วันเวลาปัจจุบัน 25 มิ.ย. 2019, 16:45  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ส.ค. 2013, 20:54 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ก.พ. 2009, 20:49
โพสต์: 3961

แนวปฏิบัติ: พอง-ยุบ
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ
ชื่อเล่น: นนท์
อายุ: 42
ที่อยู่: นครสวรรค์

 ข้อมูลส่วนตัว


รูปภาพ
ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดเกลานิยาราชมหาวิหาร
(อังกฤษ : Kelaniya Raja Maha Vihara or Kelaniya Temple)
เมืองโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา
ในภาพ...พระพุทธโฆษาจารย์ (Buddhaghosacharya)
กับ คัมภีร์วิสุทธิมรรค จำนวน ๓ ฉบับ


:b8: :b8: :b8:

พระพุทธโฆษาจารย์
(Buddhaghosacharya)

พระพุทธโฆษาจารย์ (Buddhaghosacharya) ถือได้ว่าเป็นผู้ที่มีอุปการะคุณต่อพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก คัมภีร์ในทางพระพุทธศาสนา หลักฐานขั้นแรกสุดที่เราจะเชื่อถือก็คือ พระไตรปิฎก เราถือว่าพระไตรปิฎก คือ พระพุทธพจน์บทบาลี เป็นพระดำรัสคำสอนของพระพุทธเจ้า ชาวพุทธไม่เคลือบแคลงสงสัยในพระไตรปิฎก เพราะว่าเป็นปัญญาของพระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง การอ่านบาลีนั้นปัญญาของมนุษย์มีไม่พอ เพราะว่าในคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมดนั้นเป็นประสบการณ์การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า แล้วท่านก็นำเอาสิ่งเหล่านั้นมาอธิบาย ชี้แจงให้พวกเราเข้าใจ ตามอุปนิสัยของแต่ละคน บางคนมีปัญญามาก บางคนมีปัญญาน้อย อีกประการหนึ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนนั้น พวกเราที่เป็นมนุษย์ปุถุชน พอเราไปอ่านตัวบาลีซึ่งเป็นตัวหนังสือในการถ่ายทอดประสบการณ์ของพระพุทธเจ้า แล้วเราก็ไม่มีประสบการณ์ตรงที่ได้สัมผัสความความจริงทางจิตเหมือนพระพุทธเจ้า นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราไม่เข้าใจ ถ้าวิเคราะห์กันให้ดีจะพบว่าเป็นเรื่องของช่วงความสามารถ เป็นเรื่องของโลกุตรธรรมคือ การบรรลุมรรคผลนิพพาน สภาวะทางจิตของท่านมีอยู่ประมาณ 5-10% ที่เป็นธรรมประดับโลกียะ เป็นการสอนวิถีชีวิตของการอยู่ร่วมกันในสังคม การทำหน้าที่ให้ดี อยู่ให้เขารัก จากให้เขาอาลัย ตายให้เขาคิดถึง มันเป็นคำสอนที่ง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องใช้บัญญัติของพระพุทธเจ้า อีกประการหนึ่งคือบาลีมันเป็นภาษาที่นานมาแล้ว 2,000 กว่าปี พระไตรปิฎกเป็นภาษาบาลีอ่านแล้วไม่เข้าใจ เป็นภาษาที่ถ่ายทอดประสบการณ์ของพระพุทธเจ้า เราจำเป็นต้องพึ่งพาอรรถคาถา คำว่าอรรถคาถาคือ ตัวอธิบายบาลีอย่างเช่น อัตตาหิ อัตตาโนนาโถ ตนนั่นแหละเป็นที่พึ่งแห่งตน

smiley smiley smiley

.....................................................
แม้มิได้เป็นสุระแสงอันแรงกล้า ส่องนภาให้สกาวพราวสดใส
ขอเป็นเพียงแสงแห่งดวงไฟ ส่องทางให้มวลชนบนแผ่นดิน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ส.ค. 2013, 20:55 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ก.พ. 2009, 20:49
โพสต์: 3961

แนวปฏิบัติ: พอง-ยุบ
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ
ชื่อเล่น: นนท์
อายุ: 42
ที่อยู่: นครสวรรค์

 ข้อมูลส่วนตัว


cool cool cool

กุญแจที่จะใช้ไขเข้าไปสู่ตู้พระไตรปิฎก เรียกว่า อรรถคาถา และผู้แต่งอรรถคาถาในการอธิบายตัวบาลีที่เป็นพระไตรปิฎกเรียกว่า พระอรรถคาถาจารย์ การพลัดเพี้ยนมฤตยูคือ ความตาย ไม่มีใครทำได้เลย คนทั่วไปก็งง พระมหากจายนะท่านก็จะอธิบายให้ละเอียด หรือบางทีพระพุทธเจ้าก็จะส่งไปสู่สำนักพระสารีบุตร ท่านก็จะอธิบาย หรืออย่างสองสามีภรรยา สามีเป็นอนาคามี ภรรยาเป็นอรหันต์ และก็ได้สักถามในปัญหากันเรื่องของอริยมรรคมีองค์ 8 แต่โสดาบันอรหัง ภิกษุ หรือภิกษุณีเหล่านี้ถือว่าเป็นระดับอรรถคาถาจารย์ แต่ในบางกรณีจุลเทเวสูตร ที่ธัมมทินนาแก้ปัญหาให้แก่วิสาขะอุบาสก นางธัมมทินนาบอกให้วิสาขะไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็บอกว่าถ้าเป็นตัวพระองค์เองก็จะแก่เหมือนกับพระธัมมทินนา ลูกสาวเราก็เหมือนกัน การแก้ปัญหาของธัมมทินนาถูกยกขึ้นเป็นพระสูตรเหมือนกับวารสาร ระดับพระสารีบุตร พระมหากจายนะ พระสงฆ์ที่เป็นอรหันต์ พระมหากัสสะปะ พระอานนท์ ถือว่าเป็นอรรถคาถาจารย์คือ ผู้อธิบายคำสอนของพระพุทธเจ้า และพวกนี้อธิบายไม่มีผิดพลาด เหตุที่ไม่พลาดเพราะว่าท่านเหล่านี้เป็นอรหันต์ พระพุทธเจ้าเห็นอย่างไร ท่านเหล่านี้ก็เห็นความจริงเช่นกัน อรรถคาถาจารย์จะบอกได้ว่าพระโฆษาจารย์ท่านเป็นคนที่เก่งมากๆ คัมภีร์ในพระพุทธศาสนาที่ถือว่าเป็นเพชรน้ำเอกจะมีอยู่ 3 คัมภีร์ คัมภีร์ที่ 1 คือ มิลินทปัญหา การสนทนาธรรมกันระหว่างพระเมลินเดอร์ หรือพระเจ้ามิลินกษัตริย์ เชื้อสายกรีซที่อยู่ในอินเดีย กับนางเกษม คัมภีร์ที่ 2 คือ อภิธรรมมัฌชสังคหะ เวลาที่บุคคลผู้เป็นที่รักตายไปแล้วเขาก็จะนิมนต์พระมาสวดอภิธรรมแล้วก็สวดมัฌชสังคหะเป็นการประพันธ์ของอนุรุธ เรียกว่าอรรถคาถานิ้วก้อย คัมภีร์วิสุทธมรรคเป็นฝีมือของพระโฆษาจารย์ อรรถคาถาบทในตอนท้ายเขาบอกว่ามีทั้งหมด 299 เรื่อง แต่นับดูแล้วมี 302 เรื่อง เราไม่ได้นำมาหมดทุกเรื่อง ธรรมบทมีอยู่ 8 ภาค ตั้งแต่ภาคที่ 1 ถึงภาคที่ 8 จบลงที่วิสาขะและธัมมทินนา ประวัติพระพุทธโฆษาจารย์ที่แต่ง ท่านเป็นผู้ที่เป็นพระเถรชาวอินเดียอยู่ในทางเหนือของอินเดีย เป็นเรื่องน่าเสียดายที่เราไม่ทราบวันเดือนปีเกิดและปีตายของท่านที่แน่นอน แต่สันนิษฐานกันว่า ท่านมีชีวิตอยู่ราวๆพ.ศ. 945 ถึงประมาณ 1000 ปี และหลังจากที่ท่านมรณภาพไปแล้วประมาณ 6-7 ร้อยปี พระพุทธศาสนาก็สูญสิ้นไปจากอินเดีย ยุคที่ท่านเกิดใกล้ยุควิกฤตสำหรับพุทธศาสนาเหมือนกัน เนื่องจากคัมภีร์ต่างๆที่เป็นภาษาบาลีไม่มีเหลืออยู่แล้ว ท่านมีชีวิตอยู่ราวๆ 945-1000 ปี เป็นคนที่เกิดในวรรณะพราหมณ์ บิดาของท่านชื่อว่า เกศะ มารดาชื่อว่า เกสิณี เกิดในหมู่บ้านที่ชื่อว่าโกศชา ใกล้ตำบลพุทธคายา แคว้นมคธ ซึ่งเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เดิมท่านชื่อว่าโกศะ แปลว่ากึกก้อง เล่ากันมาว่าตอนที่ท่านเกิดนั้น คนทั้งบ้านพากันดีใจพอรู่ว่าท่านคลอด ก็ส่งเสียงเฮฮาโห่ร้องกันด้วยความยินดี ก็เลยตั้งชื่อว่าโกศะ บางท่านก็อธิบายว่า พุทธโฆษาจารย์แปลว่าผู้ที่ประกาศธรรมอันกึกก้องในชมพูทวีป ประดุจพระพุทธเจ้า พอท่านโตขึ้นมาท่านก็ได้เรียนคัมภีร์ไตรเวชคือ ลึกขเวช อชุรเวช 3 เวช คัมภีร์ไตรเวช เป็นคัมภีร์ที่ถือว่าเป็นสมบัติของมนุษยชาติ

smiley smiley smiley

.....................................................
แม้มิได้เป็นสุระแสงอันแรงกล้า ส่องนภาให้สกาวพราวสดใส
ขอเป็นเพียงแสงแห่งดวงไฟ ส่องทางให้มวลชนบนแผ่นดิน


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ส.ค. 2013, 20:57 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับสูงสุด
สมาชิกระดับสูงสุด
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 ก.พ. 2009, 20:49
โพสต์: 3961

แนวปฏิบัติ: พอง-ยุบ
งานอดิเรก: อ่านหนังสือ
ชื่อเล่น: นนท์
อายุ: 42
ที่อยู่: นครสวรรค์

 ข้อมูลส่วนตัว


tongue tongue tongue

เป็นมรดกอารยธรรมโลกที่มนุษย์ได้ทำการจดจารึกเกี่ยวกับคัมภีร์ศาสนาไว้ เพราะฉะนั้นพวกคนอินเดีย โดยเฉพาะพวกที่เป็นพราหมณ์ เขาก็จะเรียนคัมภีร์ไตรเวช เป็นคัมภีร์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า มนุษย์ควรจะเคารพพระเจ้าอย่างไร เคารพคนอย่างไร จนสุดท้ายก็กลายมาเป็นคัมภีร์ที่ 4 ที่เพิ่มเข้ามาคือ อาถรรพ์วรรณเวช ก็คือ วิถถาที่ใช้สวดเพื่อความเป็นสิริมงคลหรือสวดแล้วเพื่อทำลายศัตรู ขอมกับเขมรรับเข้ามาแล้วเผยแร่ในประเทศไทย ที่เรียกว่าไสยศาสตร์ ปรากฏว่าเมื่อท่านเรียนคัมภีร์ไตรเวชจบ ท่านเป็นผู้เฉลียวฉลาดมาก มีสติปัญญาแหลมคม และท่านก็ท่องเที่ยวโต้ปัญหาที่ชมพูทวีป เรียกว่า ลีเบส (การโต้วาที) ปัญญาของท่านเฉลียวฉลาด ฝีปากกล้า เฉียบคมมากจนกระทั่งชื่อเสียงของท่านดังไปทั่ว ใครว่าเก่งท่านก็จะชวนโต้ ท่ามกลางประชาชนจำนวนมาก ไม่มีใครสามารถชนะท่านได้ แต่เหนือฟ้าก็ต้องมีฟ้า ท่านเก่งขนาดไหนก็ตามย่อมมีคนที่เก่งกว่า วันหนึ่งท่านได้เดินทางไปที่วัดพุทธคายา แล้วท่านก็ได้พบกับพระเรวัตรเถร ซึ่งเป็นพระอรหันต์ทรงภูมิปัญญา พอมาเจอพระเรวัตร พุทธโฆษาจารย์ก็ได้สอบถามสิ่งที่ตัวเองสงสัยในคัมภีร์ไตรเวช พระเถรท่านตอบได้หมด แม้บางปัญหาพุทธโฆษาจารย์ท่านไม่เข้าใจ พระเรวัตรท่านก็อธิบายได้ชัดเจนจนท่านเกิดความเลื่อมใส พระเรวัตรบอกว่าคุณถามฉันมาเยอะแล้ว ต่อไปฉันจะถามคุณบ้าง ท่านก็เลยยกเอาปัญหาในอภิธรรมซึ่งเป็นเรื่องที่ลึกมาก เป็นเรื่องเกี่ยวกับจิต เป็นเรื่องเจตสิก คือ ความดี ความชั่วที่จิตมันคิดเขาเรียกเจตสิก

สิ่งที่มาประกอบกับจิตรูปคือร่างกาย ธาตุ 4 ธาตุ คือรูป 28 และเรื่องของนิพพาน ปรากฎว่าท่านพุทธโฆษาจารย์ท่านก็ตอบไม่ได้ ท่านก็เลยอยากจะเรียน ก็บอกท่านอาจารย์ช่วยสอนผมหน่อย อาจารย์ก็บอกสอนได้แต่จะไม่สอนคนที่ต่างเพศกัน คือ คนละสถานะ เป็นพราหมณ์กับพระคนละสถานะ ถ้าอยากจะเรียนก็ต้องบวช พุทธโฆษาจารย์อยากเรียนพุทธมนต์ก็เลยเปลี่ยนจากพราหมณ์มาเป็นพุทธ ด้วยการบรรพชาอุปสมบท เขาก็เลยเรียกท่านว่าพระพุทธโฆษาจารย์พระเรวัตรเถรผู้เป็นอุปชาเห็นว่าท่านเก่งมากๆ พระรูปนี้มีปัญญาแตกฉาน ฉลาดในการแต่งคำพุทธพจน์บทบาลี ก็เลยแนะนำให้ท่านไปที่ปวงคปิทวีป เกาะแห่งบุคคลผู้มีฝ่ามืออันแดง เกาะซีลอน เกาะศรีลังกาในปัจจุบัน เพื่อให้ท่านแปล อรรถคาถาจากภาษาสิงหนเป็นภาษามคธ พวกคนที่อยู่ในเกาะศรีลังกาคือพวกทมิฬ เป็นกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ทางใต้ของอินเดีย พวกทมิฬนับถือศาสนาพราหมณ์ แต่พวกสิงหนนับถือศาสนาพุทธ ตั้งแต่อดีตกษัตริย์สิงหนก็จะรบกับพวกทมิฬ บางครั้งพวกทมิฬก็ยึดราชสมบัติได้จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ก็กลายเป็นกองกำลังรบ ในตอนนั้นไม่มีอรรถคาถาที่เป็นภาษาบาลี มันเลยสูญหายไปหมด อาจารย์ก็เลยสั่งให้ท่านเดินทาง ข้ามน้ำ ข้ามทะเลไปที่ศรีลังกาให้ท่านแปลอรรถคาถาเพราะในตอนนั้นชมพูทวีปหรืออินเดีย มีแต่พระไตรปิฎกเท่านั้น ไม่มีอรรถคาถาที่เป็นบาลีเลย เมื่อท่านได้รับเถรบัญชาจากพระอุปชาท่านก็เดินทางไปยังลังกาทวีป สมัยนั้นยังไม่มีเครื่องบิน ท่านเดินทางไปในสมัยของพระราชานามว่า มหานามะ

ประมาณพ.ศ.252-974 เมื่อมาถึงลังกาทวีปท่านก็ได้พบกับปู่สมในมหาวิหารเมืองอนุรากอุระ ได้เข้าพบกับพระสังฆราช นามว่า สังฆปร ที่เรือนมหาปทาน และท่านก็ได้ฟังอรรถคาถาภาษาสิงหน ท่านได้ทำการตรวจสอบจนเกิดความมั่นใจว่านั่นแหละของแท้ เป็นอัฏคาถาที่ไม่มั่ว อธิบายได้ถูกต้องตามพุทธมติกฎ ท่านจึงได้ขออนุญาตต่อพระสงฆ์อ่านอรรถคาถาเป็นภาษามคธ คณะสงฆ์ก็ไม่ยอม คณะสงฆ์ก็เลยมอบคาถาพุทธพจน์บทบาลี 2 คาถา ให้ไปแต่งเรียงความ ก็เลยเป็นที่มาของคัมภีร์วิสุทธิมรรค วิสุทธิมรรคคือ หนทางสู่ความบริสุทธิ์ ท่านแต่งแบ่งออกเป็น 3 ธาตุคือศีล สมาธิ ปัญญาและธาตุอื่นๆ พระเถรศรีลังกาอ่านแล้วก็ตะลึง นึกไม่ถึงว่าพระรูปนี้จะมีความสามารถขนาดนี้ก็เลยมอบอรรถคาถาทั้งหมดเป็นภาษาสิงหน ให้ทำการปฏิวัติ ก็คือเปลี่ยนจากภาษาสิงหนเป็นภาษาบาลีซึ่งในขณะนั้นพระเจ้ามหานามะ กษัตริย์ลังกาได้ทราบถึงชื่อเสียงทางสติภูมิของท่านพระพุทธโฆษาจารย์ก็ได้เสด็จมาหาท่านและนิมนต์ให้ท่านไปอยู่ในปราสาท ทิศใต้ของมหาวิหารและท่านได้ทำการปฏิวัติแปลอรรถคาถาภาษาสิงหนเป็นภาษามคธโดยใช้เวลาเพียง 1 ปี

smiley smiley smiley

.....................................................
แม้มิได้เป็นสุระแสงอันแรงกล้า ส่องนภาให้สกาวพราวสดใส
ขอเป็นเพียงแสงแห่งดวงไฟ ส่องทางให้มวลชนบนแผ่นดิน


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 3 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร