วันเวลาปัจจุบัน 13 ส.ค. 2026, 08:17  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสต์ เมื่อ: 11 ส.ค. 2026, 05:13 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5602


 ข้อมูลส่วนตัว


ความสงบ พูดไม่ยาก แต่ทำยาก

แต่พูดมันง่าย หากทำแล้วมันก็ยาก เหมือนกับพูดว่า “ฮึ ทำนาไม่เห็นยากเลย ไปทำนาดีกว่า” ครั้นพอไปทำนาเข้า วัวก็ไม่รู้จักควายก็ไม่รู้จัก คราดไถก็ไม่รู้จักทั้งนั้น เรื่องการทำไร่ทำนานี่ ถ้าแค่พูดก็ไม่ยาก แต่พอลงมือทำจริงๆสิจึงรู้ว่ามันยากอย่างนี้เอง

หาความสงบอย่างนี้ ใครๆก็อยากสงบด้วยกันทั้งนั้น ความสงบมันก็อยู่ตรงนั้นแหละ แต่ว่าเราไม่ทันจะรู้จักมัน จะตามจะพูดกันสักเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักขึ้นมาได้หรอก

ฉะนั้น ให้ทำ ให้ตามรู้จักให้ทันว่า กำหนดลมเข้าออก กำหนดว่าพุทโธ...พุทโธ... เอาเท่านี้แหละ ไม่ให้คิดไปไหนทั้งนั้น ในเวลานี้ให้มีความรู้อยู่อย่างนี้ ทำอยู่อย่างนี้ ให้เรียนอยู่เท่านี้แหละ ให้ทำไปๆอย่างนี้แหละ จะนึกว่าทำอยู่นี่ก็ไม่เห็นมันเป็นอะไรเลย ไม่เป็นไรไม่เป็นก็ให้ทำไป ไม่เห็นก็ให้ทำไป ให้ทำไปอยู่นั่นแหละ แล้วเราจะรู้จักมัน

เอาละนะ ทีนี้ลองทำดู ถ้าเรานั่งอย่างนี้ แล้วมันรู้เรื่อง ใจมันจะพอดีๆ พอจิตสงบแล้ว มันก็รู้เรื่องของมันเองหรอก ต่อให้นั่งตลอดคืนจนสว่าง ก็จะไม่รู้สึกว่านั่ง เพราะมันเพลิน พอเป็นอย่างนี้ทำได้ดีแล้ว อาจจะอยากเทศน์ให้หมู่พวกฟังจนคับวัดคับวาไปก็ได้ มันเป็นอย่างนั้นก็มี

เมื่อจิตสงบ อย่าปล่อยไปตามอารมณ์

เหมือนอย่างตอนที่พ่อสางเป็นผ้าขาว คืนหนึ่งเดินจงกรมแล้วนั่งสมาธิ มันเกิดแตกฉานขึ้นมา อยากเทศน์ เทศน์ไม่จบ เราได้ยินเสียง นั่งฟังเสียงเทศน์ “โฮ้ว โฮ้ว โฮ้ว” อยู่ที่กอไผ่โน่น ก็นึกว่า “นั่นผู้ใดหนอเทศน์กันกับใคร หรือว่าใครมานั่งบ่นอะไรอยู่” ไม่หยุดสักทีก็เลยถือไฟฉายลงไปดู ใช่แล้ว ผ้าขาวสางมีตะเกียงจุด นั่งขัดสมาธิอยู่ใต้กอไผ่ เทศน์เสียจนฟังไม่ทัน

ก็เรียก “สาง เจ้าเป็นบ้าหรือ”

เขาก็ตอบว่า “ผมไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร มันอยากเทศน์ นั่งก็ต้องเทศน์ เดินก็ต้องเทศน์ ไม่รู้ว่ามันจะไปจบที่ไหน”

เราก็นึกว่า “เฮอ คนนี่มันเป็นไปได้ทั้งนั้น เป็นไปได้สารพัดอย่าง..”

เทศนาธรรมเรื่อง“ปฎิบัติกันเถิด”
สุภทฺโทวาท
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท)
วัดหนองป่าพง ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี
(พ.ศ.๒๔๖๑–๒๕๓๕)







#โอวาทธรรม
#หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล

โอวาทธรรม หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล

วิปัสสนานี้ มีผลอานิสงส์ใหญ่

วิปัสสนานี้ มีผลอานิสงส์ใหญ่ยิ่งกว่าทาน ศีล พรหมวิหารภาวนา ย่อมทำให้ผู้เจริญนั้นมีสติไม่หลงเมื่อทำกาลกิริยา มีสุคติภพ คือ มนุษย์และโลกสวรรค์เป็นไปในเบื้องหน้า

หากยังไม่บรรลุผลทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ถ้าอุปนิสัยมรรคผลมี ก็ย่อมทำให้ผู้นั้นบรรลุมรรคผล ทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพานได้ในชาตินี้นั่นเทียว

หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล
วัดดอนธาตุ จังหวัดอุบลราชธานี





“ต้องศึกษาจากผู้ปฏิบัติและสำเร็จผลแล้ว ”

วันนี้เป็นวันพระ วันธรรมสวณะ วันฟังธรรม เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติธรรมในลำดับต่อไป การปฏิบัติธรรมนี้เป็นการปฏิบัติจิตตภาวนา คือทำใจให้สงบ ให้ได้สัมผัสกับรสแห่งธรรมที่ชนะรสทั้งปวง การทำจิตใจให้สงบนี้จะทำให้สำเร็จได้จะต้องรู้จักวิธีกำจัดอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้นในเวลาที่ปฏิบัติหรือก่อนที่จะปฏิบัติ อุปสรรคที่จะขวางไม่ให้การปฏิบัติไม่ให้เกิดผลขึ้นมามีอยู่ 5 ประการด้วยกัน เรียกว่า นิวรณ์ 5

นิวรณ์ก็คืออุปสรรคที่จะขวางกั้นการบำเพ็ญจิตตภาวนาให้ไปสู่ผล คือไปสู่ความสงบ ผู้ปฏิบัติเมื่อเกิดนิวรณ์ขึ้นมา จำเป็นจะต้องรู้วิธีแก้นิวรณ์เหล่านี้ เพราะถ้าแก้ไม่ได้ก็จะไม่สามารถก้าวหน้าไปสู่ความสงบได้ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น สำหรับผู้ปฏิบัติที่จิตตภาวนา ที่จะต้องศึกษาเรื่องนิวรณ์5 นี้ว่ามีอะไรบ้าง และเมื่อเวลาเกิดขึ้นมาแล้วจะแก้อย่างไร นิวรณ์5 นี้ข้อที่ 1 ก็คือความลังเลสงสัย ในพระธรรมคำสั่งคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าเป็นจริงหรือไม่ นิวรณ์ข้อที่ 2 คือกามฉันทะ คือความยินดีกับการหาความสุขทางกามคุณ5 คือทางตา หู จมูก ลิ้น กาย นิวรณ์ข้อที่ 3ก็คือโทสะ ความโกรธ ที่อาจจะเกิดขึ้นก่อนหรือขณะที่บำเพ็ญจิตตภาวนาก็ได้ ข้อที่4 คือความง่วงเหงาหาวนอน นักปฏิบัติมักจะเจอปัญหาเวลานั่งสมาธิทีไร มักจะนั่งหลับกันอยู่เรื่อยๆ โดยไม่รู้ว่านี่คือสาเหตุ ที่จะทำให้ไม่เกิดผลขึ้นมา และมีวิธีแก้ว่าจะแก้อย่างไร ข้อที่ 5 ก็คือความฟุ้งซ่าน นั่งสมาธิแล้วจิตไม่ยอมสงบ ไม่ยอมหยุดคิด คิดเรื่องนั้น คิดเรื่องนี้ คิดไปเรื่อยเปื่อยจะแก้อย่างไร อันนี้คือนิวรณ์5 อุปสรรคที่ขวางกั้นการทำจิตใจให้สงบ ที่ผู้ปฏิบัติควรจะรู้จัก

และเมื่อเกิดขึ้นมา ควรจะรู้จักวิธีแก้ไขดับนิวรณ์เหล่านี้ไปให้ได้ ข้อที่1 คือความลังเลสงสัยในพระธรรมคำสั่งคำสอนของพระพุทธเจ้า วิธีแก้ความลังเลสงสัย ก็คือเราต้องศึกษาให้มากขึ้น ศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยตรง คือศึกษาจากพระสูตรต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ หรือศึกษาจากพระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า คือ พระสุปฏิปันโนทั้งหลาย คือพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ที่ได้ปฏิบัติมาแล้วได้ผ่านปัญหาเหล่านี้มาแล้ว และรู้วิธีแก้ปัญหาเหล่านี้ว่าแก้อย่างไร ถ้าเราไม่ได้ศึกษาพระธรรมคำสอนมาก ศึกษาเพียงนิดหน่อย เราอาจจะยังไม่เข้าใจในวิธีการปฏิบัติต่างๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้ปฏิบัติกัน เราจะไม่รู้ว่าควรจะปฏิบัติอย่างไหนก่อน อย่างไหนทีหลัง เมื่อเราไม่รู้เราก็จะสงสัยว่า จะปฏิบัติแล้วจะเกิดผลขึ้นมาได้อย่างไร ลองปฏิบัติก็ไม่เกิดผล เพราะว่าอาจจะปฏิบัติไม่ถูก จึงจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาอย่างถ่องแท้ถึงวิธีการ ทำใจให้สงบว่าจะต้องทำอย่างไร และทำไปแล้วจะได้ผลอย่างไร สิ่งเหล่านี้เราต้องศึกษาจากผู้รู้ ผู้ที่มีประสบการณ์ที่ได้ปฏิบัติและได้สำเร็จผลมาแล้ว

ถ้าไปศึกษาหรือไปได้ยินได้ฟังจากผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติก็อาจจะไม่ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ก็อาจทำให้เราเกิดความลังเลสงสัย ไม่มั่นใจว่าการปฏิบัติของเรานี้ถูกต้องหรือไม่ จะนำไปสู่การได้รับผล คือความสงบหรือไม่ ดังนั้นจะต้องพยายามศึกษาธรรมะ คำสั่งคำสอนจากพระพุทธเจ้าก็ดี หรือจากพระอริยสงฆ์สาวกก็ดี ซึ่งก็มีบันทึกไว้ในหนังสือต่างๆ ในพระไตรปิฎกก็มีบันทึกวิธีการปฏิบัติธรรม ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ สอนไว้ เช่นในสติปัฏฐานสูตร เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง ทรงสอนวิธีเจริญสติเพื่อให้จิตใจมีความสงบ มีกำลังที่จะหยุดความคิดต่างๆ เพื่อที่จะให้จิตใจเวลานั่งสมาธิจิตใจจะได้รวมเข้าสู่สมาธิได้ สอนวิธีเจริญสติว่าต้องเจริญอย่างไร เจริญตั้งแต่ตื่นขึ้นมาจนหลับ นี่คือสิ่งที่เราต้องศึกษา หรือก็อาจจะศึกษาจากหนังสือ ของครูบาอาจารย์ที่ท่านล่วงลับไปแล้ว แต่เป็นที่ยืนยันกันว่า ท่านเป็นพระอรหันตสาวก ของพระพุทธเจ้า เช่นหลวงปู่หลวงตาต่างๆ ในสายปฏิบัติเช่น หลวงปู่มั่น หลวงปู่ชา หลวงตามหาบัวหนังสือของท่านเหล่านี้ จะสอนวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้อง

ถ้าเราศึกษาแล้วเราจะเกิดความเข้าอกเข้าใจ เราจะรู้ว่าจะทำอย่างไรถึงจะทำให้ใจสงบได้ ถ้าเราได้ศึกษาอยู่เรื่อยๆได้ฟังเทศน์ฟังธรรมหรือได้อ่านหนังสือธรรมะ ของพระพุทธเจ้าก็ดี ของพระสงฆ์อริยสาวกของพระพุทธเจ้าก็ดี เราก็จะเกิดความเข้าใจดีขึ้น ดังในอานิสงส์ของการฟังเทศน์ฟังธรรม มี 5 อาสิสงส์ด้วยกัน 1 ใน 5 อานิสงส์ก็คือ จะกำจัดความลังเลสงสัยในธรรม คำสั่งคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ จะได้ยินได้ฟังในธรรมที่เรา ไม่เคยได้ยินได้ฟัง ได้ศึกษามาก่อน ธรรมที่เราได้ยินได้ฟังได้ศึกษาแล้ว เมื่อเราได้ฟังซ้ำอีกได้ศึกษาซ้ำอีก ก็จะเกิดความเข้าใจดีมากขึ้นไปตามลำดับ จะทำให้เรามีความเห็นที่ถูกต้อง และจะทำให้จิตใจเรา สงบ เย็น สบาย

นี่คืออานิสงส์หรือประโยชน์ที่เราจะได้รับจากการศึกษา จากการฟังเทศน์ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าก็ดี ของพระอริยสงฆ์สาวกทั้งหลายก็ดี เราจึงควรที่จะพยายามศึกษาธรรมะอยู่เรื่อยๆ ถาเรายังไม่มั่นใจในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เกี่ยวกับเรื่องกฎแห่งกรรมก็ดี เกี่ยวกับเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิดก็ดี เกี่ยวกับเรื่องบรรลุมรรคผลนิพพานก็ดี การหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นจริงหรือไม่ ปฏิบัติแล้วจะได้ผลตามที่ทรงแสดงไว้ได้หรือไม่ ถ้าเราศึกษาเข้าไปแล้วเราจะได้ เรียนรู้ถึงเหตุถึงผล และถึงความเป็นจริงต่างๆของเรื่องราวเหล่านี้ เมื่อเราได้เรียนรู้มากขึ้น เข้าใจมากขึ้น ความลังเลสงสัยก็จะน้อยลงไป และก็จะหมดไปได้ในที่สุด

เมื่อเรามีความเชื่อมั่น ในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเต็มร้อยแล้ว เราก็จะมีความศรัทธา มีความเชื่อเต็มร้อย มีความฉันทะ วิริยะ คือมีความยินดี มีความพากเพียรที่จะปฏิบัติอย่างเต็มที่ ไม่ลังเลสงสัยว่าถ้าปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนแล้ว ผลที่พระพุทธเจ้าทรงได้รับ เราก็จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับผลนั้นอย่างแน่นอน อันนี้คือการแก้นิวรณ์ อุปสรรคของผู้ปฏิบัติข้อที่1 ถ้าเรามีความลังเลสงสัยไม่มั่นใจ ไม่แน่ใจว่าอะไรเป็นผู้ที่จะเวียนว่ายตายเกิด ใครจะเป็นผู้ที่ไปเวียนว่ายตายเกิด และใครจะหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด เพราะเราเห็นว่าร่างกายของเรานี้ มันตายไปแล้วมันก็กลายเป็นขี้เถ้าไป ถ้าเราเอาไปเผามันก็จะกลายเป็นขี้เถ้า ถ้าเอาไปฝังในดินมันก็กลายเป็นดินไป แล้วใครจะเป็นผู้ที่ไปเกิดใหม่ ไปสวรรค์ ไปอบาย หรือไปนิพพาน อันนี้เราจะไม่รู้

ถ้าเราไม่ได้ศึกษาคำสั่งคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ทรงสอนว่าเรานี้มี 2 ส่วนด้วยกัน ส่วนที่เราเห็นก็คือร่างกาย ร่างกายนี้เป็นของที่จะต้องตายไปในที่สุด ไม่ว่าจะเป็นร่างกายของใครก็ตาม แม้แต่ร่างกายของพระพุทธเจ้าเอง ก็ต้องจะตายไปเช่นเดียวกัน ร่างกายนี้ไม่ได้ไปสวรรค์ ไม่ได้ไปนรก ไม่ได้ไปนิพพาน แต่ผู้ที่ใช้ร่างกายนี้คือใจผู้รู้ ผู้คิดนี้ เป็นผู้ที่จะไปสวรรค์ ไปนรก หรือจะไปนิพพาน.

ธรรมะหน้ากุฏิ
วันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๖๗

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี






“คนที่มาทำ สมาธิ กับหลวงพ่อนี่ หลวงพ่อบอกว่า แกได้กำไรแล้ว ถึงแม้ว่าจะสงบไป ๓๐ นาที

ถึงแม้ว่าจะสงบ ไปชั่วคราว แต่ยังดีกว่า ไม่สงบเลย พอมันสงบ ทีหนึ่ง มันเป็นอริยทรัพย์

มันจะโกรธทีหลัง ก็ไม่เป็นไร เพราะว่าตอนนั้น เราไม่โกรธ มันก็ได้แล้ว”

ธรรมะฟ้าสาง หน้า ๓๑

สมเด็จพระญาณวชิโรดม พุทธาคมวิศิษฐ์ จิตตานุภาพ พัฒนดิลก สาธกธรรมวิจิตร วิเทศศาสนกิจไพศาล วิปัสสนาญาณธุราทร ธรรมยุตติกคณิสสรบวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี​ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

สถิต​ ณ วัดธรรมมงคลเถาบุญนนทวิหาร​ พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร







"ร่างกายของคนเรานี้ มันมีการพัฒนาได้ มันมีการส่งเสริมได้ ถ้าเราไม่รู้จักรักษามันก็ตายเร็ว ถ้ารู้จักรักษามันก็ตายช้า

เหมือนกันกับรถ ถ้ารู้จักใช้ มันก็ใช้ได้ ๑๐ ปีกว่า แต่ทีนี้ไม่รู้จักใช้ สมบุกสมบันใช้ปีกว่าก็พังแล้ว"

สมเด็จพระญาณวชิโรดม
(หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)

คัดจากหนังสือ ธรรมะรุ่งอรุณ ๖ หน้า ๑๓๑







มีชายคนหนึ่งเดินออกไปชายหาด
เห็นปลาดาวลอยมาติดอยู่บนหาดทราย
จำนวนนับหมื่นตัว เขาก็รู้สึกสงสาร
เลยจับปลาดาวทีละตัวโยนลงไปในทะเล
เพื่อนเขาเดินตามออกมาพบจึงถามว่า
ทำอะไรอยู่ เขาตอบว่าช่วยชีวิตปลาดาวอยู่
เพื่อนเขาบอกว่า อย่าไปเสียเวลาทำอยู่เลย
ปลาดาวมีจำนวนเป็นหมื่นตัว ช่วยอย่างไร
ก็ช่วยได้ไม่หมดหรอก เขาบอกว่า ไม่เป็นไร
เมื่อเขาจับโยนลงไปในทะเลตัวหนึ่งก็พูดว่า
ช่วยตัวนี้ได้แล้ว ช่วยตัวนี้ได้อีกตัวแล้ว
ทำไปเรื่อยๆ เหมือนการทำความดีที่ต้อง
ทำเรื่อยๆ ไม่ต้องคิดว่าจะทำให้ได้สำเร็จ
ในวันเดียว ...
...
สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร






การปฎิบัติของเราต้องมีความสุข
การปฎิบัติใจ เค้าต้องปฏิบัติที่กายนะ
ปฏิบัติที่กาย เหมือนกับพวกที่เค้าฝึกทหารน่ะนะ

ถ้ามีการปฎิบัติติดต่อต่อเนื่อง ๓ อาทิตย์ขึ้นไป
จิตใจของเรามันก็จะเปลี่ยนแปลง

ความเคารพ . . .
มันถึงเป็นเหตุให้เกิดความสงบน่ะ
เราเอาตัวตนเป็นที่ตั้ง
แสดงว่า เราไม่เคารพในพระพุทธเจ้า
ในพระธรรม ในพระอริยสงฆ์
เราไม่รู้ไม่เข้าใจ
เราก็คิดไปเรื่อยน่ะ ปรุงแต่งไปเรื่อย

เราไม่รู้ไม่เข้าใจ
เราคิดว่า
ใจของเราไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็น
คิดไปเรื่อย ปรุงแต่งไปเรื่อย
เลยมีผัวมีเมียทั้งวันทั้งคืนเลยพวกนี้

แต่ก่อนเราไม่รู้ไม่เข้าใจว่า
ทำไมพระพุทธเจ้า
รักษาพระวินัยเล็กๆ น้อยๆ น่ะ
เพราะว่าพระวินัย สิกขาบทน้อยใหญ่นี้
มันจะเป็นเหตุเป็นปัจจัย

สมมุติสัจจะเป็นสิ่งที่สำคัญ
เราต้องรู้ต้องเข้าใจ
เราต้องประพฤติปฏิบัติ
ต่อสมมุติสัจจะให้ถูกต้อง

เราต้องเคารพในระบบความคิด
คำพูด การกระทำ กิริยามารยาท
ที่ต้องยกเลิกตัวตนน่ะ
เพื่อให้ปฏิปทามันติดต่อต่อเนื่องเหมือนสายน้ำนะ

พวกเด็กๆ นี้ไม่เป็นไร
ใจไม่สงบให้กายมันสงบก่อน

อย่างเราไปอยู่กับอาจารย์ชา หลวงปู่มั่นอย่างนี้น่ะ
ท่านว่ายังไงเราก็ทำอย่างนั้น
ติดต่อต่อเนื่องหลายอาทิตย์มันก็ดีขึ้นนะ

อย่างอาจารย์ชาบอกว่า
อย่างนี้อย่าไปคิดนะ
อย่าไปทำนะอย่างนี้
เราก็ทำตามกติกาของท่านอย่างนี้

เราเคารพในที่ท่านบอกท่านสอนนะ
ปรากฏว่าหลายเดือนได้ผลเลยน่ะ
นั่งสมาธิอย่างนี้
เห็นคนเค้าอยู่กันไกลเป็นร้อยกิโล
รู้ว่าเค้าคิดอะไรกัน
จิตใจมีกำลัง มีพลังน่ะ

ถ้าเราไม่มีความเคารพนี้
พวกภิกษุณีมาบวชก็ไม่มีประโยชน์อะไร
เพราะว่ามันคิดไปเรื่อย
มีผัวทั้งวันทั้งคืนเลย
เราต้องเข้าใจอย่างนี้นะ

ถ้าเรายกเลิกตัวตน
เอาพุทธะ ธรรมะ สังฆะ
ยกเลิกตัวตน
มันจะเย็นเหมือนแอร์คอนดิชันไปเรื่อย

เรายกเลิกตัวตน
มันก็มีความสุขนะ
เพราะความสุขมันเป็นนิพพาน
เป็นพระนิพพานน่ะ

#หลวงพ่อกัณหา_สุขกาโม
#วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม
วันอาทิตย์ที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๖๙






การ อ โ ห สิ ก ร ร ม

ทำให้คนที่เรารัก
ท ำ ไ ด้ ง่ า ย
ส่วนคนที่ชัง
ท ำไ ด้ ย า ก
แต่ถึงกระนั้น
เราก็ต้องทำให้ได้
อ ภั ย ท า น
ซึ่งดูเหมือน
เป็นการยอมแพ้
แต่อาจเป็นชัยชนะ
ที่ " ยิ่ ง ใ ห ญ่ "
ข้ามภพข้ามชาติ

#ธรรมะ
#พระธรรมโกศาจารย์
#พุทธทาสภิกขุ






การปฏิบัติธรรมไม่ใช่ปฐมพยาบาล
เมื่อป่วยฉุกเฉิน มันสายเสียแล้ว
หลวงพ่อชาเคยสอนให้เราฝึกใจให้พร้อม
ที่จะรับมือกับเหตุการณ์ร้ายทุกประการ

“ให้เป็นมวยฉลาดซ้อมไว้ เห็นไหมนักมวย
เขาฟิตซ้อม หากระสอบมา หาทรายมาเตะ
มาถีบมัน เล่นอยู่อย่างนี้ ถึงเวลาขึ้นเวที
อย่างหนึ่งก็เสมอเขา อย่างหนึ่งก็ชนะเขา
ถ้าบุญไม่หัดสักที ไม่เตะกระสอบทรายแตก
สักใบน่ะ ขึ้นเวทีก็ถูกเขาต่อยฟันหลุด
เท่านั้นแหละ นี่ก็เหมือนกัน เมื่อถึงคราวเจ็บไข้
ลูกหายตายเสีย เมื่อสมบัติพลัดพรากไปก็
มีแต่ร้องไห้ เพราะไม่ได้ตั้งใจ คนไม่เป็นมวย
ไม่ได้ซ้อมสักทีนี้ จะต้องซ้อมอนิจจัง ทุกขัง
อนัตตา มันก็สบาย ไม่ทุกข์หลาย
เพราะเห็นตามเป็นจริง ให้ซ้อมเข้าไว้”
...
สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี
พระอาจารย์ชยสาโร






“..มูลมรดกของบิดามารดา..”

“..มารดาบิดาเป็นผู้มีเมตตาจิตต่อบุตรธิดาจะนับจะประมาณมิได้มรดกที่ท่านทำให้ กล่าวคือ รูปกายนี้แลเป็นมรดกดั้งเดิมทรัพย์สินเงินทองอันเป็นของภายนอกก็เป็นไปจากรูปกายนี้เอง

ถ้ารูปกายนี้ไม่มีแล้วก็ทำอะไรไม่ได้ ชื่อว่าไม่มีอะไรเลย เพราะเหตุนั้นตัวของเราทั้งตัวนี้เป็น “มูลมรดก” ของมารดาบิดาทั้งสิ้น จึงว่าคุณของท่านจะนับจะประมาณมิได้เลย..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
(พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





"...ผู้สนใจ ศึกษาปฏิบัติธรรม คือ ผู้สนใจ
หาความรู้ความฉลาด เพื่อคุณงามความดี
ทั้งหลาย ที่โลกเขาปรารถนากัน เพราะคน
เราจะอยู่ และไปโดยไม่มีเครื่องป้องกันตัว
ย่อมไม่ปลอดภัยต่ออันตราย ทั้งภายนอก
ภายใน

เครื่องป้องกันตัว คือหลักธรรม มีสติปัญญา
เป็นอาวุธสำคัญ จะเป็นเครื่องมั่นคง ไม่สะ
ทกสะท้าน มีสติปัญญาแฝงอยู่ กับตัวทุกอิริ
ยาบท จะคิด พูด ทำอะไร ไม่มีการยกเว้น
มีสติปัญญาสอดแทรกอยู่ด้วย ทั้งภายในและภายนอก มีความเข้มแข็งอดทนมีความเพียร ที่จะประกอบคุณงาม ความดี

คนอ่อนแอ โง่เง่าเต่าตุ่น วุ่นวายอยู่กับอารมณ์เครื่องผูกพัน ด้วยความนอนใจและเกียจคร้าน ในกิจการที่จะยกตัวให้พ้นภัย..."

หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต








“..คนโง่ชอบเงินมากกว่าคนดีและความดี ขอแต่ได้เงินแม้ตัวจะเป็นอย่างไรไม่สนใจคิด ถึงจะชั่วช้าลามกหรือแสนโสมมเพียงไรก็ตาม ขนาดนายยมบาลเกลียดกลัวไม่อยากนับเข้าบัญชีผู้ต้องหา กลัวจะไปทำลายสัตว์นรกด้วยกันให้เดือดร้อนฉิบหายก็ไม่ว่า ขอแต่ได้เงินก็เป็นที่พอใจ ส่วนจะผิดถูกประการใด ถ้าบาปมีค่อยคิดบัญชีกันเองโดยเขาไม่ยุ่งเกี่ยว คนดีกับคนชั่วและสมบัติเงินทองกับธรรมคือคุณงามความดีผิดกันอย่างนี้แล ใครมีหูมีตาก็รีบคิดเสียแต่บัดนี้อย่าทันให้สายเกินไป จะหมดหนทางเลือกเฟ้น การให้ผลก็ต่างกันสุดแต่กรรมของตนจะอำนวย จะทักท้วงหรือคัดค้านไม่ได้ กรรมอำนวยให้อย่างใดต้องยอมรับเอาอย่างนั้น ฉะนั้นสัตว์โลกจึงต่างกัน ทั้งภพกำเนิด รูปร่าง ลักษณะ จริต นิสัย สุข ทุกข์อันเป็นสมบัติประจำตัวของแต่ละราย แบ่งหนักแบ่งเบากันไม่ได้ ใครมีอย่างไรก็หอบหิ้วไปเอง ดีชั่ว สุขทุกข์ก็ยอมรับ ไม่มีอำนาจปฏิเสธได้ เพราะไม่ใช่แง่กฎหมาย แต่เป็นกฎของกรรมหรือกฎของตัวเองที่ทำขึ้น มิใช่กฎของใครไปทำให้ ตัวทำเอาเอง..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)







"...คนเราเมื่อมีลาภ ก็เสื่อมลาภ
เมื่อมียศ ก็มีเสื่อมยศ เมื่อมีสรรเสริญ ก็มีนินทา
เป็นของคู่กันมาเช่นนี้ จะไปถืออะไรกับปากมนุษย์
ถึงจะดีแสนดี มันก็ติ ถึงจะชั่วแสนชั่ว มันก็ชม
นับประสาอะไร พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐเลิศยิ่งกว่ามนุษย์ เทวดายังมีมารผจญ ยังมีคนนินทาติเตียน
ปุถุชนอย่างเราจะรอดพ้นจากโลกะธรรมดังกล่าวแล้วไม่ได้ ต้องคิดเสียว่าเขาจะติ ก็ช่าง เขาจะชมก็ช่าง เราไม่ได้ทำอะไรให้เขาเดือดเนื้อร้อนใจ
ก่อนที่เราจะทำอะไรเราคิดแล้วว่าไม่เดือดร้อนแก่ตัวเราและคนอื่น เราจึงทำ เขาจะนินทาว่าร้าย อย่างไร ก็ช่างเขา บุญเราทำ กรรมเราไม่สร้าง พยายามสงบกาย สงบวาจา สงบใจ ใยจะต้องไปกังวล กลัวใครจะติเตียนทำไม ไม่เห็นมีประโยชน์เปลืองความคิดเปล่าๆ..."

ธรรมะของท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต
วัดเทพศืรินทราวาส
พระอรหัต์กลางกรุง...







หลบอยู่ในธรรมของพระพุทธเจ้า หลบพ้น

#กรรมใครกรรมมันนะ อย่าลืม
ใครเขาอยากจะตีให้เขาตีไป
เราหลบได้เราหลบ หลบอยู่ในธรรม
#ธรรมะของพระพุทธเจ้า #ไม่มีตัวมีตนหลบพ้นนะลูก
.
ถ้าหลบไม่พ้นก็ให้รับอย่างพระโมคคัลลานะ
รับอย่างคนฉลาด อย่ารับอย่างโง่ ๆ
รับแล้วไปนิพพาน คือ
รับด้วยจิตผ่องใสบริสุทธิ์
ไม่ใช่รับด้วยความขัดข้องหมองใจ
.
จิตไม่บริสุทธิ์ การไปของจิตก็บริสุทธิ์ไม่ได้
#อย่ารับอย่างคนโง่
#เพราะมีอบายภูมิ ๔ เป็นที่ไป
.....
หลวงปู่บุดดา ถาวโร
#โอวาทธรรมพระอริยเจ้า


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 47 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร


cron