วันเวลาปัจจุบัน 08 พ.ย. 2026, 10:38  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสต์ เมื่อ: วันนี้, 09:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5642


 ข้อมูลส่วนตัว


“..จิตของเรานั้น ถ้าเราทำความสงบเงียบอยู่จริงๆ เว้นขาดจากการคิดนึก ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของจิตแม้แต่น้อยที่สุดเสียให้ได้จริงๆ ตัวแท้ของมันก็จะปรากฏออกมาเป็นความว่าง แล้วเราจะได้พบว่ามันเป็นสิ่งที่ปราศจากรูป มันไม่ได้กินเนื้อที่อะไรๆ ที่ไหนแม้แต่จุดเดียว มันไม่ได้ตกลงสู่การบัญญัติว่าเป็นพวกที่มีความเป็นอยู่ หรือไม่มีความเป็นอยู่แม้แต่ประการใดเลย เพราะเหตุที่ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เรารู้สึกไม่ได้โดยทางอายตนะ เพราะจิตซึ่งเป็นธรรมชาติที่แท้ของคนเรานั้น มันเป็นครรภ์หรือกำเนิด ไม่มีใครทำให้เกิดขึ้นและไม่อาจถูกทำลายได้เลย..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระราชวุฒาจารย์
(หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์
(พ.ศ. ๒๔๓๑ - ๒๕๒๖)
“จิตคือพุทธะ”




“..คำว่า..สติ” ย่อมถือเป็นธรรมสำคัญของความเพียรทุก ๆ ประโยค
และคำว่า “ปัญญา” ก็ย่อม ถือเป็นสำคัญในเวลาที่ควรใช้ตามกาลของตน เพราะปัญญาเป็นธรรมจำเป็นไปตามภูมิของจิต ของธรรม ส่วนสติเป็นธรรมจำเป็นตลอดไปในอิริยาบถต่าง ๆ

กาลใดที่ขาดสติ กาลนั้นเรียกว่า ขาดความเพียร แม้กำลังเดินจงกรมหรือนั่งสมาธิอยู่ก็สักแต่ว่าเท่านั้น แต่มิได้เรียกว่า เป็นความเพียรชอบ ดังนั้นท่านจึงสอนเน้นลงในความมีสติมากกว่าธรรมอื่น ๆ เพราะ สติเป็นรากฐานสำคัญของความเพียรทุกประเภทและทุกประโยคที่ทำ จนกลายเป็น มหาสติขึ้นมาและผลิตปัญญาให้เป็นไปตาม ๆ กัน

ภูมิต้นเพื่อความสงบต้องใช้สติ ให้มาก ภูมิต่อไปสติกับปัญญาควรเป็นธรรมควบคู่กันไปตลอดสาย..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ตำบลธาตุเชิงชุม อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
(พ.ศ. ๒๔๑๓-๒๔๙๒)





“..จิตประภัสสร..เป็นจิตดั้งเดิม..เป็นธรรมชาติประภัสสร (ปภัสสรมิทัง ภิกขเว จิตตัง)

แต่อย่าไปเข้าใจว่า จิตประภัสสร คือ จิตหมดกิเลส ถึง พระนิพพาน ไม่ใช่อย่างนั้น. มันเป็นจิตสะอาด เพียงแค่สะอาด ไม่ถึงความบริสุทธิ์โดยสิ้นเชิง

เหมือนกับ "ผ้าสีขาว" เรามองดูแล้วมันเป็นผ้าสะอาด เพราะมันเป็นสีขาว ไม่ถูกต้องด้วยฝุ่นละออง หรือ สี มันก็ยังทรงเป็นผ้าสีขาวของมันอยู่อย่างนั้น

จิตของคนเราก็เหมือนกัน "ดั้งเดิม" ก็เป็น "จิตที่เป็นสีขาว" แต่ในบางครั้งจะมัวหมองขุ่นมัว เพราะ "อารมณ์" ที่ผ่านเข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ไปปรุงแต่งจิต ให้มีความ "ยินดี" "ยินร้าย" จึงเกิด

"ความมัวหมอง" เกิด "ความเศร้า" เกิดความ "ไม่สะอาด" แล้วก็แสดงปฏิกิริยาออกไป ยินดีบ้างยินร้ายบ้าง แล้วก็ " เป็นทุกข ์" อันนี้ ในขณะที่กายมาปรากฏ แต่ถ้าหากว่า "จิตไม่มี" "กายก็ไม่มี" สิ่งเหล่านี้

เพราะฉะนั้น นักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ให้ทำ "จิต" ให้สงบนิ่ง เป็นสมาธิ ถึงจุดที่ “ไม่มีอารมณ์จิต” มีแต่ “จิตนิ่ง สว่างไสวอยู่” รู้ตื่น เบิกบาน ก็เพื่อที่จะให้เรารู้ว่า “จิตแท้ จิตดั้งเดิม” ของเรานั้นเป็นอย่างไร

ในเมื่อเรา "ได้รู้" "ความเป็นจริง" ของ “จิตแท้ จิตดั้งเดิม” เราก็จะได้ความรู้ว่า “จิตเก่าแก่แท้ดั้งเดิม” ของเรานั้นเป็น “จิตที่ประภัสสร” เป็น “จิตที่เป็นปกติ” เป็นจิตที่ค่อนข้างจะสะอาดแต่ “ไม่ถึงบริสุทธิ์” โดยสิ้นเชิง

ที่ว่า "ไม่บริสุทธิ์" โดยสิ้นเชิงนั้น ก็เพราะเหตุว่า
มันจะ “สะอาดบริสุทธิ์เฉพาะ” ในขณะที่ “อยู่ในสมาธิ ที่ไม่มีอารมณ์” “ไม่มีร่างกายตัวตน”

แต่เมื่อ ออกมาจากสมาธิมาแล้ว มามีตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ มันก็สร้างความยินดียินร้าย ไปตาม "อารมณ์" ที่ผ่านเข้ามา จึงทำให้ "จิตเศร้าหมองบ้าง" "ผ่องแผ้วบ้าง" สลับกันไปเป็นช่วงๆ..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
(พ.ศ. ๒๔๖๔–๒๕๔๒)






✨ "โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน รู้เท่าทันแล้ววางลง" ✨

"ความสุข ความทุกข์ สมหวัง ผิดหวัง หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามเหตุปัจจัย
อย่าไปยึดติดว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามใจเราเสมอไป
ตั้งสติรับรู้ตามความเป็นจริง ยอมรับความเปลี่ยนแปลงด้วยใจที่สงบ
เมื่อใจไม่ดิ้นรนฝืนธรรมชาติ ความทุกข์ทั้งหลายก็ทำอะไรเราไม่ได้"

— หลวงปู่อุ่นหล้า ฐิตธัมโม —





“. สุโข ปุญฺญสฺส อุจฺจโย..” ผู้สั่งสมบุญย่อมนำมาซึ่งความสุข
“..บุญภายนอก” เปรียบเหมือนเปลือกผลไม้ เช่น ขนุน มะม่วง ทุเรียน เป็นต้น “บุญภายใน” เปรียบเหมือนเนื้อหนัง เราจะอาศัยบุญภายในอย่างเดียวหรือภายนอกอย่างเดียว..ไม่ได้ จะต้องอาศัยซึ่งกันและกัน ผลไม้ถ้าไม่มีเปลือกนอก ก็เป็นเนื้อเป็นหนังขึ้นมาไม่ได้ หรือมีแต่เปลือกไม่มีเนื้อใน ก็กินไม่ได้ฉะนั้น “บุญภายนอกจึงต้องอาศัยบุญภายใน” ด้วย เป็นการช่วยเหลือกัน แต่ “คุณภาพ” ต่างกัน บุญภายนอกเป็นเครื่องห่อหุ้มบุญภายใน

“บุญภายนอก” ได้แก่ วัตถุ กายต้องอาศัยวัตถุ อาหารเรียกว่าปัจจัยสี่แต่จะเป็นสุขเพราะอาหารอย่างเดียวก็ไม่ได้ ถ้าเรากินแต่อาหารแล้วไม่นุ่งผ้าหรือไม่มีที่อยู่อาศัย ต้องเปียกน้ำเปียกฝน ฯลฯ หรือเจ็บไข้ไม่มียารักษาก็เป็นทุกข์ ตัวเราคือ ธาตุสี่นี้จำต้องอาศัยวัตถุภายนอก คือ ปัจจัยสี่ ด้วย จึงจะประกอบบุญกุศลได้สำเร็จเต็มที่ เหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้บริจาควัตถุเหล่านี้ ก็จะสำเร็จประโยชน์ชาตินี้และเบื้องหน้า

“บุญภายใน” ได้แก่ การดัดตัวของเราเองให้เป็นบุญกุศล ตัวเราเปรียบเหมือนต้นไม้ในป่า เช่น ต้นตะโก ถ้าเรานำมาใส่กระถาง ดัดแปลงกิ่งก้านให้สวยงามก็จะมีราคาสูงขึ้น คนที่ไม่ดัดกายวาจาใจของตัวเองก็เรียกว่า เป็นคนที่มีราคาต่ำ เราควรดัดมือดัดแขนให้รู้จักไหว้กราบพระ ดัดเท้าให้รู้จักเดินไปวัด ดัดหูให้รู้จักฟังธรรมและคำที่เป็นคุณเป็นประโยชน์ ดัดตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเราให้สิ่งที่ไหลเข้าไป ล้วนแต่เป็นบุญกุศล จมูกก็อย่าหายใจเปล่า ให้หายใจเอา “พุทโธ” เข้าออกเหมือนกับน้ำ ที่ไหลเข้าไปในร่างกาย ใจเราก็จะเย็นสบาย เป็นสุข ปากก็หมั่นสวดมนต์ภาวนา อย่าด่าแช่งเสียดสีหรือพูดเท็จต่อใคร กล่าวแต่สิ่งที่เป็นธรรมและไม่ดื่มเหล้าเมายา ให้เก็บบุญเอาตามตัวของเรา มีมือ เท้า แขน ขา ตา หู จมูก ลิ้น เหล่านี้เป็นต้น

ส่วน “แก่นของบุญ” นั้นคือ “ใจ” ต้องทำใจของเรา ให้สงบระงับจากโลภะ โทสะ โมหะ ทางอายตนะนั้นเปรียบด้วยเปลือกหรือกระพี้ ก็ทำประโยชน์ได้เหมือนกันถ้าตัวเรารู้จักสะสมความดี ก็เป็นประโยชน์แก่ตัว..”

คัดลอกเนื้อหาจาก
หนังสือแนวทางวิปัสสนา-กัมมัฏฐาน, ท่านลี ธมฺมธโร.
วัดอโศการาม อ.เมือง จ.สมุทรปราการ แสดงพระธรรมเทศนา ณ วัดเขาแก้ว จ.จันทบุรี เมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๖






“..ถ้าชาวโลกทุกถ้วนหน้าถึงพระพุทธเจ้าพระธรรมะเจ้าพระสงฆะเจ้า เป็นที่พึ่งที่ระลึกที่ปฏิบัติบูชา ผูกขาดจองขาดไม่เอาลัทธิอื่นมาปนเปสร้างปัญหา พร้อมทั้งทรงศีลห้าบริบูรณ์แล้ว โลกมนุษย์ทั้งโลก จะเป็นโลกุตตระโลก สงบเย็นปราศจากสรรพเวรสรรพภัยให้เห็นประจักษ์แก่ตานอกและตาใน จะพากันผินหน้าจิตใจพร้อมทั้งเจตนามุ่งหน้า สูงส่งตรงไปสู่ธรรมอันไม่ตายคือพระนิพพาน โดยมิได้มีพระอาจารย์ภายนอกมาชักจูงเลย เพราะอำนาจพระอาจารย์อันทรงอยู่มีอยู่ที่อู่ของขันธสันดาน ที่เรียกว่าสันทิฏฐิโกและปัจจัตตัง จะเป็นพลังธรรมะ
ทิพย์ ใจทิพย์ สติทิพย์ ปัญญาทิพย์ เกิดขึ้นไม่ต้องสงสัยสามัคคีกันไปในธรรม ไม่ตายแล..”

เขมปตฺโตวาท
หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต
วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) บ้านแวง ต.หนองสูงใต้ อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร
(พ.ศ. ๒๔๕๔ - ๒๕๓๙


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 21 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร