วันเวลาปัจจุบัน 10 ก.ย. 2026, 20:32  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 07 ก.ย. 2026, 07:18 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5615


 ข้อมูลส่วนตัว


“หยุดความอยากได้อย่างถาวร”

ใจที่สงบนี้ก็จะหยุดผลบุญผลบาปทั้งหมดด้วย ใจจะไม่ต้องไปรับผลบุญผลบาปต่อไป พราะใจจะอยู่ที่สงบเพียงอย่างเดียว ที่ที่สงบเพียงอย่างเดียวนี้เราเรียกว่านิพพาน ใจที่สงบตลอดเวลา ปราศจากอะไรทั้งสิ้นทั้งปวง เรียกว่า “นิพพาน” ใจที่ว่าง “นิพพานัง ปรมัง สุญญัง นิพพานัง ปรมัง สุขัง” อันนี้เกิดขึ้นจากการที่เราปฏิบัติสมาธิ เพื่อทำใจให้สงบนิ่ง แล้วก็เจริญปัญญาเพื่อรักษาความสงบให้สงบอย่างถาวร เพราะถ้าสงบด้วยสมาธิเพียงอย่างเดียว เวลาออกจากสมาธิมา ใจก็จะถูกตัณหาความอยากมาสร้างความไม่สงบให้กับใจได้

จึงจำเป็นที่จะต้องมีปัญญามาสอนใจ ให้เห็นโทษของการทำตามความอยาก ให้เห็นว่าสิ่งที่อยากได้นั้นมันไม่ใช่เป็นความสุขเพียงอย่างเดียว มันเป็นความสุขที่มีความทุกข์ตามมาด้วย เพราะทุกอย่างไม่เที่ยง ทุกอย่างไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของใจ ใจไม่สามารถควบคุมสิ่งต่างๆ ให้ความสุขกับใจได้เพียงอย่างเดียว เพราะสิ่งต่างๆ ไม่ช้าก็เร็วก็จะต้องพลิกไปเปลี่ยนไป จำเป็นที่จะต้องเจริญปัญญา คือเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่ใจอยากได้ว่าเป็นไตรลักษณ์ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

พอเห็นว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็จะหยุดความอยากได้อย่างถาวร แล้วความอยากก็จะไม่โผล่ โผล่ขึ้นมาทีไรก็นึกถึงไตรลักษณ์เหมือนกัน พอนึกว่าต้องไปเจอกับความทุกข์ ถ้าได้สิ่งนี้แล้วเดี๋ยวไม่ช้าก็เร็วก็ต้องทุกข์ เพราะสิ่งนี้ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องมีการสิ้นสุดลง งานเลี้ยงย่อมมีการสิ้นสุดลง คนเราจัดงานเลี้ยง ไม่คิดถึงตอนที่งานเลี้ยงจบ พองานเลี้ยงจบก็หายเฮหายฮากัน พอมีงานเลี้ยงก็เฮฮากันสนุกสนาน พองานเลี้ยงจบก็เศร้าเหมือนเดิม

อันนี้ก็เหมือนกัน ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้มันเป็นแบบนี้ มันมีเจริญแล้วก็มีเสื่อม มีเกิดแล้วก็มีดับตามมา ถ้าเราเห็นความไม่เที่ยง เราก็จะเห็นความทุกข์ที่จะตามมา เราก็จะไม่อยากจะมีอะไร ไม่อยากจะหาความสุขจากสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ความอยากที่เคยหลอก ฉุดให้เราไปหาความสุขต่างๆ เหล่านี้ก็จะหมดไป เมื่อไม่มีความอยากหลงเหลืออยู่ในจิตใจแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่จะมาผลักดันให้จิตใจเราไปเกิดอีกต่อไป ไปรับผลบุญผลบาปอีกต่อไป เพราะจิตของเราจะอยู่ในความว่าง อยู่ปราศจากเหตุการณ์ต่างๆ.

ธรรมะหน้ากุฎิ
วันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๔

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี





เรื่องกระจอกสำหรับเรา อาจจะเป็นเรื่อง
นกอินทรีย์ของเขา เรื่องคนอื่นมองว่าง่าย
เราอาจจะรู้สึกว่ายากเหลือกำลัง
ความยากหรือง่ายในการคลี่คลายทุกข์
ไม่ได้อยู่ที่เครื่องผูก
อาจอยู่ที่กำลังใจของเรา ...
...
สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร





#สมถะและวิปัสสนา
"...สมถะ คือความสงบจิตอันเป็นหนึ่ง
ประกอบด้วยองค์อุเบกขา จิต ที่สงบ
นิ่งลงไปเป็นหนึ่ง แน่นิ่งรู้ อยู่ในจุดเดียว
ซึ่งเราเรียก ว่าจิต อยู่ในฌาน
สามารถระงับนิวรณ์ ๕ มีกามฉันทะ
พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ
วิจิกิจฉา หายไปหมดในขณะนั้น อันนี้ชื่อ
จิตสมถะ

อุบายอันใด เป็นวิธีการปฏิบัติเพื่อให้เจริญ
ปัญญา ให้มีความคิดแตกฉาน ให้มีสติปัญญา สามารถรู้แจ้งเห็นจริงในสภาวธรรมนั้น ๆ
ซึ่งเป็นกฏแห่งความไม่เที่ยง เป็นทุกข์
เป็นอนัตตา เป็นอุบายเรื่องปัญญา
ทำปัญญาให้แตกฉาน อันนี้เรียกว่า วิปัสสนา..."

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย





“ถ้าเราเคยสร้างบาปมาในอดีต”

ถาม : ที่มีคำกล่าวว่าทุกอย่างเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย ถ้าเราเคยสร้างบาปมาในอดีตแต่ปัจจุบันพยายามสร้างบุญ เจริญภาวนาให้มากขึ้น จะสามารถเปลี่ยนโชคชะตาชีวิตได้ไหมคะ

พระอาจารย์ : ได้ ถ้าเราทำบุญมากกว่าบาป บุญก็จะส่งผลก่อน ถ้าเราเคยทำบาปมามากแล้วบาปมันเคยส่งแต่เรื่องไม่ดีให้กับเรามาอยู่เรื่อยๆ ตอนนี้เรารีบกลับมาทำบุญ ทำบุญให้มากๆ ทำให้มันมากกว่าบาป แล้วต่อไปบุญมันก็จะส่งผลก่อน.

ธรรมะหน้ากุฏิ
วันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๕๖๘

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี





เมื่อโกรธ ควรทำอย่างไร

ถ้าท่านมีโทสะในขณะภาวนา ให้แก้ด้วย
เมตตาจิต ถ้ามีใครทำไม่ดีหรือโกรธ
อย่าโกรธตอบ ถ้าท่านโกรธตอบ ท่านจะโง่
ยิ่งกว่าเขา จงเป็นคนฉลาด สงสารเห็นใจเขา
เพราะว่าเขากำลังได้ทุกข์ จงมีเมตตา
เต็มเปี่ยมเหมือนหนึ่งว่าเขาเป็นน้องชายที่รัก
ยิ่งของท่าน เพ่งอารมณ์เมตตาเป็นอารมณ์
ภาวนา แผ่เมตตาไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลาย
ในโลก เมตตาเท่านั้นที่เอาชนะโทสะ
และความเกลียดได้

บางครั้งท่านอาจจะเห็นพระภิกษุรูปอื่น
ปฏิบัติไม่สมควร ท่านอาจจะรำคาญใจ
ทำให้เป็นทุกข์โดยใช่เหตุ ... นี้ไม่ใช่ธรรมะ
ของเรา ท่านอาจจะคิดอย่างนี้ว่า ...
“เขาไม่เคร่งเท่าฉัน เขาไม่ใช่พระกรรมฐาน
ที่เอาจริงเอาจังเช่นฉัน เขาไม่ใช่พระที่ดี” ...
นี่เป็นกิเลสเครื่องเศร้าหมองอย่างยิ่งของตัว
ท่านเอง อย่าเปรียบเทียบ อย่าแบ่งเขาแบ่งเรา
จงละทิฐิของท่านเสีย และเฝ้าดูตัวท่านเอง
นี่แหละคือธรรมะของเรา ท่านไม่สามารถ
บังคับให้ทุกคนประพฤติปฏิบัติตามที่ท่าน
ต้องการ หรือเป็นเช่นท่านได้ ความต้องการ
เช่นนี้ มีแต่จะทำให้ท่านเป็นทุกข์
ผู้ปฏิบัติภาวนามักจะพากันหลงผิดในข้อนี้
การจับตาดูผู้อื่นไม่ทำให้เกิดปัญญาได้
เพียงแต่พิจารณาตนเองและความรู้สึกของตน
แล้วท่านก็จะเข้าใจได้ ...
...
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภทฺโท)





"...มนุษย์ผู้อบรมใจ ย่อมอยู่เย็นเป็นสุข ไม่อยู่ร้อน
ไม่นอนทุกข์ คนมีสัจจะ มีกตัญญู มีเมตตากรุณาสามัคคี เป็นเกียรติเป็นยศ แล้วคนนั้นย่อมมีศักดิ์ศรี สมฐานแห่งมนุษย์ผู้อบรมใจ ผู้หวังความสุขความเจริญแก่ตน จนถึงที่ทำงาน ชุมชน สังคม ประเทศชาติ วัดวาศาสนา ชุมชนแห่งตน จึงบำเพ็ญศีล สมาธิ สัจจะ สามัคคี และกตัญญู ไว้เป็นบ้านของใจ เป็นเรือนของตน ใจก็จะมีที่พึ่งพิงอิงอาศัย อยู่เย็นเป็นสุข ไม่อยู่ร้อน ไม่นอนทุกข์ไม่อุกอั่งคลั่งใจ
หลบภัยอันตรายใดๆได้..."

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 60 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร