วันเวลาปัจจุบัน 19 พ.ค. 2026, 18:33  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสต์ เมื่อ: วันนี้, 05:48 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5562


 ข้อมูลส่วนตัว


“..ธรรมที่ลึกลับ
ไม่ควรพูดให้คนอื่นรู้
เพราะคนอื่นไม่เห็นตาม ธรรมจะเสีย
ต้องพูดต่อผู้ปฏิบัติเหมือนกัน..”

โอวาทธรรม
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต







“..สติปัฏฐานเป็นความรู้อนันตนัยหาประมาณมิได้ ไม่เหมือนความรู้ชนิดอื่น สนฺทิฎฺฐิโก เห็นด้วยเฉพาะนักปฏิบัติ ปจฺจตฺตํ รู้เฉพาะในดวงจิต รู้ธรรมลึกลับสุขุมคัมภีรภาพ

กุศลธรรมทั้งปวง ตั้งอยู่ใน ศีล แล้ว ไม่มีการเสื่อม กุศลธรรมทั้งหลายมี สมาธิ เป็นหัวหน้า สติ เป็นลักษณะเลือกเฟ้นธรรมทั้งหลาย ศรัทธา หยั่งลงสู่ไตรลักษณ์แล้ว ไม่มีเสื่อม ปัญญา พิจารณาตามไตรลักษณ์ ตัดกระแสของกิเลสของกิเลสอาสวะทั้งหลายให้สิ้นไปได้

จิตบริสุทธิ์ด้วยศีล ด้วยสมาธิความเป็นหนึ่ง มีปัญญาเกิดขึ้นพร้อม ต่อนั้นจะเกิดมโนภาพ จิตจะมีอำนาจใช้พลิกแพลงไปต่าง ๆเกิดความฉลาดรอบรู้อริยธรรม คำว่า มโนภาพ จิตมีฤทธิ์

ต่อนั้นค้นคว้าธรรมะมีหลักฐาน แต่เดินมรรคให้ถูก ปัญญาเห็นชอบ เป็นต้นนั้นเห็นร่างกายแปรปรวนไปต่าง ๆ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในกิเลสทั้งหลาย เพราะผ่านความเบื่อหน่ายมาแล้ว ขึ้นวิปัสสนา อัพยากฤต รวมดีแล้ว ถึงวิโมกข์วิมุตติความหลุดพ้นกิเลส จิตเสวยสุขเรื่อย ๆ ไปจนกว่าเข้านิพพาน..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






"...ภาวนาก็เอาแต่ดูนาฟิกา นี่ครบชั่วโมงหรือยัง ไอ้อย่างนี้มันภาวนาเอาเวลานี่ ไม่ใช่ภาวนาชำระกิเลส สำรอกกิเลส ภาวนาก็คิดแต่ว่าได้หรือ เมื่อไหร่จะได้ จะมีจะเป็น ภาวนาอย่างนี้ มันเป็นตัณหา มันเอาแต่หา แล้วอย่างงี้มันจะสงบได้อย่างไร ภาวนามันต้องปล่อย ต้องละ ต้องวาง ไม่ใช่คอยแต่จะหา จะเอา..."

โอวาทธรรมหลวงปู่ทองคำ กาญจนวัณโณ





อย่านับขั้นสมาธิ
พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)

สมาธิมีขั้นเดียว คือสมาธิ
มันจะก้าวไประดับไหน ก็คือสมาธิอันเดียว
อย่าไปนับขั้นนับตอนอะไร ขอให้มันเป็นสมาธิ

เมื่อจิตเป็นสมาธิแล้วเราละบาปได้หรือเปล่า..
ศีล ๕ เราบริสุทธิ์หรือเปล่า.. เอากันที่ตรงนี้เป็นเครื่องตัดสิน

เรื่องของสมาธิใครจะไปถึงขั้นใดตอนใด
ถ้าจิตไม่บริสุทธิ์ไม่มีทาง

ในสังคมของพุทธบริษัทที่เราต้องวุ่นวายกันอยู่นี่
เพราะศีลมันไม่เสมอกัน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระเจ้าพระสงฆ์นี่ องค์หนึ่งกินนมตอนเย็นได้
แต่อีกองค์หนึ่งกินไม่ได้ พอมาเจอกันเข้าท่านก็เถียงกัน

องค์หนึ่งจับจ่ายใช้สอยด้วยมือตนเองไม่ได้ แต่อีกองค์หนึ่งทำได้
มาเจอกันเข้าท่านก็เถียงกัน

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าการปกครองบ้านเมืองปกครองศาสนา
บ้านเมืองกฎหมายรัฐธรรมนูญนั่นแหละเป็นหลักสำคัญ
ทางศาสนาศีลคือวินัยเป็นหลักสำคัญ

กฎหมายก็ดี ศีลคือวินัยก็ดี
เป็นหลักที่เราจะปรับความประพฤติให้มีพื้นฐานเท่าเทียมกัน
ถ้าเราไปยิ่งหย่อนกว่ากันแล้วก็มีการปรักปรำกัน

แต่ทางกฎหมายปกครองบ้านเมือง
ในเมื่อมีคดีเกิดขึ้นก็ต้องมีโจทก์มีจำเลย มีหลักฐานพยาน
แต่ศีลคือวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัตินี่
ตัวเองเป็นโจทก์ตัวเอง ตัวเองเป็นจำเลยตัวเอง
ตัวเองเป็นหลักฐานพยานตัวเอง
คือตัวเองต้องพิจารณาตัวเองว่ามีความบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์

เพราะฉะนั้น เราปฏิบัติสมาธิ
จิตของเราจะไปถึงสมาธิขั้นใดตอนใด กี่ขั้นกี่ตอนก็ตาม
ผลลัพธ์ก็คือว่าเราละความชั่ว นี่มันอยู่ที่ตรงนี้

ทีนี้หลักการพิสูจน์ว่าเราละความชั่วได้หรือเปล่า
ถ้าสมมติว่าเรามีครอบครัวเราไม่แอบไปหากำไรนอกบ้าน
นั่นแสดงว่าเราบริสุทธิ์แล้ว

ดูกันง่ายๆ อย่างนี้ อย่าไปดูให้มันลึกนัก สำคัญที่ปัจจุบัน








"...กรรมดี หรือชั่ว ถ้าได้ทำลงไปแล้ว
ถึงแม้คนอื่น จะไม่รู้เรื่องที่เราทำ
ตัวเรานั่นแหละ รู้ตัวเองดีที่สุด

ถึงจะโกหก คนทั้งโลกได้
แต่เรา จะโกหกความจริงไม่ได้
ปากคนเราพูดจริง พูดเท็จได้
แต่จิตไม่เคยบอกเท็จในเรื่องของกรรม

พอตายไปแล้ว ยมบาลไม่ต้องถามให้ยาก
จิตเราที่บันทึกกรรมดีชั่ว จะอธิบายบอกเล่าให้ฟังเอง..."

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม






มรณนุสติ
...
ให้ระลึกถึงความตายทั้งวัน
ระลึกถึงความตายทั้งวัน
ยิ่งสร้างความดีขึ้นทั้งวัน
สร้างสติสตังขึ้นทั้งวันภายในจิตใจ
ความตายที่เคยเป็นภัยต่อตนเอง
กลับมาเป็นบุญเป็นคุณไปแล้ว
ที่นี่ ... เย็นไปหมดเลย
...
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน







สละ ตัวตน ออกไป
ตัวกู ของกู สละออกไป
แล้วก็รับใช้ผู้อื่น มันจะเยือกเย็นเป็นสุข ...
...
พุทธทาส อินฺทปญฺโญ





“..นี่คือวิธีการพิจารณาทุกขเวทนา เวลาเกิดขึ้นกับร่างกาย จงพิจารณาอย่างนี้ จะรู้อย่างนี้ จะเห็นอย่างนี้ ไม่เป็นอื่น...

ในนามขันธ์ หรือนามธรรมทั้งสาม คือสัญญา สังขาร และวิญญาณ เวลาพิจารณา ก็เกี่ยวโยงกับกายเหมือนกัน ในบางกรณี ข้อนี้ยกให้เป็นข้อคิดข้อพิจารณาของผู้ปฏิบัติจะพึงรู้ และปฏิบัติต่อตัวเอง ตามเหตุการณ์ที่เกิดกับตน

เพราะนามขันธ์ทั้งสามนี้ ท่านพิจารณาเป็นการเป็นงานอย่างแท้จริง หลังจากจิตรู้เท่าปล่อยวาง...รูปขันธ์เรียบร้อยแล้ว เมื่อจิตยังไม่ปล่อยวางรูปขันธ์ การพิจารณาจำต้องประสานถึงรูปขันธ์อย่างแยกไม่ออก แต่ทั้งนี้เป็นหน้าที่ และเป็นกิจจำเป็นของนักปฏิบัติจิตตภาวนา โดยเฉพาะเป็นรายๆไป หากรู้กับตัวเองว่า จะควรพิจารณาทั่วไปกับขันธ์ทั้งหลาย หรือจะพิจารณาขันธ์ใดในกาล เช่นไร

โดยเฉพาะ ผู้ปฏิบัติจิตตภาวนานั้น...จะเข้าใจในการพิจารณาขันธ์๕ ให้เหมาะสมกับการปล่อยวางเป็นวรรค เป็นตอนไป การพิจารณาอย่างกว้างขวาง ก็ในวงรูปขันธ์เท่านั้น รูปขันธ์นี้...พิสดารอยู่มาก

การพิจารณา จึงไม่ขึ้นอยู่กับผู้ใด สุดแต่ถนัดต่อการพิจารณา จะแยกแยะร่างกายส่วนต่างๆ ออก เป็นชิ้น เป็นอันจาก คำว่าสัตว์ว่าบุคคลก็ได้ จะพิจารณาเป็นอสุภะสิ่งปฏิกูลโสโครกทั้งหมดร่าง ก็ได้ จะพิจารณาไปทางไตรลักษณ์ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสามไตรลักษณ์ ก็ได้ จนจิตมีความชำนิชำนาญ ทั้งภาคอสุภะ และภาคไตรลักษณ์ จนหาที่ติดที่ข้องไม่ได้แล้ว ก็ปล่อยวาง...ไปเอง

เมื่อจิตปล่อยวางรูปขันธ์แล้ว...จิต จะหมุนเข้าสู่นามขันธ์ทั้ง ๓. คือสัญญา สังขาร วิญญาณ อย่างเต็มสติปัญญาที่มีอยู่ต่อไป ไม่มี...คำว่าท้อถอยลดละเลย สติปัญญา จะหมุนตัวไปเองโดยไม่ถูกบังคับใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเป็นขั้นสติปัญญาคล่องตัวแล้ว

เรื่องสติปัญญาคล่องตัวนี้ เริ่มเป็นมาแต่ขั้นพิจารณาอสุภะ ในรูปขันธ์คล่องตัวอยู่แล้ว จนถึงขั้นปล่อยวาง ก้าวเข้าสู่สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงคล่องตัวต่อการพิจารณาทุกแง่ทุกมุม ไม่มีคำว่า...อืดอาดเนือยนายดังที่เคยเป็นมา นอกจากต้องรั้งเอาไว้ เมื่อเห็นว่าจะเพลินต่อการพิจารณาจนเกินไป ไม่ยอมพัก ตัวในเรือน คือสมาธิ...

ที่เคยเห็นในตำราว่า มหาสติ มหาปัญญานั่น! จะปรากฏกับสติปัญญาของผู้ปฏิบัติที่หมุนตัวไปกับการพิจารณา ไม่หยุดหย่อนผ่อนคลาย ในการทำงานไปเอง ไม่ต้องถามใครนับแต่ขั้นรู้เห็นอสุภะเด่นชัด ด้วยการพิจารณาเรื่อยมา ความขี้เกียจ ความท้อแท้อ่อนแอ ความอิดหนาระอาใจหายหน้าไปหมด ไม่ปรากฏในจิตดวงนั้นเลย...

ด้วยเหตุนี้แล! จึงทำให้รู้ประจักษ์ใจว่า... อันความขี้เกียจไม่เอาไหน เป็นต้น มันเป็นสกุลกิเลสทั้งมวล เป็นตัวมัดแข้งมัดขา มัดจิตมัดใจสัตว์โลกไว้ ให้ก้าวสู่...ความดีงามไม่ออก พอถูกตปธรรม มีสติปัญญาเป็นต้นเผาผลาญให้พินาศไปแล้ว...สิ่งเหล่านี้ ไม่มีในจิตใจเลย มีแต่ความเข้มข้นแห่งความเพียรทุกๆ อิริยาบถ เว้นแต่หลับเท่านั้น นอกนั้น...เป็นท่าแห่งความเพียรทั้งสิ้น

กิเลสเหล่านั้น...ไม่กล้ามาขัดขวาง แม้จะยังมีอยู่ภายในใจ ก็ตาม เพราะนับวันจะกุสลามันอยู่แล้ว...อย่างมั่นใจ..”

อนาลโยวาท
หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู
(พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)







พระพุทธองค์ของเรา อยากจะทำพื้นฐาน
ให้มันหมดจดใสสะอาดเสียก่อน เป็นต้นว่า
เราจะปลูกบ้านปลูกอาคารเหล่านี้เป็นต้น
เราจะต้องตรวจตราดูดิน ดูสถานที่ๆปลูก
อันนั้นนะ ให้มันได้สัดส่วนเสียก่อน
ผ้าที่บ้านเราก็เหมือนกัน ถ้าเราคิดจะเอา
ไปย้อม เราก็ต้องดูมันก่อน มันสกปรก
หรือเปล่า ถ้ามันสกปรกแล้ว ก็ต้องไปชัก
ไปฟอกลงแฟ๊บเสียก่อนให้มันสะอาด
แล้วก็เอาสีมาย้อม มันก็จะกินสีดี ดังนั้น
นี่ก็เรียกว่าเราฟอกมาแล้ว ผ้าสะอาดแล้ว
มันก็กินสี

การกระทำบุญทำกุศลของเราก็เหมือนกัน
ทำจิตใจให้มันสะอาด ถ้าทำจิตสะอาดแล้ว
เรียกว่าละบาปแล้ว ละความผิดแล้ว
ละความชั่วทั้งหลายแล้ว เราจึงมาทำความดี
มาทำสิ่งที่มันถูกต้อง อะไรต่างๆเหล่านี้ล่ะ
พื้นฐานมันสะอาดแล้ว ทำอะไรก็เกิด
เป็นบุญขึ้นมา ...

สัพพะปาปัสสะอกรณัง
ละบาปเสียก่อน ละความผิดเสียก่อน
ทำความสกปรกให้มันหมดไปเสียก่อน
จึงย้อมผ้า ก็เหมือนกันฉันนั้น นี่ก็เป็นหัวใจ
ของพุทธศาสนาอันหนึ่ง ...
...
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภทฺโท)






“..ชีวิตใคร ใครก็รัก ชีวิตเรา เราก็รัก ชีวิตเขา เขาก็รัก ความตายเรากลัว ความตายเขาก็กลัว ของใคร ใครก็หวง ของเราเราหวง ของเขาเขาก็หวง จะลักจะโกงจะฆ่าจะทำร้ายใคร ขอให้นึกกลับกันเสีย ให้เห็นเขาเป็นเรา ให้เห็นเราเป็นเขา คือเราจะเป็นผู้จะถูกลักถูกโกงถูกฆ่าถูกทำร้าย ลองนึกเช่นนี้ให้เห็นชัดเจน แล้วดูความรู้สึกของเรา จะเห็นว่าที่เต็มไปด้วยโมหะนั้นเปลี่ยนเป็นเมตตากรุณาอย่างลึกซึ้ง..”

สุวฑฺฒโนวาท
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร
(พ.ศ.๒๔๕๖–๒๕๕๖)


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิก และ บุคคลทั่วไป 47 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร