วันเวลาปัจจุบัน 04 เม.ย. 2020, 10:20  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ก.พ. 2010, 20:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ก.พ. 2009, 20:49
โพสต์: 3961

แนวปฏิบัติ: พอง-ยุบ
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ
ชื่อเล่น: นนท์
อายุ: 42
ที่อยู่: นครสวรรค์

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:

คำชี้แจงอนาคตวงค์ เป็นคัมภีร์พรรณนาประวัติของพระพุทธเจ้าในอนาคต ๑๐ พระองค์ ก่อนหน้านี้มีวรรณคดีบาลีว่าด้วยเรื่องพระพุทธเจ้าในอนาคต รวม ๔ เรื่อง คือ

๑. คัมภีร์อนาคตวงศ์ เป็นผลงานของท่านพระกัสสปเถระชาวเอเชียใต้ มีชีวิตอยู่ในช่วงประมาณ พ.ศ.๑๗๐๓–๑๗๗๓ ผลงานนี้ประพันธ์ด้วยคาถาตลอดเรื่อง๑๔๒ คาถา ผู้รจนาได้ยกเนื้อความทั้งหมดให้เป็นพระวาจาของพระพุทธเจ้าประทานตรัสเล่าถึงชีวประวัติของพระศรีอริยเมตไตรผู้จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต

๒. อมตรสธารา อรรถกถาอนาคตวงศ์ ๓ ผูกจบ ผลงานของพระอุปติสสเถระชาวลังกาทวีป

๓. อมตรสธารา ฏีกาอนาคตวงศ์ ๗ ผูกจบ ผลงานของพระอุปติสสเถระ ชาวลังกาทวีปคัมภีร์ทั้ง ๓ เรื่องปรากฏในรายการชื่อคัมภีร์ที่พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ สมัยกรุงศรีอยุธยา พระราชทานส่งไปช่วยผดุงพระพุทธสศาสนาในประเทศลังกา เมื่อ พ.ศ. ๒๒๙๙

๔. คัมภีร์ทสโพธิสัตตุปปัตติกถา กล่าวถึงพระพุทธเจ้าในอนาคต ๑๐ พระองค์พระบัณฑิตเถระได้ตรวจสอบและจัดทำคำแปลเป็นภาษาสิงหล พิมพ์เผยแพร่ในลังกา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖

สำหรับอนาคตวงศ์ นี้ เป็นคัมภีร์อนาคตวงศ์ฉบับร้อยแก้วที่รจนาในประเทศไทย
ซึ่งแตกต่างไปจากฉบับร้อยกรองของพระกัสสปเถระรจนาก่อนสมัยสุโขทัย เพราะในบางแผนกของหนังสือไตรภูมิพระร่วง พระราชนิพนธ์ของพญาลิไท ระบุชื่อคัมภีร์อนาคตวงศ์ไว้ด้วย

สถานที่แต่งและสมัยที่แต่ง ในเนื้อหาของภัมภีร์อนาคตวงศ์นี้ มิได้กล่าวถึงผู้แต่งและประวัติการแต่งไว้ เนื้อหาสาระ พระสารีบุตรเถระทูอาราธนาให้ตรัสแสดงเรื่องพระพุทธเจ้า ในอนาคต ๑๐ พระองค์ ซึ่งจัดเป็นอุเทศที่ ๑–๑๐ ดังต่อไปนี้

:b8: :b8: :b8:




.....................................................
แม้มิได้เป็นสุระแสงอันแรงกล้า ส่องนภาให้สกาวพราวสดใส
ขอเป็นเพียงแสงแห่งดวงไฟ ส่องทางให้มวลชนบนแผ่นดิน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ก.พ. 2010, 20:38 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ก.พ. 2009, 20:49
โพสต์: 3961

แนวปฏิบัติ: พอง-ยุบ
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ
ชื่อเล่น: นนท์
อายุ: 42
ที่อยู่: นครสวรรค์

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:

อุเทศที่ ๑ เรื่องพระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้า
พระศรีอริยเมตไตรย เป็นพระโพธิสัตว์จุติจากสวรรค์ขั้นดุสิตมาถือปฏิสนธิในครรภ์ของนางพรหมวดี ภรรยาสุพรหมพราหมณ์ปุโรหิตของพระเจ้าสังขจักรพรรดิ์แห่งเกตุมดีนคร เมื่อทรงประสูติได้มีนิมิตใหญ่น้อย ๓๒ ประการปรารกฏ แม้ปราสาท ๓ หลังก็ปรากฏด้วย เพื่อเป็นที่ประทับ พระโพธิสัตว์ได้เสวยสุขเป็นอันมาก มีพระชนมายุ๘๐๐๐ ปี ทอดพระเนตรเห็นนิมิตรทั้ง ๔ ทรงพอพระทัยในการบวชเสด็จขึ้นสู่ปราสาท ปราสาทก็ลอยขึ้นสู่อากาศมาลงที่ใกล้โพธิมณฑลท้าวมหาพรหมอัญเชิญอัฏฐบริขารมาถวาย พระโพธิสัตว์ทรงเอาพระขรรค์แก้วตัดพระเมาลี ทรงรับเครื่องอัฏฐบริขารที่ท้าวมหาพรหมนำมาประทับนั่งเหมือนปราชิตบัลลังก์ ในปฐมยาม ทรงบรรลุบุพเพนิวาสานุสติญาณ ในมัชฌิมยาม ทรงทำให้แจ้งทิพยจักษุญาณ ในปัจฉิมยาม ทรงพิจารณาปัจจยาการ ๑๒ ประการ ในเวลารุ่งอรุณ ทรงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ กล่าวถึงประมาณพระวรกายของพระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้า มีพระฉัพพัณณรังสีจากพระวรกาย ทำให้สว่างไสวทั่งกลางวันและกลางคืนคนทั้งหลายอยุ่ด้วยกันอย่างมีความสุข ระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์บริโภคข้าวสาลีที่เกิดด้วยพุทธานุภาพ

พระธรรมเนาบดี สารีบุตร ได้ทูลถามถึงบุญบารมีที่พระศรีอริยเมตไตรยได้บำเพ็ญ ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ตรัสพยากรณ์ถึงอดีตชาติของพระศรีอริยเมตไตรย เมื่อครั้นเสวยชาติเป็นพระเจ้าสังขจักรพรรดิแห่งอินทปัตถนคร ในสมัยของพระสิริมัตตพุทธเจ้า วันหนึ่งได้พบสามเณรในสำนักพระสิริมัตตพุทธเจ้า จึงเสด็จมาเฝ้าพระพุทธเจ้าซึ่งประทับอยู่ที่บุพพาราม แม้ทรงลำบากพระวรกายก็ไม่ทรงท้อถอย พระพุทธเจ้า เนรมิตเพศเป็นมาณพน้อย เนรมิตรถเสด็จออกไปรับพระโพธิสัตว์มาสู่บุพพารามพระโพธิสัตว์
ได้ถวายศีรษะของพระองค์แด่พระพุทธเจ้า บูชาพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พระองค์ จุติไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต ด้วยอานิสงส์บารมี จึงทำให้ได้ตรัสรู้เป็น
พระพุทธเจ้า

อุเทศที่ ๒ เรื่อง พระรามพุทธเจ้า
เมื่อศาสนาของพระศรีอริยเมตไตรยเสื่อมไปแล้ว ไฟจะไหม้แผ่นดิน เมื่อภัททกัปล่วงไปแล้ว เป็นช่วงสุญญกัปต่อจากสุญญกัป เป็นมัณฑกัปในมัณฑกัปจะมีพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ คือ พระรามพุทธเจ้า และ พระธรรมราชาพุทธเจ้า

พระรามพุทธเจ้า เสด็จอุบัติก่อน มหาชนได้อาศัยต้นกัลปพฤกษ์ต้นหนึ่งบังเกิดด้วยพุทธานุภาพเลี้ยงชีวิต ในอดีตชาติ พระรามพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นมาณพชื่อมารทะ ในสมัยของพระกัสสปพุทธเจ้า ทรงจุดไฟที่ศีรษะบูชาพระพุทธเจ้า ได้รับพุทธพยากรณ์แล้วไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต

อุเทศที่ ๓ เรื่อง พระธรรมราชาพุทธเจ้า
เมื่อศานาพระรามพุทธเจ้าเสื่อมแล้ว พระเจ้าปัสเสนทิโกศลจักตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า พระธรรมราชา มหาชนอาศัยต้นกัลปพฤกษ์ที่เกิดด้วยพุทธานุภาพเลี้ยงชีวิต สุทธะ ในสมัยพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า โกนาคมนะ ได้ถวายดอกบัว ๒ ดอกแด่พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าประทับนั่งบนดอกบัวนั้น สุทธมาณพได้เอาต้นอ้อ ๔ ต้น มาตั้งไว้ ๔ ทิศ เอาผ้าขึงกั้นป้องกันความร้อยถวายพระพุทธเจ้า ตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ด้วยอานิสงส์แห่งการถวายดอกบัวและผ้า จึงได้รับพุทธพยากรณ์ว่า จัดได้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ ๑ ในอนาคต

อุเทศที่ ๔ เรื่อง พระธรรมสามีพุทธเจ้า
เมื่อพระศาสนาพระรามพุทธเจ้าและพระธรรมราชาพุทธเจ้าเสื่อมแล้วมัณกัปจะ
ถูกไฟไหม้ ต่อจากนั้น มีกัปใหม่ชื่อ สารกัป พระอภิภูเทวราชหรือพระยามาร จักได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระธรรมสามี มหาชนอาศัยขุมทรัพย์ที่เกิดด้วยพุทธานุภาพเลี้ยงชีวิต ในอดีตชาติ พระธรรมสามีพุทธเจ้า เสวยพระชาติเป็นมหาเสนาบดีนามว่า โพธิ ในสมัยของพระกัสสกัสสปพุทธเจ้า ณ กาลครั้ง พระกัสสปพุทธเจ้าทรงเสวยผลสมบัติ ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน พระเจ้ากิงกิสสมหาราช ทรงทราบป่าวประกาศว่า ถ้าผู้ใดถวายทานแด่พระพุทธเจ้าก่อน ผู้นั้นจะได้รับราชทัณฑ์ แล้วทรงให้ทหารอารักขาล้อมพระเชตวันไว้ โพธิมหาเสนาบดีปรารถนาจะถวายทานแด่พระพุทธเจ้าก่อน จึงนำผ้าและภัตรมาสู่พระเชตวัน ถูกอำมาตย์ราชบุรุษจับนำตัวไปเฝ้าพระกิงกิสสมหาราช พระเจ้ากิงกิสสมหาราช ทรงพิโรธรับสั่งให้นำตัวโพธิมหาเสนาบดีไปประหารที่ป่าช้า พระกัสสปพุทธเจ้าทรงทราบด้วยทิพยจักษุญาณ จึงเสด็จมาเสด็จมาแสดงธรรมแก่โพธิมหาเสนาบดีและโพธิมหาเสนาบดี ตั้งความปรารถนาถวายชีวิตเป็นทานแด่พระพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้า ได้ตรัสพยากรณ์ว่า โพธิมหาเสนาบดี จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต โพธิมหาเสบดี จุติแล้วได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต

:b8: :b8: :b8:


.....................................................
แม้มิได้เป็นสุระแสงอันแรงกล้า ส่องนภาให้สกาวพราวสดใส
ขอเป็นเพียงแสงแห่งดวงไฟ ส่องทางให้มวลชนบนแผ่นดิน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 08 ก.พ. 2010, 20:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ก.พ. 2009, 20:49
โพสต์: 3961

แนวปฏิบัติ: พอง-ยุบ
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ
ชื่อเล่น: นนท์
อายุ: 42
ที่อยู่: นครสวรรค์

 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:

อุเทศที่ ๕ เรื่อง พระนารทพุทธเจ้า
เมื่อศาสนาพระธรรมสามีพุทธเจ้าล่วงไปแล้ว สารกัปผ่านไปแล้วลุถึงสุญญกัป เมื่อสุญญกัปผ่านไปมัณฑกัป บังเกิดขึ้น ในมัณฑกัปมีพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ คือพระนารทพุทธเจ้า และพระรังสีมุนีพุทธเจ้า

อสุรินทราหูราช จักตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก่อน ทรงพระนามว่า พระนารทพุทธเจ้า ในสมัยของพระองค์ จักมีรส ๗ ประการในแผ่นดินมหาชนอาศัยรสดินเลี้ยงชีวิต

ในอดีตชาติ พระนารทพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์ ทรงพระนามว่า สิริคุตต์ ในสมัยพระกัสสปพุทธเจ้า พระองค์ทรงพระราชทานพระนครแก่พราหมณ์ ๘ คน ผู้มาขอพระนคร แล้วทรงพระราชเะทวีและพระโอรสพระธิดาเสด็จออกจากพระนคร ไปทรงบำเพ็ญศีลบนยอดเขาแห่งหนึ่ง มียักษ์ตนหนึ่งมาทูลขอพระโอรสพระธิดาเป็นอาหาร พระเจ้าสิริคุตต์ ทรงพระราชทาน แล้วตั้งความปรารถนา ขอให้ทานนี้จงเป็นปัจจัยให้ได้บรรลุพระสัพพัญญุญาณ ครั้งนั้น พื้นปฐพีได้หวั่นไหวสั่นสะเทือน ยักษ์ได้กัดกินพระโอรสพระธิดาต่อหน้าพระพักตร์ พระเจ้าสิริคุตต์ ทรงมีพระทัยหวั่นไหว พระองค์ได้รับการการพยากรณ์ว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ ๑ ในอนาคต

อุเทศที่ ๖ เรื่อง พระรังสีมุนีพุทธเจ้า
เมื่อศานาของพระนารทพุทธเจ้าล่วงแล้ว โสณพราหมณ์จักได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า รังสีมุนี ในสมัยของพระองค์มหาชนเลี้ยงชีวิตด้วยพาณิชยกรรมและเกษตรกรรม ในอดีต พระรังสีมุนีพุทธเจ้าเมื่อครั้งเป็นพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นมาฆมาณพ ในสมัยของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า กกุสันธะ มาฆมาณพเป็นพ่อค้าที่ฉลาด แต่ประสบทุกข์สิ้นสูญทรัพย์สินเงินทองที่หามาได้จำนวนมากถึง ๓ ครั้ง ๓ คราว จึงเดินทางไปเมืองโกสัมพี รักษาอุโบสถศีล ในวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ อัครสาวกของพระกกุสันพุทธเจ้าเหมาะมารับทาน จงเป็นปัจจัยให้ได้สำเร็จพระสัพพัญญุตญาณ ในอนาคต มาฆมาณพนี้ ได้รับพุทธพยากรณ์ว่า จะได้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ ๑ ในอนาคต

อุเทศที่ ๗ เรื่อง พระเทวเทพพุทธเจ้า
เมื่อศาสนาของพระรังสีมุนีพุทธเจ้าล่วงไปแล้ว และมัณฑกัปก็ล่วงไปแล้ว เกิดมีมัณฑกัปหนึ่ง ในกัปนั้น จะมีพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ คือ พระเทวเทพพุทธเจ้า และพระนรสีห์พุทธเจ้า สุภพราหมณ์ จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก่อน ทรงพระนามว่าพระเทวเทพ ในสมัยของพระองค์พื้นปฐพีจะมีข้าวสาลีหอมเป็นปกติด้วยพุทธานุภาพ มหาชนไม่ต้องทำไร่ ไถนา ไม่ต้องค้าขาย เลี้ยงชิวิตด้วยข้าวสาลีหอมที่เกิดด้วยพุทธานุภาพจะมีต้นกัลปพฤกษ์ต้นหนึ่งอุบัติ ห้อยระย้าเต็มไปด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ คนทั้งหลายต้องการอะไร ๆ ก็ไปสอยเอาสิ่งของจากต้นกัลปพฤษ์นั้น ในอดีตชาติ พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระยาช้างฉัททันต์ ในสมัยพระโกนาคมนพุทธเจ้า พระยาช้างฉัททันต์ เห็นสรีระของพระอัญญาตโกณฑัญญะซึ่งปรินิพพานที่ฝั่งสระฉัททันต์

พระยาช้างฉัททันต์ ได้อธิษฐานขอบุญกุศลที่เคยบำเพ็ญมา ให้เกิดเลื่อย จึงเอาเลื่อยนั้นเลื่อยงาทั้ง ๒ ของตน ทำงาของตนข้างหนึ่งเป็นราง ข้างหนึ่งเป็นรูปนกยูงประดิษฐานสรีระของพระเถระไว้กับราง แล้วรวบขนบนศีรษะของตนจุดไฟบูชาสรีระของพระเถระ โขลงช้างพากันสมโภชการเผาสรีระ ๗ วันหลังจากนั้น ได้อัญเชิญสรีระ ๗ วัน

หลังจากนั้น ได้อัญเชิญสรีระของพระเถระออกจากราง ตั้งความปราถนาขอให้การถวายงาจงเป็นปัจจัยให้ได้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณ สุภพราหมณ์นี้ ได้รับพุทธพยากรณ์ว่า จะได้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ ๑ ในอนาคต

อุเทศที่ ๘ เรื่อง พระนรสีห์พุทธเจ้า
เมื่อศาสนาพระเทพพุทธเจ้าล่วงไปแล้ว โตเทยยพราหมณ์ จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า นรสีห์ มีพระวรกายสูง ๖0 ศอกมีต้นแคฝอยเป็นไม้ตรัสรู้ ด้วยพุทธนุภาพจะมีข้าวสาลีหอมเกิดเป็นปกติ มหาชนไม่ต้องทำไร่ไถนา ไม่ต้องค้าขายอาศัยข้าวสาลีหอมบริโภค มีต้นกัลปพฤกษ์อุบัติขึ้นให้มหาชนอาศัย ใครต้องการสิ่งของอะไร ก็ไปสอยเอาจากต้นกัลปพฤกษ์นั้น ในอดีตชาาติโตเทยยพราหมณ์ เป็นพ่อค้าฃื่อนันทมาณพ ได้ถวายทานผ้ากัมพลผืนหนึ่งและทองแสนตำลึงแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ได้ตั้งความปรารถนาขอให้อานิสงค์แห่งการถวายทานนี้ ให้มีอำนาจแผ่ไปตลอดโยชน์ ๑ ในเบื้องบนและแผ่ไปตลอดโยชน์ ๑ ในเบื้องล่าง นางกุมารีคนหนึ่งพบพระปัจเจกพุทธเจ้า เรียนถามความเป็นไปในการถวายทานของนันทมาณพ แล้วถวายผ้าผืนหนึ่ง ปรารถนาเปรมเหสีในเวลาทสี่นันทมาณพเป็นพระราชา นันทมาณพและนางกุมาสรีได้ช่วยกันสร้างศาลาหลังหนึ่งในที่ถวายทานและให้ช่างสลักรูปพระปัจเจกพุทธเจ้าทสสี่เสาศาลา เมื่อกาลผ่านพ้นไปแล้ว ทั้งสองก็จุติไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ นันทมาณพจุติจากดาวดึงส์สวรรค์ ลงมาเกิดเป็นพระเจ้าธรรมราชาในเมืองทวารวดี ส่วนนางกุมารี ครั้นจุติแล้ว ก็ได้มาเกิดเป็นธิดาเศรษฐี ในที่สุดได้เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าธรรมราชานั้น ครั้งจุติแล้ว พระโพธิสัตว์ ก็ได้เสวยมนุษย์สมบัติและเทพสมบัติเป็นอันมาก มาบังเกิดเป็นโตเทยยพราหมณ์ได้รับพุทธพยากรณ์ว่า จะได้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ ๑ ในอนาคต

อุเทศที่ ๙ เรื่อง พระติสสพุทธเจ้า
เมื่อศาสนาของพระนรสีห์พุทธเจ้าสิ้นสุดแล้ว มัณฑกัปผ่านพ้นไปแล้ว สุญญกัปได้อุบัติขึ้น เมื่อสุญญกัปผ่านพ้นไปแล้ว มัณฑกัปหนึ่งอุบัติขึ้นในมัณฑกัปนั้น มีพระพุทธเจ้า ๒ พระองค์ คือ พระติสสพุทธเจ้า พระองค์ ๑ พระสุมังคลพุทธเจ้า พระองค์ ๑

ช้างธนบาล หรือช้างนาฬาคิรี จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก่อนทางพระนามว่า ติสสะ ทรงมีพระวรกายสูง ๘๐ ศอก มีต้นนิโครธเป็นไม้ตรัสรู้ มีพระชนมายุ ๘๐๐๐๐ ปี ด้วยพุทธานุภาพจะบังเกิดมีต้นกัลปพฤกษ์นั้น มีเนยใส เนยข้น น้ำมันและของควรเคี้ยวทุกอย่าง คนทั้งหลายอาศัยต้นกัลปพฤกษ์นั้น เลี้ยงชีวิต ในอดีตชาติ ช้างธนบาลหรือช้างนาฬาคิรี เสวยพระชาติเป็นพระธรรมแสนกุมาร พระโอรสพระองค์ ๑ ของพระเจ้าธรรมราช ในสมัยพระโกนาคมนพุทธเจ้า พระธรรมเสนกุมา ได้ทรงศึกษาศิลปะเกี่ยวกับทานและศีล ฝ่ายพระโอรสองค์อื่น ๆ ก็ทรงศึกษาศิลปะต่าง ๆ กันไป มีวิชาลูกศรอาบยาพิษ วิชาดอกไม้ไฟ วิชาทอง วิชามนต์แปลงร่างเป็นงู พระเจ้าธรรมราชา ทรงทดสอบว่าพระราชโอรสองค์ใดจะสมควรเป็นพระราชาต่อไป โดยส่งพระโอรสทั้ง ๕ ลงเรือไปแสดงศิละ พระโอรสทั้ง ๔ พระองค์ ได้สิ้น พระชนม์เพราะความเขลา พระธรรมเสนกุมา ไปฝากตนเป็นศิษย์ของพระฤาษี ๘ หมื่นตน ได้เจริญอภิญญาและสมบัติเป็นผลสำเร็จเดินทางกลับพระนคร ได้รับพระราชสมบัติจากพระราชบิดา มีพระนางลัมพุสสาเทวี เป็นพระมเหสี ต่อมา พระมเหสีละทพุสสาเทวี ก็ประสูติพระโอรสและพระธิดา วันหนึ่ง มียักษ์ตนหนึ่ง มาทูลขอพระโอรสและพระธิดาเป็นอาหาร พระเจ้าธรรมเสน โปรดพระราชทานพระโอรสและธิดาเป็นทานแก่ยักษ์ ตั้งความปรารถนาขอให้ได้พระสัพพัญญุตญาณ เมื่อประกาศความปรารถนาแล้ว พื้นปฐพีได้หวั่นไหว ต่อมาได้ทรงยกพระมเหสีและราชสมบัติให้เป็นทานแก่ชายคนหนึ่ง ตั้งความปรารถนากพระสัพพัญญุตญาณซ้ำอีก ครั้งนี้อัศจรรย์ทั้งมวลได้บังเกิดขึ้น ต่อมา พระเจ้าธรรมเสนได้เสด็จออกผบวช เจริญกสิณและบริกรรม ยังอภิญาและสมาบัติให้บังเกิด อยู่ในสำนักเหล่าฤาษี พระฤาษีธรรมเสน ได้ฟังธรรมของพระโกนาคมนพุทธเจ้า ตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า และได้รับพุทธพยากรณ์ว่า จักได้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ ๑ ในอนาคต

อุเทศที่ ๑๐ เรื่อง พระสุมังคลพุทธเจ้า
เมื่อศาสนาพระติสสพุทธเจ้าสิ้นสุดแล้ว ช้างปาลิเลยกะโพธิสัตว์ จักได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระสุมังคละ ทรงมีพระวรกายสูง ๖๐ ศอก มีพระพุทธรัศมีทองและเงินในกลางวันและกลางคืน มีพระชนมายุหนึ่งแสนปี มีไมกากะทิงเป็นไม้ตรัสรู้ ด้วยพุทธานุภาพจะเกิดมีต้นกัลปพฤกษ์หนึ่ง ห้อยระย้าด้วยสิ่งของต่าง ๆ

มหาชนไม่ต้องทำนาทำไร่ ไม่ต้องค้าขาย อาศัยตันกัลปพฤกษ์เลี้ยงชีวิต เป็นสุขทั่วหน้า
ในอดีตชาติ ช้างปาลิเลยยกะ เสวยพระชาติเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงพระนามว่ามหาปนาทะ ในสมัยพระกกุสันธพุทธเจ้า จึงวาดเขียนรูปพระพุทธเจ้ามาถวายพระเจ้ามหาปนาทะทอดพระเนตรพร้อมพรรณนาสดุดีพระคุณพระพุทธเจ้าให้ทรงทราบ พระเจ้ามหาปนาทะได้ทรงสดับแล้วทรงถึงแก่วิสัญญีภาพ เมื่อทรงฟื้นแล้ว ได้ทรงอภิเษกขุนคลังแก้วนั้นเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ส่วนพระองค์ ได้ทรงผนวชในสำนักพระกกุสันธพุทธเจ้านั้น เมื่อได้ทรงสดับธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้ว ได้ทรงเลื่อมใสทรงถวายศีรษะเป็นพุทธบูชา ตั้งความปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตจุติแล้วไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต ในคัมภีร์อนาคตวงศ์ กล่าวว่าช้างปาลิเลยยกะนี้ ได้รับพุทธพยากรณ์ว่า จักเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ ๑ ในอนาคต

:b8: :b8: :b8:





.....................................................
แม้มิได้เป็นสุระแสงอันแรงกล้า ส่องนภาให้สกาวพราวสดใส
ขอเป็นเพียงแสงแห่งดวงไฟ ส่องทางให้มวลชนบนแผ่นดิน


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 3 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร