วันเวลาปัจจุบัน 30 ส.ค. 2026, 17:56  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: วันนี้, 08:01 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5610


 ข้อมูลส่วนตัว


กายเรานี้เป็นแต่เพียงธาตุสี่
ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่สัตว์ บุคคล เรา เขา
ผู้ปฎิบัติยึดหลักอันนี้ ภาวนาบ่อยๆ
พิจารณาให้มากๆ พิจารณาย้อนกลับไปกลับมา
จิตจะค่อยๆก้าวเข้าสู่ภูมิรู้ ภูมิธรรม เป็นลำดับๆไป.“

โอวาทธรรม...หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล
วัดเลียบ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี





"ร่างกายนับมื้อเฒ่าชราลง ความเจ็บไข้ก็เกิดมี ปู่อยู่ได้บ่โดนดอกลูกเอ้ย อย่ายึดติดในอัตภาพของปู่เด้อ อย่ายึดติดในรูปในนามของปู่เด้อ จงยึดเอาธรรมคำสอนใดๆ ก็ดีที่ปู่ยกมาสอนแล้ว เป็นของเที่ยงตรงและประเสริฐของพระพุทธเจ้าพุ้นเด้อเป็นที่พึ่ง น้อมเข้ามาใส่ใจจะของนั่นละ ค่อยๆ เฮ็ดไปทีละน้อยอย่าหยุดอย่าไปเร่ง มื้อนึงกะถึงฝั่งดอกเนาะ"

#หลวงปู่จื่อ พันธมุตโต





ธรรมะอรุณสวัสดิ์...รับวันใหม่
.............................
เวลานี้มีความโกรธไหมขณะนี้
ความโกรธไม่มี แล้วจะไประลึกให้มันไปดูความโกรธไม่ได้

#วิปัสสนาต้องดูสิ่งที่มันกำลังมี #สภาวะที่กำลังมีกำลังเป็น

ฉะนั้นเวลาเราพูดรายการของสภาวะไป
สภาวะทางกายมันมีอะไรบ้าง?
มีเย็น มีร้อน มีอ่อน มีแข็ง มีหย่อน มีตึง มีความรู้สึกสบาย ไม่สบาย

บางคนก็ไปนั่งไล่ให้ครบทุกอัน
มันไม่ใช่อย่างนั้น

บอกรายการไว้ว่ามันอยู่ในรายการนี้
แต่ #บางคราวมันมีเย็นก็ดูเย็น
#บางคราวมันมีร้อนก็ดูร้อน
#บางคราวมันมีไหวก็ดูไหว
#ไม่ใช่เราต้องไปหาให้ครบทุกอัน
บางคนเขาบอกฉันหาไม่ครบ
#ดูเฉพาะที่มันมี

ในจิตใจก็เหมือนกัน
เวลาที่มันมีความคิดนึกปรุงแต่ง
เราก็มีความระลึกรู้สึกตัวขึ้นมา
พอรู้สึกตัวขึ้นมาจะเห็นความคิด จะเห็นความปรุงแต่ง
การรู้เห็นอย่างนี้มันก็มีสัมมาสติ มีสัมมาทิฏฐิอยู่แล้ว
การวางเฉย วางใจเป็นกลาง วางเฉยเป็นอย่างดี
ความคิดมันจะดับ
ปรับปรุงแต่งมันจะดับ
สัญญา สังขาร เวลาวางเฉยมันก็ดับ

#มันยังไม่โกรธยังไม่โลภยังไม่ฟุ้ง
#แต่มันก็ยังมีความคิดอยู่ขณะนี้
ก็ระลึกรู้สึกตัวขึ้นมา
#รู้ความคิด #วางเฉยต่อความคิด #จะเห็นความคิดดับไป

#มันคิดใหม่ก็ไม่ว่าอะไร
#คิดใหม่ก็รู้ใหม่ คิดใหม่ก็รู้ใหม่
#แต่ต้องรู้เฉยๆ
#อย่าไปกดดัน #อย่าไปจัดการเขา

บางคนปฏิบัติแล้วออกแรงมาก
จะไปประหัตประหารให้ได้
หมดแรง
เสร็จจากเข้ากรรมฐานต้องไปพักผ่อนอีกนานเลย
เคร่งเครียดไปหมดเลย
เรากดดัน

แต่ที่จริงใช้วางเฉย
วางเฉย ไม่ได้ไปกดดันอะไรเขา
อย่าไปจัดการเขา
#ไปจัดการเขาเขาก็จะจัดการเรา
จะเอาอย่างนั้น ไม่เอาอย่างนี้ ไม่เอาอย่างนี้ จะเอาอย่างนั้น
#มันก็ยิ่งเครียดยิ่งวุ่นวายหนักกว่าเดิมเข้าไปอีก
#จะดับทุกข์กลายเป็นเพิ่มทุกข์

มีบางคน ทำไมปฏิบัติแล้วมีแต่ทุกข์มาก ทุกข์เหลือเกิน
ทั้งกายทั้งใจทุกข์ไปหมด
ก่อนปฏิบัติก็ไม่เท่าไร ปฏิบัติก็ยิ่งทุกข์หนัก
เหมือนคนไปยกของหนักแล้วยกไม่ไหว มันก็ทับตัวเอง
แสดงถึงว่าไม่ได้วาง
ขาดการปล่อยวาง ขาดการวางเฉย
มันก็เลยหนัก
ไปจัดการเขา เขาก็จัดการเรา
ดูไปยิ่งเพ่งไป ยิ่งพยายาม เกร็ง สมองเกร็งหนัก
ก็ปวดหัว เครียด เคร่งเครียดไปหมด
นี่โดนเขาจัดการแล้ว

แต่ถ้าดูเขาเฉย ๆ ปล่อยวาง ไม่ว่าอะไร
มันก็จะคลาย สมองคลาย คลาย ๆ
ก็เบา กายเบา ใจเบา

พอมันเบากายเบาใจ
มันก็รู้ตัว รู้ตื่น
ก็เห็นใจมันก็คลายไปเอง
เบาใจ ผ่องใส ตื่นรู้

ธรรมบรรยาย พักใจไว้กับธรรม
มูลนิธิมายาโคตมี ๑ ตุลาคม ๒๕๖๖
.............................
ธัมโมวาท โดยหลวงพ่อสุรศักดิ์ เขมรังสี
เจ้าอาวาสวัดมเหยงคณ์ พระนครศรีอยุธยา





การปล่อยวางไม่ได้หมายความว่าเรา
จะหยุดความเพียรพยายามในการดำเนินชีวิต
การปล่อยวางไม่ได้ทำให้เราละเลยหน้าที่
และความรับผิดชอบ เราไม่ได้ปล่อยวาง
ในตัวการกระทำ แต่ปล่อยวางความสัมพันธ์
ที่ไม่ถูกต้องต่อการกระทำนั้นต่างหาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เราปล่อยวางอุปนิสัย
ที่ชอบปล่อยให้ ‘ตัวฉัน’ ‘ของฉัน’ มาสร้าง
ความมัวหมองในโลกของเรา

แมลงวันที่ตกลงไปตายเพียงตัวเดียว
ทำให้แกงเสียหมดทั้งหม้อได้ฉันใด
การยึดความคิดว่ามี ‘ตัวฉัน’ และ ‘ของฉัน’
ย่อมทำให้เกิดความเสียหาย แม้กระทั่ง
สถานการณ์ที่มีคุณค่ามากที่สุดได้ฉันนั้น ...
...
สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร




“คุ้นเคยกับอารมณ์มีพระพุทโธ
หรือคุ้นเคยกับการท่องพุทโธ
เมื่อถึงคราวคับขัน
ใจจะไม่ไปยึดมั่นเกาะเกี่ยว
กับอะไรอื่นที่ไม่คุ้นเคย
แต่จะไปเกาะอยู่กับพระพุทโธ
ที่เป็นยอดสิริมงคลทั้งปวง
ย่อมได้รับสิริมงคลนั้น
อันจักนำให้พ้นพาลภัยใหญ่น้อย
ความคุ้นเคยกับสิ่งดีมีมงคล
จึงเป็นความสำคัญอย่างยิ่ง”
...
พระคติธรรม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร





…อยู่ในโลกฆราวาสนี้ บางทีสังคมพวกนี้ก็เป็นอุปสรรคในการภาวนา ก็ปลีกออกมาบ้าง เช่น วันเสาร์ วันอาทิตย์วันหยุด ก็ไปอยู่วัดกัน ต้องค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะตัดทีเดียวให้ขาดเลย แต่ก็ต้องพยายาม กล้าหาญที่จะทำในสิ่งที่เราพอทำได้

ถึงแม้จะไม่ชอบทำ ถึงแม้จะลำบาก แต่รู้ว่าเป็นทางที่จะต้องไปก็ต้องกระเสือกกระสนไปให้ได้ ไม่ใช่จะรอให้โอกาสมาฉุดเราไป มันไม่มีหรอก เพราะโอกาสดีๆ ที่จะฉุดเรานั้นมีอยู่แล้ว ครูบาอาจารย์ดีๆ ก็มีอยู่แล้ว

เมืองไทยก็เป็นเมืองพุทธที่น่าอยู่ มีการทำบุญทำทาน รักษาศีล ภาวนากันอยู่แล้ว ไม่มีอะไรเป็นอุปสรรค อยู่ที่ตัวเราเท่านั้นว่าจะไปได้หรือไม่ ถ้ายังอยู่แบบเดิมๆ ทำแบบเดิมๆ ก็จะได้แค่รักษาบุญวาสนาที่เคยสะสมมา ก็ทำได้แค่นั้น ถ้าเคยรักษาศีล๕ได้ก็จะรักษาได้แค่ศีล ๕ ถ้าเคยทำบุญทำทานได้ในระดับนี้ก็จะทำได้ในระดับนี้เท่านั้น ถ้าไม่ผลักดันตัวเราให้ทำให้มากขึ้น.

คัดลอกจากหนังสือ
ทวนกระแส หน้า6-7

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี





อโหสิกรรม และ อภัยทาน ...คือแนวที่จะปลดปล่อยเฮาจากบ่วงกรรม จากเจ้ากรรมนายเวรที่แท้จริง คนที่บ่อโหสิกรรมบ่ให้อภัย คือคนถูกขังคุก คุกแห่งความทุกข์ทางใจ แต่ไผปล่อยวางอโหสิกรรมได่ให้อภัยได่ คนผู้นั้นถือว่าหลุดพ้นจากเจ้ากรรมนาย คือพ้นจากความอาฆาตพยาบาต จิตใจจะสูงขึ้นปัญญาก็สูงตามเนาะ

โอวาทธรรม: หลวงปู่จื่อ พนฺธมุตโต








คนเรามักคิดถึงการชนะคนอื่น
จนมองข้ามการชนะใจตนเอง
แต่ .. ถ้าอยากจะชนะใจตนเองได้
ก็ต้องวางความคิดที่จะชนะผู้อื่นเสียก่อน ...
...
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล





ถ้าหากว่าลูกหลานภาวนาไปเห็นนิมิตต่างๆ เห็นนรกเห็นสวรรค์ อย่าไปเสริมนะ อย่าส่งจิตออกไปอย่างนั้นนะ ถ้าส่งจิตออกไปอย่างนั้นเป็นบ้านะ พูดอย่างนั้นนะ ให้ถอยเลย อันนี้ให้ฟังเอาไว้ ฟังหลวงพ่อเอาไว้นะ อันนี้ครูบาอาจารย์เตือนไว้แล้ว ไม่เป็นผลดีสำหรับเรา เราหยุดกลับมาหากรรมฐานเดิม ภาวนาพุทโธ หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ จิตใจมันจะชะแว้บออกไป

พอออกไปแล้วเหมือนกับ ครึ่งหลับครึ่งตื่น ไปก็ไปเห็นเทวบุตรเทวดา เห็นพรหม เห็นนรก เห็นสวรรค์ เห็นเรื่องต่างๆ ขึ้นมา บางคนก็ชอบนะ บางคนก็ส่งจิตไป พอนั่งไปอยากให้มันเป็นอย่างนั้นอีก พอจิตสงบเป็นพื้นฐานเป็นอุปจาระ มันไปเห็นสิ่งต่างๆ อย่าดู ให้กลับมาหาพุทโธที่เก่า นิมิตเรามันจะหายไปเอง ถ้าเราส่งไปมันไปเรื่อยๆ มันจะเป็นนิมิตเห็นสิ่งต่างๆ เข้าไป ไม่เป็นผลดี เผลอๆ เป็นบ้านะ

ถ้าเราฝึกหัดไปมากๆ จิตใจนิ่งจิตใจสงบ ให้สังเกตสังกาไปเรื่อยๆ นะ ถ้าเราชำนิชำนาญแล้วเราจะดูก็ได้ไม่มีปัญหา เราดูเราได้อะไรมันก็รู้จักวิธีสอนตัวเอง เราดูเราได้อะไร สมมุติเรานั่งรถไปจากอำเภอนายูงไปเห็นรามบ้านช่อง ไปถึงบ้านผือ ไปถึงอุดร ไปถึงขอนแก่น ไปถึงโคราช ไปถึงกรุงเทพเห็นมากมาย เราได้อะไรถ้าเห็นแล้ว เราไม่เห็นได้อะไรมัน เพียงแต่ได้เห็นเท่านั้นเอง

อันนี้ก็เหมือนกัน เห็นนรก เห็นสวรรค์ก็เพียงแต่ได้เห็น มันไม่เกิดประโยชน์อะไร เพียงแต่ได้เห็น ดูทำไมให้เปล่าประโยชน์ เพราะฉะนั้นให้อยู่กับพุทโธ กลับมาหาพุทโธ ถ้าอยู่กับพุทโธมีประโยชน์นะลูกหลาน จิตใจนิ่ง จิตใจสงบ พอจิตใจสงบเป็นพื้นฐานเป็นสมาธิดีแล้วก็เดินทางวิปัสสนา ให้แยกแยะดูร่างกายสังขาร ให้เห็นตามความเป็นจริง เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จิตใจของเราก็จะเกิดความเบื่อหน่ายคลาย ปล่อยวาง หลุดพ้นจากอาสวกิเลสตามแนวแถวของพระพุทธเจ้า พ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ท่านแนะแนวแนะนำสั่งสอน

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “สงบใจไม่ฟุ้งซ่าน”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๙


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 33 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร