วันเวลาปัจจุบัน 02 ต.ค. 2026, 12:52  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 7 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 23 ก.ย. 2026, 15:14 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 2341

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


ระลึกๆๆ  

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา, พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, ธัมมังนะมัสสามิ
สุปะติปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สังฆัง นะมามิ 

ระลึกมากมายหลายกระทู้ๆๆๆ   ระลึก ทั้งวี่  ทั้งวันๆๆๆ

ระลึกรู้ทันกิเลส ๆๆ    ระลึกรู้ทันเหตุ รู้ทันดับๆๆๆ

ระลึกสาระพัด  สาระพัน


แต่ๆๆๆ 

ไม่เคยมี  ระลึกอันประเสริฐ 

ระลึกในพระพุทธ  ในพระธรรม ในพระปริยัติ และ ในพระสงฆ์สาวก 
สักระลึกเดียว ก็ไม่มี  

แล้วจะหาระลึกอันประเสริฐยิ่งได้อย่างไรน้อ

tongue


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ก.ย. 2026, 00:30 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 2341

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


ระลึกๆๆ  

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา, พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, ธัมมังนะมัสสามิ
สุปะติปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สังฆัง นะมามิ 

ระลึกมากมายหลายกระทู้ๆๆๆ   ระลึก แต่ละครั้ง ระลึก ทั้งวี่  ทั้งวันๆๆๆ

ระลึกรู้ทันกิเลส ๆๆ    ระลึกรู้ทันเหตุ  ระลึกสาระพัด  สาระพัน
แต่ๆๆๆ  ไม่เคยมี  ระลึกอันประเสริฐ 
ระลึกในพระพุทธ  ในพระธรรม ในพระปริยัติ และในพระสงฆ์สาวก 
สักระลึกเดียว ก็ไม่มี  

ปริยัทสัทธรรม ไม่มีธรรมใด ที่ไม่เริ่มจาก พุทธัง สรณัง สังฆัง 
เมื่อไม่ระลึกรู้ในธรรม ในสรณะอันยิ่ง
ปริยัทสัทธรรม ก็ไม่สมบูรณ์ 
ปริยัติญาน จะสมบูรณ์ได้เช่นไร 

คันถะธุระ ไม่เคยศึกษา ให้เกิดปริยัติญาณได้ก่อน 
ก็จะปฎิบัติเองเออเอง 
ไม่รู้ว่า สัมมาปฎิบัติ ที่ถูกต้องตามคำสอนเป็นเช่นไร 

สติคือระลึกได้ สติ ไม่ได้มีขั้นเดียว ไม่ได้มีอาการเดียว
แต่สติ มีมากหลายระดับ หลายอาการ และหลายขั้น หลายประเภท ของสติ ที่ระลึก 
เช่น อภิลาปนลักขณะสติ  อุปคัณหนลักขณะสติ  

ระลึกๆๆๆๆ  นั่นคือสติระลึกได้ อะไร อย่างไร ระดับไหน น้อ 
ปริยัติ และปฎิบัติ จะต้องสอดคล้องกัน 

หลวงปู่มั่นได้กล่าวไว้ว่า 

 "เหตุใดหนอ ปราชญ์ทั้งหลาย จะสวดก็ดี จะรับศีลก็ดี หรือจะทำการกุศลใดๆ ก็ดี จึงต้องตั้ง นโม ก่อน จะทิ้ง นโม ไม่ได้เลย "

ระลึกรู้ทันเกิดดับๆๆๆๆๆๆๆ  ระลึกเกิด ดับ แต่ละครั้ง เป็นจำนวนครั้ง 
แต่ละครั้ง มีนะโม  กันสักครั้ง บ้างไหมหนอ 

ก็คงเล่าซ้ำ 
ที่ เม หัดปฎิบัติแบบเด็กๆ   อีกสักหน 

เม เคยเล่าไปนานแล้วว่า  ทุกครั้งที่คิดเกิด
เม จะถามเว่า เรื่องนี้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสอย่างไร  
นั่นแหละคือนะโม ที่นำหน้าไปเสมอ พร้อมความระลึกได้ และความรู้สึกตัว 

tongue


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ก.ย. 2026, 01:22 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 2341

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


มุตโตทัย

๓. มูลมรดกอันเป็นต้นทุนทำการฝึกฝนตน
เหตุใดหนอ ปราชญ์ทั้งหลาย จะสวดก็ดี จะรับศีลก็ดี หรือจะทำการกุศลใดๆ ก็ดี จึงต้องตั้ง นโม ก่อน จะทิ้ง นโม ไม่ได้เลย เมื่อเป็นเช่นนี้ นโม ก็ต้องเป็นสิ่งสำคัญ จึงยกขึ้นพิจารณา ได้ความว่า น คือธาตุน้ำ โม คือ ธาตุดิน พร้อมกับบาทพระคาถา ปรากฏขึ้นมาว่า มาตาเปติกสมุภโว โอทนกุมฺมาสปจฺจโย สัมภวธาตุของมารดาบิดาผสมกัน จึงเป็นตัวตนขึ้นมาได้ น เป็นธาตุของ มารดา โม เป็นธาตุของ บิดา ฉะนั้นเมื่อธาตุทั้ง ๒ ผสมกันเข้าไป ไฟธาตุของมารดาเคี่ยวเข้าจนได้นามว่า กลละ คือ น้ำมันหยดเดียว ณ ที่นี้เอง ปฏิสนธิวิญญาณเข้าถือปฏิสนธิได้ จิตจึงได้ถือปฏิสนธิในธาตุ นโม นั้น เมื่อจิตเข้าไปอาศัยแล้ว กลละ ก็ค่อยเจริญขึ้นเป็น อัมพุชะ คือเป็นก้อนเลือด เจริญจากก้อนเลือดมาเป็น ฆนะ คือเป็นแท่ง และ เปสี คือชิ้นเนื้อ แล้วขยายตัวออกคล้ายรูปจิ้งเหลน จึงเป็นปัญจสาขา คือ แขน ๒ ขา ๒ หัว ๑ ส่วนธาตุ พ คือลม ธ คือไฟ นั้นเป็นธาตุเข้ามาอาศัยภายหลังเพราะจิตไม่ถือ เมื่อละจากกลละนั้นแล้ว กลละก็ต้องทิ้งเปล่าหรือสูญเปล่า ลมและไฟก็ไม่มี คนตาย ลมและไฟก็ดับหายสาปสูญไป จึงว่าเป็นธาตุอาศัย ข้อสำคัญจึงอยู่ที่ธาตุทั้ง ๒ คือ นโม เป็นเดิม
ในกาลต่อมาเมื่อคลอดออกมาแล้วก็ต้องอาศัย น มารดา โม บิดา เป็นผู้ทะนุถนอมกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงมาด้วยการให้ข้าวสุกและขนมกุมมาส เป็นต้น ตลอดจนการแนะนำสั่งสอนความดีทุกอย่าง ท่านจึงเรียกมารดาบิดาว่า บุพพาจารย์ เป็นผู้สอนก่อนใครๆ ทั้งสิ้น มารดาบิดาเป็นผู้มีเมตตาจิตต่อบุตรธิดาจะนับจะประมาณมิได้ มรดกที่ทำให้กล่าวคือรูปกายนี้แล เป็นมรดกดั้งเดิมทรัพย์สินเงินทองอันเป็นของภายนอกก็เป็นไปจากรูปกายนี้เอง ถ้ารูปกายนี้ไม่มีแล้วก็ทำอะไรไม่ได้ ชื่อว่าไม่มีอะไรเลยเพราะเหตุนั้นตัวของเราทั้งตัวนี้เป็น "มูลมรดก" ของมารดาบิดาทั้งสิ้น จึงว่าคุณท่านจะนับจะประมาณมิได้เลย ปราชญ์ทั้งหลายจึงหาได้ละทิ้งไม่ เราต้องเอาตัวเราคือ นโม ตั้งขึ้นก่อนแล้วจึงทำกิริยาน้อมไหว้ลงภายหลัง นโม ท่านแปลว่านอบน้อมนั้นเป็นการแปลเพียงกิริยา หาได้แปลต้นกิริยาไม่ มูลมรดกนี้แลเป็นต้นทุน ทำการฝึกหัดปฏิบัติตนไม่ต้องเป็นคนจนทรัพย์สำหรับทำทุนปฏิบัติ

จากมุตโตทัย


ก็นี่แหละ ต้นทุน การฝึกตน
เริ่มจาก ต้องมีบิดามารดา

จึงเกิดเป็นเด็ก แล้วถึงจะเริ่ม เริ่มเติบโต ในการปฎิบัติ ได้

"จึงว่าคุณท่านจะนับจะประมาณมิได้เลย ปราชญ์ทั้งหลายจึงหาได้ละทิ้งไม่"

พระคุณอันยิ่ง สรณะอันยอดเยี่ยม



"นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ"

พุทธัง สะระนัง คัจฉามิ

ธัมมัง สะระนัง คัจฉามิ

สังฆัง สะระนัง คัจฉามิ

onion


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ก.ย. 2026, 01:43 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 2341

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


จากมุตโตทัย

๔. มูลฐานสำหรับทำการปฏิบัติ
นโม นี้ เมื่อกล่าวเพียง ๒ ธาตุเท่านั้น ยังไม่สมประกอบหรือยังไม่เต็มส่วน ต้องพลิกสระพยัญชนะดังนี้ คือ เอาสระอะจากตัว น มาใส่ตัว ม เอาสระ โอ จากตัว ม มาใส่ตัว น แล้วกลับตัว มะ มาไว้หน้าตัว โน เป็น มโน แปลว่าใจ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงได้ทั้งกายทั้งใจเต็มตามส่วน สมควรแก่การใช้เป็นมูลฐานแห่งการปฏิบัติได้ มโน คือใจนี้เป็นดั้งเดิม เป็นมหาฐานใหญ่ จะทำจะพูดอะไรก็ย่อมเป็นไปจากใจนี้ทั้งหมด ได้ในพระพุทธพจน์ว่า มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฐา มโนมยา ธรรมทั้งหลายมีใจถึงก่อน มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จแล้วด้วยใจ พระบรมศาสดาจะทรงบัญญัติพระธรรมวินัย ก็ทรงบัญญัติออกไปจาก ใจ คือมหาฐาน นี้ทั้งสิ้น เหตุนี้เมื่อพระสาวกผู้ได้มาพิจารณาตามจนถึงรู้จัก มโน แจ่มแจ้งแล้ว มโน ก็สุดบัญญัติ คือพ้นจากบัญญัติทั้งสิ้น สมมติทั้งหลายในโลกนี้ต้องออกไปจากมโนทั้งสิ้น ของใครก็ก้อนของใคร ต่างคนต่างถือเอาก้อนอันนี้ ถือเอาเป็นสมมติบัญญัติตามกระแสแห่งน้ำโอฆะจนเป็นอวิชชาตัวก่อภพก่อชาติด้วยการไม่รู้เท่า ด้วยการหลง หลงถือว่าเป็นตัวเรา เป็นของเราไปหมด


มีต้นทุน แล้วก็ต้องมี
มูลฐาน เป็นพื้นฐาน โดย พระปรริยัติ เป็นสิ่งสำคัญ
ในการปฎิบัติ

ต้นทุนไม่มี มูลฐาน ก็ไม่มี ปริยัติ คันถะธุระไม่เอา จะปฎิบัติได้เยี่ยงใด น้อ

คิดจะปราบมาร นั่งเช็ดกระจกใสสะอาด ยามราตรี แต่ดวงดาวสะท้อนแสง ระยิบระยับ บนกระจก




onion


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 24 ก.ย. 2026, 12:34 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 2341

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


ความประเสริฐยิ่ง
ของบิดามารดาที่ให้กำเนิด

จะถือกำเนิดทางธรรม 

ในต้นทุนที่ทำให้เกิด 
ต้นทุนของกาย  
ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ไส้พุง
ต้นทุนของใจ  ทั้งหมดที่เกิดที่ใจ จิต เจตสิก วิบาก กริยา มหากริยา

สติ ความระลึกได้ สัมปชัญญะ ความรู้ตัว ก็อยู่กับตัว รู้อยู่ที่ตัว รู้อยู่กับใจ รู้อยู่เต็มใจ
ว่า กำเนิด เป็นทารกในสกุล ใด ใครเป็นบิดามารดา

ความรู้ขัด รู้จริง ในเรื่องราวของตน บรรพชน และโอวาท ในสกุล 
การสัมผัส ความรักความเอ็นดูการป้อนนม ข้าวป้อนน้ำ ทรัพย์สิน
การสอนสั่ง จากบิดามารดาที่มีต่อทารก

จึง
มีมากว่า   บ่าว และ คนนอกบ้าน 

นี่แหละต้นทุน ที่ประเสริฐยิ่ง

cry


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ก.ย. 2026, 10:37 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 2341

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


เมื่อทารก ในธรรม ที่เกิดจากบิดามารดา นะ โม

จึงได้มูลมรดก เบื้องต้น
สร้างกายและใจ และวิชชา เกิดจาก นะโม




[๕๕๘] ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าเป็นมูล เพราะอรรถว่าประพฤติ
ตามอรรถที่เป็นมูล เพราะอรรถว่ากำหนดธรรมที่เป็นมูล เพราะอรรถว่ามีธรรม
อันเป็นมูลเป็นบริวาร เพราะอรรถว่ามีธรรมอันเป็นมูลบริบูรณ์ เพราะอรรถว่า
มีธรรมอันเป็นมูลแก่กล้า เพราะอรรถว่าแตกฉานในธรรมอันเป็นมูล เพราะ
อรรถว่าให้ถึงความแตกฉานในธรรมอันเป็นมูล เพราะอรรถว่าเจริญความชำนาญ
ในความแตกฉานในธรรมอันเป็นมูล ชื่อว่าโพชฌงค์ แม้ของบุคคลผู้ถึงความ
ชำนาญในความแตกฉานในธรรมอันเป็นมูล

cry


โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 25 ก.ย. 2026, 13:09 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
สมาชิกระดับ 19
สมาชิกระดับ 19
ลงทะเบียนเมื่อ: 11 มี.ค. 2018, 02:56
โพสต์: 2341

โฮมเพจ: maybe
แนวปฏิบัติ: สติปัฎฐาน
งานอดิเรก: กีฬา
สิ่งที่ชื่นชอบ: แบรนด์เเนม
ชื่อเล่น: เม
อายุ: 22
ที่อยู่: Bangkok Thailand

 ข้อมูลส่วนตัว


เมื่อทารก นอนเล่นในรถ พร้อมบิดามารดาคอยปกป้อง

เดินทางไปตามมรรค ตามเส้นทาง ที่บิดามารดาเคยเดินผ่านมาแล้ว

แม้ มีฝูงตั๊กแตน อาศัยเกาะล้อรถไปด้วย

แต่
ชะตากรรม ย่อมผิดกัน เหล่าตั๊กแตน ไม่รู้จะร่วงจากล้อรถ เมื่อใด

เหตุนั้น ขอท่านทั้งหลาย

ได้เป็นทารก ในบิดามารดา ในสกุล นะโม ของบิดามารดา เสียเถิด
จะอยู่ในการเดินทาง อย่างปลอดภัย

rolleyes


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 7 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 28 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร