วันเวลาปัจจุบัน 02 ต.ค. 2026, 12:52  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 28 ก.ย. 2026, 06:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5626


 ข้อมูลส่วนตัว


บําเพ็ญเพียรไปเถอะ

ถ้าไม่ได้บรรลุธรรมในชาตินี้ก็จะเป็นทุนในภพชาติหน้าต่อไป จะได้ไม่ต้องทำเพิ่มอีกมาก หรือว่าหากเราบำเพ็ญได้เต็มรอบแล้ว เมื่อก่อนจะตายมีเวลาพินิจพิจารณาในช่วงวาระสุดท้ายงั้นแล้ว ก็อาจสามารถตัดกิเลสให้ขาดได้ในช่วงก่อนตาย ซึ่งเรียกว่า “สมสีสี” ก็เป็นได้…”

โอวาทธรรม
#หลวงปู่สว่าง_โอภาโส
วัดป่าศรีอุดมรัตนาราม ต.ทมนางาม อ.โนนสะอาด จ.อุดรธานี





#คติธรรม
#พระอาจารย์_ชยสาโรภิกขุ

โอวาทธรรม พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ

ชีวิตของมนุษย์เป็นสิ่งที่มีค่าอย่างยิ่ง

ในขณะที่ชาวพุทธตะวันตกบางคน
เคยออกความเห็นว่าชาวพุทธไม่ควรฉลองวันเกิด เพราะจุดมุ่งหมายในชีวิตของชาวพุทธคือการเห็นโทษในการเกิด เขาถือว่าการเกิดไม่ใช่สิ่งที่ดี อันนี้ก็เป็นทัศนะอันหนึ่ง

แต่ถ้าเรามองในแง่หนึ่ง
เป็นการฉลองการมีบุญพอที่จะเกิดเป็นมนุษย์

ซึ่งพระพุทธองค์เคยตรัสไว้ว่า

โอกาสในการเกิดเป็นมนุษย์มีน้อยมาก
ชีวิตของมนุษย์เป็นสิ่งที่มีค่าอย่างยิ่ง

พระอาจารย์ ชยสาโรภิกขุ
สถานพำนักสงฆ์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา





“..พระพุทธองค์ท่านสอนว่า” “อัคขาตาโร ตถาคตาพระตถาคตเป็นผู้บอก” ท่านเอาของดีให้เราไม่ได้ ท่านบอกว่าอันนั้นควรละ อันนั้นควรประพฤติปฏิบัติ อันนั้นผิดอันนั้นถูก ท่านบอกให้เท่านี้ ไม่ใช่ว่าท่านจะเอาของดีให้เรา เอาความชั่วหนีออกจากเราได้ เราต้องทำเอาเองความดีสร้างเอาเอง ความชั่วถ้ามีขึ้นก็ละเอาเอง ฉะนั้น ท่านให้เรามาฟังธรรมแล้วให้ภาวนา “ภาวนา” ก็คือพิจารณาดูนั่นแหละ ทำไร่ทำนาก็เหมือนกันถ้าขาดการภาวนาก็ไม่เป็น คือมันไม่ดี ภาวนาคือการคิดให้มันถูกต้อง คิดให้มันดีงาม เรียกในทางธรรมะว่าการ “ภาวนา” เอาพุทโธให้ภาวนา “พุทโธ” แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถ้าใครภาวนาพุทโธแล้ว ไม่มีน้ำตาไหลใจไม่ขุ่นมัว ใจปราศจากความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นใจที่สงบระงับ ถ้าเรารู้เรื่องของมันก็เป็นอย่างนี้ความทุกข์เกิดขึ้นไม่ได้..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑-๒๕๓๕)






ภาวนาคือพิจารณาให้รู้ตามเป็นจริง
ต้องรู้จักฟังเทศน์ แล้วนำไปปฏิบัติ

การฟังเทศน์ก็ต้องรู้จักฟัง ท่านพูดอะไร
ว่าอะไร แก้อย่างไร ไขอย่างไร รู้เรื่องหรือไม่
ให้เข้าใจเรื่องของมัน ถ้ารู้เรื่องแล้วเอาไป
ปฏิบัติจึงจะถูกเรื่องของมัน เหมือนกันกับ
เราสมาทานศีล นี่แหละนึกว่าตัวจะได้เอา
ข้อปฏิบัติไม่มี พูดไปก็ว่าแต่ตัวเองได้ศีล
ความคิดอย่างนี้มันผิด ข้อละไม่มี ข้อปฏิบัติ
ไม่มี มันเกิดศีลไม่ได้ เราจะเข้าใจว่าคำพูด
คำท่องนั้นเป็นศีล ความเห็นแบบนี้ก็ให้ไป
พิจารณา ฉะนั้นถ้าเป็นอยู่อย่างนั้นจะไม่ได้
พบศีลพบธรรมสักครั้ง การละการเว้น
เป็นตัวศีลอยู่ในใจของเรา

การฟังเทศน์ฟังธรรมเหมือนกัน ก็ต้องเข้าใจ
ในข้ออรรถข้อธรรม ฉะนั้นคำสอนของ
พระพุทธเจ้าที่บัญญัติไว้ไม่ใช่ว่าเอาไว้สอนวัว
สอนควาย สอนหมูสอนหมา สอนเป็ดสอนไก่
เปล่า ...ไม่ใช่ เพราะพวกนั้นตรัสรู้ธรรมไม่ได้
บัญญัติเอาไว้สอนเรานี่แหละ เราผู้โลภ ...
ผู้โกรธ ... ผู้หลง นี่เอง เราผู้ไม่รู้จัก สอนคน
ที่ไม่รู้จักนี่แหละ อย่าเข้าใจว่าเรายากเราหนา
เราทำไม่ได้ ... อย่าเข้าใจ ท่านเอาไว้สอนคน
อย่างนี้แหละ เหมือนกันกับโยมเอาควายมา
ทำนา เอาควายมาหัดไถนา ก็ต้องหัดตัวที่
ยังไถไม่เป็น ตัวเป็นแล้วไปหัดมันทำไม
ตัวเป็นแล้วก็ไม่ต้องหัด ถ้าคนไม่โลภ
ถ้าคนไม่โกรธ ถ้าคนไม่หลง แล้วจะไป
สอนทำไม ก็ไม่มีเรื่องต้องสอน ...
...
พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท)





“..ฉะนั้นการทำสมาธิภาวนา จึงเป็นวิธีปฏิบัติต่อใจได้ดีและถูกทาง ยิ่งเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อด้วยแล้ว สติปัญญายิ่งมีความสำคัญมากในการตามรู้และรักษาจิต ตลอดการต้านทานทุกขเวทนาไม่ให้มาทับจิตในเวลาจวนตัว ซึ่งเป็นเวลาเอาแพ้เอาชนะกันจริง ๆ ถ้าพลาดท่าขณะนั้นก็เท่ากับพลาดไปอย่างน้อยภพหนึ่งชาติหนึ่ง เช่น ไปเกิดเป็นสัตว์ชนิดใดก็ต้องเสียเวลานานเท่าชีวิตของสัตว์ในภพภูมินั้น ๆ ขณะที่เสียเวลายังต้องเสวยกรรมในกำเนิดนั้นไปด้วย ถ้าจิตดีมีสติพอประคองตัวได้ อย่างน้อยก็มาเกิดเป็นมนุษย์ มากกว่านั้นก็ไปเกิดในเทวสถาน ชมวิมานและเสวยทิพย์สมบัติอยู่นานปีถึงจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก เวลามาเกิดเป็นมนุษย์ก็ไม่ลืมศีลธรรมที่ตนเคยบำเพ็ญรักษามาแต่บุพเพชาติ ทำให้เพิ่มอำนาจวาสนาบุญญาภิสมภารขึ้นโดยลำดับ จนจิตมีกำลังแก่กล้าสามารถรักษาตัวได้ การตายก็เป็นเพียงการเปลี่ยนร่างจากต่ำขึ้นไปสูง จากสั้นไปหายาว จากหยาบไปหาละเอียด จากวัฏจักรไปเป็นวิวัฏจักร ดังพระพุทธเจ้าและสาวกท่านเปลี่ยนภพเปลี่ยนภูมิ เปลี่ยนเครื่องเสวยมาเป็นลำดับ สุดท้ายก็หมดสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงให้เป็นอะไรต่อไปอีก เพราะจิตที่ได้รับการอบรมไปทุกภพทุกชาติจนฉลาดเหนือสิ่งใด ๆ กลายเป็นนิพพานสมบัติขึ้นมาอย่างสมพระทัยและสมใจ ซึ่งล้วนไปจากการฝึกฝนอบรมจิตให้ดีไปโดยลำดับทั้งสิ้น..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ประทานวิธีการประกาศพระศาสนา
อันนักเผยแผ่ และผู้สดับธรรมะ
พึงน้อมนำมาเป็นวิถีทางประพฤติแห่งตน
กล่าวคือ อนูปวาโท การไม่พูดร้าย
อนูปฆาโต การไม่ทำร้าย ซึ่งทั้งสองวิธีการนี้
ล้วนประมวลอยู่ในกุศลกรรมบถทั้งสิ้น

โอวาทธรรม สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก




คนเราเกิดมาต้องมีทานแล้วก็มีศีล มีภาวนา อานิสงส์ทานเกิดมาภพใดชาติใด ร่มเย็นเป็นสุข มีร่มมีเงาพึ่งพาอาศัย ในหมู่ญาติในหมู่เพื่อนผู้หลักผู้ใหญ่ปกครอง อยู่ในคุ้มครองของผู้ใหญ่เป็นที่พักอยู่ในร่มเงา

อานิสงส์ศีล เราฆ่าสัตว์บ้าง ขโมยทรัพย์บ้าง ประพฤติผิดในกามบ้าง กล่าวมุสาบ้าง โกหกต้มตุ๋นหลอกลวง ดื่มสุราให้ขาดสติสนุกสนาน อานิสงส์ศีลไม่ดี อานิสงส์ศีลไม่มี ทานมีรวยอยู่ แต่ว่ามีคนมาเบียดเบียนเรา อันนั้นมันก็ไม่ดีเหมือนกันใช่ไหม

แล้วก็รวยก็จริงอยู่ อยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ไม่มีใครมาเบียดเบียนแต่ถ้าฉลาดไม่ทันคนเขา เพราะไม่ได้ฝึกหัดทางด้านจิตภาวนา อันนั้นก็ไม่ดีอีกเหมือนกัน

ภาวนาก็จำเป็น รักษาศีลก็จำเป็น ให้ทานก็จำเป็น มันคนละหน้าที่กัน เหมือนกับยานั่นล่ะ ยาแต่ละอย่าง มันให้ผลแต่ละอย่าง อันนี้ก็เหมือนกันน่ะ แต่ถ้าเราทำทานเกิดมาภพหน้าชาติหน้าอานิสงส์ทานจะไม่อดไม่อยาก อานิสงส์ศีลเกิดมาภพหน้าชาติหน้าไม่มีใครมาเบียดเบียนรังแกเราเพราะอานิสงส์ศีลคุ้มครอง แล้วเกิดมาภพหน้าชาติหน้าเป็นผู้มีสติปัญญา ว่องไวเฉียบแหลม ไม่ใช่จะทานอย่างเดียวจะจบ ไม่ใช่ ต้องมีศีลด้วย ต้องมีภาวนาด้วย อันนั้นแปลว่าสมบูรณ์

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “คนดีคนชั่วอยู่ร่วมกันไม่ได้”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน “๒๕๖๙





“..พระพุทธองค์ท่านสอนว่า” “อัคขาตาโร ตถาคตาพระตถาคตเป็นผู้บอก” ท่านเอาของดีให้เราไม่ได้ ท่านบอกว่าอันนั้นควรละ อันนั้นควรประพฤติปฏิบัติ อันนั้นผิดอันนั้นถูก ท่านบอกให้เท่านี้ ไม่ใช่ว่าท่านจะเอาของดีให้เรา เอาความชั่วหนีออกจากเราได้ เราต้องทำเอาเองความดีสร้างเอาเอง ความชั่วถ้ามีขึ้นก็ละเอาเอง ฉะนั้น ท่านให้เรามาฟังธรรมแล้วให้ภาวนา “ภาวนา” ก็คือพิจารณาดูนั่นแหละ ทำไร่ทำนาก็เหมือนกันถ้าขาดการภาวนาก็ไม่เป็น คือมันไม่ดี ภาวนาคือการคิดให้มันถูกต้อง คิดให้มันดีงาม เรียกในทางธรรมะว่าการ “ภาวนา” เอาพุทโธให้ภาวนา “พุทโธ” แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ถ้าใครภาวนาพุทโธแล้ว ไม่มีน้ำตาไหลใจไม่ขุ่นมัว ใจปราศจากความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นใจที่สงบระงับ ถ้าเรารู้เรื่องของมันก็เป็นอย่างนี้ความทุกข์เกิดขึ้นไม่ได้..”

โอวาทธรรมคำสอน
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี





เมื่อมองว่าอะไรเป็นปัญหา ความทุกข์ใจ
ก็เกิดขึ้นทันที ทำไมจึงมองว่ามันเป็นปัญหา
ก็เพราะมันกระทบกับสิ่งที่เรายึดติดถือมั่น
ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็น กำไร สุขภาพ ความรัก
ครอบครัว ความสำเร็จ พูดอีกอย่างก็คือ
ความทุกข์ใจเกิดขึ้นเพราะความยึดติดถือมั่น
ยิ่งยึดมั่นก็ยิ่งเป็นทุกข์เมื่อมันไม่เป็นดั่งใจ
ความยึดมั่น จึงเป็นเสมือนประตูสู่ความทุกข์
ถ้าไม่อยากทุกข์ต่อไป ก็เพียงแต่เดินออก
ทางประตูนั้น นั่นคือการปล่อยวาง ...
...
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล





"เขาทำไม่ดี เรื่องของเขา เราไปโกรธตอบ เรื่องของเรา"

"เวลาใครพูดไม่ดี หรือทำไม่ดีใส่เรา นั่นเป็นกรรมและความรับผิดชอบของเขา
แต่ถ้าเราเก็บมาคิด มาโกรธ มาผูกแค้น นั่นกลายเป็นความทุกข์ของเราทันที

จงแยกแยะให้ออก อย่าเอาความร้อนของคนอื่นมาเผาใจตัวเอง
ปล่อยให้กรรมทำหน้าที่ของมัน ส่วนเรามีหน้าที่รักษาใจเราให้สงบและมีเมตตา
เมื่อใจเราไม่เปิดรับความโกรธเข้ามา เราก็เป็นสุขได้ในทุกสถานการณ์"

หลวงปู่อุ่นหล้า ฐิตธัมโม


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 26 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร