตนี้ถ้อยทีถ้อย
อาศัยกัน จิตนั้นได้อาศัยกรรมเก่า เป็นผู้นำปฏิสนธิกำเนิด กรรมได้อาศัยจิตเป็นที่บังเกิดได้ต่างอาศัยซึ่ง
กันและกันฉะนี้

โปรดติดตามนายช่างทองตอนต่อไป

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ธ.ค. 2012, 06:27 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว


พอพระบรมโพธิสัตว์ครั้นจุติจากนรกแล้ว ด้วยสามารถเศษกรรมยังตามให้ผลพระองค์ต้องสืบปฏิสนธิวิญญาณบังเกิดเสวยทุกขเวทนา อันยิ่งใหญ่อยู่ในกำเนิดเป็นกระเทย ๕๐๐ ชาติ และฬาอีก ๕๐๐ ชาติ เกิดเป็นโคอีก ๕๐๐ ชาติ เพราะอำนาจเศษผลแห่งอกุศลปรทารกรรม ได้เสวยทุกขเวทนาอันกล้าหาญเห็นปานนี้ก็ยังมิหนำซ้ำให้เกิดเป็นคนตาบอดหรือหูหนวกมาแต่กำเนิด และให้เกิดเป็นสตรีเป็นหีนเพศ แต่ละกำเนิดๆ นั้นนับได้ ๕๐๐ ชาติๆ นี้เป็นปราชญ์ผู้มีปัญญา พึงสันนิษฐานเถิดว่า แต่เศษอกุศลกรรมตามสนองดังนี้ ก็น่าพึงกลัวยิ่งนัก

เพราะฉะนั้นเราท่านอย่าได้ประมาทในอกุศลธรรมทั้งปวงเลย แม้พระบรมโพธิสัตว์ได้ตั้งพหฤทัยแล้วว่า จะขอตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเพื่ออนุกูลแก่ฝูงสัตว์นั้น ควรหรือราคาทิกิเลสมารยังมาซัด ทำให้พิบัติขัดขวางเสื่อมจากพระโพธิญาณได้ ก็จะป่วยกล่าวไปใย ถึงเราท่านสามัญญสัตว์เหล่านี้เล่า อย่าได้ประมาทเลยจะว่าด้วยพระพุทธังกูรโพธิสัตว์เจ้า ถึงพระชาติเป็นที่สุดสิ้นเศษปรทารกรรมนั้น

ณ เมื่อสารมัณฑกัป ๑ บังเกิดขึ้นแล้ว ครั้งนั้นบรมขัตติยาธิบดีทรงพระนามว่าพระเจ้าสุปปบุตรบรมบพิตรได้เถลิงถวัลยราชสมบัติโดยทศพิธราชธรรม ในรมวดีมหานคร ครั้งนั้นพระบวรราชโอรสของพระองค์ได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นองค์อัครมกุฏิโลกาจารย์จอมปราชญ์ทรงพระนามว่า ปุราณทีปังกรพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

>>โปรดติดตามตอนช่างทองได้มาเกิดเป็นหญิงเป็นน้องสาวของพระปุราณทีปังกรพุทธเจ้า

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 21 ธ.ค. 2012, 06:04 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว




cats.jpg
cats.jpg [ 141.47 KiB | เปิดดู 2031 ครั้ง ]
ตอนช่างทองได้มาเกิดเป็นหญิงเป็นน้องสาวของพระปุราณทีปังกรพุทธเจ้า
เกิดเป็นกนิษฐภคินี ของพระพุทธเจ้าปุราณทีปังกร


ครั้งนั้นพระพุทธังกูรโพธิสัตว์ เมื่อสังสรณาการท่องเที่ยวอยู่ในมนุษย์โลกสวรรค์ ครั้นจุติจากเทวโลกแล้วมาบังเกิดเป็นขัตติยกุมารี ได้เป็นกนิษฐาภคินีน้องนางต่างมารดาของพระปุราณทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าสุมิตตาราชเทวี ในกาลนั้นพระปุราณที่ปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญบารมีมาครบถ้วน ๑๖ อสงไขยแสนกัปแล้ว จึงได้มาอุบัติขึ้น ณ โลกสารมัณฑกัป

ความพิสดารว่า พระปุราณทีปังกรได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ครั้งนั้นภิกษุผู้เป็นสาวกคือ พระปัจฉิมทีปังกรโพธิสัตว์ได้เป็นผู้อุปฐาก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าปุราณทีปังกร วันหนึ่งพระปัจฉิมทีปังกรโพธิสัตว์คำนึงในพระหฤทัยว่า ตัวเราก็ควรปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าเมื่อคำนึงเช่นนี้แล้ว ก็ผลัดสบงทรงคลุมจีวรพระกรทรงอุ้มบาตร เสด็จโคจรบิณฑบาตน้ำมันไปในพระนครได้มาเป็นอันมาก แล้วแต่งประทีปกว่าแสนบูชา พระปุราณทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าตลอดราตรี พอรุ่งเช้าพระอริยะสงฆ์มาประชุมพร้อมกันต่อหน้าพระปุราณทีปังกร พระผู้เป็นปัจฉิมทีปังกรผู้เป็นพระโพธิสัตว์ได้หมอบลงแทบพระบาท กระทำปณิธานปรารถนาว่า พระพุทธเจ้าข้าพระองค์ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ปลดเปลื้องสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากสังสารภัยฉันใด ณ อนาคตกาล ขอข้าพระองค์จงตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเสมอด้วยพระองค์เจ้า แล้วจงได้เปลื้องสัตว์โลกทั้งหลายให้พ้นจากวัฏฏทุกข์เหมือนดังพระองค์เจ้าด้วยเถิด

สมเด็จพระปุราณทีปังกรศาสดาทรงสดับ พระองค์ก็ทรงพิจารณาด้วยพระอนาคตังสญาณเห็นแจ้งจบ จึงได้กระทำพุทธพยากรณ์ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้นี้ได้กระทำการบูชาประทีปและได้ทำปณิธาณปรารถนา ในกาลเบื้องหน้า ๑๖ อสงไขย แสนกัป จักได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งนามว่า พระทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้า เสมอด้วยนามของเรา

วันหนึ่งเที่ยวไปในพระนครแล้วไม่ได้น้ำมันที่ใดที่หนึ่งเลย จวนเวลาพลบค่ำจึงได้ไปยืนที่พระราชวังใน เวลานั้น สุมิตตาราชบุตรีได้ทอดพระเนตรเห็นพระปัจฉิมทีปังกรโพธิสัตว์ภิกษุผู้มายืนบิณฑบาตอยู่นั้นอันมิใช่เวลากาล ชรอยจะประสงค์สิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นมั่นคง จึงดำรัสใช้บุรุษคนหนึ่งลงไปถามแล้วได้ความว่า พระผู้เป็นเจ้าประสงค์น้ำมัน พระสุมิตตาราชบุตรี จึงอาราธนาให้นั่งยังที่สมควร พระนางจึงมาตักน้ำมันผักกาด เต็มขันสุวรรณภาชน์ แล้วชูเหนือหัวจึงตั้งปณิธาณปรารถนาว่าพระบรมเชษฐาของเรา ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ฉันใด กาลเบื้องหน้าขอจงได้เป็นพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าสิทธัตถะเพื่ออนุกูลแก่สัตว์เหล่านั้นฉันนั้น แล้วจึงรินลงในบาตรพระเถระโพธิสัตว์ พระปัจฉิมทีปังกรเถระ รับข่าวสาสน์จากราชบุตรีแล้ว ก็ลุกจากอาสน์อุ้มบาตรน้ำมันกลับมาสู่มหาวิหาร

โปรดติดตามตอนต่อไป

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 22 ธ.ค. 2012, 06:49 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว


ครั้นเวลาราตรีกาลอันนั้น พระผู้เป็นเจ้าก็ทำประทีปบูชามากกว่าทุกวัน แล้วก็ทรงทำปณิธานปรารถนาเหมือนนัยหนหลัง ถวายอภิวาทพระสรรเพชญ์พุทธเจ้าแล้ว จึงกราบทูลว่า ข้าแต่สมเด็จพระผู้ทรงพระภาค พระพุทธเจ้าข้า ณ ราตรีนี้ข้าพระองค์ได้แต่งประทีปสักการบูชา มากขึ้นกว่าทุกราตรีประมาณเท่านี้ ด้วยน้ำมันอันภคินีนาถของพระองค์ถวายมา ส่วนพระนางเจ้าขอได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่าสิทธัตถะ ตามชื่อแห่งน้ำมันพันธุ์ผักกาดนั้น ดังข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถามความปรารถนาของพระนางเจ้านั้นจักสำเร็จหรือไม่
สมเด็จพระปุราณทีปังกรศาสดา ได้ทรงสดับคำนั้น จึงดำรัสตอบว่า บัดนี้พระกนิษฐาภคินีนาถของตถาคตยังตั้งอยู่ในอัตภาพเป็นสตรี ไม่ควรเพื่อจะได้ลัทธยาเทสก่อน พระปัจฉิมทีปังกรโพธิสัตว์ภิกษุ จึงกราบทูลถามว่าพระพุทธเจ้าข้า บุคคลที่ตั้งอยู่ในเพศสตรีนี้ ไฉนจึงไม่ได้ลัทธยาเทสในสำนักของพระพุทธเจ้าเล่า
ดูกรภิกษุ ขึ้นชื่อว่าธรรมที่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้านั้น บุคคลย่อมทำได้ยากยิ่งนัก พระบรมโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีเพื่อจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้านั้น รำพึงอยู่ในพระหฤทัยถึง ๗ อสงไขยแล้วจึงจะออกทางวาจาอีก ๙ อสงไขย ตั้งแต่นั้นจึงจะนับได้ว่าเป็นนิยตโพธิสัตว์ มีความพยายามตั้งมั่น ยิ่งด้วยสโมธานธรรมไพบูลย์ แล้วจึงจะได้ลัทธยาเทสทำนาย ณ สำนักพระพุทธเจ้า
สโมธรรม 8 คือ
๑. บริบูรณ์ด้วยชาติ คือ เกิดเป็นมนุษย์
๒. บริบูรณ์ด้วยเพศ คือได้เกิดเป็นผู้ชาย
๓. บริบูรณ์ด้วยเหตุ คือ การปฏิสนธิด้วยไตรเหตุ
๔. บริบูรณ์ด้วย ทัสสนะ คือ การได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าต่อหน้าพระพักตร์
๕. บริบูรณ์ด้วยคือ การบรรพชา คือการได้บรรพชาเป็นพระภิกษุ
๖. บริบูรณ์ด้วย คุณ คือการได้บรรลุโลกียะธรรม 5 และฌานสมาบัติ 8
๗. บริบูรณ์ด้วยอธิการ คือ การบริจาคชีวิตเป็นทานเพื่อสัมมาสัมโพธิญาน
๘. บริบูรณ์ด้วยฉันทะ คือ มีความปรารถนาเพื่อการตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ
บุคคลต้องมีกมลสันดานเลิศด้วยสโมธรรม 8 ประการ ดังเรากล่าวแล้ว พระภคินีของเรา ตถาคตยังดำรงอัตภาพเป็นสตรีอย่างนี้ จึงไม่ได้พุทธพยากรณ์ พระปัจฉิมทีปังกรโพธิสัตว์ภิกษุ ได้สดับพุทธภาษิตดังนั้น จึงถวายนมัสการกราบทูลถามต่อไปอีกว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ พระภคินีของพระองค์จักไม่ได้สำเร็จพระพุทธภูมิเลยหรือ
โปรดติดตามตอนต่อไป

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ธ.ค. 2012, 06:19 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว


พระนางสุมิตตาราชเทวีได้ลัทธยาเทส แต่สำนักพระพุทธเจ้า

ลำดับนั้น พระปุราณทีปังกรสัมมาสัมพุทธจ้าก็ทรงพิจารณาดูอดีตกาล ทรงทราบว่า พระกนิษฐเทวี เจ้า ได้กระทำพุทธภูมิกณิปธานไว้ตั้งแต่ครั้งเมื่อแบกมารดาว่ายข้ามมหาสมุทรเป็นเดิมล่วงมา ๓ ชาติแล้ว ก็ทรงทราบว่าพระน้องนางเจ้า อาจนำธรรมที่ได้เป็นพระพุทธเจ้าได้ในอนาคตกาล ครั้นทรงทราบดังนี้แล้ว จึงตรัสกับพระปัจฉิมทีปังกรโพธิสัตว์ภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ กาลล่วงไปในอนาคต นับแต่กัปนี้ไปในที่สุด ๑๖ อสงไขยแสนกัป ท่านก็จะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่าทีปังกร เสมอด้วยนามแห่งเราตถาคตนี้ในกาลนั้นแล ท่านจักได้กล่าวพยากรณ์ซึ่งภคินีนาถน้องสาวเรา พระน้องนางจักได้ลัทธยาเทสแต่สำนักแห่งท่าน
เมื่อสมเด็จพระปุราณทีปังกรสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสฉะนี้แล้วก็มีกมลโสมนัสยิ่งนัก จึงมีพระเสาวนีย์ ข้าแต่พระคุณเจ้า แต่วันนี้เป็นต้นไป จงอย่าเที่ยวไปแสวงหาที่อื่นเลย พระคุณเจ้าจงมารับน้ำมันในสำนักแห่งข้าพเจ้าเป็นนิจทุกวันเถิด จำเดิมแต่นั้นมา พระปัจฉิมทีปังกรโพธิสัตว์ภิกษุ ก็มารับน้ำมันพันธุ์ผักาด แต่สำนักพระนางสุมิตตาราชเทวีมาทำประทีปบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอริยะสงฆ์สาวกทั้งปวงเป็นนิจกาล
ฝ่ายพระนางราชเทวีนั้นเล่า ครั้นเวลารุ่งเช้า ให้จัดแจงขาทนียโภชนียาหารอันประณีตเป็นอันมาก กับด้วยสักการบูชามีมาลาและของหอมเป็นต้น แวดล้อมด้วยยศบริวาร เข้าไปสู่มหาวิหารถวายบิณฑบาตรแก่หมู่ภิกษุสงฆ์ มีสมเด็จพระพุทธเจ้าเป็นประธาน จำเดิมแต่กาลนั้นมา พระนางก็มีพระหฤทัยหน่ายจากความที่ได้อัตภาพเป็นสตรีอย่างนั้นยิ่งนัก เพราะฉะนั้นพระนางจึงมีกมลผูกพันในอันบำเพ็ญกุศล เป็นต้นว่า บริจาคทาน รักษาศีล สมาทานอุโบสถ ประพฤติพรตพรหมจรรย์เป็นอาจิณ ครั้นสิ้นพระชนมายุแล้ว ก็ได้ขึ้นไปบังเกิดเสวยทิพย์สมบัติสุขในสวรรค์เทวโลก
บทที่ปฐมความว่า พระโพธิสัตว์เจ้านั้น แต่ปรารถนาพุทธภูมิอยู่ในพระหฤทัย นานนับได้ ๗ อสงไขย แต่ออกจากวาจาว่า เราขอปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ดังนี้ นานนับถึง ๙ อสงไขย
ในอสงไขยเบื้องต้นนามว่า นันทะอสงไขย สมเด็จพุทธางกูร ด้วย ผลานิสงส์ที่ถวายน้ำมันเมล็ดผักกาดตามส่ง ครั้นพระองค์จุติจากพระชาติที่เป็นบุตรีนั้นแล้ว ก็ได้ขึ้นไปบังเกิดเป็นเทพบุตร เสวยทิพยสมบัติเป็นบรมสุขอยู่ในชั้นดุสิต เจริญพระชนกำหนดอายุนับได้ ๕๗ โกฏิกับเศษ ๖๐ แสนปี ดำรงอยู่สิ้นทิพายุแล้วจุติจากดุสิตสวรรค์ทรงสังสรณาการบังเกิดเสวยสุขสมบัติในสวรรค์และมนุษย์สิ้นกาลนานมา

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 มี.ค. 2013, 10:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว




cats.jpg
cats.jpg [ 130.72 KiB | เปิดดู 2032 ครั้ง ]
ณ กาลเมื่อนันทอสงไขยนั้น พระโพธิสัตว์ ได้เกิดเป็นพระเจ้าอรดีเทวราชบรมโพธิสัตว์ก้ทรงบริจาคทานสมาทานศีลอุโบสถ ประพฤติพรหมจรรย์เป็นอาจิณ ทรงมุ่งหมายในพุทธภูมิตราบเท่าสิ้นพระชนมายุล่วงไป ได้มีสมเด็จพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆ ได้มาอุบัติขึ้นนับได้ ๕๐๐๐ พระองค์ ได้ทรงกระทำทานบารมีเป็นอาทิ ในพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์มา

ณ กาลเมื่อสุนันทอสงไขยเกิดขึ้นมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น ๙๐๐๐ พระองค์ ครั้งนั้นสมเด็จพุทธางกูรโพธิสัตว์ พบพระพุทธเจ้าทั้ง ๙๐๐๐ พระองค์ทรงบำเพ็ญทานบารมีเป็นอาทิได้ทรงทำพุทธภูมิกปณิธานในสำนักแห่งพระศาสดาจารย์ทั้งหลายนั้นทุกๆพระองค์มา

ณ กาลเมื่อปฐวีอสงไขยเกิดขึ้นมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น ๑๐.๐๐๐ พระองค์ ครั้งนั้นสมเด็จพุทธางกูรโพธิสัตว์ พบพระพุทธเจ้าทั้ง ๑๐.๐๐๐ พระองค์ทรงบำเพ็ญทานบารมีเป็นอาทิได้ทรงทำพุทธภูมิกปณิธานในสำนักแห่งพระศาสดาจารย์ทั้งหลายนั้นทุกๆพระองค์มา

ณ กาลเมื่อมัณฑอสงไขยเกิดขึ้นมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น ๑๑.๐๐๐ พระองค์ ครั้งนั้นสมเด็จพุทธางกูรโพธิสัตว์ พบพระพุทธเจ้าทั้ง ๑๑.๐๐๐ พระองค์ทรงบำเพ็ญทานบารมีเป็นอาทิได้ทรงทำพุทธภูมิกปณิธานในสำนักแห่งพระศาสดาจารย์ทั้งหลายนั้นทุกๆพระองค์มา

ณ กาลเมื่อธรณี อสงไขยเกิดขึ้นมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น ๒๐.๐๐๐ พระองค์ ครั้งนั้นสมเด็จพุทธางกูรโพธิสัตว์ พบพระพุทธเจ้าทั้ง ๒๐.๐๐๐ พระองค์ทรงบำเพ็ญทานบารมีเป็นอาทิได้ทรงทำพุทธภูมิกปณิธานในสำนักแห่งพระศาสดาจารย์ทั้งหลายนั้นทุกๆพระองค์มา

ณ กาลเมื่อสาครอสงไขยเกิดขึ้นมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น ๓๐.๐๐๐ พระองค์ ครั้งนั้นสมเด็จพุทธางกูรโพธิสัตว์ พบพระพุทธเจ้าทั้ง ๓๐.๐๐๐ พระองค์ทรงบำเพ็ญทานบารมีเป็นอาทิได้ทรงทำพุทธภูมิกปณิธานในสำนักแห่งพระศาสดาจารย์ทั้งหลายนั้นทุกๆพระองค์มา

ณ กาลเมื่อปุณฑริกอสงไขยเกิดขึ้นมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น ๔๐.๐๐๐ พระองค์ ครั้งนั้นสมเด็จพุทธางกูรโพธิสัตว์ พบพระพุทธเจ้าทั้ง ๔๐.๐๐๐ พระองค์ทรงบำเพ็ญทานบารมีเป็นอาทิได้ทรงทำพุทธภูมิกปณิธานในสำนักแห่งพระศาสดาจารย์ทั้งหลายนั้นทุกๆพระองค์มา พระพุทธเจ้า ๑๒๕.๐๐๐ พระองค์ ทรงตั้งจิตปณิธาน ในอสงไขยทั้ง ๗ สิ้นความเพียงเท่านี้

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 มี.ค. 2013, 10:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว




cats.jpg
cats.jpg [ 133.2 KiB | เปิดดู 2032 ครั้ง ]
วจีปณิธานนานนับได้ ๙ อสงไขย
ในกาลนั้นพระปุราณศากยมุนี พระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งทรงบำเพ็ญบารมีมาครบถ้วน ๑๖ อสงไขยแสนกัปแล้ว
ในปัจฉิมภพนี้ พระเจ้าสาครบรมโพธิสัตว์นั้น พระองค์ออกพระวาจาปรารถนาพุทธภูมิ ต่อหน้าพักตร์พระพุทธเจ้าปุราณศักยมุนี ก็ในอสงไขยกัปทั้ง ๙ นั้น

ณ กาลเมื่อสัพพภัททะอสงไขยเกิดขึ้นมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น ๕๐.๐๐๐ พระองค์ ครั้งนั้นสมเด็จพุทธางกูรโพธิสัตว์ พบพระพุทธเจ้าทั้ง ๕๐.๐๐๐ พระองค์ทรงบำเพ็ญทานบารมีเป็นอาทิได้ทรงทำพุทธภูมิกปณิธานในสำนักแห่งพระศาสดาจารย์ทั้งหลายนั้นทุกๆพระองค์มา

ณ กาลเมื่อ สัพพผุลละอสงไขยเกิดขึ้นมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น ๖๐.๐๐๐ พระองค์ ครั้งนั้นสมเด็จพุทธางกูรโพธิสัตว์ พบพระพุทธเจ้าทั้ง ๖๐.๐๐๐ พระองค์ทรงบำเพ็ญทานบารมีเป็นอาทิได้ทรงทำพุทธภูมิกปณิธานในสำนักแห่งพระศาสดาจารย์ทั้งหลายนั้นทุกๆพระองค์มา

ณ กาลเมื่อ สัพพรตนะอสงไขยเกิดขึ้นมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น ๗๐.๐๐๐ พระองค์ ครั้งนั้นสมเด็จพุทธางกูรโพธิสัตว์ พบพระพุทธเจ้าทั้ง ๗๐.๐๐๐ พระองค์ทรงบำเพ็ญทานบารมีเป็นอาทิได้ทรงทำพุทธภูมิกปณิธานในสำนักแห่งพระศาสดาจารย์ทั้งหลายนั้นทุกๆพระองค์มา

ณ กาลเมื่อ อุสภขันธะ อสงไขยเกิดขึ้นมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น ๘๐.๐๐๐ พระองค์ ครั้งนั้นสมเด็จพุทธางกูรโพธิสัตว์ พบพระพุทธเจ้าทั้ง ๘๐.๐๐๐ พระองค์ทรงบำเพ็ญทานบารมีเป็นอาทิได้ทรงทำพุทธภูมิกปณิธานในสำนักแห่งพระศาสดาจารย์ทั้งหลายนั้นทุกๆพระองค์มา

ณ กาลเมื่อ มานีภัททะ อสงไขยเกิดขึ้นมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น ๙๐๐๐ พระองค์ ครั้งนั้นสมเด็จพุทธางกูรโพธิสัตว์ พบพระพุทธเจ้าทั้ง ๙๐๐๐ พระองค์ทรงบำเพ็ญทานบารมีเป็นอาทิได้ทรงทำพุทธภูมิกปณิธานในสำนักแห่งพระศาสดาจารย์ทั้งหลายนั้นทุกๆพระองค์มา

ณ กาลเมื่อ ปทุมะ อสงไขยเกิดขึ้นมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น ๒๐.๐๐๐ พระองค์ ครั้งนั้นสมเด็จพุทธางกูรโพธิสัตว์ พบพระพุทธเจ้าทั้ง ๒๐.๐๐๐ พระองค์ทรงบำเพ็ญทานบารมีเป็นอาทิได้ทรงทำพุทธภูมิกปณิธานในสำนักแห่งพระศาสดาจารย์ทั้งหลายนั้นทุกๆพระองค์มา

ณ กาลเมื่ออุสภะอสงไขยเกิดขึ้นมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น ๑๐.๐๐๐ พระองค์ ครั้งนั้นสมเด็จพุทธางกูรโพธิสัตว์ พบพระพุทธเจ้าทั้ง ๑๐.๐๐๐ พระองค์ทรงบำเพ็ญทานบารมีเป็นอาทิได้ทรงทำพุทธภูมิกปณิธานในสำนักแห่งพระศาสดาจารย์ทั้งหลายนั้นทุกๆพระองค์มา

ณ กาลเมื่อ ขันธคมะ อสงไขยเกิดขึ้นมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น ๕.๐๐๐ พระองค์ ครั้งนั้นสมเด็จพุทธางกูรโพธิสัตว์ พบพระพุทธเจ้าทั้ง ๕.๐๐๐ พระองค์ทรงบำเพ็ญทานบารมีเป็นอาทิได้ทรงทำพุทธภูมิกปณิธานในสำนักแห่งพระศาสดาจารย์ทั้งหลายนั้นทุกๆพระองค์มา

ณ กาลเมื่อ สัพพผาละ อสงไขยเกิดขึ้นมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติขึ้น ๒.๐๐๐ พระองค์ ครั้งนั้นสมเด็จพุทธางกูรโพธิสัตว์ พบพระพุทธเจ้าทั้ง ๒.๐๐๐ พระองค์ทรงบำเพ็ญทานบารมีเป็นอาทิได้ทรงทำพุทธภูมิกปณิธานในสำนักแห่งพระศาสดาจารย์ทั้งหลายนั้นทุกๆพระองค์มาทรงบำเพ็ญบารมี ในพระพุทธเจ้า ๓๘๗.๐๐๐ พระองค์

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 มี.ค. 2013, 10:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

อสงไขยกัปที่ ๔ นั้น โดยชื่อ เสลอสงไขยกัป โลกแตกดับไปเปล่าโดยไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นนับไม่ได้เป็นเวลาอสงไขยที่ ๑ มีพระพุทธเจ้า ๔ พระองค์ ๑. พระตัณหังกรพุทธเจ้า ๒. พระเมธังกรพุทธเจ้า ๓. พระสรณังกรพุทธเจ้า ๔. พระทีปังกรพุทธเจ้า

ในสมัยนั้น พระพุทธเจ้า นามว่า พระทีปังกร ตถาคตเกิดเป็นพราหมณ์ ชื่อว่า สุเมธดาบส

โอภาสะ อสงไขยกัป โลกแตกดับไปเปล่าโดยไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นนับไม่ได้เป็นเวลาอสงไขยที่ ๒
พระพุทธเจ้า ๑ พระองค์ พระนามว่า โกณฑัญญะ

ในสมัยนั้น พระพุทธเจ้านามว่า พระโกณฑัญญะ ตถาคตเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ ชื่อว่า วิชิตาวี

ชยะอสงไขยกัป โลกแตกดับไปเปล่าโดยไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นนับไม่ได้เป็นเวลาอสงไขยที่ ๓
มีพระพุทธเจ้า ๔ พระองค์มีพระนามว่า ๑. พระมังคละ ๒. พระสุมนะ ๓. พระเรวตะ ๔. พระโสภิตะ

ในสมัยนั้น พระพุทธเจ้านามว่า พระมังคละ ตถาคตเกิดเป็นพราหม ชื่อว่า สุรุจิ
ในสมัยนั้น พระพุทธเจ้านามว่า พระสุมนะ ตถาคตเกิดเป็นพญานาค ชื่อว่า อตุละ
ในสมัยนั้น พระพุทธเจ้านามว่า พระเรวตะ ตถาคตเกิดเป็นพราหม ชื่อว่า อติเทพ
ในสมัยนั้น พระพุทธเจ้านามว่า พระโสภิตะ ตถาคตเกิดเป็นพราหม ชื่อว่า อชิตะ

รุจิระอสงไขยกัป โลกแตกดับไปเปล่าโดยไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นนับไม่ได้เป็นเวลาอสงไขยที่ ๔
มีพระพุทธเจ้า ๓ พระองค์ มีพระนามว่า ๑. อโนมทัสสี ๒. ปทุมะ ๓. นารทะ

ในสมัยนั้น พระพุทธเจ้านามว่า พระอโนมทัสสี ตถาคตเกิดเป็น ยักษ์
ในสมัยนั้น พระพุทธเจ้านามว่า พระปทุมะ ตถาคตเกิดเป็น ราชสีห์
ในสมัยนั้น พระพุทธเจ้านามว่า พระนารทะ ตถาคตเกิดเป็น ฤษี

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 03 มี.ค. 2013, 10:45 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 24 พ.ค. 2011, 14:20
โพสต์: 5726


 ข้อมูลส่วนตัว


ใน ๑๐๐.๐๐๐ กัปนั้น
ในสมัยนั้น พระพุทธเจ้านามว่า พระปทุมุตตระ ตถาคตเกิดเป็น ชฏิล ชื่อ รัฏฐิกะ กัปที่ ๑๐๐,๐๐๐ โลกแตกดับไปเปล่าโดยไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นนับได้ ๖๙,๙๙๙ ใบ

ในสมัยนั้น พระพุทธเจ้านามว่า พระสุเมธะ ตถาคตเกิดเป็น ชื่อ อุตตระ กัปที่ ๓๐,๐๐๐
ในสมัยนั้น พระพุทธเจ้านามว่า พระสุชาตะ ตถาคตเกิดเป็น พระเจ้าจักรพรรดิ์ กัปที่ ๓๐,๐๐๐
โลกแตกดับไปเปล่าโดยไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นนับได้ ๒๘,๑๙๙ ใบ

ในสมัยนั้น พระพุทธเจ้านามว่า พระปิยะทัสสี ตถาคตเกิดเป็น มาณพ ชื่อว่า กัสสปะ กัปที่ ๑,๘๐๐
ในสมัยนั้น พระพุทธเจ้านามว่า พระอัตถะทัสสี ตถาคตเกิดเป็น ดาบส ชื่อว่า สุสิมะ กัปที่ ๑,๘๐๐
ในสมัยนั้น พระพุทธเจ้านามว่า พระธัมมทัสสี ตถาคตเกิดเป็น ท้าวสักกะ กัปที่ ๑,๘๐๐
โลกแตกดับไปเปล่าโดยไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นนับได้ ๑,๗๐๕ ใบ

ในสมัยนั้น พระพุทธเจ้านามว่า พระสิทธัตถะ ตถาคตเกิดเป็น ดาบส ชื่อว่า มังคละ กัปที่ ๙๔
โลกแตกดับไปเปล่าโดยไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นนับได้ ๑ ใบ

ในสมัยนั้น พระพุทธเจ้านามว่า พระติสสะ ตถาคตเกิดเป็น กษัตริย์ชื่อว่า สุชาตะ กัปที่ ๙๒
ในสมัยนั้น พระพุทธเจ้านามว่า พระปุสสะ ตถาคตเกิดเป็น กษัตริย์ ชื่อว่า วิชิตาวี กัปที่ ๙๒
ในสมัยนั้น พระพุทธเจ้านามว่า พระวิปัสสี ตถาคตเกิดเป็น นาคราช ชื่อว่า อตุละ กัปที่ ๙๑
โลกแตกดับไปเปล่าโดยไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นนับได้ ๕๘ ใบ

ในสมัยนั้น พระพุทธเจ้านามว่า พระสิขี ตถาคตเกิดเป็น กษัตริย์ ชื่อว่า อรินทมะ กัปที่ ๓๑
ในสมัยนั้น พระพุทธเจ้านามว่า พระเวสภู ตถาคตเกิดเป็น พระราชา ชื่อว่า สุทัสสนะ กัปที่ ๓๑
โลกแตกดับไปเปล่าโดยไม่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นนับได้ ๒๙ ใบ

ในสมัยนั้น พระพุทธเจ้านามว่า พระกกุสันธะ ตถาคตเกิดเป็น พระราชา ชื่อว่า เขมะ
ในสมัยนั้น พระพุทธเจ้านามว่า พระโกนาคมนะ ตถาคตเกิดเป็น พระราชาชื่อว่า ปัพพตะ
ในสมัยนั้น พระพุทธเจ้านามว่า พระกัสสปะ ตถาคตเกิดเป็น มาณพ ชื่อว่า โชติปาละ

.....................................................
พระธรรมคำสอน บัญญัติ ตรัส ไว้ดีแล้ว ไม่ต้องลด ไม่ต้องเพิ่ม ไม่ต้องแก้ไข ใดๆ ทั้งสิ้น


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 46 โพสต์ ]  ไปที่หน้า 1, 2, 3, 4  ต่อไป

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร