วันเวลาปัจจุบัน 15 ก.ค. 2026, 13:06  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสต์ เมื่อ: 13 ก.ค. 2026, 19:56 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5592


 ข้อมูลส่วนตัว


หลวงปู่ภาวนาวันละกี่ชั่วโมง?
เกี่ยวกับเรื่องการปฏิบัติสมาธิภาวนาของหลวงปู่
เป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อหลวงปู่มีเวลาเมื่อใดก็จะเดินจงกรมนั่งสมาธิอยู่ตลอด
ในเวลาที่ต้องไปกิจนิมนต์นอกวัด เมื่อหลวงปู่ขึ้นนั่งบนรถเรียบร้อยแล้วก็จะนั่งขัดสมาธิและกำหนดจิตภาวนาทันที
บางวันที่กลับมาถึงวัดในเวลาเย็นหรือมืดค่ำ
หลวงปู่ก็จะเดินจงกรมอย่างน้อย ๒ ชั่วโมงขึ้นไป บางครั้งนานถึง ๕ ชั่วโมง จึงค่อยพักผ่อน หลวงปู่พากเพียรเดินจงกรมเช่นนี้จนชราภาพไม่สามารถเดินได้แล้วการเดินจงกรมจึงยุติลง

มีอยู่ครั้งหนึ่ง
หลวงปู่ลงต้อนรับปฏิสันถารญาติโยมที่มากราบนมัสการหลวงปู่ ณ วัดเขาสุกิมตามปกติ
แต่สิ่งที่ผิดจากปกติคือ ในวันนั้นมีผู้คนที่หลั่งไหลมากันอย่างมาก
มองดูแล้วไม่มีที่ท่าว่าจะหมด โยมลูกศิษย์ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ หลวงปู่ จึงได้แต่คิดในใจว่า

..ถ้าญาติโยมยังมากันไม่หยุดวันนี้หลวงปู่คงไม่ได้บำเพ็ญภาวนาแน่ๆ..

ทันใดนั้นเองหลวงปู่ก็หันไปแล้วตอบความคิดในใจลูกศิษย์ทันทีว่า..

"ลูกศิษย์.. ไม่ต้องห่วงอาตมานะ อาตมาภาวนาทุกลมหายใจ"

อีกครั้งหนึ่ง.. มีพระนักศึกษาที่มาอบรมปฏิบัติธรรม ณ วัดเขาสุกิม ถามหลวงปู่ว่า

"หลวงปู่ภาวนาวันละกี่โมง?"

ซึ่งคำตอบของหลวงปู่ก็คือ

"การภาวนาไม่ต้องนับว่ากี่ชั่วโมง กี่นาที ไม่ต้องนับเที่ยว นับครั้ง
การภาวนาทำได้ตลอดเมื่อยังมีลมหายใจ
เราไม่ได้ภาวนาเอาชั่วโมง เราภาวนาเอาความสงบ
ผมนั่งรับแขกผมก็ภาวนา..
ผมจัดเข้าของผมก็ภาวนา..
นั่งรถผมก็ภาวนา..
ทำงานทำการอะไรก็ภาวนาได้"

ร่วมติดตามฟังเสียงพระธรรมเทศนาตอนต่างๆ
หรืออ่านธรรมเทศนาและเกร็ดประวัติพระเดชพระคุณ หลวงปู่สมชาย ฐตสิริโย





“เวทนาทางร่างกาย”

เรื่องของการเจริญปัญญาขั้นร่างกาย แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับร่างกายก็เรื่องเวทนา ความรู้สึกที่ได้ผ่านทางร่างกาย ซึ่งถ้าศึกษาก็จะรู้ว่า เวทนาทางร่างกายมันมีอยู่ ๓ ชนิดด้วยกัน มีสุขบ้าง มีทุกข์บ้าง มีไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง เช่น เวลาร่างกายหิว ร่างกายร้อน ก็เกิดทุกเวทนาขึ้นมา เวลาร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นไข้ ปวดระบมไปทั้งร่าง อันนี้เรียกว่าทุกขเวทนา ถ้าเดี๋ยวพอหายก็เกิดสุขเวทนาขึ้นมา พอทุกขเวทนาหายไปก็เกิดสุขเวทนาขึ้นมา พอหิวอาหารก็เกิดทุกขเวทนาขึ้นมา พอได้รับประทานอาหารอิ่มก็เกิดสุขเวทนาขึ้นมา ส่วนเวทนาอีกอันก็เป็นเวทนาที่อยู่ระหว่างสุขกับทุกข์นี่เอง คือช่วงที่จะว่าหิวก็ไม่หิว จะว่าอิ่มก็ไม่อิ่ม ตอนนั้นก็ไม่ทุกข์ ตอนนั้นก็ไม่สุข ก็เรียกว่าเป็นเวทนากลางๆ นี่คือเวทนาที่จะมาทางร่างกาย แล้วก็ไปสัมผัสรับรู้ด้วยใจ แต่ใจก็โง่อีก ทั้งๆที่รู้ว่ามันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ก็ยังดันไปอยากให้มันไม่เปลี่ยนอีก เวลามันสุขก็อยากจะให้มันสุขไปอย่างเดียว ไม่อยากให้มันเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นต้น แล้วก็ไปห้ามมันได้ที่ไหน เดี๋ยวมันก็ต้องเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา ไปอยากให้มันไม่หิวก็ไม่ได้ เดี๋ยวมันก็หิว เพราะมันเป็นอนิจจังเหมือนกัน เวทนา แล้วเวลามันเป็นขึ้นมาก็ไปสั่งให้มันหายไม่ได้ เวลาเกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้นมา เป็นไข้ปวดไปทั่วทั้งตัว บอกเฮ้ยหายไป เลิกๆ อย่ามา สั่งมันไม่ได้ มันเป็นอนัตตา สั่งมันไม่ได้ เป็นธรรมชาติเหมือนกับเสียงที่เราได้ยินตอนนี้ ไปสั่งให้มันหยุดไม่ได้ ไปสั่งให้มันหยุดมันก็ไม่หยุด ถ้าไปอยากให้มันหยุด ใจก็จะวุ่นวายขึ้นมา

แต่ถ้ายอมรับว่า อ้อมันเป็นของธรรมชาติ เป็นของที่เราไปควบคุมบังคับไม่ได้ มันไม่หยุดก็ปล่อยมันร้องไป ถ้าเราไม่มีความอยาก เรามีอุเบกขา เราก็เย็นสบาย อยู่กับมันไปได้ เวทนาก็แบบนี้ ที่เรามาฝึกนั่งแล้วให้มันเจ็บ ก็ฝึกเพื่อให้เราหัดทำใจเฉยๆ ปล่อยวางเวทนา มันเจ็บก็ปล่อยให้มันเจ็บไป มันไม่ทำลายเราได้หรอก เราคือผู้รู้ผู้คิดนี้ ไม่มีอะไรจะทำลายเราได้ ต่อให้ร่างกายมันระเบิดเป็นเสี่ยงๆจากระเบิด มันก็ไม่มาทำลายจิตของเราได้ ผู้รู้ผู้คิดนี้ไม่ได้มีอยู่ในร่างกาย ไม่ได้ถูกทำลายไปกับร่างกาย เพียงแต่ผู้รู้ผู้คิดนี้ไปโง่เอง ไปคิดว่าตนเองอยู่ในร่างกายเท่านั้นเอง เหมือนคนที่ดูหนังแล้วโง่ คิดว่าตัวเองอยู่ในจอ พอดูหนังผีก็เลยกลัวขึ้นมา ไม่กล้านอนเลย หลับตา กลัวเดี๋ยวผีจะมาบีบคอ ทั้งๆที่นั่งดูเฉยๆ แต่ตอนนั้นไม่มีสติซะแล้ว ไม่มีปัญญาซะแล้ว คล้อยตามไปกับภาพยนตร์ที่ดู ว่าตัวนี้อยู่ในจอภาพยนตร์เสียแล้ว อันนี้ก็เหมือนกัน จิตไม่ได้อยู่ในร่างกาย จิตไม่ได้เป็นผู้ที่ถูกเวทนาบีบคั้นไปอย่างใด ผู้ที่ถูกเวทนาบีบคั้นก็คือร่างกาย แต่ร่างกายมันกับไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร ร่างกายมันไม่รู้เรื่อง เหมือนจอภาพยนตร์นี้มันไม่ได้เดือดร้อนอะไร เวลาภาพที่ปรากฏบนจอ ยิงกันระเบิดกันตูมตาม จอภาพยนตร์ฉีกไหม ไม่ฉีกนะ

อันนี้ก็เหมือนกัน เวทนามันจะรุนแรงขนาดไหน มันก็ไม่ได้ทำให้ร่างกายหายไปหรือระเบิดเป็นเสี่ยงๆไป มันก็เป็นอยู่เหมือนเดิม กระดูกก็ยังเป็นเหมือนเดิม เนื้อก็ยังเป็นเหมือนเดิมอยู่เท่านั้นเอง ผู้รู้คือใจก็เป็นเหมือนเดิมอยู่เท่านั้นเอง เพียงแต่ว่าผู้รู้คือใจไม่รู้จักวิธีปฏิบัติกับเวทนา พอเกิดเวทนาขึ้นมาก็เกิดตัณหาความอยากขึ้นมา ถ้าสุขก็อยากให้มันสุขไปนานๆ ถ้าทุกข์ก็อยากจะให้มันหายไปทันที พอมันไม่ได้ดังใจอยากก็เครียดขึ้นมาในใจนั้นเอง แต่ถ้ามาศึกษาธรรมชาติของเวทนาว่ามันเป็นของมัน มันสุขก็เปลี่ยนมันไม่ได้ มันทุกข์ก็เปลี่ยนมันไม่ได้ มันก็ต้องทำใจเท่านั้น หัดอยู่กับมันไปให้ได้ พอทำใจให้อยู่กับมันได้ เฉยๆได้ เป็นคนดูหนังแบบไม่มีอารมณ์ ดูไปบอกตัวเองคอยหยิกตัวเองว่า เฮ้ยมันเป็นแค่หนังเท่านั้นเอง เวทนานี้ก็เป็นเหมือนหนัง มันปรากฏอยู่ที่ร่างกาย ใจเป็นผู้ดูก็ดูมันไป ใจเหมือนดูคนอื่นเจ็บปวดอย่างนี้ เวลาคนอื่นเจ็บปวด เราไปเจ็บปวดกับเขาหรือเปล่า เราไม่เจ็บปวดด้วย เราก็รู้ว่าเขาเจ็บปวด แต่เราก็ดูเฉยๆ เราก็จะไม่ทุกข์ เราก็จะไม่วุ่นวาย เราก็จะไม่รุ่มร้อนจิตใจขึ้นมา ใจก็จะเย็นจะเฉย

นี่ก็อีกวิธีหนึ่งที่จะต้องหัดศึกษา เพราะไม่ช้าก็เร็วจะต้องเจอทุกขเวทนากันทุกคน ถ้าไม่รู้วิธีปฏิบัติกับทุกขเวทนา เวลาเกิดขึ้นใจจะร้อนขึ้นมา จะวุ่นวายขึ้นมา บางทียังไม่ทันเกิดร้อนขึ้นไปก่อนแล้ว หมอบอกว่าต้องผ่าตัดแล้วนี่ ใจก็ร้อนขึ้นมาแล้ว หมอบอกจะต้องฉีดยา ใจร้อนขึ้นไปก่อนแล้ว แต่ถ้าได้ศึกษาธรรมชาติว่า เวทนามันก็เป็นอย่างนี้ ห้ามมันไม่ได้ มันมากับร่างกาย ถึงเวลามันจะเจ็บก็ต้องให้มันเจ็บไป เจ็บก็เจ็บไป เดี๋ยวมันก็หาย มันก็หมดไป ไม่หมดแบบถาวรก็หมดแบบชั่วคราว หมดแบบชั่วคราวก็คือยังไม่ตายเท่านั้นเอง ถ้าหมดแบบถาวรก็ตายเท่านั้นเอง มันก็หมด ก็มีเท่านั้นเรื่องของเวทนา เกิดมาแล้วต้องมาเจอมันต้องอยู่กับมันให้ได้ ไม่ต้องไปทุกข์ไปวุ่นวายกับมันมาก ถ้ารู้จักธรรมชาติของมัน และรู้จักวิธีที่จะปฏิบัติกับมัน ก็คือปล่อยวางด้วยอุเบกขา ด้วยปัญญาเท่านั้นเอง แล้วก็จะไม่มีปัญหากับเวทนาต่อไป เวทนามันก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของมันอยู่เรื่อยๆ พระพุทธเจ้าพระอรหันต์หลังจากบรรลุแล้วท่านก็ยังเจอมันอยู่เหมือนเดิม ก่อนบรรลุก็เจอมันเหมือนเดิมเหมือนกัน แต่ก่อนบรรลุกับหลังจากบรรลุนี้ใจปฏิบัติกับมันไม่เหมือนกัน

ตอนที่ไม่บรรลุนี้ก็อยากให้มันหายถ้ามันทุกข์ ถ้าสุขก็อยากจะให้มันอยู่ไปนานๆ แล้วก็เสียใจเวลามันหมดไป เวลามันทุกข์แล้วมันไม่หมดก็วุ่นวายใจ แต่พอบรรลุแล้วทีนี้ก็ไม่วุ่นวายไปกับเวทนาทั้ง ๓ จะมาแบบไหนก็ปล่อยมันมา ปล่อยมันไปตามธรรมชาติของมัน ใจก็จะสบาย นี่คือข้อสอบหรือความรู้ที่ต้องศึกษาส่วนที่ ๒ คือความรู้เรื่องของเวทนาว่าเป็นอย่างไร ความรู้ส่วนที่ ๓ ต้องศึกษาก็คือจิต จิตก็เป็นจิตที่มีอารมณ์แปรผันไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ดีใจเดี๋ยวก็เสียใจ เดี๋ยวก็เครียด เดี๋ยวก็ซึมเศร้า เดี๋ยวก็เหงาหงอย เดี๋ยวก็ตื่นเต้น เปลี่ยนอารมณ์ไปเรื่อยๆตามภาวะที่ไปสัมผัสรับรู้ ก็ให้รู้ว่ามันก็เป็นอนัตตาเหมือนเวทนา รู้ว่ามันเป็นอนิจจังเหมือนเวทนา มันเกิดแล้วเดี๋ยวมันก็ดับไป อย่าไปอยากให้มันอยู่หรืออย่าไปอยากให้มันหาย เพราะไปอยากแล้วเวลามันไม่ได้ดังใจก็จะทำให้เครียด ให้รู้ทันแล้วปล่อยวางเช่นเดียวกับเวทนา แล้วต่อไปจิตก็จะไม่ร้อนกับอะไรอีกต่อไป เพราะทั้งหมดนี้มันมารวมอยู่ที่ ๓ ตัวนี้เอง ของภายนอกมันจะเข้ามา เหตุการณ์ต่างๆภายนอก มันก็จะแปลงเข้ามาในใจ เข้ามาที่ร่างกายให้เป็นเวทนาบ้าง เป็นสุข เป็นทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์บ้าง แต่จิตคืออารมณ์ในจิต ให้เป็นจิตมีอารมณ์ดีบ้างอารมณ์เสียบ้าง

ถ้าเราเข้าใจเรื่องของจิต เรื่องของเวทนา เรื่องของร่างกายแล้ว และปล่อยวางได้แล้ว ความรุ่มร้อนใจก็ไม่มีเหลืออยู่ในใจอีกต่อไป ใจปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างได้หมด ทั้งข้างนอกทั้งข้างใน ข้างนอกมันก็ปล่อยตั้งแต่เริ่มปฏิบัติแล้ว ผู้ปฏิบัตินี้ก็เริ่มปล่อยข้างนอกแล้ว ปล่อยลาภยศสรรเสริญ ปล่อยรูปเสียงกลิ่นรสแล้ว แล้วก็เข้ามาศึกษา มาปล่อยที่ข้างใน ปล่อยร่างกาย ปล่อยเวทนา แล้วก็ปล่อยจิต พอปล่อยได้หมดก็ไม่มีปัญหากับจิตอีกต่อไป ไม่มีอะไรมาสร้างความวุ่นวายใจ ไม่มีอะไรมาสร้างความรุ่มร้อนใจให้กับจิตอีกต่อไป จิตก็จะเย็นสบายไปตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมง ๓๖๕ วัน จะมีแต่ความเย็นสบายตลอดเวลา เรียกว่า ปรมัง สุขังนี้เอง นี่คือวิธีการใช้ธรรมะมาเป็นเครื่องปรับอากาศให้กับใจ ให้ใจร่มเย็นเป็นสุข ผู้ที่จะทำให้ใจร่มเย็นเป็นสุขได้ จึงจำเป็นจะต้องศึกษาพระธรรมคำสั่งคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่สอนให้ปฏิบัติมรรค ๘ นี้เอง ให้เจริญมรรค ๘ ให้ได้ ให้มีสัมมากัมมันโต สัมมาวาจา คือศีล สัมมาอาชีโว คืออาชีพชอบ อาชีพที่ชอบที่แท้จริงก็คือการหาธรรมะนี่เอง ไม่ใช่หาเงินหาทองหาลาภยศสรรเสริญ หาธรรมะ หารสแห่งธรรมที่ชนะรสทั้งปวง ถ้ามีสัมมาอาชีโวแล้วก็จะมีเวลามาเจริญสัมมาวายาโม ความเพียรชอบ เพียรหาธรรมะ

ธรรมะที่หาก็คือสติธรรม สัมมาสติ พอมีสัมมาสติก็จะได้สัมมาสมาธิ ได้สัมมาสมาธิก็สามารถที่จะไปเจริญสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกับโปได้ต่อไป ก็จะได้มรรค ๘ ครบทุกองค์ พอมีมรรค ๘ ครบทุกองค์ ความรุ่มร้อนของใจก็หายไป เหมือนกับเราไปซื้อชิ้นส่วนต่างๆของเครื่องปรับอากาศ สมัยนี้เขามีแบบประหยัด ถ้าอยากจะประหยัดเงินก็ไปซื้อแบบที่มาประกอบเอาเอง เราก็ไปซื้อชิ้นส่วนของเครื่องปรับอากาศมาประกอบเอง จะได้ประหยัดค่าใช้จ่ายลง ตอนนี้ไม่ทราบจะมีหรือเปล่า แต่มีของบางอย่างที่เราสามารถที่จะประกอบเองได้ เขาให้เราไปซื้อชิ้นส่วนมา แล้วเขาก็มีหนังสือแนะสอนวิธีประกอบให้ สำหรับพวกที่อยากจะทดลองฝีมือของตนเอง ก็มักจะไปซื้อของพวกนี้ เขาเรียก Do it yourself D.I.Y ของที่เอามาประกอบกันเอง อันนี้ก็เหมือนกัน พระพุทธเจ้าก็ให้ชิ้นส่วนของเครื่องปรับอากาศใจมา ๘ ชิ้น มาครบทุกชิ้นส่วน เอามรรค ๘ นี้มาประกอบกันขึ้นมา พอมีมรรค ๘ แล้วก็สามารถเปิดเครื่องปรับอากาศใจได้ ทำให้ใจเย็นใจสบายไปตลอด ไม่มีคำว่ารุ่มร้อนจิตใจหลงเหลืออยู่ภายในใจอีกต่อไป นี่แหละคือใจของพระพุทธเจ้าและใจของพระอรหันตสาวกทั้งหลาย ท่านเป็นใจที่ร่มเย็นเป็นสุขตลอดเวลา.

ธรรมหน้ากุฏิ
วันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๓

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 113 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร