วันเวลาปัจจุบัน 31 ต.ค. 2014, 15:20  




เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 7 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ม.ค. 2009, 08:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1705


 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

ม า ฆ บู ช า รำ ลึ ก
พระนิพนธ์ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ)

วันมาฆบูชา เป็นวันสำคัญทางศาสนา

พวกเราก็ได้ทำการเวียนเทียนเป็นพุทธบูชาครบตติยวาร ๓ รอบ
เจริญพระกรรมฐานสมควรแก่เวลา
โดยพิธีตรึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้าตามบาลีว่า

โย สฺนนิสินฺโน วรโพธิมูเล
มารํ สเสนํ สุชิตํ ชินิตฺวา
สมฺโพธิมาคจฺฉิ อนนฺตญาโณ
โลกุตฺตโม ตํ ปณมามิ พุทฺธํ


พระสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด
ประทับนั่งสงบอารมณ์อยู่แล้ว ณ โพธิมณฑลอันประเสริฐ
ทรงได้ชัยชนะเด็จขาด ซึ่งมารพร้อมด้วยเสนามาร
เป็นผู้ทรงปัญญาไม่มีที่สุด เป็นผู้ประเสริฐเลิศในโลก
ได้บรรลุพระสัมโพธิญาณแล้ว

ข้าพเจ้าขอน้อมถวายนมัสการท่านพระองค์นั้นผู้ตรัสรู้แล้ว

อนึ่ง พระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่าใด
เสด็จล่วงลับดับขันธ์ไปแล้วก็ดี
พระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่าใด
ที่จะเสด็จมาตรัสรู้ข้างหน้าก็ดี
พระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่าใด ที่ประจักอยู่ ณ บัดนี้ก็ดี

ข้าพเจ้าขอน้อมถวายนมัสการพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๓ จำนวนนั้นในการทุกเมื่อ

รูปภาพ
[ภาพจิตรกรรม : พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ในภัทรกัป]


ครั้นตรึกถึงพระพุทธคุณอย่างนั้นแล้ว ย้อนตรึกถึงพระพุทธคุณว่า

อิติปิ แม้เพราะเหตุนี้
โส ภควา พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
อรหํ เป็นผู้ไกลจากกิเลส
สมฺมาสมฺพุทฺโธ เป็นผู้ตรัสรู้ด้วยกำลังพระปัญญาของพระองค์เองโดยชอบ
วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ
สุคโต เป็นผู้ไปดีแล้ว
โลกวิทู เป็นผู้รู้แจ้งซึ่งโลก
อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ เป็นผู้ฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นจะยิ่งกว่า
สตฺถา เทวมนุสฺสานํ เป็นศาสดาของเทพยดา และมนุษย์ทั้งหลาย
พุทฺโธ เป็นผู้เบิกบานแล้ว
ภควาติ เป็นผู้จำแนกธรรม


ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะตลอดชีวิต
ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน
สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี
พระพุทธเจ้าเป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า


พร้อมด้วยสัจจวาจานี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่ข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าขอน้อมนมัสการพระบาทบงสุ์อันสูงสุด ด้วยอวัยวะอันสูงสุด
โทษอันใด อันข้าพเจ้าได้ประมาทพลาดพลั้งในพระพุทธเจ้า
ขอพระพุทธเจ้าจงอดโทษนั้นให้แก่ข้าพเจ้า

(มีต่อ)

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ม.ค. 2009, 08:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1705


 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
[พระไตรปิฎกฉบับสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๕ ปีพุทธศักราช ๒๔๓๖]



ครั้นแล้วได้กำหนดใจสติ มีสัมปชัญญะ ตรึกถึงพระธรรมต่อไป

อฏฺฐงฺคิโก อริยปโถ ชนานํ อัฏฐังคิกมรรค

เป็นทางอันประเสริฐของชนทั้งหลาย
เป็นทางตรงเพื่ออันได้ให้เข้าสู่พระนิพพาน
พระธรรมนี้ เป็นธรรมทำความสงบระงับอันประณีต
เป็นธรรมนำให้พ้นทุกข์ ข้าพเจ้าขอน้อมนมัสการพระธรรม

อนึ่ง พระธรรมทั้งหลายเหล่าใด ที่ล่วงไปแล้วก็ดี
พระธรรมทั้งหลายเหล่าใด ที่มีมาข้างหน้าก็ดี
พระธรรมทั้งหลายเหล่าใด ที่มีประจักษ์อยู่ ณ บัดนี้ก็ดี

ข้าพเจ้าขอน้อมนมัสการพระธรรมทั้งหลาย ๓ จำนวนพวกนั้นในกาลทุกเมื่อ

สวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว
สนฺทิฏฺฐิโก เป็นของบุคคลพึงเห็นเอง
อกาลิโก เป็นของไม่ต้องรอกาลเวลา
เอหิปสฺสิโก เป็นของควรจะต้องเรียกผู้อื่นให้มาดู
โอปนยิโก เป็นของอันบุคคลควรน้อมเข้ามาใส่ใจ
ปจฺจตฺตํ เวทิพฺโพ วิญฺญูหีติ เป็นของอันวิญญูชนทั้งหลายพึงรู้ พึงเห็นเฉพาะตัว ดังนี้


ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมว่าเป็นสรณะจนตลอดชีวิต ตราบเท่าเข้าสู่นิพพาน
สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระธรรมเป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า


ด้วยสัจวาจานี้ ขอชัยมงคลมีแก่ข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าขอน้อมนมัสการพระธรรม ๒ ประเภทด้วยอวัยวะอันสูงสุด
โทษอันใดอันข้าพเจ้าได้ประมาทพลาดพลั้งในพระธรรม
ขอพระธรรมจงอดโทษนั้นให้แก่ข้าพเจ้า

(มีต่อ)

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ม.ค. 2009, 08:39 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1705


 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
[ภาพเขียนสีน้ำ : “โปรดสัตว์”]


พระสงฆ์เป็นผู้หมดจด เป็นทักขิไณยบุคคลอันประเสริฐ
เป็นผู้มีอินทรีย์สงบระงับ เป็นผู้ละเสียได้ซึ่งมลทินทั้งปวง
เป็นผู้ถึงซึ่งความสำเร็จด้วยคุณหลายอย่าง เป็นผู้หาอาสวะมิได้
ข้าพเจ้าขอน้อมนมัสการพระสงฆ์นั้น

อนึ่ง พระสงฆ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่ล่วงไปแล้วก็ดี
พระสงฆ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่มีมาข้างหน้าก็ดี
พระสงฆ์ทั้งหลายเหล่าใด ที่มีประจักษ์อยู่ ณ บัดนี้ก็ดี

ข้าพเจ้าขอน้อมนมัสการพระสงฆ์ทั้งหลาย ๓ พวกนั้นในกาลทุกเมื่อ

สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสฺงโฆ
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว

อุชุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสฺงโฆ
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติตรงแล้ว

ญายปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสฺงโฆ
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ปฏิบัติถูกแล้ว

สามีจิปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสฺงโฆ
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ปฏิบัติชอบแล้ว


ยทิทํ คือ
จตฺตาริ ปุริสปุคฺคลา คู่แห่งบุรุษทั้งหลาย ๔
อฏฺฐ ปุริสปุคฺคลา บุรุษบุคคล ๘
เอส ภควโต สาวกสงฺโฆ นี้สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า
อาหุเนยฺโย ท่านเป็นผู้ควรรับสักการะที่เขานำมาบูชา
ปาหุเนยฺโย ท่านเป็นผู้ควรรับของต้อนรับ
ทกฺขิเณยฺโย ท่านเป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน
อญฺชลีกรณีโย ท่านเป็นผู้ควรอัญชลีกรรม
อนุตตรํ ปุญฺญกฺเขตฺตํ โลกสฺสาติ ท่านเป็นนาบุญของโลก ไม่มีเนื้อนาอื่นยิ่งกว่า ดังนี้


ข้าพเจ้าของถึงพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะจนตลอดชีวิต ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน
สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี พระสงฆ์เป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า


ด้วยสัจจวาจานี้ ขอชัยมงคลจงมีแก่ข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าของน้อมนมัสการพระสงฆ์ทั้ง ๒ ผู้สูงสุดด้วยอวัยวะอันสูงสุด

โทษอันใด อันข้าพเจ้าได้ประมาทพลาดพลั้งในพระสงฆ์
ขอพระสงฆ์จงอดโทษนั้นให้ข้าพเจ้า

ข้าพเจ้านมัสการอยู่ซึ่งพระรัตนตรัยใด
อันบุคคลควรนมัสการกราบไหว้อย่างสูงยิ่งอย่างนี้
ด้วยประการดังนี้ ได้แล้วซึ่งห้วงบุญอันไพศาล
ด้วยอานุภาพแห่งพระรัตนตรัยนั้น จงขจัดเสียซึ่งอันตราย เทอญฯ


(มีต่อ)

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ม.ค. 2009, 08:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1705


 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

บุรณมีดิถีเพ็ญแห่งเดือนมาฆมาส
เป็นเครื่องเตือนใจให้กายวาจาสงบ อากาศฉ่ำด้วยน้ำฟ้า
พระจันทร์สาดแสงกระจ่างหล้า

สรรพสิ่งรอบๆ ตัวเป็นของงดงาม
น่าดูน่าชมใจเคลิ้มไปตามอารมณ์ของธรรมชาติ
อากาศเงียบสงัดประดับด้วยรสหนาวต้นพระศรีมหาโพธิ์
อันเป็นรัตนบัลลังก์ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตรธรรม
ถูกแสงพระจันทร์สาดส่องต้องใบ งามระยับจับตาเมื่อถูกลมพัด
ใบพระศรีมหาโพธิ์แกว่งไกวไปมาดูงามระยับวาวเป็นเงางาม

เมื่อเรานั่งบริกรรมพระกรรมฐานหรือตรึกนึกถึงพระพุทธคุณ

ใครบ้างจะไม่คิดว่าคล้ายกับมานั่งใกล้พระพุทธเจ้าในสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์เช่นนั้น
เรามีความยำเกรงด้วยคารวธรรม
รู้สึกว่าเป็นบุญวาสนายิ่งนักที่ได้มาสู่สถานที่เช่นนี้ ในราตรีเช่นนี้ และเดือนเช่นนี้

วชิรอาสน์อันพระเจ้าอโศกมหาราชทรงสร้าง
และประดิษฐานไว้ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ
ยังบริสุทธิ์บริบูรณ์เรียบร้อยไม่แตกสลาย
ถูกรัศมีพระจันทร์ส่องลอดช่องกิ่งใบพระศรีมหาโพธิ์
เป็นจุดขาวพร้อยไปตลอดพระแท่น
ดูประหนึ่งเอาเพชรน้ำเอกมาประดับไว้
ลักษณะนี้คล้ายกับจันทรเทพเจ้าแผ่รัศมีมาเป็นพุทธบูชา
งามตางามใจยิ่งนัก

เมื่อได้ทำบริกรรมภาวนาอยู่ เพ่งจักษุทั้ง ๒ ดูต้นพระศรีมหาโพธิ
ตรึกถึงพระพุทธจริยาเกี่ยวแก่ต้นพระศรีมหาโพธินั้นว่า


ที่บัลลังก์นี้ พระพุทธเจ้าทรงได้ชัยชนะแก่พระยาวัสสวดีมาร
พร้อมด้วยเสนามารผู้ทรงอานุภาพอันยิ่งใหญ่โดยลำพังพระองค์เดียว
ทรงอ้างพระบารมี ๓๐ ทัศมาต่อสู้
ข้างหนึ่งมีศาตราอาวุธ มีพวกมาก ข้างหนึ่งมีธรรมาวุธ
ไม่มีใครมาช่วยแม้สักคนเดียว


พระโบราณาจารย์ยกบารมี ๓๐ ทัศประพันธ์เป็นคาถาว่า

อายนฺตุ โภนฺโต อิธ ทานสีลา
เนกฺขมฺมปญฺญา วิริยญฺจ ขนฺตี
สจฺจาธิฏฐานา สหเมตฺตุเปกฺขา
ยุทฺธาย โว คณฺหถ อาวุธานีติ


พระบารมี ๓๐ ทัศนี้ เป็นคุณธรรมที่พระมหาสัตว์
อ้างต่อสู้กับพระยาวัสสวดีมารผู้กล่าวเท็จ
เพื่อตู่เอาโพธิบัลลังก์ว่าเป็นของตน
โดยอ้างว่าเป็นบารมีของตน
พระมหาสัตว์ทรงอ้างพระบารมี ๓๐ ทัศยืนต่อสู้
ในที่สุดพระยามารจำนนต่อความจริงจึงถึงซึ่งความพ่ายแพ้ปราชัย


รูปภาพ
[แม่พระธรณีบีบมวยผมถล่มมารช่วยพระพุทธเจ้า]


พระโบราณาจารย์กล่าวเป็นคาถา
แสดงชัยชนะของพระมหาสัตว์เป็นบาลีว่า


ปารมิตานุภาเวน มารเสนาปราชิตา
ทิโส ทิสํ ปลายนฺติ วิทฺธํเสนฺติ อเสสโต


พระยามารได้รับปราชัยด้วยอานุภาพแห่งพระบารมี
จึงพร้อมด้วยเสนามารได้รับความเสียหายใหญ่หลวง ล่าทัพกลับไป
จึงกล่าวมธุรสกถาถวายชัยชนะแด่พระมหาสัตว์ว่า

นโม เต ปุริสาชญฺญ นโม เต ปุริสุตฺตม
สเทวกสฺมึ โลกสฺมึ นตฺถิ เต ปฏิปุคฺคโล


ข้าแต่บุรุษผู้แกล้วกล้า ข้าพเจ้ายอมอ่อนน้อมต่อพระองค์
ข้าแต่บุรุษผู้สูงสุด ข้าพเจ้าขอถวายบังคม
ในโลกกับทั้งโลก ไม่มีผู้ใดดีเทียบเท่าพระองค์


ถ้อยคำนั้น มารผู้มีบาป ราชาแห่งความชั่ว
ได้กล่าวที่บริเวณพระศรีมหาโพธิ์นั้น ด้วยความอ่อนน้อมยำเกรง
อันผู้ประด้างเมื่อหมดทางจะสู้ ย่อมยอมกลัวราบคาบ
พญามารหมดพยศอำนาจทุกวิถีทาง ได้ก้มหน้าพาเอาปราชัยไปสู่สกสถาน

การที่พระมหาสัตว์ปราบพระยาวัสสวดีมารด้วยพระบารมีนั้นแล้ว
คำสรรเสริญย่อมบรรลือทั่วปฐพีมณฑล
ทั้งเทพเจ้าเหล่าภุมมเทเวศทุกแหล่งหล้า
ได้ถวายสาธุการ แสดงความยินดีกันกึกก้อง


เพื่อรักษาเกียรติชัยชนะของพระมหาโพธิสัตว์ครั้งนั้น
พระโบราณาจารย์จึงได้ประพันธ์คาถาเป็นวสันตดิลกคาถาว่า


พาหุง สหสฺสมภินิมฺมิตสาวุธนฺตํ
คฺรีเมขลํ อุทิตโฆรสเสนมารํ
ทานาทิธมฺมวิธินา ชิตวา มุนินฺโท
ตนฺเตชสา ภวตุ เต ชยมงฺคลานิ


พระจอมมุนีพุทธะ ได้ทรงชนะพระยามารผู้นิรมิตแขนมากตั้งพันแขน
ถือเอาอาวุธครบมือ ขี่คชสารครีเมขพร้อมด้วยเสนามาร
โห่ร้องก้องกึก ด้วยธรรมวิธีมีทานบารมีเป็นต้น


ที่บรรยายมานี้เป็นเหตุการณ์เกิดขึ้น ณ มณฑลโพธิบัลลังก์
ก่อนพระพุทธศักราช ๔๕ ปี


วันที่ได้ไปทำการสักการะที่โพธิมณฑล
เป็นวันเพ็ญเดือน ๔ เพราะปี พ.ศ. ๒๕๐๙
เป็นปีมีอธิกมาส วันมาฆบูชาจึงเลื่อนมากลางเดือน ๔
ตรงกับวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๘
วันมาฆบูชาไม่เกี่ยวกับแก่โพธิบัลลังก์

แต่เพราะผู้เขียนมาทำมาฆบูชาที่โพธิบัลลังก์นี้
จึงต้องกล่าว ถึงวันมาฆบูชาไว้ด้วย เพื่อช่วยหนังสือนี้ให้มีสาระสมควรแก่สมัย

(มีต่อ)

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ม.ค. 2009, 08:40 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1705


 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
[สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณฺณสิริ)]


ณ วันเพ็ญแห่งเดือนมาฆมาส
มีเหตุการณ์ประหลาดอัศจรรย์เกิดขึ้นในพระพุทธศาสนา
กล่าวคือสมเด็จพระบรมศาสดาอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ได้ทรงกำหนดการประชุมพระอรหันต์ในวันนั้น
เป็นมหาสันนิบาตแห่งพระพุทธสาวก

เพราะการประชุมขนาดมหาสันนิบาตเช่นนี้ ไม่เคยปรากฏมีมากาลก่อน
และได้เกียรติแห่งการประชุมว่า “จาตุรงคสันนิบาต”


ด้วยฉะนั้นการประชุมที่ได้รับเกียรติเช่นนี้
คงมีได้น้อยมาก ในพระพุทธศาสนานี้
น่าจะมีครั้งเดียวเท่านั้น โดยเฉพาะจาตุรงคสันนินบาต

มูลเหตุที่เกิดการประชุมนั้น มีเรื่องเล่าในพระพุทธประวัติว่า

พระบรมศาสดาเสด็จประทับ ณ กรุงราชคฤห์ พระนครหลวงแห่งมคธชนบท
สมัยนั้นพระอรหันสาวก ที่สมเด็จพระบรมศาสดา
ทรงส่งไปประกาศศาสนาในบ้านนิคม ราชธานีน้อยใหญ่
มีใจรัญจวนใคร่จะเฝ้าสมเด็จพระบรมศาสดา
ต่างองค์ต่างเดินทางมาสู่กรุงราชคฤห์ตามเจตนาของตนๆ

บังเอิญพระอรหันต์สาวกมีจำนวนถึง ๑,๒๕๐ รูป
พระอรหันต์จำนวนนี้ไม่ได้นัดหมายกันมาเฝ้า
แต่หากเกิดเพราะเจตนาของตนๆ


สมเด็จพระบรมศาสดาทรงดำรงอยู่ในอำนาจแห่งเหตุ
เห็นเป็นโอกาสทีสาวกเข้ามาเฝ้ามีจำนวนมากถึงเพียงนั้น
ทรงเห็นสมควรจะได้มีการประชุมสักครั้งหนึ่ง
ทรงมุ่งหมายจะแสดงพระโอวาทปาติโมกข์
แก่พระพุทธสาวกให้เป็นกลางเดือนสาม


วันเช่นนี้เป็นวันทำพิธีศิวราตรีของพวกพราหมณ์ด้วยในเวลาบ่าย

การประชุมนี้ มีชื่อเล่าลือมาในพระศาสนา
จนถึงยกขึ้นพรรณนาเป็นพระเกียรติของสมเด็จพระศาสดา
ในมหาปทานสูตรและเป็นอภิลักขิตสมัยที่ทำบูชาของวัดทั้งหลาย
เรียกว่า “มาฆบูชา” ตราบเท่าทุกวันนี้


รูปภาพ

อันวันเพ็ญมาฆมาสนั้น
นอกจากเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระโอวาทปาติโมกข์
ยังเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงปลงพระชนมายุสังขารด้วย


การปลงพระชนมายุสังขารนั้น
พูดฟังกันง่ายๆ ก็คือทรงกำหนดวันนิพพานหรือวันตาย
โดยมีพุทธดำรัสแก่พระยามารว่า

"ดูกรมารผู้มีบาป ท่านจงมีความขวนขวายน้อยนิดเถิด
ความปรินิพพานแห่งพระตถาคตจักมีไม่ช้าโดยกาลล่วงไปแล้ว
แห่งสามเดือนแต่นี้ พระตถาคตจักปรินิพพาน"


พระพุทธดำรัสนี้ ตรัสที่ ปาวาลเจดีย์
พระพุทธเจ้าตรัสวันเพ็ญเดือน ๓
ปรินิพพานวันเพ็ญเดือน ๖ เป็นเวลา ๓ เดือนพอดี

นักปราชญ์ในบัดนี้มาถกเถียงกันว่า
พระพุทธเจ้าเสวยสุกรมัททวะ จึงต้องปรินิพพาน
และตั้งเป็นปัญหาถามกันว่าเป็นอะไร
แต่ก่อนพูดกันว่า “เสวยหมู” ค้นคว้ากัน
บางท่านพบว่าไม่ใช่หมูเป็นเห็ดชนิดหนึ่ง
กินตายทุกคน และให้ตัวอย่างไม่ได้

อันความคิดเช่นนั้นดีเหมือนกัน
เพราะเกิดความรู้แต่จะเข้าใจว่า
เพราะเสวยสุกรมัททวะจึงต้องนิพพาน

ไม่ควรคิดเพราะว่าจะเสวยหรือไม่นั้น จะประชวรหรือไม่นั้น
พระองค์ก็ต้องปรินิพพานแน่ไม่พ้นตายไปได้
ด้วยได้ทรงกำหนดวันไว้กับพระยามารแล้ว

อย่างดีที่สุดก็ต้องปรินิพพานโดย “พระทัยวาย” แน่ๆ
เพราะเป็นพระปกาสิตเสียแล้ว
จะดำรัสเป็นคำสองไม่ได้จะมาหลงว่าเสวยหมูหรือเห็ดตายด้วยเรื่องอะไร

สถานที่ปรินิพพานนั้น คือ สาลวัน
อันเป็นพระราชอุทยานของมัลลกษัตริย์ กรุงกุสินารา
บรรทมบนพระแท่นหินระหว่างไม้รังคู่หนึ่ง

คำว่าไม้รังนั้น บัณฑิตค้นพบว่า มาจากศัพท์ว่า “สาละ”
ค้นคว้ากันไปก็ว่า ที่ประเทศไทยแปลศัพท์ “สาละ” ว่าไม้รังนั้นผิด

ปัจจุบันนี้เรียกกันดื้อๆ ว่าต้นสาละ ก็ดีเหมือนกัน
ใครจะแปลสาละว่าอะไรก็แล้วแต่ความรู้ที่สืบสวน
แต่ก่อนนั้นคนไทยทั้งชาติรู้กันว่า “ไม้รัง”
เขาจะรู้กันโดยพิธีไรก็เดาไม่ถูก

(มีต่อ)

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ม.ค. 2009, 08:41 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1705


 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
[ถึงเพ็ญเดือน ๓ พรรษาที่ ๔๕ พระยามารเข้าเฝ้า
ทูลให้เสด็จปรินิพพาน ทรงรับอาราธนา]



การปลงพระชนมายุสังขารนั้น
พระพุทธเจ้าตรัสเป็นปัญหากับพระอานนท์ก่อน
โดยมีพระพุทธดำรัสแก่พระอานนท์คือทรงแสดงโอภาสอันชัด
ทรงยกอิทธิบาท ๔ ขึ้นแสดงว่า

“ดูกรอานนท์ อิทธิบาท ๔ นี้ อันใครผู้ใดทำให้มาก
พยายามให้มาก ทำให้เชี่ยวชาญแล้ว เจริญด้วยดี
ผู้นั้นจะมีอายุยืนอยู่หนึ่งกัลป์ หรือเกินกว่าอายุกัลป์
ทรงแสดงถึง ๓ ครั้ง ในวันปลงพระชนมายุสังขารนั้น”


พระอานนท์พุทธอนุชา แม้เป็นอัครพหูสูต
มหาบัณฑิตชั้นอัครสาวกในจำนวน ๘๐ องค์แล้ว
ก็ไม่ได้ทูลอาราธนา
เพื่อให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีอายุยืนอยู่ตามพระพุทธดำรัสตรัสชี้ช่อง

พระบรมศาสดาจึงทรงขับพระอานนท์ออกจากที่เฝ้า
พระอานนท์ถวายบังคมพระยุคลบาท ออกจากที่เฝ้า
กระทำปทักษิณสิ้นตติยวารแล้ว นั่งอยู่ ณ ใต้ร่มไม้

ในขณะนั้นพระยามารได้โอกาสจึงเข้าเฝ้า
กราบทูลถึงความหลังเมื่อคราวแรกตรัสรู้ว่า
เมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ
ณ ภายใต้ไม้อสัตถพฤกษ์โพธิบัลลังก์

“ข้าพระพุทธเจ้าได้ทูลอาราธนาว่า
บัดนี้ พระองค์ได้บรรลุพระสัมโพธิญาณสมพระประสงค์แล้ว
ควรเสด็จดับขันธปรินิพพานเสีย
ไม่ต้องทรมานพระวรกายให้ลำบากเล่า”


พระองค์ตรัสว่า

“ดูกรมารผู้มีบาป เราต้องประกาศสัจจธรรมต่อไป
เมื่อใดสัตวโลกซาบซึ้งในสัจจธรรมแพร่หลายบริษัท ๔
คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้ซาบซึ้งในสัจจธรรมดีแล้ว
เราผู้ตถาคตจะปรินิพพานเมื่อนั้น”


“บัดนี้ พระธรรมคำสอนของพระองค์แพร่หลายดีแล้ว
บริษัท ๔ สมบูรณ์ครบถ้วนตามพระพุทธประสงค์แล้ว
ขอพระองค์ได้เสด็จดับขันธปรินิพพานเถิด”


สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

“ดูกรมารผู้มีบาป ท่านจงมีความขวนขวายน้อยนิดเถิด
ต่อจากนี้อีก ๓ เดือนตถาคตจะเข้าสู่ปรินิพพาน มารอย่าร้อนใจเลย”


เมื่อพระยามารได้ฟังดังนั้น ได้หลีกไปจากที่เฝ้า

พระอานนท์พุทธอนุชา ผู้ถูกขับออกไปจากที่เฝ้า
เห็นนิมิตอัศจรรย์มีแผ่นดินไหว อากาศมืดมัวเป็นต้น
เกิดความสนเทห์ใจ จึงเข้าเฝ้าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทูลถามถึงความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้น

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเหตุ ๘ ประการ
ที่จะทำให้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ คือ


๑. ลมกำเริบ
๒. ท่านผู้มีฤทธิ์บันดาล
๓. พระโพธิสัตว์จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตลงสู่พระครรภ์
๔. พระโพธิสัตว์ประสูติ
๕. พระตถาคตตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ
๖. พระตถาคตเจ้าให้อนุตรธรรมจักรเป็นไป
๗. พระตถาคตเจ้าปลงอายุสังขาร
๘. พระตถาคตเจ้าปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ


เหตุ ๘ ประการนี้ เป็นปัจจัยจะให้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ละอย่างๆ
แผ่นดินไหวใหญ่ครั้งนี้ เพราะเหตุประการทั้ง ๗


ครั้นแล้วทรงนำเนื้อความเบื้องหลัง
แต่ครั้งได้ตรัสรู้อนุตรสัมโพธิเสด็จอยู่ ณ ควงไม้อชปาลนิโครธ
ได้ตรัสแก่มารฉันใดนั้น มาตรัสแก่พระอานนท์
แล้วทรงแสดงให้ทราบว่าพระองค์ทรงปลงอายุสังขาร
แผ่นดินไหวใหญ่เพราะเหตุนั้น

พระอานนท์ได้ความคิด ทูลสมเด็จพระบรมศาสดาว่า

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์เคยตรัสว่า
ธรรมคืออิทธิบาท ๔ ผู้ใดได้เจริญทำให้มากชำนาญคล่องแคล่วแล้ว
ผู้นั้นจำนงจงใจจะดำรงอยู่นานด้วยรูปกายนี้แล้ว
ก็จะต้องอยู่ได้ในกัลป์หนึ่งหรือเกินกว่าหนึ่งกัลป์

อิทธิบาท ๔ ประการนั้น
พระตถาคตเจ้าได้เจริญทำให้คล่องแคล่วชำนาญดีแล้ว
ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงตั้งอยู่หนึ่งกัลป์เถิด
เพื่อเกื้อกูลแก้ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก
เพื่ออนุเคราะห์แก่สัตวโลก เพื่อประโยชน์เพื่อเกื้อกูล
เพื่อความสุขแก่เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย”


(มีต่อ)

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 29 ม.ค. 2009, 08:42 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 04 มิ.ย. 2004, 01:20
โพสต์: 1705


 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ
[พระพุทธองค์ทรงมีมีพระพุทธฎีกาตรัสแก่พระอานนท์ว่า
ทรงปลงอายุสังขารแล้ว อีกสามเดือนจะนิพพาน]



สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

“ดูกรอานนท์ เมื่อพระตถาคตทำโอภาสอันชัด
และอานนท์ไม่สามารถจะรู้ ไม่วิงวอนพระตถาคตในครั้งก่อน
อันยังเป็นกาลอยู่ ก็เป็นความผิดของอานนท์ผู้เดียว

ถ้าในครั้งนั้นหากอานนท์วิงวอนพระตถาคตไซร้
พระตถาคตจะพึงห้ามเสีย ๒ ครั้ง
ครั้งวาระที่ ๓ พระตถาคตจะพึงรับคำวิงวอนอาราธนานั้น

เพราะเหตุนั้น อานนท์ไม่วิงวอนเสียแต่ยังเป็นการอยู่นั้น
เป็นความผิดของอานนท์ผู้เดียว”


ครั้นมีพระพุทธดำรัสแก่พระอานนท์ดังนั้นแล้ว
จึงทรงประมวลสถานทั้งปวงที่ทรงทำโอภาสนิมิตรอันชัด
แก่พระอานนท์นับได้ ๑๖ ตำบล คือ
เมืองราชคฤห์ ๑๐ ตำบล เมืองเวสาลี ๖ ตำบล

เมืองราชคฤห์ ๑๐ ตำบล ดังนี้
๑. ภูเขาคิชฌกูฏ
๒. โคตมนิโครธ
๓. เหวที่ทิ้งโจร
๔. ถ้ำสัตตบรรณคูหา ใกล้ภูเขาเวภารบรรพต
๕. กาฬสิลา ข้างภูเขาอิสิคิลิบรรพต
๖. เงื้อมชื่อสัปปิโสณฑิกา ณ สีตวัน
๗. ตโปทาราม
๘. เวฬุวัน
๙. ชีวะกัมพวัน
๑๐. มัททกุจฉิมิคทายวัน


เมืองเวสาลี ๖ ตำบล ดังนี้
๑. อุเทนเจดีย์
๒. โคตมเจดีย์
๓. สัตตัมพเจดีย์
๔. พหุปุตตเจดีย์
๕. สารันทเจดีย์
๖. ปาวาลเจดีย์


สถานที่ ๖ ตำบลนี้ อยู่เมืองเวสาลี

สถานที่ ๑๖ ตำบลนี้ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงโอภาสอันชัด
แก่พระอานนท์พระอนุชา เพื่อทราบว่า

ผู้เจริญอิทธิบาท ๔ ดีแล้ว
สามารถจะดำรงอยู่ได้กัลป์หนึ่ง หรือเกินอายุกัลป์


แต่พระอานนท์ไม่ทูลวิงอนอาราธนา
สมเด็จพระบรมศาสดาตรัสแก่พระอานนท์ว่า

“ดูกรอานนท์ บัดนี้พระตถาคตได้รับคำพระยามารว่า
จะนิพพานอีก ๓ เดือนแต่วันนี้ไป
การที่อานนท์ไม่อาราธนานั้น เป็นความผิดของอานนท์ผู้ดียว”


พระอานนท์ทูลวิงวอนต่างๆ นานา
สมเด็จพระบรมศาสดาก็ไม่ทรงยอมตาม
พระชนมชีพของสมเด็จพระบรมศาสดาเกี่ยวแก่พระอานนท์ด้วยประการนี้

การปลงอายุสังขารของสมเด็จพระบรมศาสดา
ก็คือการตัดสินพระทัยว่าจะนิพพานแน่


พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอานนท์ว่าสังขารของพระองค์ชำรุดมาก
เหมือนเกวียนเก่าจะปรับปรุงให้ดีได้ยากเพราะการสังขารไม่ให้โอกาส

เรื่องที่น่าสังเวชใจ พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาตลอดเวลา ๔๕ ปี
ทรงทนทุกข์ ทนยาก ทนความลำบาก ทนความตรากตรำ
เสด็จไปสู่นิคมชนบทราชธานีน้อยใหญ่ กับพระพุทธสาวก

สมัยโน้นไม่มีเรือยนต์รถยนต์และเครื่องบิน
จะได้รับความขัดข้องสักเพียงใด
เสด็จพระพุทธดำเนินไปได้ด้วยพระทัย
ประกอบด้วยพระเมตตา และพระกรุณาโดยแท้

พระพุทธเจ้าเป็นศาสดาองค์แรกที่ทรงประกาศสัจธรรมแก่ชาวโลก
ต้องต่อสู้กับคณจารย์ผู้มีอิทธิพลและมากด้วยทิฏฐิมานะนับจำนวนพัน
ต้องเอาชนะเจ้าลัทธินั้น

อุปมาเหมือนบุคคลบุกเบิกป่าอันหนาทึบด้วยโขดเขาและต้นไม้
พยายามทำพื้นที่นั้นให้เหมาะสมแก่การเพาะปลูกฉันใด
การทำลายทิฏฐิมานะของเจ้าลัทธิเหล่านั้น ก็ยากฉันนั้น

จะเห็นได้ว่าทรงใช้ความพยายามอย่างแรงกล้าตลอดเวลา ๔๕ ปี
พระสังขารอันเป็นสภาวธรรมจำต้องแปรไป
พระองค์จึงทรงทนอยู่ไม่ได้ เพราะสังขารไม่ให้โอกาส
ก็จำต้องยอมให้สังขารเข้าสู่สภาวธรรม


รูปภาพ

วันมาฆบูชาได้เตือนใจให้ระลึกได้เช่นนั้น
และมาฆบูชาครั้งที่ ๒๕๐๙ คณะของเรามี
สมเด็จพระวันรัตน (ปุ่น ปุณฺณสิริ) วัดพระเชตุพนฯ เป็นประธาน
ได้กระทำแล้วที่โพธิมณฑล
อันเป็นสถานที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ
ณ ตำบลพุทธคยา จังหวัดคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย
เมื่อคืนวันที่ ๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๙ ด้วยประการฉะนี้.

:b8: :b8: :b8:

(ที่มา : “มาฆบูชารำลึก” ใน หนังสือชุดพระเกียรติคุณ :
สมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ : สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ
สมเด็จพระสังฆราช (ปุ่น ปุณณฺสิริ) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม,
สุเชาวน์ พลอยชุม เรียบเรียง, มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๑, หน้า ๔๙-๖๖.


:b1: นำมาจากบอร์ดเก่า โพสต์โดย คุณกุหลาบสีชา
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=14927

รวมกระทู้ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับ “วันมาฆบูชา”
http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=23&t=45501

.....................................................
ผู้ใดประพฤติธรรม ผู้นั้นชื่อว่าบูชาตถาคตอย่างยิ่ง


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 7 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

่กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 1 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร

ฟังธรรม.คอม ธรรมะดิลิเวอรี่ บุดเพจ backlink