วันเวลาปัจจุบัน 17 ก.ย. 2019, 11:18  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


กฎการใช้บอร์ด


รวมกระทู้จากบอร์ดเก่า http://www.dhammajak.net/board/viewforum.php?f=19



กลับไปยังกระทู้  [ 5 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ก.ค. 2010, 11:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 01 ส.ค. 2005, 10:46
โพสต์: 12075

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


รูปภาพ

สาทิส อินทรกำแหง “กู (ยัง) แน่ แม้ 80”


ชื่ออาจารย์สาทิส อินทรกำแหง ท่านคือกูรูด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ที่เน้นการใช้ธรรมชาติบำบัดทั้งจิตและกาย ท่านคือผู้คิดค้นแนวทางชีวจิต จนทำให้ชื่อนี้เป็นเทรนด์เชตเตอร์ทางด้านสุขภาพทางเลือก ที่ได้รับการยอมรับอย่างมากมายในปัจจุบัน

แต่ใช่ว่าความสำเร็จในวันนี้จะเกิดขึ้นอย่างง่ายดาย ท่านได้ใช้เวลาเดินทางมากกว่า 20 ปี โดยเฉพาะในระยะเริ่มต้น แต่ด้วยสิ่งกระตุ้นเดียวที่เกิดขึ้นในใจคือ “การให้” ไม่ว่าความรู้หรือความมีสุขภาพดี ทำให้การทวนกระแสของอาจารย์สาทิส กลายเป็นคุณูปการอันยิ่งใหญ่ทั้งต่อผู้ที่เจ็บป่วยและผู้ที่ต้องการมีสุขภาพดี

อาจารย์เคยบอกไว้ว่าจะเกษียณเมื่ออายุ 70 แต่ทุกวันนี้เลยเวลามาแล้ว อาจารย์เลิกคิดที่จะเกษียณแล้วใช่ไหมคะ

เรื่องเกษียณก็ยังคิดอยู่ เพราะธรรมชาติของร่างกายเราฝืนไม่ได้หรอก ที่ทำงานจนอายุ 80 -85 อย่างตอนนี้ก็เรียกว่าผิดธรรมดาไปหน่อยแล้ว ถ้าอายุ 90 ลองคิดดูว่าจะเป็นอย่างไร เราไปฝืนธรรมชาติไม่ได้

ที่กำหนดให้ต้องเกษียณอายุตอน 60 เพราะสมองมันแย่แล้ว แต่ด้วยสิ่งที่ผมศึกษามาในเรื่องการแพทย์ผสมผสาน ทำให้รู้วิธีชะลอความเสื่อม ไม่ใช่ชะลอความแก่นะ แล้วทำมาเรื่อยๆ จนเกินความเป็นธรรมดามากว่า 20 ปี จะให้ถึง 100 คงเป็นไปไม่ได้หรอก ฉะนั้นต้องรู้ว่าแค่ไหนจึงจะพอ แล้วทีนี้ถ้ามันพอ จะทำอะไรต่อยังบอกไม่ได้ อาจจะอยู่เงียบๆ หรือเข้าป่า จะทำอะไรก็ว่าไป

พอรู้ว่าตอนจบของชีวิตเป็นอย่างไร เราก็เตรียมให้มันสวยๆ หน่อย ให้มันสงบ ให้มันรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา ต้องการอย่างนั้น และด้วยเหตุที่เราคลุกคลีกับวงการแพทย์ ตายอย่างที่เรียกว่าเต็มยศ ไม่เอาหรอก เต็มยศคือตายที่โรงพยาบาลแล้วก็มีสายอะไรเต็มไปหมด แบบนั้นไม่เอา แต่อยากตายแบบว่า หลับไปเลย อันนั้นสำคัญที่สุด

แต่คนเรากำหนดไม่ได้

กำหนดได้ มาถึงขั้นนี้กำหนดได้ ถ้าเรารู้ว่าตอนจะตาย สภาพของร่างกายเป็นอย่างไร สภาพของสมองเป็นอย่างไร เมื่อไรร่างกายจะหยุดทำงาน เมื่อไรสมองจะหยุดทำงาน

พอจะบอกวิธีหน่อยได้ไหมคะ

มันสอนกันไม่ได้ เราต้องสร้างร่างกายให้ได้เสียก่อน แล้วจึงสร้างใจ จริงๆต้องสร้างมานานแล้ว กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ต้องสร้าง ต้องประคับประคองตัวเองมา เตรียมตัวมาอย่างน้อย 40 ปี ไม่ใช่ว่าอยากจะให้แข็งแรง ทำวันนี้แล้วพรุ่งนี้ได้ ต้องสร้างขึ้นมา

ถ้าเช่นนั้นการมีสุขภาพดีแบบองค์รวมต้องทำอย่างไร

ถ้าในด้านของสุขภาพนะ ให้มองดูว่าตัวเรามี 2 คนที่รู้ว่าตัวเองเป็นอย่างไร เราชอบ เราไม่ชอบ เราเกลียด เรารัก นั่นคือตัวชีวิตและการรู้ว่าเรามีชีวิตคือความคิด ซึ่งก็คือที่สมอง แต่สมองจะอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีร่างกาย ย้อนไปอีก ถ้าไม่มีร่างกาย ความคิดก็ไม่มี ความรู้ตัวก็ไม่มี

เพราะฉะนั้นในเรื่องสุขภาพ ถ้าอยากจะทำตัวให้แข็งแรงขึ้นหรือถ้าป่วยแล้วอยากจะรักษาตัวเองให้หาย ก็ต้องคิดว่าตัวเรามี 2 คน โดยเฉพาะพวกที่ป่วยมากๆ ผมเคยพูดไว้เมื่อ 25 ปีมาแล้วว่า ให้คิดว่าตัวของเราที่กำลังป่วยนั้นคือคนหนึ่ง เช่น สาทิส 1 ป่วย แต่สาทิส 2 ไม่ป่วย เมื่อสาทิส 2 รู้ว่าสาทิส 1 ป่วย เราช่วยเขาได้ เราต้องมีความกตัญญูที่จะช่วยเขา การช่วยทำแบบชีวจิตนะ ถ้าไม่ชอบใจ ต้องสั่งให้ทำให้ได้ เราทำได้ สาทิส 1 ก็อยู่ได้ ถึงแม้ว่าไม่ชอบก็ต้องทำ บอกให้กิน ไม่อร่อยก็ต้องกิน ทำแล้วร่างกายมันสบาย ใจมันก็ดี ขอให้เสียสละสักหน่อย มองตัวเองว่าเป็นอีกคนซึ่งจะต้องดูแล ทะนุถนอมมันก็ทำได้ง่ายขึ้น ถ้าคิดว่าเป็นตัวเอง พอไม่ชอบก็ไม่ทำ

ถ้ามีคนบอกว่า อยากทำได้แบบอาจารย์บ้าง

ที่เราจัดคอร์สอยู่เสมอๆ ก็เพราะอยากให้คนเป็นแบบนี้ แต่ที่ผ่านมาทำได้ไม่เต็มที่ คือถ้าเต็มที่เราต้องสอนเรื่องความรู้ เรื่องทฤษฎี แล้วต้องสอนให้เขาปฏิบัติให้ได้ด้วย ทีนี้การปฏิบัติมันต้องใช้เวลาค่าใช้จ่ายสูง เพราะเราไม่มีที่ของเราเอง ต้องไปเช่ารีสอร์ตบ้าง โรงแรมบ้าง เราทำได้ 5 วันก็เต็มเหยียดแล้ว แต่ถ้าให้ได้ดี อยู่กันสักเดือนจะดีเลย แต่มันเป็นไปไม่ได้

เพราะฉะนั้นโปรแกรมที่เรากำลังทำใหม่ในชื่อ “ชีวจิตโฮม” เราจะทำคอร์สแบบเข้มข้นเลยอาจใช้เวลาหนึ่งเดือน ถ้าทำได้ รับรองอีก 10-20 ปี สบาย ถ้าใครอยากตายแบบสบายๆ ตอนนั้นเขาก็เลือกได้ เขาจะรู้วิธีควบคุมตนเอง ควบคุมร่างกาย ควบคุมวิธีจะปล่อยตัวเองเมื่อไร

ชีวจิตโฮมจะมีอะรบ้างคะ

เป็นโปรแกรมเดิม เพียงแต่ว่าเราจะขยายและเน้นการปฏิบัติให้มากขึ้น และที่เคยพูดมา 20 กว่าปีแล้ว คือการสร้างระบบพี่เลี้ยงหรือเรียกว่า Follow-up Program เนื่องจากแต่เดิมเรามีระยะเวลาเพียง 5 วัน ซึ่งไม่พอ เราจะให้เขาปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าที่บ้าน ที่ทำงาน หรือที่ไหนก็ตาม เราจะมีพี่เลี้ยงคอยติดตาม ตรงนี้แหละจะสำเร็จหรือไม่สำเร็จอยู่ที่พี่เลี้ยง ฉะนั้นเราต้องสร้างทีมพี่เลี้ยงขึ้นมาอย่างเข้มข้น พี่เลี้ยงต้องเก่ง ทำได้ทุกด้าน ตรงนี้จะช่วยได้เยอะคนที่ใจอ่อน เราให้กินอาหารแบบนี้ หัดตื่นเช้าๆ ที่บอกว่าไม่ไหวไม่มีเวลา หากว่ามีพี่เลี้ยงคอยคุมก็จะทำได้

เรียกว่าชีวจิตสามารถรักษาได้เกือบทุกโรค

ยังไม่วิเศษขนาดนั้น เพราะความเสื่อมของร่างกายจริงๆ แล้วก็คือความแก่นั่นเอง เราแต่ต้องการการจะให้เขารู้ว่า ความแก่มันเป็นอย่างไร เราหนีความแก่ไม่ได้ การอยู่ไป 200 ปีเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่เราชะลอได้ โดยเอาเรื่องการแพทย์มาปรับใช้ แล้วการแพทย์แบบไหนล่ะ ถ้าการแพทย์แบบปัจจุบัน ถ้ายังไม่ป่วย เขาไม่ต้องรักษา แต่ไม่ป่วยแล้วไม่รักษา ร่างกายมันเสื่อมไปเยอะแล้วนะ ถ้าร่างกายเสื่อมมาก ต่อให้เป็นโรคเบาๆ ก็ตายได้ เพราะฉะนั้นต้องเตรียมตัวไว้ตั้งแต่นั้น ถ้าเตรียมมาดี ป่วยเป็นอะไรเราสามารถรู้ได้ล่วงหน้า แก้ก็ไม่ยาก ถ้าบอกว่าเราต้องอยู่ค้ำฟ้า อันนั้นบ้าไปแล้ว ยิ่งอยากอยู่ค้ำฟ้า ยิ่งตายเร็ว

ที่สำคัญ ผมบอกว่าผมรู้เคล็ดลับอยู่ได้ถึง 200 ปี แต่อยู่แล้วไม่มีความสุขหรอก คือ พอถึง 200 ปี ระบบต่างๆ ในร่างกายมันเสื่อมหมดแล้ว ไม่รู้เรื่องแล้ว แล้วจะอยู่ไปทำไม กินก็บอกว่าไม่ได้กิน บางที 60-70 หลงแล้ว ทั้งถ่ายทั้งปัสสาวะอยู่บนที่นอน อยู่ไปทำไม เพราะฉะนั้น 200 ปี ไม่ต้องมาพูด ไม่เอา อย่างน้อย 90 ยังพอไหวแต่นี่ก็ถือว่าผิดปกติแล้ว

เพียงแต่เรารู้ว่าทำได้ เป็นความรู้ทางการแพทย์ เซลล์สมองถ้ามันตายแล้วตายเลย ไม่เกิดใหม่ ไม่เหมือนเซลล์ร่างกาย เซลล์ของร่างกายไม่ว่าเซลล์เนื้อ เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์เลือด เซลล์กระดูก มันมีอายุของมัน ทีนี้พอศึกษาเรื่องสมอง การที่เซลล์สมองเสื่อมและตาย ทุกๆ 10 ปีสมองจะตายประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์ ถ้าเราอายุ 60 เสียไปแล้ว 6 เปอร์เซ็นต์ ไม่น้อยนะ 6 เปอร์เซ็นต์จะเริ่มหลง เริ่มลืมจำชื่อคนจำหน้าคนไม่ได้ อันนั้นปกติ

ถ้าในช่วงอายุ 30 , 40 ถึง 60 ถ้าเขาใช้ชีวิตอย่างเลวๆ เที่ยวดึกกินเหล้า อย่างนี้จะเกิน 6 เปอร์เซ็นต์ พออายุ 60-70 ไม่ไหวแล้ว ปัสสาวะบนที่นอนก็พวกนี้แหละ อย่างผม 1 เปอร์เซ็นต์ก็ไม่ยอม เรามีวิธีแก้ ผมทำเป็นสูตรเลย 5 เรื่อง นอนให้ถูก กินให้ถูก ทำงานให้ถูก พักผ่อนให้ถูก ออกกำลังกายให้ถูก

สิ่งที่ยากที่สุดในการเปลี่ยนแปลงคืออะไรคะ

นิสัย การเปลี่ยนนิสัยต้องมีวินัย ต้องมีใจเข้มแข็ง ต้องเอาให้ได้ นี่คือสิ่งที่ยากที่สุด นิสัยที่เปลี่ยนยากที่สุดคือ เรื่องกิน คนไทยนี้เรื่องกินเสียเยอะ เสียมาตั้งนานแล้ว เพราะหนึ่งต้องอร่อย สองต้องแพงๆ ของอร่อยของแพงๆ มันไม่ได้มีประโยชน์ แต่เราไปติด เราติดหวาน ติดรสชาติจัดๆ พอบอกว่าไม่ให้กินก็อดไม่ได้ มีตัวอย่างคนไข้จากปักษ์ใต้คนหนึ่ง พอเข้าคอร์สกับเราเสร็จแล้ว กลับไปบ้าน เราบอกว่าให้ระวังเรื่องอาหาร ขนม ของหวานๆ พอเขากลับมาอีกสองอาทิตย์ดูไม่ได้เลย ถามว่าทำไมเป็นแบบนี้ เขาบอกว่าขนมปักษ์ใต้อร่อยเหลือเกิน แต่พอมาอยู่ที่นี่อยู่ได้ บางครั้งต้องบังคับกัน แต่ก็สนุกตรงนี้ ถ้าเราเป็นคนดูแลนะ เพราะเราเปลี่ยนเขาได้ มันสนุกเหลือเกิน

ทุกวันนี้อาจารย์รักษาคนไข้ แต่ทำไมถึงไม่อยากให้คนเรียกว่าหมอล่ะคะ

คือมีข้อกังขาตั้งแต่สมัยที่ทำชีวจิตใหม่ๆ เมื่อหลายปีมาแล้ว ตอนแรกเราเริ่มจากคอร์สสุขภาพที่เน้นเรื่องเกี่ยวกับอาหาร เป็นสูตรของอาหารเพื่อสุขภาพที่ใช้ความรู้ในเรื่องการแพทย์มาเกี่ยวข้อง เป็นการแพทย์ที่เอาอาหาร โภชนาการ มาใช้การรักษา มันเป็นของใหม่และเป็นการปฏิวัติเรื่องการกินใหม่ การกินสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ตอนที่ผมกลับมาเมืองไทย คนไทยยังนิยมแต่ของอร่อยๆ ของหวานๆ ของแพงๆ นั่นคือของอร่อย ที่นี้พอศึกษามาระยะหนึ่ง เราเห็นว่าอาหาร 5 หมู่ก็ยังไม่ถูกต้อง ยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่สูตรอาหารใหม่ที่เราศึกษาจะต้องพร้อมไปด้วยเรื่องของคาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามินมาก่อน เรื่องของน้ำมาก่อน แล้วเราก็ค่อยๆ ย่อยคาร์โบไฮเดรตขึ้นมา ซึ่งสูตรนี้ต่างจากอาหาร 5 หมู่ ซึ่งเป็นตำราที่ล้าสมัยแล้ว นี่เรื่องกินอย่างเดียวนะ เรื่องรักษายังไม่ต้องพูดถึง พอผมแนะนำปุ๊บ ถูกโจมตี คือมันมีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง คนที่เขาเสียประโยชน์ก็โจมตี หาว่าชีวจิตเป็นเรื่องของลัทธิ ไม่ใช่ความรู้ หาว่าผมเป็นหมอเถื่อน เพราะการเป็นหมอต้องมีใบประกอบโรคศิลปะ ซึ่งเราไม่มีก็ไม่เป็นไร แต่คนป่วยเขามา และผมรักษาได้ เขาก็เรียกกันเองว่าหมอ เราไม่ได้ต้องการให้ใครมาเรียก แต่เราอยากช่วย เวลาช่วยใครแล้วได้ประโยชน์ เราก็ทำ เพราะฉะนั้นถูกโจมตีมากๆก็เลยถอยเก็บตัว ไม่ไปพูด ไม่ไปโต้เถียงกับใครเลย

คิดจะหยุดไหมคะ

คล้ายๆ จะหยุดเหมือนกันนะ ใครมาหา ถ้าไม่รู้จักไม่รับ บางทีเขาอยากให้ช่วยจริงๆ ก็ทำ ก็สบายใจขึ้น พอตอนหลังชีวจิตดัง อันนี้ช่วยไม่ได้แล้ว เขาก็มากันเต็มไปหมด ตอนแรกรู้สึกท้อถอยเหมือนกัน คิดว่ารู้อย่างนี้เราไม่กลับเมืองไทยคงสบายกว่านี้ เพราะในต่างประเทศเราสามารถทำได้ ไม่จำเป็นต้องมีใบประกอบโรคศิลปะ ในอเมริกาถ้าเรารู้จริง เราทำได้จริง เขาก็นับถือเรา บางทีเวลาประชุมกัน เรานั่งเถียงแทบตาย แต่เมื่อเราพิสูจน์ได้ เลิกเถียงกัน เขาก็มาจับมือมาขอศึกษา แต่เมืองไทยทำไม่ได้ มันก็เป็นอุปสรรคเหมือนกัน

ทำไมอาจารย์ถึงสนใจเรื่องการแพทย์ ทั้งๆ ที่คุณพ่อ (พันเอกพระศรีพิชัยบริบูรณ์) เป็นทหาร อาจารย์ไม่นึกอยากเป็นทหารบ้างหรือคะ

พ่อเชียร์ให้เป็นทหารน่าดูเหมือนกัน แต่ท่านเสียตั้งแต่ผมยังเล็ก ส่วนเรื่องการแพทย์ผสมผสาน ผมสนใจเรื่องนี้ตอนเรียนอยู่อเมริกา พอเรียนจบเตรียมแพทย์แล้ว ผมแยกไปเรียนทางด้าน Mass Psychology และ Experimental Psychology เป็นวิชาที่เฟื่องมากตอนนั้น เพราะเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดปัญหาว่าพวกทหารอเมริกันที่ไปรบในสงครามจำนวนหลายล้านคนจะต้องกลับบ้าน รัฐบาลของเขาจึงคิดว่าทหารที่กลับจากการรบจะใช้ชีวิตอย่างไร จะปรับตัว ปรับความคิด ปรับชีวิตเขาอย่างไร รัฐบาลเลยให้มหาวิทยาลัยในแต่ละรัฐเปิดวิชา Mass Psychology จิตวิทยามวลชนที่เกี่ยวกับเรื่องการปรับชีวิตเปลี่ยนแนวคิด

ผมเรียน Experimental Psychology ซึ่งมีการทดลองกับสัตว์เพื่อศึกษาการทำงานของสมองอย่างละเอียด ต้องเอาลิง เพราะจะมีลักษณะเหมือนคน มาเปิดกะโหลก แล้วเอาเข็มเล็กๆ เสียบไปที่สมองส่วนต่างๆ แล้วนำมาเชื่อมกับแผงคอนโทรล พอกดก็เกิดการตอบสนอง ได้ความรู้ดีมากเลย แต่มันทารุณ ผมทนไม่ได้ เพราะทำงานอยู่กับลิง แล้วผมเป็นคนเลี้ยงลิง

จากนั้นก็มาอยู่ในกลุ่มที่ชอบเรื่องเดียวกัน เป็นกลุ่มที่สนใจและศึกษาเรื่องของธรรมชาติ ที่มีทั้งดอกเตอร์ แพทย์ ทันตแพทย์ ทุกเสาร์-อาทิตย์ก็เข้าป่ากัน ไปกางเต็นท์ศึกษาเรื่องยา เรื่องพืช สนุกสนานมาก ตอนนั้นเราพยายามที่จะแหวกแนวออกไป เพราะข้อจำกัดของการแพทย์แผนปัจจุบันคือเทคโนโลยี เมื่อมีการค้นคว้ามากขึ้นๆ เทคโนโลยีเก่งขึ้นๆ แต่ก็จะยิ่งแพงและแพงอย่างชนิดที่ไม่มีวันจบ การแพทย์แบบนี้เรื่องคุณภาพไม่ค่อยคิดกัน คิดเรื่องปริมาณมากกว่า

ผมเลยหันมาสนใจเรียนเรื่องของการผสมผสาน (Integrated Medicine) ในมหาวิทยาลัยและเรียนแพทย์ทางเลือกด้วยเป็นการแพทย์แนวใหม่ ที่รวมความรู้หลายๆ อย่างผสมกัน การแพทย์แผนปัจจุบันเราทำงานมาและเรียนมาพอสมควร รู้สึกว่ามันยังด้วนๆอยู่เลยคิดว่าการแพทย์แผนปัจจุบันไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่ถ้านำเอาการแพทย์ทางเลือกเข้ามาผสมกันจะได้ผลดีมากขึ้น และตอนที่ศึกษาเรื่องของพืช ทำให้คิดว่าสมุนไพรของไทยเรายังมีอะไรดีๆ อีกเยอะ การแพทย์แผนไทยเรามีอะไรดีๆ เยอะ กลับมาก็เลยลองเอามาผสมผสานกัน

ต่อมากลุ่มของผมก็ทำสูตรการรักษา อย่างเช่น คนเป็นปอดบวมจะรักษาอย่างไร ใช้ยาตัวนี้มีอาการไอจะแก้อย่างไร น้ำท่วมปอดจะทำอย่างไร วิธีรักษาเรียกว่า Protocol ทีนี้การแพทย์แบบองค์รวมก็ต้องใช้การผสมผสาน สมมุติว่าเป็นโรคปอด เป็นโรคหวัด แล้วไอด้วย เราจะไม่ใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเดียว แต่จะใช้ยาแก้ไอร่วมด้วย ถ้าใช้ยาแก้ไอแล้วคอแห้ง ก็ใช้สมุนไพรช่วย ไม่จำเป็นต้องพึ่งยาปฏิชีวนะอย่างเดียว น้ำท่วมปวด เราใช้การฝังเข็มและระบายอากาศ อย่างนี้เป็นต้น นี่คือการรักษาแบบผสมผสาน

ตอนที่ทำงานอยู่สหประชาชาติในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายเอเชียและแปซิฟิก ผมจะต้องดูแลเกี่ยวกับเรื่องการงาน สิ่งแวดล้อมของทั้งหมด 48 ประเทศ ส่วนมากจะเป็นประเทศในเอเชีย ทำให้เรารู้จักการแพทย์ผสมผสานมากขึ้น อย่างไปเมืองจีนก็ไปเรียนฝังเข็ม

การรักษาแบบผสมผสานนี่มีสูตรหรือเปล่าคะ

มีทั้งหมดที่ใช้ตอนนี้มีประมาณ 46 ทางเลือก ถ้าเป็นแพทย์แผนปัจจุบันมีทางเลือกเดียว คือ ยาปฏิชีวนะ ประโยชน์ของการผสมผสานคือ หนึ่ง คนไข้สามารถเลือกทางรักษาได้ สอง ประหยัดค่าใช้จ่าย แพทย์แผนปัจจุบันเสียเป็นพันบาท แบบนี้เสียแค่ 5 บาท หรือบางทีอาจไม่ต้องเสียเลย คนไข้ก็ชอบ สาม การรักษาง่าย เพราะทำได้หลายทาง ประโยชน์สำหรับคนไข้ สำหรับหมอปกติใช้ยาปฏิชีวนะแค่นั้น ถ้าเผื่อเป็นแพทย์ผสมผสานมี 46 อย่าง เรียกว่าเป็นลักษณะพิเศษเลย อย่างวิชาที่เรียกว่ากันว่า Orthomolecular นี่เป็นสูตรผสมของวิตามินหลายตัว นอกจากวิตามินยังมีพวกแร่ธาตุ พวกแอมิโนแอซิด นี่เป็นสูตรเฉพาะที่เราคิดขึ้นมาเอง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีวิธีพิเศษคือให้ยาทางจุดฝังเข็ม

คนที่เป็นมะเร็งรักษาทั้งผ่าตัด คีโม รังสีบำบัด แล้วก็ยังไม่หาย ส่วนใหญ่เขาจะให้กลับบ้าน การแพทย์แผนปัจจุบันใช้โรคเป็นโจทย์และเขาก็แก้โจทย์โดยเอายาแก้โรค แต่ผมเอาคนไข้เป็นโจทย์ ฉะนั้นสมมุติคนไข้ 10 คนเป็นมะเร็งปอดหมดเลย แต่การรักษามะเร็งปอด 10 คนจะไม่เหมือนกัน เพราะสภาพร่างกาย สภาพจิตใจของแต่ละคนต่างกัน และทุกๆ ทางเป็นสาเหตุของกายเจ็บป่วย ตรงนี้เป็นสิ่งที่ต้องแก้ที่พิเศษคือ ผมมีครูดี คือ ดร.ไลนัส พอลิ่ง ( Dr.Linus Pauling ) เป็นคนเดียวในโลกที่ได้รางวัลโนเบล 2 ครั้ง ผมอยู่กับอาจารย์พอลิ่งตอนอยู่นิวยอร์กมา 6 ปี อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ทำงานด้วยกัน อาจารย์พอลิ่งก็เป็นประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อม พอท่านทราบว่าผมสนใจก็คุยกันมันมาก เราชอบเรื่องวิตามิน ท่านก็ชอบเรื่องวิตามินก็เลยเอานี้มาใช้

ชีวิตที่เป็นอยู่ทุกวันนี้อาจารย์คิดว่าเป็นโชคชะตาหรือเพราะอาจารย์เลือกเอง

คิดว่าโชคชะตาก็เกี่ยวด้วย แต่ขณะเดียวกันก็นิสัยเราด้วย คือถ้าสนุก เราก็ชอบทำ งานอะไรที่ทำ ต้องสนุกกับมัน ถ้าไม่สนุก อย่างทำตอนหนุ่มๆ เกือบเสียคน คนไม่อยากคบ เพราะทำงานไม่กี่วัน ถ้าไม่ชอบใจ ผมวอล์คเอ๊าท์ตลอด เราไม่แคร์ จนทุกคนบอก อย่าไปยุ่งกันไอ้คนนี้ บังเอิญที่ยูเอ็นเขามาชวน บอกว่ามีตำแหน่งที่คิดว่าน่าจะเหมาะกับคนอย่างเราว่างอยู่ ให้เข้าไปคุยหน่อย เราก็เข้าไป เราชอบผู้คน ชอบประเทศนั้นประเทศนี้ เลยเป็นงานที่สนุกมากๆ ทำให้คิดอะไรได้เรื่อยๆ ก็ทำงานที่ยูเอ็น 27 ปี

ความสนใจแนวทางผสมผสาน มีใครเป็นแรงบันดาลใจหรือเปล่าค่ะ

คนที่รักมากๆ ก็หลายคน อย่างอาจารย์ Norman Cousins คนนี้ก็เก่งมาก จริงๆ ท่านเป็นนักเขียน เมื่อก่อนป่วยด้วยโรค Multiple Sclerosis กล้ามเนื้อจะตายไปเรื่อยๆ จนเป็นอัมพาต เดินไม่ได้สุดท้ายหมอบอกรักษาไม่ได้ ท่านก็เลยกลับบ้าน มารักษาตัวเอง รักษาด้วยอาหาร บำรุงประสาท แนวเดียวกับชีวจิต ระหว่างที่รักษา ดูหนังตลกเลยสบายใจ พอสบายใจเนื้อตัวมันก็เบาลงๆ ในที่สุดหาย ก็มีคนเชิญไปเล็คเชอร์ เชิญให้เข้าไปเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย UCLA และได้เป็นศาสตราจารย์ ต่อมาท่านก็เลยค้นคว้าวิธีการผสมผสานนี้ อีกคนหนึ่งคืออาจารย์แพตเตอร์สัน คนนี้ก็รักมาก ผมเคยทำงานเป็นผู้ช่วยของท่าน ส่วนอีกคนหนึ่งอยู่เมืองจีน ตอนอยู่เมืองจีนเสียดายพูดจีนไม่ได้ ไม่อย่างนั้นผมจะรู้อะไรมากกว่านี้เยอะเลย ยังมีอีกหลายคน ส่วนมากเป็นอาจารย์ทั้งนั้น

อาจารย์เคยจัดคอร์สธรรมะด้วย เป็นเพราะความสนใจหรือเปล่า

คือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสุขภาพ เราจะใช้ในเรื่องของสมาธิจริงๆ สมาธิของพุทธศาสนานำมาใช้เพื่อความหลุดพ้นเท่านั้น แต่สมัยนี้ชอบนำมาสู่เรื่องศักดิ์สิทธิ์ อันนั้นผมไม่เอาด้วย ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อ เชื่อเหมือนกัน แต่ไม่เชื่อว่าถ้าเราจะติดต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ต้องทำสมาธิ บางคนที่ว่าเห็น ก็ไม่รู้ว่าเห็นจริงหรือเปล่า แต่ตัวเราเองเวลาทำสมาธิ ถ้าใจว้าวุ่นมันก็ไม่มีความสุขและก็ทำสมาธิไม่ได้ ถ้าใจเราแน่วแน่เมื่อไร และรู้สึกว่าใจอยากจะสงบ มันจะเยือกเย็น ทั้งสมาธิช่วยธรรมะและธรรมะช่วยสมาธิ

สำหรับชีวจิต ชีวะ คือร่างกาย แล้วจิต ถ้ามันมาพร้อมๆกันบางคนร่างกายดี แต่อาจจะไม่สบาย อยากให้เขาสบายจริงๆ เราก็แนะนำเรื่องสมาธิ คือสมาธิแบบง่ายๆ อย่างเช่น คนที่มีปัญหานอนไม่หลับ ยิ่งถ้าเขาเป็นใหญ่เป็นโตเป็นนักบริหาร จะยิ่งนอนไม่หลับ เราก็บอกให้ฝึก relaxation คือ การทำให้ร่างกายผ่อนคลาย และการผ่อนคลายต้องเริ่มที่จิตใจ การที่เราคิดวุ่นวาย วิตกกังวล นอกจากทำให้เครียดแล้ว มันไม่ได้อยู่ในหัวอย่างเดียว มันอยู่ในร่างกายด้วย

อาจารย์เริ่มสนใจธรรมะตอนไหน

ผมคลุกคลีตั้งแต่เด็กเลย คุณพ่อและคุณป้าเป็นศิษย์หลวงปู่มั่น ซึ่งท่านเป็นปรมาจารย์ของพระป่าเกือบทุกแห่ง เป็นคนสร้างวัดป่าสาละวัน ตอนที่คุณพ่อเป็นอัมพาต พ่อไปอยู่ที่วัด พอโรงเรียนปิดเทอมใหญ่ แม่ก็ให้ผมไปอยู่วัดป่าสาละวันกับพ่อ ไปอยู่กับหลวงปู่สิงห์ ลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ซึ่งท่านเป็นพระรุ่นเดียวกับพ่อ ท่านสอนให้นั่งสมาธิ

อาจารย์มีโอกาสสัมผัสกับเรื่องปาฏิหาริย์บ้างไหมคะ

ปาฏิหาริย์จริงๆ อยู่ที่การปฏิบัติ ปฏิบัติจริงๆ แล้วพลังจะอยู่ที่ใจที่บริสุทธิ์ พลังนี่แหละที่เรียกว่าอิทธิฤทธิ์ มันคือพลังของจิต เป็นพลังของทุกอย่างในชีวิต พอเรียนวิทยาศาสตร์ก็จะรู้ว่าพลังนี้คืออันเดียวกัน จะเรียกว่าอิทธิฤทธิ์หรืออะไรก็ตาม จริงๆก็เป็นวิทยาศาสตร์ อย่างการที่เรานั่งคุยกันนี่ เราก็ต้องใช้พลัง แม้จะมองไม่เห็น เราก็รู้ว่าสิ่งสิ่งนี้มีพลัง มันสื่อถึงกันได้ มันมีอยู่ตลอดเวลา

อาจารย์ใช้หลักธรรมะข้อไหนเป็นหลักของชีวิตคะ

จะเรียกว่าธรรมะข้อไหนก็ไม่เชิงนะ แต่ว่ายอดของยอดของสัจธรรมหนีไม่พ้น คือ ไตรลักษณ์ : อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ธรรมะ ทุกอย่างอยู่ในนี้

กว่าคำว่าชีวิตจะได้รับการยอมรับ ต้องเผชิญอุปสรรคความไม่เข้าใจมากมาย มีแรงกระตุ้นอะไรที่ทำให้อาจารย์ยังเดินหน้า

ผมอยากทำประโยชน์ให้คนอื่น อยาก “ให้” มากกว่า นั่นแหละคือความสุข นอกจากนั้น พูดแล้วก็เหมือนโก้ไปนะ ลองให้สังคมเป็นสังคมชีวจิตสิ จะเป็นประโยชน์ทั้งสังคมทั้งประเทศชาติ ถ้าพูดให้กำเริบหน่อย ก็ต้องว่า เป็นประโยชน์ทั้งโลกเลย

น่าจะมีประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

นั่นแหละ คิดกำเริบมากเลย และสิ่งที่ต้องทำก่อนที่จะรีไทร์ คือการสร้างกลุ่มทายาทที่เขาจะปฏิบัติและสามารถสอนคนอื่นได้ และถ้าชีวจิตกลายเป็นสถาบันที่ให้ความรู้ เป็นคลินิกหรือเป็นโรงพยาบาลได้นี่สุดยอดแล้ว เพราะถือว่ามีคนสืบทอด ตายก็ได้ ไม่ตายก็ได้ สบายใจ แต่ถ้าไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร

คนข้างนอกได้ประโยชน์จากสิ่งที่อาจารย์ให้ แล้วสมาชิกในครอบครัวล่ะคะ ใช้ชีวิตแบบชีวจิตกันทุกคนไหม

เนี่ยชีวจิต (บุ้ยใบ้ไปทางคุณฉินโฉมภรรยา) สมัยแรกๆ แอบกินทุเรียน แล้วทุเรียนหวานเกินไปและมีซัลเฟอร์เยอะ ตัวนี้สำคัญ มันสามารถเป็นพิษได้ กรดซัลฟิวริกเป็นอันตราย เพราะฉะนั้นถ้ากินแค่คำสองคำก็โอเค

ส่วนลูกชายเขาเป็นนักบิน ถ้าอยู่บ้านอาจจะทำได้ แต่ตอนไปบินก็กินตามใจเขา เราสองคนตายายยังโอเค ควบคุมได้ นั่นคือเรื่องกิน แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่นๆ เกี่ยวกับสุขภาพหรือเจ็บป่วย เราจะใช้วิธีของชีวจิตร้อยเปอร์เซ็นต์


ที่มา... http://www.kanlayanatam.com/sara/sara206.htm

:b48: :b8: :b48:


แก้ไขล่าสุดโดย ลูกโป่ง เมื่อ 27 ก.ค. 2010, 16:35, แก้ไขแล้ว 1 ครั้ง

โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 26 ก.ค. 2010, 04:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 03 ม.ค. 2010, 02:43
โพสต์: 4467

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ

:b8: อนุโมทนา..สาธุ..จร้า..น้องลูกโป่ง :b8:

.....................................................
แบ่งปันกันกิน,รักษาศีล คือ กาย วาจา
เจริญสมาธิภาวนา, กาย- วาจา-ใจอ่อนน้อม
ยอมตนรับใช้, แบ่งให้ความดี
มีใจอนุโมทนา, ใฝ่หาฟังธรรม
นำแสดงออกไม่ได้เว้น, ทำความเห็นให้ถูกต้อง


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 เม.ย. 2011, 21:36 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
ผู้จัดการ
ผู้จัดการ
ลงทะเบียนเมื่อ: 27 มี.ค. 2006, 17:34
โพสต์: 7082

อายุ: 0

 ข้อมูลส่วนตัว www


tongue smiley :b8: :b4:

.....................................................
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นกฎตายตัว


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 เม.ย. 2011, 22:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
Moderators-1
Moderators-1
ลงทะเบียนเมื่อ: 31 พ.ค. 2009, 02:41
โพสต์: 5637

แนวปฏิบัติ: พอง ยุบ
ชื่อเล่น: เจ
อายุ: 0
ที่อยู่: USA

 ข้อมูลส่วนตัว www


:b8: สาธุค่ะ

.....................................................
"มิควรหวังร่มเงาจากก้อนเมฆ"


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 14 ก.ค. 2019, 09:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิก ระดับ 8
สมาชิก ระดับ 8
ลงทะเบียนเมื่อ: 02 มิ.ย. 2007, 13:49
โพสต์: 664


 ข้อมูลส่วนตัว


:b8: :b8: :b8:

.....................................................
ทำความดีทุกๆ วัน


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 5 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร