วันเวลาปัจจุบัน 19 พ.ค. 2026, 20:56  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: เมื่อวานนี้, 20:12 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5562


 ข้อมูลส่วนตัว


“..นี่คือวิธีการพิจารณาทุกขเวทนา เวลาเกิดขึ้นกับร่างกาย จงพิจารณาอย่างนี้ จะรู้อย่างนี้ จะเห็นอย่างนี้ ไม่เป็นอื่น.

ในนามขันธ์ หรือนามธรรมทั้งสาม คือสัญญา สังขาร และวิญญาณ เวลาพิจารณา ก็เกี่ยวโยงกับกายเหมือนกัน ในบางกรณี ข้อนี้ยกให้เป็นข้อคิดข้อพิจารณาของผู้ปฏิบัติจะพึงรู้ และปฏิบัติต่อตัวเอง ตามเหตุการณ์ที่เกิดกับตน

เพราะนามขันธ์ทั้งสามนี้ ท่านพิจารณาเป็นการเป็นงานอย่างแท้จริง หลังจากจิตรู้เท่าปล่อยวาง...รูปขันธ์เรียบร้อยแล้ว เมื่อจิตยังไม่ปล่อยวางรูปขันธ์ การพิจารณาจำต้องประสานถึงรูปขันธ์อย่างแยกไม่ออก แต่ทั้งนี้เป็นหน้าที่ และเป็นกิจจำเป็นของนักปฏิบัติจิตตภาวนา โดยเฉพาะเป็นรายๆไป หากรู้กับตัวเองว่า จะควรพิจารณาทั่วไปกับขันธ์ทั้งหลาย หรือจะพิจารณาขันธ์ใดในกาล เช่นไร

โดยเฉพาะ ผู้ปฏิบัติจิตตภาวนานั้น...จะเข้าใจในการพิจารณาขันธ์๕ ให้เหมาะสมกับการปล่อยวางเป็นวรรค เป็นตอนไป การพิจารณาอย่างกว้างขวาง ก็ในวงรูปขันธ์เท่านั้น รูปขันธ์นี้...พิสดารอยู่มาก

การพิจารณา จึงไม่ขึ้นอยู่กับผู้ใด สุดแต่ถนัดต่อการพิจารณา จะแยกแยะร่างกายส่วนต่างๆ ออก เป็นชิ้น เป็นอันจาก คำว่าสัตว์ว่าบุคคลก็ได้ จะพิจารณาเป็นอสุภะสิ่งปฏิกูลโสโครกทั้งหมดร่าง ก็ได้ จะพิจารณาไปทางไตรลักษณ์ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือทั้งสามไตรลักษณ์ ก็ได้ จนจิตมีความชำนิชำนาญ ทั้งภาคอสุภะ และภาคไตรลักษณ์ จนหาที่ติดที่ข้องไม่ได้แล้ว ก็ปล่อยวาง...ไปเอง

เมื่อจิตปล่อยวางรูปขันธ์แล้ว...จิต จะหมุนเข้าสู่นามขันธ์ทั้ง ๓. คือสัญญา สังขาร วิญญาณ อย่างเต็มสติปัญญาที่มีอยู่ต่อไป ไม่มี...คำว่าท้อถอยลดละเลย สติปัญญา จะหมุนตัวไปเองโดยไม่ถูกบังคับใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเป็นขั้นสติปัญญาคล่องตัวแล้ว

เรื่องสติปัญญาคล่องตัวนี้ เริ่มเป็นมาแต่ขั้นพิจารณาอสุภะ ในรูปขันธ์คล่องตัวอยู่แล้ว จนถึงขั้นปล่อยวาง ก้าวเข้าสู่สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงคล่องตัวต่อการพิจารณาทุกแง่ทุกมุม ไม่มีคำว่า...อืดอาดเนือยนายดังที่เคยเป็นมา นอกจากต้องรั้งเอาไว้ เมื่อเห็นว่าจะเพลินต่อการพิจารณาจนเกินไป ไม่ยอมพัก ตัวในเรือน คือสมาธิ...

ที่เคยเห็นในตำราว่า มหาสติ มหาปัญญานั่น! จะปรากฏกับสติปัญญาของผู้ปฏิบัติที่หมุนตัวไปกับการพิจารณา ไม่หยุดหย่อนผ่อนคลาย ในการทำงานไปเอง ไม่ต้องถามใครนับแต่ขั้นรู้เห็นอสุภะเด่นชัด ด้วยการพิจารณาเรื่อยมา ความขี้เกียจ ความท้อแท้อ่อนแอ ความอิดหนาระอาใจหายหน้าไปหมด ไม่ปรากฏในจิตดวงนั้นเลย...

ด้วยเหตุนี้แล! จึงทำให้รู้ประจักษ์ใจว่า... อันความขี้เกียจไม่เอาไหน เป็นต้น มันเป็นสกุลกิเลสทั้งมวล เป็นตัวมัดแข้งมัดขา มัดจิตมัดใจสัตว์โลกไว้ ให้ก้าวสู่...ความดีงามไม่ออก พอถูกตปธรรม มีสติปัญญาเป็นต้นเผาผลาญให้พินาศไปแล้ว...สิ่งเหล่านี้ ไม่มีในจิตใจเลย มีแต่ความเข้มข้นแห่งความเพียรทุกๆ อิริยาบถ เว้นแต่หลับเท่านั้น นอกนั้น...เป็นท่าแห่งความเพียรทั้งสิ้น

กิเลสเหล่านั้น...ไม่กล้ามาขัดขวาง แม้จะยังมีอยู่ภายในใจ ก็ตาม เพราะนับวันจะกุสลามันอยู่แล้ว...อย่างมั่นใจ..”

อนาลโยวาท
หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู
(พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๒๖)





การทำสมาธิต้องมีสัจจะ มีความตั้งใจจริง ก่อนที่จะนั่งสมาธิ ไหว้พระอรหัง สวากขาโต สุปฏิปันโน จากนั้นตั้งจิตอธิษฐานในจิตใจ ข้าพเจ้าจะนั่งสมาธิ จะไม่ให้จิตใจวอกแวกไปทางอื่น ให้อยู่กับลมหายใจเข้าออกเท่านั้น ต้องมีสัจจะในใจ

จากนั้นก็กำหนดลมหายใจเข้า พุท หายใจออก โธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ พุทโธ ถ้าปรุงฟุ้งไป ดึงลากกลับมาอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก จิตใจก็แน่นเข้าสู่ความสงบ จิตใจไม่ปรุงไม่ฟุ้งซ่าน จิตใจนิ่ง นิ่งเข้าไปจนถึง ขณิกะ อุปจาระ อัปปนา แปลว่าจิตใจเข้าสู่จิตใจที่เป็นอัปปนาสมาธิ ถ้าเรามีความพยายามไม่เหลือวิสัยนะ ถ้าเราปล่อยปละละเลยมันจะห่างเหินไปเรื่อย ๆ เหมือนกับปล่อยวัวปล่อยควาย ปล่อยควายกินไกลไปเรื่อย ถ้าเราปล่อยปละละเลยนะ มันจะหากินไกลไปเรื่อยจนตามไม่เจอพู่นน่ะ

แต่ถ้าหากว่าเรามีความพยายามมีความมุ่งมั่นอยู่ ดึงลากเข้ามาหาตัวเอง มากำหนดที่ดู ให้ดูในใจของตัวเองอยู่เสมอ มันจะอยู่ในตัวนะ อยู่ในตัวของตัวเอง จากนั้นก็เราก็รู้ มันจะเคลื่อนไหวยังไง มันขยับยังไง ผลสุดท้ายมันก็นอนนะ มันกินอิ่มมันไม่ไปที่ไป เพราะเชือกมันผูกคอมันอยู่ มันก็นอน เชือกผูกคอก็คือสติสัมปชัญญะของเรา กำกับใจของเราอยู่ตลอด จากนั้นจิตใจก็จะนิ่งสงบ พอจิตใจสงบ สติกับจิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อจิตใจนิ่งสงบ สติก็เป็นอันใด จิตเป็นอันนั้น จิตเป็นอันใด สติเป็นอันนั้น สติกับจิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นิ่ง

ถ้าเราได้รับรสแห่งความสงบเพียงแค่นี้ จำไม่ลืมนะ จิตใจของเราจะนิ่งสงบ มีความสุข เราเชื่อในพระพุทธเจ้า เชื่อในพ่อแม่ครูบาอาจารย์ เชื่อในคำพูดของหลวงพ่ออีกต่างหาก ที่หลวงพ่อยกแล้วยกอีกว่า นัตถิ สันติ ปะรัง สุขัง ความสุขอื่นยิ่งกว่าจิตใจสงบไม่มี เราได้รู้รสแห่งจิตใจ จิตใจเข้าสู่ความสงบแล้ว นั่นล่ะ มีความสุขอย่างแท้จริงในจิตใจ จำไม่ลืม

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “ก่อนตายให้มั่นใจในคุณธรรมของตน”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙






“..ธรรมที่ลึกลับ
ไม่ควรพูดให้คนอื่นรู้
เพราะคนอื่นไม่เห็นตาม ธรรมจะเสีย
ต้องพูดต่อผู้ปฏิบัติเหมือนกัน..”

โอวาทธรรม
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต





คนโดยมาก มักเข้าใจผิดในผลของความดี
คือมักไปเข้าใจผลพลอยได้ว่าเป็นผลโดยตรง และมักมุ่งผลพลอยได้เป็นสำคัญ เมื่อไม่ได้ผล
เป็นวัตถุ จากการทำความดีก็จะบ่นว่าทำดี
ไม่เห็นจะได้อะไร รักษาศีลไม่เห็นร่ำรวยอะไร
เป็นเพราะไม่เข้าใจว่าผลของความดีคืออะไร

ผลของความดี คือความหลุดพ้น ผู้ทำความดี
ย่อมแสดงถึงว่าเป็นผู้ที่มีจิตหลุดพ้นจากความ
เห็นแก่ตัว มีจิตกว้างขวางออกไปโดยลำดับ
และเห็นว่าการให้สำคัญกว่าการรับ และย่อม
บำเพ็ญความดีเพื่อความดี มิใช่เพื่อผล
ตอบแทนใด ๆ เป็นสำคัญ ...
...
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
กรมหลวงวชิรญาณสังวร





ตื่นก่อนตาย

“ทุกชีวิตย่อมเดินหน้าเข้าหาความตาย นี้คือความจริงที่ไม่มีใครหนีพ้น แต่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่นึกถึง หาไม่ก็ทำตัวให้วุ่นเพื่อลืมความจริงข้อนี้ จนมีชีวิตเหมือนคนลืมตาย แต่เมื่อความตายมาถึง ก็หนีไม่พ้นที่จะ “หลงตาย” คือตายอย่างไร้สติ ด้วยความทุรนทุราย เพราะต้องการหนีความตายจนวินาทีสุดท้าย

ผู้คนเป็นอันมากตระหนักถึงความตายต่อเมื่อความตายมาประชิดตัว อาจจะเป็นเพราะเจ็บป่วยด้วยโรคร้าย หรือเพราะคนใกล้ตัวมีอันเป็นไปอย่างกะทันหัน แต่ทันทีที่นึกถึงความตาย ก็ทำใจยอมรับไม่ได้ เต็มไปด้วยความวิตกกังวล ไร้ความสดชื่นแจ่มใส กลายเป็นว่ามีชีวิตเหมือนคนตาย ไร้ชีวิตชีวา ผู้ที่มีชีวิตเหมือนคนลืมตายนั้น ในที่สุดมักจะลงเอยด้วยการมีชีวิตเหมือนคนตาย ทั้งนี้เป็นเพราะไม่เคยเตรียมใจรับมือกับความตายเลย ในเมื่อความตายคือความจริงที่หนีไม่พ้น แทนที่จะมัวแต่คิดหลบหลีก จะไม่ดีกว่าหรือหากเราเตรียมตัวเตรียมใจรับมือความจริงข้อนี้เสียแต่เนิ่น ๆ

ชีวิตนี้มีค่าเกินกว่าที่จะปล่อยไปตามยถากรรม หรือล่องลอยไปตามกระแสสังคม เอาแต่ทำมาหากิน ไขว่คว้าหายศทรัพย์ และแสวงหาความสุข จนลืมไปว่าทั้งหมดนี้เป็นของชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น แม้จะรู้ด้วยเหตุผลว่าทุกคนต้องตาย แต่ผู้คนกลับจมอยู่ในความลุ่มหลง เพลิดเพลินกับความสุขเฉพาะหน้า หรือฝันเอาเองว่าทุกอย่างที่เรามีนั้นจะเป็นของเราไปชั่วฟ้าดินสลาย กว่าจะตื่นจากฝันก็มักจะสายไปแล้ว ตื่นมายอมรับความจริงเสียแต่วันนี้ จะได้มีเวลาเตรียมตัวเตรียมใจก่อนที่ความตายจะจู่โจมอย่างไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว”

พระไพศาล วิสาโล





การทำจิตให้สงบ
...
"นี่ ... ท่านว่าเจริญสติ ทำให้มาก เจริญให้มาก
อันนี้ เป็นธรรมะคุ้มครองรักษากิจการที่เรา
ทำอยู่ หรือทำมาแล้ว หรือกำลังจะกระทำอยู่
ในปัจจุบันนี้ เป็นธรรมะที่มีคุณประโยชน์มาก
ให้เรารู้ตัว อยู่ทุกเมื่อ ความเห็นผิดชอบ
มันก็มี อยู่ทุกเมื่อ เมื่อความเห็นผิดชอบมีอยู่
เกิดขึ้นอยู่ทุกเมื่อ ความละอายก็เกิดขึ้น
จะไม่ทำสิ่งที่ผิด หรือสิ่งที่ไม่ดี เรียกว่า
ปัญญาเกิดขึ้นแล้ว เมื่อรวบยอดเข้ามา
มันจะมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา คือการสังวร
สำรวม ที่มีอยู่ในกิจการของตนนั้น
ก็เรียกว่า ศีล ศีล สังวร ความตั้งใจมั่นอยู่
ในความสังวร สำรวมในข้อวัตรของเรานั้น
ก็เรียกว่ามันเป็น สมาธิ ความรอบรู้ทั้งหลาย
ในกิจการที่เรามีอยู่นั้น ก็เรียกว่าปัญญา
พูดง่าย ๆ ก็คือ จะมีศีล จะมีสมาธิ
จะมีปัญญา ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี
เมื่อมันกล้าขึ้นมา มันก็คือ ... มรรค
นี่แหละ ... คือหนทาง ทางอื่น ...ไม่มี" ...
...
หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง





“..ธรรมที่ลึกลับ
ไม่ควรพูดให้คนอื่นรู้
เพราะคนอื่นไม่เห็นตาม ธรรมจะเสีย
ต้องพูดต่อผู้ปฏิบัติเหมือนกัน..”

โอวาทธรรม
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต





ท่านพ่อลี สอนว่า ....

"การที่เราพากันเสียค่ารถค่ารา เดินทางมาครั้งนี้ อย่าได้คิดว่าเป็นความเหน็ดเหนื่อย ให้คิดว่าเป็นการบุญการกุศลอย่างหนึ่ง

*โลกียทรัพย์ นั้นเป็นเพียงเครื่องถ่ายท้อง

*อริยทรัพย์ นั้นเป็นเครื่องถ่ายเวรถ่ายกรรม

เราแสวงหาอริยทรัพย์ไว้ ก็เพื่อจะได้เป็นเครื่องสำหรับถ่ายทุกข์ ถ่ายโทษของตัวเราเอง ถ้าเราไม่มีอะไรชำระล้างมลทินโทษเหล่านี้ เราก็จะต้องได้แต่ความทุกข์ทับทวีมากขึ้น เช่นเดียวกับคนที่กินๆ เข้าไปท่าเดียว แล้วไม่ได้ถ่ายออกออกมา มันจะเป็นความทุกข์เพียงไร มลทินโทษของเราก็เช่นเดียวกัน

เหตุฉะนั้น เราทั้งหลายจงพากันสับสร้างบุญกุศลไว้เพื่อเป็นอริยทรัพย์ สำหรับถ่ายโทษของเราให้หมดสิ้นไป

อริยทรัพย์ เหล่านี้คืออะไร พูดโดยส่วนรวมแล้ว ก็คือ กาย วาจา ใจ ของเรานี้แหละ"






ตื่นก่อนตาย
...
“ชีวิตนี้มีค่าเกินกว่าที่จะปล่อยไปตาม
ยถากรรม หรือล่องลอยไปตามกระแสสังคม
เอาแต่ทำมาหากิน ไขว่คว้าหายศทรัพย์
และแสวงหาความสุข จนลืมไปว่าทั้งหมดนี้
เป็นของชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น แม้จะรู้
ด้วยเหตุผลว่าทุกคนต้องตาย แต่ผู้คนกลับ
จมอยู่ในความลุ่มหลง เพลิดเพลินกับความสุข
เฉพาะหน้า หรือฝันเอาเองว่าทุกอย่างที่เรามี
นั้นจะเป็นของเราไปชั่วฟ้าดินสลาย
กว่าจะตื่นจากฝันก็มักจะสายไปแล้ว
ตื่นมายอมรับความจริงเสียแต่วันนี้ จะได้
มีเวลาเตรียมตัวเตรียมใจก่อนที่ความตาย
จะจู่โจมอย่างไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว”
...
พระไพศาล วิสาโล


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 40 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร