วันเวลาปัจจุบัน 20 ส.ค. 2026, 01:20  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 18 ส.ค. 2026, 12:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5607


 ข้อมูลส่วนตัว


“..ศีล..สีลํ สีลา วิย ศีลคือความปกติ อุปมาได้เท่ากับหินซึ่งเป็นของหนักและเป็นแก่นของดิน แม้จะมีวาตธาตุมาเป่าสักเท่าใด ก็ไม่มีการสะเทือนหวั่นไหวเลย แต่ว่าเราจะสำคัญถือแต่เพียงคำว่าศีลเท่านั้น ก็จะทำให้เรางมงายอีก ต้องให้รู้จักเสียว่าศีลนั้นอยู่ที่ไหน มีตัวตนเป็นอย่างไร อะไรเล่าเป็นตัวศีล ใครเป็นผู้รักษา

ถ้ารู้จักว่าใครเป็นผู้รักษาแล้ว ก็จะรู้จักว่าผู้นั้นเป็นตัวศีล ถ้าไม่เข้าใจเรื่องศีลก็จะงมงาย ไม่ถือศีลเพียงนอกๆ เดี๋ยวก็ไปหาเอาที่นั้นทีนี้จึงจะมีศีล ไปขอเอาที่นั่นที่นี่จึงมี เมื่อยังเที่ยวหาเที่ยวขออยู่ไม่ใช่หลงศีลดอกหรือ ไม่ใช่สีลพัตตปรามาสถือนอกๆ ลูบๆ คลำๆ อยู่หรือ

อิทํ สจฺจาภินิเวสทิฏฐิ จะเห็นความงมงายของตนว่า เป็นของจริงเที่ยงแท้ ผู้ไม่หลง ย่อมไม่ไปเที่ยวขอเที่ยวหา เพราะเข้าใจแล้วว่าศีลก็อยู่ที่ตนนี้ จะรักษาโทษทั้งหลายก็ตนเป็นผู้รักษา ดังที่ว่า "เจตนาหํ ภิกฺขเว สีลํ วทามิ" เจตนา เป็นตัวศีล

เจตนา คืออะไร เจตนานี้ต้องแปลงอีกจึงจะได้ความ ต้องเอาสระ เอ มาเป็น อิ เอา ต สะกดเข้าไป เรียกว่า จิตฺต คือ จิตใจ คนเราถ้าจิตใจไม่มี ก็ไม่เรียกว่า คน มีแต่กายจะสำเร็จการทำอะไรได้ ร่างกายกับจิตต้องอาศัยซึ่งกันและกัน เมื่อจิตใจไม่เป็นศีล กายก็ประพฤติไปต่างๆ จึงกล่าวได้ว่า ศีลมีตัวเดียว นอกนั้นเป็นแต่เรื่องโทษที่ควรละเว้น

โทษ ๕ โทษ ๘ โทษ ๑๐ โทษ ๒๒๗ รักษาไม่ให้มีโทษต่างๆ ก็สำเร็จเป็นศีลตัวเดียว รักษาผู้เดียวนั้นได้แล้ว มันก็ไม่มีโทษเท่านั้นเอง ก็จะเป็นปกติแนบเนียนไม่หวั่นไหว ไม่มีเรื่องหลงหาหลงขอ คนที่หาขอต้องเป็นคนทุกข์ ไม่มีอะไรจึงเที่ยวหาขอ
เดี๋ยวก็กล่าว ยาจามิๆ ขอแล้วขอเล่าขอเท่าไรยิ่งไม่มียิ่งอดอยากยากเข็ญ

เราได้มาแล้วมีอยู่แล้วซึ่งกายกับจิต รูปกายก็เอามาแล้วจากบิดามารดาของเรา จิตก็มีอยู่แล้ว ชื่อว่าของเรามีพร้อมบริบูรณ์แล้ว จะทำให้เป็นศีลก็ทำเสียไม่ต้องกล่าวว่า ศีลมีอยู่ที่โน้นที่นี้ กาลนั้นจึงจะมีกาลนี้จึงจะมี ศีลมีอยู่ที่เรานี้แล้ว อกาลิโก รักษาได้ไม่มีกาล ได้ผลก็ไม่มีกาล..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





.พระพุทธเจ้าเนี่ยเป็นเหมือนแก้วสารพัดนึกๆ ที่เราควรจะจดจำ ใส่ใจให้ระลึกนึกไว้..

..เมื่อทุกข์ทั้งหลายเกิดขึ้นก็ขอให้นึกถึง พระผู้ปฏิบัติดี
คือพระพุทธเจ้า พระธรรมคำสอนพระพุทธเจ้า เตือนสติเราไม่ให้โกรธ ไม่ให้เกลียด ไม่ให้อิจฉาริษยาใคร.

..ให้ใจเย็น ให้ใจดี ให้มี พุทธโธ แล้วคิดถึงพระอริยะคือท่านเชื่อฟังพระพุทธเจ้า ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า
เชื่อว่าบุญมีจริง บาปมีจริง สวรรค์ นิพพานมีจริง .

...เพราะพระสงฆ์เชื่อฟังพระพุทธเจ้า และปฏิบัติตามพุทธเจ้า จนถึงพระนิพพานในที่สุด วันนี้ก็ขอให้ญาติโยมทุกคนจงเป็นสาวกผู้ปฏิบัติดี เข้าถึง ศีลธรรม.

... มนุษยสมบัติจะได้เกิดมีแก่ใจเรา เทวดาสมบัติได้เกิดมีในใจเรา นิพพานสมบัติคือใจ..

.. ไม่โกรธจะได้เกิดมีแก่ใจเรา ใจเราจะได้เยือกเย็น ดับทุกข์ดับสงสาร เข้าถึงพระนิพพานด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ....

โอวาทธรรม.หลวงพ่อสนอง. กตปุญโญ.






การนั่งสมาธิอย่าให้มีเสียงรบกวนในขณะนั่งสมาธิ ให้อยู่ในมุมสงบที่สุดไม่ให้มีเสียง ถ้าเป็นเสียงธรรมชาติไม่เป็นไร ถ้าเป็นเสียงนก เสียงหนู เสียงจิ้งหรีด เสียงอะไรไม่มีปัญหา แต่เสียงผู้คน เสียงคนเป็นพิษภัยต่อสมาธิ ทำให้จิตใจไม่สงบ เอ๊ะ เขาพูดเรื่องอะไร จิตใจมันจะส่งออกนอก เพราะฉะนั้นต้องอยู่ในมุมสงบ

ถ้านั่งในห้องพระจะดีที่สุด มันสงบดี แต่อย่าไปนั่งสูงกว่าพระ ให้นั่งต่ำกว่านะ ถ้าหากว่ามีพระพุทธรูปนั่งอยู่ต่ำกว่า เรานั่งสูงกว่าอันนั้นไม่ดี ไม่ถูกนะ จะทำให้จิตใจไม่สงบได้ เรานั่งสมาธิต่อหน้าพระประธานหรือจะนั่งข้างพระประธานก็ได้ จะพิงฝาก็ได้ แต่ไม่พิงฝาดีที่สุดนะ ถ้าพิงฝามันอยากจะหลับ
นั่งสมาธิจะนั่งพับเพียบก็ได้ จะนั่งขัดสมาธิก็ได้ หรือจะนั่งเก้าอี้ก็ได้ การนั่งภาวนาไม่ได้เลือกสถานที่

จากนั้นก็ประณมมือขึ้นระหว่างอก ไหว้พระพุทธเจ้า พรธธรรม พระสงฆ์ เพราะว่าการนั่งภาวนาเป็นพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านสอนออกมาแล้ว ครูบาอาจารย์จึงได้นำคำสอนของพระพุทธเจ้าออกมาประกาศออกมาเผยแผ่ออกมาแนะนำพวกเราท่านทั้งหลาย เพราะฉะนั้นพวกเราจะนั่งภาวนาต้องยกมือไหว้กราบพระพุทธเจ้าก่อน ประณมมือขึ้นแล้วระลึกถึงพระพุทธเจ้า พุทโธ ธัมโม สังโฆ (๓จบ) จากนั้นก็ทำจิตใจให้นิ่งจากนั้นก็เอามือลง บริกรรมพุทโธ หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ อันนี้ล่ะคือวิธีการภาวนา วิธีการประพฤติปฏิบัติ

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “สงบอย่างเดียว ดับทุกข์ได้จริงหรือ”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๙





#กฎแห่งกรรมและกฎของไตรลักษณ์
"...สิ่งที่ศาสนานำมาสอนมาเผยแผ่ให้แก่สัตว์โลกและพุทธศาสนิกชนนั้น ก็คือความจริงที่เป็นสากล ความจริงที่เป็นอมตะ คือเป็นความจริงที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ความจริงนี้มีอยู่ ๒ ประการด้วยกัน หรือ ๒ กลุ่มด้วยกัน ประการแรกเรียกว่ากฎแห่งกรรม ประการที่ ๒ เรียกว่ากฎของไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ความจริงทั้ง ๒ ประการนี้ เป็นความจริงที่สมบูรณ์ครบถ้วน เป็นกฎที่สมบูรณ์ครบถ้วน ที่ไม่ต้องมีการมาแก้มาเปลี่ยนมาเพิ่มมาตัด เพราะเป็นความจริง เป็นกฎที่ไม่มีใครสามารถมาแก้มาเปลี่ยน มาตัดมาต่อได้ เป็นความจริงทางธรรมชาติ เป็นความจริงของธรรมชาติที่เกี่ยวขัองกับจิตใจของพวกเรา ที่เป็นธรรมชาติเหมือนกัน เพียงแต่ความหลงความมืดบอดของจิตใจของพวกเรา ทำให้เราไม่ได้มองเห็นว่าเรานี้เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เราคิดว่าเราเป็นสิ่งที่แยกออกจากธรรมชาติ แต่ความจริงแล้ว ใจของเรานี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ที่มีอยู่ในโลกนี้มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ มีมาอย่างต่อเนื่องไม่มีวันสิ้นสุด

แต่ใจของพวกเราที่อยู่กันนี้ เราอยู่กันด้วยความทุกข์กัน เพราะเราไม่ได้มีความรู้ในเรื่องของความจริงของกฎ ๒ กฎนี้นั่นเอง คือ กฎแห่งกรรม และ กฎของไตรลักษณ์ ถ้าเราได้เรียนรู้เรื่องกฎแห่งกรรมและเรื่องกฎของไตรลักษณ์แล้ว เราจะสามารถกำจัดความทุกข์ต่างๆที่มีอยู่ในใจของพวกเราให้หมดสิ้นไปได้ จะไม่ต้องมีความทุกข์ในใจของพวกเราอีกต่อไป

เหตุที่พวกเรายังมีความทุกข์กันอยู่ เพราะเรายังมองไม่เห็นความจริงของกฎแห่งกรรมและกฎของไตรลักษณ์นี้เอง เราจึงจำเป็นที่จะต้องเข้าหาผู้รู้อย่างพระพุทธเจ้า และพระอรหันตสาวกของพระพุทธเจ้า ที่จะสอนให้เราเห็นความจริงของกฎแห่งกรรม และเห็นความจริงของกฎไตรลักษณ์ พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระอริยสงฆ์สาวกทุกๆพระองค์ ทุกรูปนี้ มีดวงตาเห็นธรรมเหมือนกันหมด

คำว่าดวงตาเห็นธรรม ก็เห็นกฎทั้ง ๒ กฎนี้เอง เห็นกฎแห่งกรรม และเห็นกฎของไตรลักษณ์ เมื่อท่านเห็นกฎแห่งกรรม เห็นกฎของไตรลักษณ์ ท่านเห็นว่าอะไรเป็นเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์ภายในใจของท่าน ท่านก็ละเหตุนั้นเท่านั้นเอง เมื่อท่านละเหตุที่สร้างความทุกข์ให้กับใจของท่านได้ ใจของท่านก็จะไม่ทุกข์อีกต่อไป

นี่คือเรื่องราวของพระพุทธศาสนา สรุปอยู่ง่ายๆ อยู่ที่กฎทางธรรมชาติ ๒ กฎนี้เท่านั้น คือ กฎแห่งกรรม และกฎของไตรลักษณ์ ถ้าผู้ใดสามารถสอนให้ใจให้เห็นได้อย่างชัดเจนในเรื่องของกฎแห่งกรรม และในเรื่องของกฎของไตรลักษณ์แล้ว รับรองได้ว่าใจดวงนั้นจะไม่มีความทุกข์อีกต่อไป ใจดวงนั้นจะอยู่ได้อย่างสุขอย่างสบายไปตลอดอนันตกาล เพราะใจนี้เป็นของที่ไม่มีวันตาย แต่ใจที่ไม่มีความรู้เรื่องกฎแห่งกรรม ไม่มีความรู้เรื่องกฎของไตรลักษณ์ เป็นใจที่อยู่กับความทุกข์ไปตลอดอนันตกาลเช่นเดียวกัน..."

ธรรมะหน้ากุฏิ
วันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๕
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ จังหวัดชลบุรี






คนจำนวนไม่น้อยมองการงดเว้นต่าง ๆ
ของชาวพุทธในช่วงเข้าพรรษาเป็นเรื่อง
ไม่จำเป็นบ้าง เป็นการทรมานตนเปล่า ๆ บ้าง
เป็นความงมงายบ้าง สรุปเอาว่าการงดเว้น
ต่าง ๆ คือการขาดทุนความสุขที่ไม่มีพิษมีภัย
ที่ควรจะได้ในชีวิตประจำวัน ความคิดที่
ไม่ตรงกันนี้เกิดจากอุดมการณ์หรือเป้าหมาย
ชีวิตที่ต่างกัน

ชาวพุทธเราถือว่าประโยชน์และความสุข
ที่แท้ของตน พร้อมกับความสามารถในการ
สร้างประโยชน์และความสุขให้กับส่วนรวม
ขึ้นอยู่กับการชนะกิเลสในใจของตน ดังนั้น
ข้อวัตรปฏิบัติต่าง ๆ ที่อธิษฐานไว้ในช่วง
เข้าพรรษา ก็เพื่อเร่งความเพียร เพื่อชนะกิเลส
เรียกว่าทำแล้วไม่ได้ขาดทุน กลับได้กำไรชีวิต
คืออริยทรัพย์ ผู้ที่ไม่เข้าใจ คือผู้ที่ไม่มี
เป้าหมายของชีวิตทางด้านจิตใจใน
ความหมายของพุทธศาสนา ...
...
สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร





“..พระพุทธเจ้าก็ดี พระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าก็ดี ท่านผู้เป็นพระอริยะทั้งหลายเหล่านั้น ท่านมีข้อวัตรปฏิบัติเพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่างทุกกาลทุกเวลา ทุกอิริยาบถ ท่านไม่ได้เลิกละสละปล่อยวางจนตลอดชีวิต พระองค์ไม่คลุกคลี ทรงชักนำพาสาวกยินดีแต่ในที่สงบวิเวก พาสาวกของพระองค์ปฏิบัติ อัปปิจฉตา มักน้อย สันโดษ มีจิตใจเด็ดเดี่ยวมั่นคง คงที่ ไม่เปลี่ยนแปลง มรรคผล ธรรมวิเศษนั้น ไม่เลือกบุคคล เพศ ภูมิ ชนชั้น วรรณะ และไม่เลือกกาล สถานที่ ผู้ดีมีจน มรรคผลมีตลอดกาล ตลอดเวลา มีประจำอยู่แต่ไหนแต่ไรมา
เรายังขาดศีล สมาธิ ปัญญา ศรัทธา สติ ความเพียร ยัง ไม่แก่กล้าเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ จิตจึงไม่มีกำลังต่อสู้เอาชนะกับกิเลสได้
พวกเรามานี้ไม่ใช่มาเล่น เราบวชก็ไม่ใช่บวชเล่น เราบวชจริง เรามาจริง เราต้องปฏิบัติจริง จึงจะรู้จึงจะเห็นธรรมอันเป็นของจริง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงตรัสรู้ธรรมจริง เป็นสัจธรรม พระองค์ทรงแสดงธรรมเป็นคำที่มั่นคง มีอยู่และตั้งอยู่ตลอดกาล ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ทั้งในอดีต อนาคต และปัจจุบัน ไม่เคยคราคร่า ยังสดใส ใหม่เอี่ยม เต็มเปียมอยู่ตลอดกาลทุกเมื่อ ไม่เคยขาดตกบกพร่องแม้ แต่น้อย จงพากันปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อจิตจะได้มีกำลังแข็งแกร่ง ต่อสู้กับข้าศึกผู้คึกคะนองก่อกวนเราอยู่ตลอดเวลา เป็นเวลาอันยาวนาน จะนับจะประมาณกี่ร้อยกี่พันกัปกัลป์อนันตชาติ ก็ประมาณมิได้ ทำให้ เราได้รับทุกข์ทรมานมาแสนสาหัสจนนับร่องรอยไม่ได้..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 49 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร


cron