วันเวลาปัจจุบัน 26 ต.ค. 2026, 18:19  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสต์ เมื่อ: เมื่อวานนี้, 12:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5636


 ข้อมูลส่วนตัว


วิธีเจริญจิตภาวนา (ตามวิธีหลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
1. เริ่มต้นอิริยาบถที่สบาย

ยืน เดิน นั่ง นอน ได้ตามสะดวก ทำความรู้ตัวเต็มที่ และ รู้อยู่กับที่ โดยไม่ต้องรู้อะไร หรือ รู้ "ตัว" อย่างเดียว รักษาจิตเช่นนี้ไว้เรื่อย ๆ ให้ "รู้อยู่เฉย ๆ " ไม่ต้องไปจำแนกแยกแยะ อย่าบังคับ อย่าพยายาม อย่าปล่อยล่องลอยตามยถากรรม เมื่อรักษาได้สักครู่ จิตจะคิดแส่ไปในอารมณ์ต่าง ๆ โดยไม่มีทางรู้ทันก่อน เป็นตามธรรมดาสำหรับผู้ฝึกใหม่ ต่อเมื่อจิตแล่นไป คิดไปในอารมณ์นั้น ๆ จนอิ่มแล้ว ก็จะรู้สึกตัวขึ้นมาเอง เมื่อรู้สึกตัวแล้วให้พิจารณาเปรียบเทียบสภาวะของตนเอง ระหว่างที่มีความรู้อยู่กับที่ และระหว่างที่จิตคิดไปในอารมณ์ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เพื่อเป็นอุบายสอนจิตให้จดจำ จากนั้น ค่อย ๆ รักษาจิตให้อยู่ในสภาวะรู้อยู่กับที่ต่อไป ครั้นพลั้งเผลอ รักษาไม่ดีพอ จิตก็จะแล่นไปเสวยอารมณ์ข้างนอกอีก จนอิ่มแล้ว ก็จะกลับรู้ตัว รู้ตัวแล้วก็พิจารณา และรักษาจิตต่อไป ด้วยอุบายอย่างนี้ ไม่นานนัก ก็จะสามารถควบคุมจิตได้ และบรรลุสมาธิในที่สุด และจะเป็นผู้ฉลาดใน "พฤติแห่งจิต" โดยไม่ต้องไปปรึกษาหารือใคร

ข้อห้าม ในเวลาจิตฟุ้งเต็มที่ อย่าทำ เพราะไม่มีประโยชน์ และยังทำให้บั่นทอนพลังความเพียร ไม่มีกำลังใจในการเจริญจิตครั้งต่อ ๆ ไป

ในกรณีที่ไม่สามารถทำเช่นนี้ ให้ลองนึกคำว่า "พุทโธ" หรือคำอะไรก็ได้ที่ไม่เป็นเหตุเย้ายวน หรือเป็นเหตุขัดเคืองใจ นึกไปเรื่อย ๆ แล้วสังเกตดูว่า คำที่นึกนั้น ชัดที่สุดที่ตรงไหน ที่ตรงนั้นแหละคือฐานแห่งจิต พึงสังเกตว่า ฐานนี้ไม่อยู่คงที่ตลอดกาล บางวันอยู่ที่หนึ่ง บางวันอยู่อีกที่หนึ่ง ฐานแห่งจิตที่คำนึงพุทโธปรากฏชัดที่สุดนี้ ย่อมไม่อยู่ภายนอกกายแน่นอน ต้องอยู่ภายในกายแน่ แต่เมื่อพิจารณาดูให้ดีแล้วจะเห็นว่าฐานนี้จะว่าอยู่ที่ส่วนไหนของร่างกายก็ไม่ถูก ดังนั้นจะว่าอยู่ภายนอกก็ไม่ใช่ จะว่าอยู่ภายในก็ไม่เชิง เมื่อเป็นเช่นนี้ แสดงว่าได้กำหนดถูกฐานแห่งจิตแล้ว เมื่อกำหนดถูก และพุทโธปรากฏในมโนนึกชัดเจนดีก็ให้กำหนดนึกไปเรื่อย อย่าให้ขาดสายได้ ถ้าขาดสายเมื่อใด จิตก็จะแล่นสู่อารมณ์ทันที เมื่อเสวยอารมณ์อิ่มแล้ว จึงจะรู้สึกตัวเองก็ค่อย ๆ นึกพุทโธต่อไป ด้วยอุบายวิธีในทำนองเดียวกับที่กล่าวไว้เบื้องต้น ในที่สุดก็จะค่อย ๆ ควบคุมจิตให้อยู่ในอำนาจได้เอง

ข้อควรจำ ในการกำหนดจิตนั้น ต้องมีเจตจำนงแน่วแน่ ในอันที่จะเจริญจิตให้อยู่ในสภาวะที่ต้องการ เจตจำนงนี้ คือ ตัว "ศีล"

การบริกรรม "พุทโธ" เปล่า ๆ โดยไร้เจตจำนงไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย กลับเป็นเครื่องบั่นทอนความเพียรทำลายกำลังใจในการเจริญจิตในคราวต่อ ๆ ไป แต่ถ้าเจตจำนงมั่นคง การเจริญจิตจะปรากฏผลทุกครั้งไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน ดังนั้น ในการนึก พุทโธ การเพ่งเล็งสอดส่องถึงความชัดเจน และความไม่ขาดสายของ พุทโธ จะต้องเป็นไปด้วยความไม่ลดละ เจตจำนงที่มีอยู่อย่างไม่ลดละนี้ หลวงปู่เคยเปรียบไว้ว่า มีลักษณาการประหนึ่งบุรุษหนึ่งจดจ้องสายตาอยู่ที่คมดาบที่ข้าสึกเงื้อขึ้นสุดแขนพร้อมที่จะฟันลงมา บุรุษผู้นั้นจดจ้องคอยทีว่า ถ้าคมดาบนั้นฟาดฟันลงมา ตนจะหลบหนีประการใดจึงจะพ้นอันตราย เจตจำนงต้องแน่วแน่เห็นปานนี้ จึงจะยังสมาธิให้บังเกิดได้ ไม่เช่นนั้นอย่าทำให้เสียเวลาและบั่นทอนความศรัทธา ตนเองเลย เมื่อจิตค่อย ๆ หยั่งลงสู่ความสงบทีละน้อย ๆ อาการที่จิตแล่นไปสู่อารมณ์ภายนอก ก็ค่อย ๆ ลดความรุนแรงลง ถึงไปก็ไปประเดี๋ยวประด๋าวก็รู้สึกตัวได้เร็ว ถึงตอนนี้คำบริกรรมพุทโธ ก็จะขาดไปเองเพราะคำบริกรรมขาดไปแล้ว ไม่ต้องย้อนถอยมาบริกรรมอีก เพียงรักษาจิตไว้ในฐานที่กำหนดเดิมไปเรื่อย ๆ และสังเกตดูความรู้สึกและ "พฤติแห่งจิต" ที่ฐานนั้น ๆ ... .. .

"บริกรรมเพื่อรวมจิตให้เป็นหนึ่ง สังเกตดูว่า ใครบริกรรมพุทโธ"

2. ดูจิตเมื่ออารมณ์สงบแล้ว

ให้สติจดจ่ออยู่ที่ฐานเดิมเช่นนั้น เมื่ออารมณ์อะไรเกิดขึ้น ก็ให้ละอารมณ์นั้นทิ้งไปมาดูที่จิตต่อไปอีก ไม่ต้องกังวลใจ พยายามประคับประคองรักษาให้จิตอยู่ในฐานที่ตั้งเสมอ ๆ สติคอยกำหนดควบคุมอยู่อย่างเงียบ ๆ (รู้อยู่) ไม่ต้องวิจารณ์กริยาจิตใด ๆ ที่เกิดขึ้นเพียงกำหนดรู้แล้วละไปเท่านั้น เป็นไปเช่นนี้เรื่อย ๆ ก็จะค่อย ๆ เข้าใจกริยาหรือพฤติแห่จิตได้เอง (จิตปรุงกิเลส หรือ กิเลสปรุงจิต) ... .. .

"ทำความเข้าใจในอารมณ์ความนึกคิด สังเกตอารมณ์ทั้งสาม คือ ราคะ โทสะ โมหะ "

3. อย่าส่งจิตออกนอก

กำหนดรู้อยู่ในอารมณ์เดียวเท่านั้น อย่าให้ซัดส่ายไปในอารมณ์ภายนอก เมื่อจิตเผลอคิดไปก็ให้ตั้งสติระลึกถึงฐานกำหนดเดิม รักษาสัมปชัญญะให้สมบูรณ์อยู่เสมอ (รูปนิมิตให้ยกไว้ส่วนนามนิมิตทั้งหลายอย่าได้ใส่ใจกับมัน) ... .. .

"ระวัง จิตไม่ให้คิดเรื่องภายนอก สังเกตการหวั่นไหวของจิตตามอารมณ์ที่รับมาทางอายตนะ 6 "

4. จงทำญาณให้เห็นจิต เหมือนดั่งตาเห็นรูป

เมื่อเราสังเกตกิริยาจิตไปเรื่อย ๆ จนเข้าถึงปัจจัยของอารมณ์ ความนึกคิดต่าง ๆ ได้แล้ว จิตก็จะค่อย ๆ รู้เท่าทันการเกิดของอารมณ์ต่าง ๆ อารมณ์ความนึกคิดต่าง ๆ ก็จะค่อย ๆ ดับไป เรื่อย ๆ จนจิตว่างจากอารมณ์ แล้วจิตก็จะเป็นอิสระ อยู่ต่างหากจากเวทนาของรูปกาย อยู่ที่ฐานกำหนดเดิมนั่นเอง การเห็นนี้เป็นการเห็นด้วยปัญญาจักษุ ... .. .

"คิดเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ต่อเมื่อหยุดคิดจึงรู้ แต่ต้องอาศัยการคิด"

5. แยกรูปถอด ด้วยวิชชา มรรคจิต

เมื่อสามารถเข้าใจได้ว่า จิต กับ กาย อยู่คนละส่วนได้แล้ว ให้ดูที่จิตต่อไปว่ายังมีอะไรหลงเหลืออยู่ที่ฐานที่กำหนด (จิต) อีกหรือไม่ พยายามใช้สติสังเกตดูที่จิต ทำความสงบอยู่ในจิตไปเรื่อย ๆ จนสามารถเข้าใจพฤติของจิตได้อย่างละเอียดลออตามขั้นตอนเข้าใจในความเป็นเหตุเป็นผลกันว่า เกิดจากความคิดนั่นเอง และความคิดมันออกไปจากจิตนั่นเอง ไปหาปรุง หาแต่ง หาก่อ หาเกิด ไม่มีที่สิ้นสุด มันเป็นมายาหลอกลวงให้คนหลง แล้วจิตก็จะเพิกถอนสิ่งที่มีอยู่ในจิตไปเรื่อย ๆ จนหมด หมายถึงเจริญจิตจนสามารถเพิกรูปปรมาณูวิญญาณที่เล็กที่สุดภายในจิตได้ ... .. .

"คำว่า แยกถอดรูป นั้น หมายความถึง แยกรูปวิญญาณ นั่นเอง "

6. เหตุต้องละ ผลต้องละ

เมื่อเจริญจิตจนปราศจากความคิดปรุงแต่งได้แล้ว (ว่าง) ก็ไม่ต้องอิงอาศัยกับกฎเกณฑ์แห่งความเป็นเหตุเป็นผลใด ๆ ทั้งสิ้น จิตก็อยู่เหนือภาวะแห่งคลองความคิดนึกต่าง ๆ อยู่เป็นอิสระ ปราศจากสิ่งใด ๆ ครอบงำอำพรางทั้งสิ้น ... .. .

"สมุจเฉทธรรมทั้งปวง"

7. ใช้หนี้--ก็หมด พ้นเหตุเกิด

เมื่อเพิกรูปปรมาณูที่เล็กที่สุดเสียได้ กรรมชั่วที่ประทับ บรรจุ บันทึก ถ่ายภาพ ติดอยู่กับรูปปรมาณูนั้น ก็หมดโอกาสที่จะให้ผลต่อไปในเบื้องหน้า การเพิ่มหนี้ก็เป็นอันสะดุดหยุดลง เหตุปัจจัยภายนอกภายในที่มากระทบ ก็เป็นสักแต่ว่ามากระทบ ไม่มีผลสืบเนื่องต่อไป หนี้กรรมชั่วที่ได้ทำไว้ตั้งแต่ชาติแรก ก็เป็นอันได้รับการชดใช้หมดสิ้น หมดเรื่องหมดราวหมดพันธะผูกพันที่จะต้องเกิดมาใช้หนี้กรรมกันอีก เพราะกรรมชั่วอันเป็นเหตุให้ต้องเกิดอีก ไม่อาจให้ผลต่อไปได้ เรียกว่า "พ้นเหตุเกิด" ... .. .

8. ผู้ที่ตรัสรู้แล้ว เขาไม่พูดหรอกว่า เขารู้อะไร

เมื่อธรรมทั้งหลายได้ถูกถ่ายทอดไปแล้ว สิ่งที่เรียกว่าธรรม จะเป็นธรรมไปได้อย่างไร สิ่งที่ว่าไม่มีธรรมนั่นแหละมันเป็นธรรมของมันในตัว (ผู้รู้น่ะจริง แต่สิ่งที่รู้ทั้งหลายนั้นไม่จริง)

โอวาทธรรมคำสอน
พระราชวุฒาจารย์
(หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์
(พ.ศ. ๒๔๓๑-๒๕๒๖)





“..บุคคลใดปฏิบัติชอบแล้ว บุคคลนั้นย่อมพิจารณาความเป็นไปแห่งสังขารทั้งหลาย ย่อมเห็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บไข้ และความตายในสังขารทั้งหลาย ย่อมไม่เห็นความสุขความยินดีน้อยหนึ่งในสังขารทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมไม่เห็นซึ่งอะไรในเบื้องต้น ท่ามกลาง หรือที่สุด ในสังขารทั้งหลายนั้นซึ่งจะเข้าถึงความเป็นของควรถือเอา อุปมาบุรุษไม่เห็นที่แห่งใดแห่งหนึ่ง ในก้อนเหล็กแดงอันร้อนอยู่ตลอดวัน ที่เข้าถึงความเป็นของควรจับถือสักแห่งเดียว ฉันใด บุคคลพิจารณาเห็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บไข้ และความตายในสังขารทั้งหลาย ย่อมไม่เห็นความสุข ความยินดีในสังขารเหล่านั้นแม้น้อยหนึ่งฉันนั้น..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
(พ.ศ. ๒๔๑๓-๒๔๙๒)





“..ต่อไปนี้ให้นั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติให้มั่นอย่าให้ฟั่นเฟือนประนมมือไหว้แล้วระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แต่ในใจว่า พุทโธ เม นาโถ พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า ธัมโม เม นาโถ พระธรรมเป็นที่พึ่งของข้าพจ้า สังโฆ เม นาโถ พระสงฆ์เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้าแล้วว่าซ้ำอีกว่า พุทโธๆ ธัมโมๆ สังโฆๆ แล้วปล่อยมือลงข้างหน้า บริกรรมภาวนาแค่คำเดียวว่า พุทโธ ๓ ครั้ง ต่อจากนี้ให้นึกถึงลมหายใจเข้าออก คือให้นับลมเป็นคู่ๆ ดังนี้ พุท ลมเข้า โธ ลมออก อย่างนี้ไปจนถึง ๑๐ ครั้ง แล้วให้ตั้งต้นใหม่อีกดังนี้ คือ ลมเข้า พุทโธ หนหนึ่ง ลมออก พุทโธ หนหนึ่ง ภาวนาอย่างนี้ไปจนถึง ๗ หน แล้วให้ตั้งต้นใหม่อีกดังนี้คือ ลมเข้าลมออกให้ภาวนา พุทโธ หนหนึ่ง ทำอย่างนี้ไปจนถึง ๕ หนแล้วให้ตั้งตนใหม่อีกดังนี้คือ ลมเข้าลมออกหนหนึ่งให้ภาวนา พุทโธ ๓ คำ ทำอย่างนี้ไปจนครบ ๓ วาระของลมเข้าและลมออก ต่อนั้นให้บริกรรมแต่ พุทโธ คำเดียว ไม่ต้องนับลมอีกต่อไป ปล่อยลมตามสบาย ทำใจให้นิ่งๆ ไว้ที่ลมหายใจเข้าออกที่มีในช่องจมูก เมื่อลมออกอย่าส่งจิตออกตามลม เมื่อลมเข้าอย่าส่งจิตเข้าตามลม ทำความรู้สึกอย่างกว้างขวางเบิกบานแต่อย่าสะกดจิตให้มากเกินไป ให้ทำใจสบายๆ เมื่อเราหายใจออกไปในอากาศโปร่ง ฉะนั้นทำจิตให้นิ่งอยู่เหมือนเสาที่ปักไว้ริมฝั่งทะเล น้ำทะเลขึ้นเสาก็ไม่ขึ้นตามน้ำทะเล น้ำทะเลลงเสาก็ไม่ลงตาม เมื่อทำจิตนิ่งสงบไปในขั้นนี้แล้ว ให้หยุดคำภาวนา พุทโธ นั้นเสีย กำหนดความรู้สึกไว้เฉพาะลมหายใจแล้วค่อยขยับจิตเลื่อนเข้าไปตามกองลม..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์ (ท่านพ่อลี ธมฺมธโร) วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ
(พ.ศ. ๒๔๔๙-๒๕๐๔)





#ธรรมะที่แท้จริงอยู่ที่ไหน
"...คำพูด หนังสือ หรือคัมภีร์ เหล่านี้เป็นเพียง เงาของธรรมะ ส่วนตัวจริงของธรรมะนั้นอยูที่ จิตใจ ใจเป็นธรรมะ คือใจที่เป็นปกติ เยือกเย็น ใจสบาย ส่วนใจที่ไม่เป็นธรรมะ ก็คือ ใจที่หงุดหงิด ฟุ้งซ่าน ใจไม่สบาย

ถ้าใจสบาย รัศมีของความสบายก็จะเปล่งออกมาที่กาย เป็นกายสบาย จะอยู่ที่ไหนก็สบาย จะกิน นอน เดิน นั่ง ก็สบาย เงินจะมีใช้ก็สบาย จะไม่มีใช้ก็สบาย จะใช้หมดก็สบาย ใครจะว่าดีก็สบาย ว่าไม่ดี ก็สบาย

ส่วนใจที่ไม่เป็นธรรมะนั้น รัศมีของความไม่สบาย ก็จะเปล่งออกมาที่กาย เป็นกายที่ไม่สบาย ใจก็ผีสิง กายก็ผีสิง ส่วนใจที่สบายนั้น คือ ใจเทวดาสิง

ของดีนั้น ทำนิดเดียว ก็เป็นมาก ของไม่ดี ทำมาก ก็เป็นของน้อย ของดีด้วย ทำมากด้วย ยิ่งดีเลิศโลกธรรม ๘ คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ซึ่งเป็นฝ่ายดี กับเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ ซึ่งเป็นฝ่ายชั่วทั้งหมดนี้ บุคคลใดติดอยู่ก็เท่ากับผู้นั้นถูกจองจำไว้..."

ท่านพ่อลี ธมฺมธโร




"#ความสุข กับ ความดีบริสุทธิ์"
นั้นเป็นคนละอย่าง ไม่เหมือนกัน

ความสุข คือความสบายกายใจที่เกิดจากสิ่งธรรมดา คือ กิน อยู่ หลับ นอน สบายไม่เจ็บไข้ ทรัพย์สินเงินทองมีใช้สมบูรณ์บริบูรณ์ไม่ขัดข้อง

ส่วน #ความดีบริสุทธิ์ นั้น เกิดจากความสุขที่ผิดธรรมดา เกิดจากจิตใจของตนเองโดยไม่ต้องอาศัยสิ่งภายนอกมาช่วยบำรุงบำเรอ

ความสุขชนิดนี้ต้องอาศัยธรรมะเป็นเครื่องสนับสนุน และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ก็เป็นของถาวรคงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง

ส่วนความสุขธรรมดานั้นเป็นของไม่แน่นอน มักทำให้คนผิดหวังเป็นส่วนมาก

เหตุนั้น #คนเราจึงพากันมาแสวงหาความสุขในทางธรรม ซึ่งเป็นความสุขที่ไม่ทำให้คนผิดหวัง.

"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
#พระสุทธิธรรมรังสีคัมภีรเมธาจารย์
#พระอาจารย์ลี_ธมฺมธโร
วัดอโศการาม ตำบลท้ายบ้าน อำเภอเมือง
จังหวัดสมุทรปราการ (พ.ศ.๒๔๔๙ - ๒๕๐๔)








วันละห้านาที จุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ในคำสอนหลวงปู่ดู่
เรื่องเล่าหนึ่งของหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสะแก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวถึงชายผู้ดื่มสุราที่คิดว่าตนเองยังปฏิบัติธรรมไม่ได้ ท่านจึงชวนให้เริ่มนั่งสมาธิเพียงวันละห้านาที เมื่อทำอย่างสม่ำเสมอ เขาค่อย ๆ เห็นคุณค่าของความสงบและเปลี่ยนแปลงตนเอง เรื่องนี้สะท้อนอุบายการสอนที่ให้โอกาสคนเริ่มต้นจากสิ่งที่ทำไหว พร้อมเตือนใจว่า การฝึกตนเกิดขึ้นได้จากความเพียรเล็ก ๆ ที่ไม่ละทิ้งในแต่ละวัน

#หลวงปู่ดู่ #วัดสะแก #พระนครศรีอยุธยา #ข้อคิดจากครูบาอาจารย์





**ธรรมะยามบ่าย : ขึ้นอยู่ที่ความอยากของใจ**

วิถีชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบัน กำลังทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งป่าไม้ แร่ธาตุ น้ำมัน ถ่านหิน ตลอดจนก่อให้เกิดมลภาวะทางอากาศ น้ำ และดิน ทั้งหมดนี้ส่วนหนึ่งเกิดจากความต้องการความสะดวกสบายและความสุขทางโลกที่ไม่มีวันสิ้นสุด

ความสุขทางโลกต้องอาศัยเงินทองและวัตถุมาปรนเปรอกิเลส แต่ความสุขทางธรรมเกิดจากการให้ทาน รักษาศีล ภาวนา ฟังธรรม สวดมนต์ เจริญสติ และฝึกจิตให้รู้จักพอ

เงินทอง ตำแหน่ง และรูปเสียงกลิ่นรส ไม่ใช่หลักประกันความสุขของใจ ยิ่งอยากได้มาก
ก็ยิ่งดิ้นรนมาก เมื่อสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นไปตามความต้องการ
ก็เกิดความเครียดและความทุกข์

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต สอนให้เราพิจารณาความจริงว่า ทุกสิ่งเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง ไม่อาจเป็นไปตามใจเราได้เสมอไป หากรู้จักปล่อยวาง
ใจก็ไม่ต้องเป็นทุกข์ไปกับสิ่งที่เกิดขึ้น

**ความทุกข์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราเผชิญเพียงอย่างเดียว **แต่อยู่ที่ความอยากของใจ ซึ่งต้องการให้ทุกสิ่งเป็นไปตามความปรารถนาของตน**

จงลดความอยาก เพิ่มความพอใจในสิ่งที่มี ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง และหันมาสร้างความสุขจากธรรมะ เพราะเมื่อใจรู้จักพอ ความสงบเย็นก็เกิดขึ้นได้ แม้มีทรัพย์สินเพียงเล็กน้อย

**ธรรมทานเพื่อเตือนใจตนเองและผู้อื่น**

โอวาทธรรม : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี

*จุลธรรมนำใจ ๒๕ กัณฑ์ที่ ๔๒๔*
วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๕๔





ไม่ยึดมั่นถือมั่น ในอะไร ๆ เลย
ย่อมพ้นจากความผิดหวัง
และความเศร้าเสียใจโดยสิ้นเชิง ...
...
พระคติธรรม สมเด็จพระญาณสังวร ฯ





ถ้าเราพยายามฝึกฝนจิตใจของเรา
ให้ได้ชิมรสของความสงบระงับ เราอาจจะ
ถึงขั้นที่ความคิดทั้งหลายดับไป หายไป
ชั่วคราว ในขณะที่จิตนิ่ง ความคิดไม่มี
แม้ความรู้สึกว่าร่างกายอาจหายไป
หลายสิ่งหลายอย่างที่คนทั่วไปเชื่อมั่น
เหลือเกินว่านี่คือตัวเราโดยแท้ ในขณะที่
จิตใจใสสะอาด นิ่งสว่าง สิ่งนั้นไม่ปรากฏ
และเรายังอยู่ได้ และมีความสุขอย่างยิ่งด้วย
คือความรู้สึกว่าอุดมสมบูรณ์ไม่ขาดอะไรเลย
ผลคือออกจากภาวะนี้แล้วพิจารณา
ประสบการณ์ที่ผ่านมาแล้ว ความยึดมั่น
ถือมั่นในความคิด ความยึดมั่นถือมั่น
ในอารมณ์ต่างๆ ในบุคลิก นิสัยใจคอ
หลายสิ่งหลายอย่างย่อมลดน้อยลง
เพราะเราได้พิสูจน์กับตัวเองว่า ถึงเราจะ
ไม่คิด ถึงจะไม่มีอารมณ์ ถึงจะไม่มีอะไร
มากระตุ้นความรู้สึกทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
เราอยู่ได้ อยู่ดี และอยู่ดีอย่างยิ่งด้วย ...
...
สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 72 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร