วันเวลาปัจจุบัน 24 พ.ย. 2020, 19:33  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2014, 01:25 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

เทศนาฌาปนกิจวิภาค

(เรียบเรียงตั้งแต่ยังเป็นพระราชกวี ตรวจพิมพ์ใหม่เมื่อ
เป็นพระโพธิวงศาจารย์ พ.ศ. ๒๔๖๘)

อนิจฺจา วต สงฺขารา ..................... อุปฺปาทวยธมฺมิโน
อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ .................. เตสํ วูปสโม
สุโขติ.
..........จะอธิบายบังสุกุลวิธีที่ใช้กันมา สำหรับการศพ
เป็นแบบแผนสืบเนื่องกันมา เรียกกันว่านิมนต์พระบังสุกุล
คือให้พระจับสายโยงแล้วว่า อนิจฺจา วต สงฺขารา ฯลฯ
สุโข ฯ แล้วพระชักเอาผ้าไป ถ้าจะถวายของอีกก็นิมนต์
ให้ชักซ้ำอีก ๒ หรือ ๓ หน พระที่มาไม่ได้หรือมา
ไม่ทันก็นิมนต์ให้ชักแทน รู้กันทั้งชาวบ้านชาววัดว่า
อนิจฺจา วต สงฺขารา ฯลฯ นี้ เป็นตัวบังสุกุล
แต่ทางซึ่งพระบรมครูทรงอนุญาต ให้ภิกษุ
ผู้มักน้อยยินดีบังสุกุลจีวรนั้น คือผ้าที่
เขาพันศพไปทิ้งตามป่าช้า พระไปพิจารณาโดยเห็นว่า
เป็นของไม่มีเจ้าของหวงแหน
นำไปซักฟอกเย็บย้อมบริโภค ชื่อว่าผ้ามหาบังสุกุล
ส่วนผ้าที่เขาทอดทิ้งโดยวิธีอื่นไม่ได้พันศพ พระพิจารณา
โดยเห็นว่าไม่มีเจ้าของ แล้วนำไปทำให้เป็นของควร
แล้วบริโภค ก็ชื่อว่าผ้าบังสุกุล แต่ไม่ตั้งชื่อว่ามหาบังสุกุล
เรียกแต่ว่าบังสุกุลเฉย ๆ เท่านั้น
ถ้าจะคำนวณตาม โดยอาการนี้ คำว่าบังสุกุล ดูเหมือน
เป็นชื่อของจีวรที่เศร้าหมองเท่านั้น แต่ที่เข้าใจกันอยู่
โดยมาก คำที่ว่าบังสุกุลออกจะเป็นชื่อของ อนิจฺจา วต
สงฺขารา ถ้าจะให้เหมาะให้ตรงดี ชักบังสุกุลต้องทอดผ้า
จะใหญ่เล็กขาวเหลืองก็ควร จะชักแต่สายโยงเปล่า
ไม่แยบคาย
..........บัดนี้จะอธิบายเรื่องปลงศพเสียก่อน คำที่ว่า ปลง
คือวางของหนัก เหมือนผู้ที่ยกแบกหามของหนัก ต้องปลง
ต้องวาง ศพนี้เป็นของหนัก ด้วยเป็นของเหม็น
เป็นของปฏิกูลน่าเกลียดเหลือทนส่วนหนึ่ง
เป็นของหนักแก่พวกสัปเหร่อผู้หามอย่างหนึ่ง
เป็นของหนักแก่พวกญาติผู้จัดการทำธุระ คือต้องหนัก
ความรัก หนักความคิด หนักแรงกาย หนักทรัพย์
ต้องจับจ่ายส่วนหนึ่ง การฌาปนกิจเผาศพจึง
ให้ชื่อว่าปลงศพ เมื่อเผาเมื่อปลงเสร็จแล้ว
อาการหนักเหล่านั้นสงบระงับดับลงสิ้น จะเหลืออยู่ก็แต่
ความรักเท่านั้น จึงชื่อว่าปลงศพ
..........อีกประเภทหนึ่งปลงศพนั้น เห็น
จะหมายอนิจจสัญญา นิจจสัญญา คือให้หมู่ญาติและมิตร
ซึ่งมาประชุมกันนั้น พิจารณาให้เห็นความไม่เที่ยง และ
ความเที่ยงของความเกิดและความตาย พิจารณา
ให้เห็นคุณและโทษของความเกิดและความตาย
ความตายที่มีซากศพเป็นพยานนี้ เป็นผลของความเกิด
ถ้าเกิดแล้วต้องตายทุกคน
แต่ความเกิดนั้นถ้าจะพรรณนาโดยคุณก็ไม่มีที่สิ้นสุด
ในเบื้องต้นนั้นก็คือทำความยินดีให้เกิดแก่มารดาบิดา
ไม่มีที่สิ้นสุด ครั้นเติบโตเจริญขึ้นได้เล่าเรียนศิลปวิทยา
ตั้งตนในที่ชอบจนได้สนองคุณบิดามารดาให้อิ่มใจ และ
ได้สนองคุณครูบาอาจารย์
และคุณพระราชามหาอำมาตย์ บางคนก็ได้ปฏิญญาตน
เป็นข้าพระรัตนตรัย คือถึงพระไตรสรณคมน์
เป็นอุบาสกอุบาสิกาในพระพุทธศาสนา หรือได้บวชเรียน
ในพระพุทธศาสนาเป็นศาสนูปถัมภก
ยกย่องพระพุทธศาสนา จนได้รู้จักของจริง
ตามกระแสพระธรรมเทศนา ไม่ตื่นเต้นตกใจต่อ
ความแก่ไข้เจ็บตาย โดยเห็นว่าเป็นธรรมดา คือว่าที่ได้
เป็นพระราชา มหาอำมาตย์ เป็นเศรษฐี คฤหบดี
เป็นนักปราชญ์บัณฑิต เป็นอุบาสกอุบาสิกา เป็นโสดา
สกิทาคา อนาคา อรหันต์ ล้วนเป็นผลของความเกิดทั้งสิ้น
..........ส่วนความตายนั้นก็มีคุณบ้างเหมือนกัน ถ้าหาก
จะมีแต่เกิด ไม่มีตายเสียบ้าง ลองคิดดูสิแผ่นดิน
ไม่พออาศัย แต่ตายอยู่เสมอ ๆ ดังทุกวันนี้ ยัง
ต้องแย่งบ้านแย่งเมืองรบพุ่งชิงชัยแก่กันและกัน
แย่งที่บ้านที่เรือน แย่งที่ไร่ที่น่า แย่งที่ป่าที่สวน
แย่งสินค้าของขาย แย่งพ่วงแพนาวาแก่กันและกัน ถึงกับ
ได้ตั้งโรงศาลไว้ระงับคดีถ้อยความเหลือลำบากเหลือทน
อยู่แล้ว ถ้าไม่ตายเสียบ้างจะเป็นอย่างไร เราก็รู้ไม่ได้
กล่าวคุณของความเกิดและความตาย พอเป็นเค้าทาง
ไว้เพียงเล็กน้อย ความเกิดความตายมีคุณมาก พรรณนา
ไม่มีที่สิ้นสุด ฉันใด แม้โทษก็มีมาก จะพรรณนา
ไม่มีที่สิ้นสุดเหมือนกัน ฉันนั้น ธรรมชาติสิ่งใดมีคุณมาก
ธรรมชาติสิ่งนั้นย่อมมีโทษมาก ดังดินน้ำไฟลม
ให้คุณแก่สัตว์ คือให้สำเร็จความปรารถนาได้ทุกประการ
ที่ให้โทษแก่สัตว์ก็เหลือเกิน จะหาอะไรเปรียบก็ไม่
ได้เช่นเดียวกัน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2014, 01:33 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


เมื่อผู้เห็นโทษและคุณของเกิด ๆ ตาย ๆ ว่า
เป็นของสำหรับสัตว์ผู้เกิดมาในโลก ก็
จะเบื่อหน่ายต่อสังขาร ถ้าเกิดความเบื่อหน่าย จะหนีทาง
ใด ต้องหนีทางพระ โบราณจึงชี้ทางโดยปริศนา คือ
ให้มีพระนำศพสวดอภิธรรมองค์หนึ่ง พระผู้จะนำศพนั้น
ต้องเลือก คือที่เชื่อว่าท่านนั้นคงจะไม่กลับ
เป็นคฤหัสถ์ต่อไปอีก ทั้งเป็นที่เคารพนับถือของตนด้วย
ถ้าได้ผู้เช่นนั้นในวงศ์ญาติยิ่งดีหนักขึ้น คือพวกญาติที่มา
ทั้งหลายจะได้พิจารณาว่า ท่านผู้นำหน้าศพไปนั้น
แต่เดิมก็เกิดร่วมวงศ์ญาติของเรา
ถ้าท่านมีเหย้าเรือนเหมือนดังพวกเรา ท่านก็คงจะได้รับ
ความเศร้าโศกสะอื้นอาลัย เพราะเหตุแห่งพ่อแม่ผัวเมีย
และลูกหลานเหลนตายดังพวกเราเช่นเดียวกัน
อันนี้ท่านตัดอาลัยใยห่วงออกประพฤติพรต
นับว่าท่านเกิดในอริยชาติอริยภูมิ สมบูรณ์ด้วยกายวิเวก
จิตตวิเวก ควรพวกเราผู้ไม่ชอบความเศร้าโศก
จะออกประพฤติเพศอย่างท่านนั้นจึงจะชอบ
..........ซึ่งนำเวียนให้ซ้ายแก่เชิงตะกอน ๓ รอบนั้น
เป็นอุบายบอกว่าความเกิดเจ็บตายเช่นนี้ จำเพาะมีอยู่
ในกามภพ รูปภพ อรูปภพ ๓ ภพ ๓ ภูมิเท่านี้
การจี่การเผาการฝังกันเช่นนี้ จำเพาะมีอยู่ในกามภพเท่านี้
ควรจะให้เบื้องซ้ายแก่มันเสีย อธิบายว่า
ไม่ควรยินดีต่อเชิงตะกอน
และการจี่การเผาการฝังอย่างนี้บ่อย ๆ ดูเหมือนท่าน
จะสอนให้พวกเราผู้มาในงานเผาศพ พิจารณา
ให้เกิดอนภิรตสัญญา ปลงพระกรรมฐานให้เกิดขึ้น
ในตนอย่างนี้ เพราะเหตุนั้นผู้มา
ในงานเผาศพควรแสดงอาการเคารพในศพ คือเอาศพ
เป็นครูปลงพระกรรมฐาน จึงชื่อว่ามาปลงศพ ไม่ควร
จะมาแสดงความรื่นเริงเหลือเกิน จนถึงหัวเราะเฮฮา
ไม่ควรจะมาแสดงความเศร้าโศกเหลือเกิน จน
ถึงแก่ร้องไห้ร่ำไร ชักนำผู้อื่นให้ใจเสียไปด้วย
..........ซึ่งทุบต่อยมะพร้าวล้างหน้าซากศพนั้น
เป็นอุบายบอกว่า น้ำมะพร้าวนี้เป็นน้ำใสสะอาดปราศ
จากเปือกตม ถึงแม้ถูกทุบต่อยล้างซากศพเช่นนี้ก็
ไม่แสดงความขุ่นมัวเศร้าหมอง และ
ไม่ละรสอันหวานของตนด้วย
เปรียบดังน้ำใจของพระอริยเจ้า ด้วยว่าพระอริยเจ้านั้น
ถึงจะกระทบถูกต้องอารมณ์อันเข้มแข็งอย่างไร มี
ความตายเป็นที่สุด ก็มิได้แสดงอาการขุ่นมัวเศร้าหมอง
และไม่ละเมตตากรุณาซึ่งเป็นปกติของตนด้วย เพราะ
เป็นน้ำใจอันสะอาดปราศจากเปือกตม คือกิเลสซึ่ง
เป็นเครื่องจะทำให้เศร้าหมอง ควรพวกเราทั้งหลายจะมี
ความยินดีพากเพียรละกิเลส ทำใจของตน
ให้ใสสะอาดดังน้ำมะพร้าว ซึ่งแสดงให้เห็นเป็นพยานนี้
..........การที่เอาเทียนธูปและดอกไม้ไปเผาศพนั้น
คืออธิบายว่าไปขอขมาโทษแก่ศพ เหตุใดจึง
ต้องขอขมาโทษ เรามีความผิดแก่ศพด้วยเหตุอะไร ? ออ!
เราผิดมากทีเดียว เพราะความตายเป็นของมีอยู่แก่เรา
เราควรกำหนดให้แน่ใจเสียทีเดียว ศพที่เรามาเผานี้
เป็นเทวทูต คือ เป็นทูตอันศักดิ์สิทธิ์ ดังเทวดามาบอกว่า
ตัวของเจ้าก็จะเป็นอย่างนี้ ซึ่งเราไม่รู้ว่าความตายมี
อยู่ที่ตัวของเรา และไม่เชื่อเทวทูตนั้นเอง จึงต้องเกลียด
จึงต้องกลัว เป็นความประมาทเป็นความผิดของเรา จึง
ต้องมีเทียนธูปบูชาขอขมาโทษแก่ศพ ถ้าอย่าง
นั้นศพที่ตายแล้วเช่นนั้น จะรู้เนื้อรู้ตัวอดโทษให้แก่เรา
หรือ ? ออ! ไม่ใช่อย่างนั้น ประสงค์ความที่เราทำถูกต้อง
ในคลองธรรม ย่อมเป็นผลแก่เราเอง
เปรียบดังเราทำสวนทำนา ดินที่สวนที่นาจะมีความยินดี
ให้เราทำก็ตาม ไม่ยินดีก็ตาม เมื่อเราทำลงที่ดีที่งามแล้ว
ก็คงได้ผล ตามภูมิตามประเทศสม
ความประสงค์อย่างเดียวกันเช่นนั้น
ยังมีวิธี ๓ หาบในวันแปรธาตุอีก คือต้องหาบ ๓
หาบเวียนรอบเชิงตะกอนที่เผา กู่ร้องหากันถึง ๓ รอบ จึง
จะนำไปถวายพระ คนผู้หาบนั้นถ้าได้พวกญาติ
เป็นดีที่หนึ่ง ๓ หาบนั้นเห็นจะเป็นอุบายบอกว่า ถ้า
ผู้เวียนวนหลงใหลอยู่ในภพทั้ง ๓ ต้องเกี่ยวข้อง
ด้วยอาหารอย่างนี้ ในกามภพ ต้องบริโภคอาหารหยาบ
ต้องหาบต้องหามอย่างนี้ ในรูปภพอรูปภพมีปีติ
เป็นอาหาร เป็นชาติมีอาหารละเอียด แต่ถึงอย่างนั้นก็
ไม่พ้นความหน่วงเหนี่ยวด้วยใจ ชื่อว่ายังต้องหาบอาหาร
ด้วยใจอยู่นั้นเอง การแสวงหาอาหาร
เป็นอาหารปริเยสิกทุกข์ เป็นทุกข์ สำคัญ
ส่วนหนึ่งที่หาบเวียนกู่ร้องหากันนั้น เห็นจะ
เป็นอุบายบอกว่าพวกเรา ซึ่งได้มาเป็นญาติกันนี้
ต่างคนต่างหลงไม่รู้จักทางพระนิพพาน ธรรมดา
ผู้หลงทาง ผู้ไปก่อนต้องร้องกู่หาผู้ตามหลัง ผู้ตามหลังก็
ต้องร้องกู่หาผู้ไปก่อน เช่นเดียวกันกับพวกเราซึ่งพา
กันหลงภพหลงชาติ เวียนว่ายตายเกิด เวียนร้องไห้หา
ผู้ตายก่อนตายหลัง ไม่รู้ว่าใครร้องไห้หาใคร และจะต้อง
ยังหลงยังเวียนอยู่อย่างนี้ต่อไปอีก กำหนดที่สุดชาติยัง
ไม่ได้ น่าสมเพชเวทนานี้หนักหนา ควรจะคิดตรึกตรอง
ให้เห็นใจความอย่างนี้
แสดงวิธีปลงศพโดยสังเขปไว้เพียงเท่านี้ แต่เป็น
ส่วนอัตโนมัตยาธิบาย จะเห็นสมควรพอเป็นคติได้หรือไม่
ได้ ข้อนั้นเป็นหน้าที่ของผู้อ่านผู้ฟัง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 ก.ค. 2014, 01:47 
 
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 29 มิ.ย. 2014, 09:57
โพสต์: 667

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


บัดนี้จะอธิบาย อนิจฺจา วต สงฺขารา ที่พระชักบังสุกุล
เป็นลำดับไป
ความว่า อนิจฺจา วต สงฺขารา
สังขารคือสิ่งอาศัยสภาวธรรม ปรุงขึ้นแต่งขึ้น จะ
เป็นอุปาทินนกะ มีใจครองก็ตาม หรืออนุปาทินนกะ
หาใจครองมิได้ก็ตาม จะเป็นปุญญาภิสังขาร
คือกุศลเจตสิกก็ตาม หรืออปุญญาภิสังขาร
คืออกุศลเจตสิกก็ตาม หรืออเนญชาภิสังขาร
คืออัญญสมานาเจตสิกก็ตาม หรือกายสังขาร วจีสังขาร
มโนสังขารก็ตาม ขึ้นชื่อว่าสังขารแล้วเป็นของไม่เที่ยง
ไม่ยั่งยืนทีเดียวหนอ
อุปฺปาทวยธมฺมิโน มันมีความเกิดขึ้นและเสื่อมสิ้นดับไป
เป็นธรรมดา
อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ สังขารเหล่านั้น ครั้นเกิดขึ้นแล้ว
ก็ย่อมเสื่อมทรุดดับไป
เตสํ วูปสโม สุโข ถ้าถึงความระงับสังขารเหล่านั้น
คือพระนิพพานเป็นสุขอันสะอาดปราศจากอามิส ดังนี้
อธิบายเนื้อความนั้นว่า
ให้โยคาพจรเจ้าเพ่งโทษแห่งสังขาร ให้เห็นความไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ เพราะเกิด ๆ ดับ ๆ มีแล้วหาไม่ ได้แล้วหายไป
พระนิพพานเป็นธรรมระงับสังขารเหล่านั้นได้ จึงเป็นสุข
ความระงับสังขารเป็นชื่อของนิพพาน วิปัสสนาญาณ
เป็นชื่อของวิชชาวิมุตติ วิชชาวิมุตติเป็นธรรม
เครื่องระงับสังขาร เป็นมรรคคือสัมมาทิฏฐิญาณทัสสนะ
เป็นธรรมเครื่องรู้เท่าสังขาร ความรู้เท่าสังขารนั้นเอง
ชื่อว่าสังขารดับสังขารระงับ อย่าเข้าใจว่าความตาย
เป็นชื่อของสังขารดับสังขารระงับ ความตายจะ
เป็นพระนิพพานไป ถ้าความตายเป็นพระนิพพาน
พระนิพพานก็จะมีดื่นไป ไม่ต้องพากเพียรให้อริยมรรค
เป็นขึ้นมีขึ้น ก็จะพากันได้พระนิพพานทั่วไป
นักปราชญ์ผู้ตรองธรรมมักเห็นว่า ตายแล้วเป็นสิ้นเรื่อง
กัน ไม่มีอะไรจะไปเกิดอีก ความรู้ความเห็นที่ปรากฏอยู่นี้
เป็นแสงของธาตุซึ่งคุมกันอยู่เท่านั้น ถ้าธาตุแตกออก
จากกันแล้ว เราเขาสัตว์บุคคลก็ดับกันเท่านั้น
อีกพวกหนึ่งเห็นว่า ธาตุ คือ ดินน้ำไฟลมอากาศวิญญาณนี้
เป็นตัวตนจริง ๆ ตายแล้วต้องเกิดอีกร่ำไป เคย
เป็นมาอย่างใดก็เป็นไปอย่างนั้น ดังต้นไม้ต้นหญ้าเคย
เป็นสิ่งใดก็เป็นสิ่งนั้น จะกลายเป็นสิ่งอื่นไม่ได้
จะเอาบุญเอาบาปที่ไหนมาแต่งภพแต่งชาติ คนเราจะชั่ว
จะดี จะมี จะจน ก็เพราะความประพฤติของตนเท่านั้น
ทิฏฐิทั้ง ๒ นี้ชื่อว่ามิจฉาทิฏฐิ ทิฏฐิทั้ง ๒ นี้ลงกันคือ
ในเบื้องต้นก็แลเห็นเพียงมารดาบิดาเท่านั้น
เบื้องปลายก็เห็นเพียงมรณะเท่านั้น
ท่ามกลางก็เห็นเพียงชราพยาธิเท่านั้น
เข้าใจว่าตนเห็นปัจจุบันธรรมความเป็นจริง
ความเห็นปัจจุบันธรรมเพียงเท่านั้น จะ
เป็นทางพระนิพพาน ทางดับทุกข์ ทางออกจากวัฏฏะหามิ
ได้ เพราะว่าชาติชราพยาธิมรณะเป็นตัววัฏฏะ
เป็นตัวทุกข์ เมื่อเปลื้องออกจากตนไม่ได้ คือเห็นว่าตนจะ
ต้องแก่จะต้องไข้จะต้องตายจึงชื่อว่าติดวัฏฏะ
ติดทุกข์ตาย ชื่อว่าตายในห่วง ตายในสมมติ
ชื่อว่าหลับตาตาย น่าเสียดายชาติที่เกิดมา ได้
เป็นบัณฑิต คิดอะไร ๆ ก็ได้กว้างขวาง
แต่ข้ออรรถข้อธรรมแนะนำผู้อื่นได้ลึกซึ้ง ส่วนตัวออก
จากเกิดแก่เจ็บตายไม่ได้
ถ้าเกิดแก่เจ็บตายยังมีในตนตราบใด อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา
ก็ยังมีอยู่ในตนตราบนั้น เมื่อเกิดแก่เจ็บตายดับลงไม่มี
ในตนแล้ว อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ก็ดับไปตามกัน ตรง
กับพระคาถาบาทท้ายว่า เตสํ วูปสโม สุโข สังขารเหล่า
นั้นเข้าถึงความระงับ เป็นนิพพานสุขดังนี้
พระนิพพานไม่ใช่ความตาย ท่านจึงให้ชื่อว่าอมตธรรม
คือเป็นธรรมอันไม่ตาย เพราะพระนิพพานเป็นธรรมอัน
ไม่ตาย จึงเป็นที่ปรารถนาของบัณฑิต คนพาล
ไม่ปรารถนา เพราะไม่รู้จักว่าพระนิพพานจะมีรสอย่างไร
ส่วนท่านผู้เป็นบัณฑิตท่านได้สัมผัสกายวิเวกคือศีล
ได้แก่องค์สัมมาวาจา สัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว ท่าน
ได้สัมผัสจิตตวิเวกคือสมาธิ ได้แก่องค์สัมมาวายาโม
สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ท่านได้สัมผัสอุปธิวิเวก คือปัญญา
ได้แก่องค์สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป เมื่อท่าน
ได้รู้รสสัมผัสเพียงชั้นมรรคปฏิปทา ข้อปฏิบัติ
เป็นทางตรงต่อพระนิพพานเท่านั้นก็สิ้นความสงสัย
เชื่อแน่ว่าพระนิพพานมีความสุขจริง เพียงแต่ชั้นมรรค
เท่านี้ ยังสุข หาส่วนเปรียบไม่ได้เสียแล้ว ท่านจึง
เป็นนิยโตบุคคล คือเป็นผู้เที่ยงที่จะได้ตรัสรู้
ตามกำลังแห่งอุปนิสัยแห่งสาวกบารมีภูมิ
พระภิกษุสามเณรผู้พิจารณาบังสุกุล และ
ผู้ฟังพระเณรบังสุกุล ควรพิจารณา
ให้เห็นโทษของสังขาร ว่า เป็นธรรมดาของสังขาร
ต้องเกิดแก่เจ็บตายอย่างนี้เอง จึงเป็นทุกข์เหลือทน
ผู้มีปัญญาเพิกสังขารออกจากตนเสียได้ ตนที่
เป็นสังขารก็จักดับไป ตนที่เป็นวิสังขารก็จักปรากฏขึ้น
เป็นองค์วิปัสสนาญาณ ก็จักรู้จักธรรมซึ่งเป็นแก่นสาร
ซึ่งมีอยู่ในตน จักพ้นจากความสงสัยได้ ชื่อว่าทำตนให้
เป็นที่พึ่งแก่ตน จักเป็นผู้ลืมตาตาย ๆ นอกห่วง
ไม่หลงตาย เป็นผู้ได้ที่พึ่งในพระพุทธศาสนา
เกิดมาชื่อว่ามีกำไร ไม่เสียทีที่
ได้ประสบพบพระพุทธศาสนา ควรพวกเราที่มี
ความตายเสมอกันซึ่งมาปลงศพพึงพิจารณาให้เห็นเนื้อ
ความโดยนัยดังอธิบายมานี้เทอญ.
............................


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร