วันเวลาปัจจุบัน 19 พ.ค. 2026, 20:56  



เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง




กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ]    Bookmark and Share
เจ้าของ ข้อความ
โพสที่ยังไม่ได้อ่าน เมื่อ: 17 พ.ค. 2026, 12:35 
 
ภาพประจำตัวสมาชิก
ออฟไลน์
อาสาสมัคร
อาสาสมัคร
ลงทะเบียนเมื่อ: 06 มี.ค. 2009, 10:48
โพสต์: 5562


 ข้อมูลส่วนตัว


“..ทาน คือเครื่องแสดงน้ำใจมนุษย์ผู้มีจิตใจสูง ผู้มีเมตตาจิตต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์ผู้อาภัพ ด้วยการให้การเสียสละแบ่งปันมากน้อย ตามกำลังของวัตถุเครื่องสงเคราะห์ที่มีอยู่ จะเป็นวัตถุทาน ธรรมทาน หรือวิทยาทานแขนงต่าง ๆ ก็ตาม ที่ให้เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นโดยมิได้หวังค่าตอบแทนใด ๆ นอกจากกุศลคือความดีที่เกิดจากทานนั้น ซึ่งจะเป็นสิ่งตอบแทนให้เจ้าของทานได้รับอยู่โดยดีเท่านั้น ตลอดอภัยทานที่ควรให้แก่กันในเวลาอีกฝ่ายหนึ่งผิดพลาดหรือล่วงเกิน คนมีทานหรือคนที่เด่นในการให้ทาน ย่อมเป็นผู้สง่าผ่าเผยและเด่นในปวงชนโดยไม่นิยมรูปร่างลักษณะ ผู้เช่นนี้มนุษย์และสัตว์ตลอดเทวดาที่มองไม่เห็นก็เคารพรัก จะตกทิศใดแดนใดย่อมไม่อดอยากขาดแคลน หากมีสิ่งหรือผู้อุปถัมภ์จนได้ ไม่อับจนทนทุกข์..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
(พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)





ปลุกใจสู้กิเลส

ความสุข ก็ดี ความทุกข์ ก็ดี ไม่มีอะไรจะสุข หรือ ทุกข์ ยิ่งกว่าใจ ความสกปรกก็ดี ความสะอาด ก็ดี ไม่มีอะไรจะสกปรก และสะอาด ยิ่งกว่าจิตใจ ความโง่ ก็ดี ความฉลาด ก็ดี ก็คือ ใจ

ท่านสอนไว้ว่า “มะโน ปุพพัง คะมาธัมมา มะโนเสฏฐา มะโนมะยา” สิ่งทั้งหลาย สำคัญอยู่ที่ใจ สำเร็จแล้วด้วยใจ

ศาสนาก็สอนลงที่ใจ ศาสนาออก ก็ออกจากใจ รู้ก็รู้ที่ใจ พระพุทธเจ้ารู้ก็รู้ที่ใจนำออกจากใจนี้ไปสอนโลก ก็สอนลงที่ใจของสัตว์โลก ไม่ได้สอนที่อื่นใดเลย

ในโลกธาตุนี้ จะกว้าง แคบ ขนาดไหน ไม่สำคัญ ธรรม มีจุดหมายลงที่ใจแห่งเดียว ใจที่ควรกับธรรมอยู่แล้ว ก็เข้าถึงกันได้โดยลำดับ ที่ท่านว่า “มีอุปนิสัยหมายถึง ผู้ควรอยู่แล้ว เห็นได้อย่างชัดเจน ผู้มีนิสัยสูง ต่ำ ต่างกันอย่างไร

พระองค์ทรงทราบเช่น ผู้มีอุปนิสัยที่จะสามารถบรรลุถึงที่สุดแห่งธรรม ควรจะเสด็จไปโปรดก่อนใคร ๆ เพราะเกี่ยวกับชีวิต อันตราย ที่จะมาถึงผู้นั้นในกาลข้างหน้า เร็วกว่าธรรมดาที่ควรจะเป็น ก็รีบเสด็จไปโปรดคนนั้นก่อน

ที่ท่านว่า “ทรงเล็งญาณดูสัตว์โลก” ผู้ที่มาเกี่ยวข้องกับ “ตาข่าย” คือพระญาณของพระองค์

คำว่า “เล็งญาณดูสัตว์โลก” นั้น ท่านเล็งญาณดูจิตใจ นั่นเอง ท่านไม่ได้เล็งญาณดู ต้นไม้ ภูเขา ดิน ฟ้า อากาศ ซึ่งเป็นวัตถุหยาบ ๆ และ ใหญ่โต ยิ่งกว่าคน และ สัตว์

แต่ เมื่อเกี่ยวกับธรรมแล้ว ใจ เป็นสิ่งที่ใหญ่โตมากกว่าสิ่งใดในโลก และ เหมาะสมกับธรรมอย่างยิ่ง การเล็งญาณ ก็ต้องเล็งดูที่ใจ การสั่งสอน ก็ต้องสั่งสอนลงที่ใจ ให้ใจรู้ และเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ซึ่ง มีอยู่กับ ใจ เอง

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด






“..#เราทั้งหลายต่างเกิดมาด้วยวาสนา มีบุญพอเป็นมนุษย์ได้อย่างเต็มภูมิ ดังที่ทราบอยู่แก่ใจ แต่อย่าลืมตัวลืมวาสนาของตัว โดยลืมสร้างคุณงามความดีเสริมต่อภพชาติของเราที่เคยเป็นมนุษย์ จะเปลี่ยนแปลงและกลับกลายหายไป ชาติต่ำทรามที่ไม่ปรารถนาจะกลายมาเป็นตัวเราเข้าแล้วแก้ไม่ตก ความสูงศักดิ์ ความต่ำทราม ความสุขทุกขั้นจนถึงบรมสุข และความทุกข์ทุกขั้นจนเข้าขั้นมหันตทุกข์เหล่านี้ มีได้กับทุกคนตลอดสัตว์ถ้าตนเองทำให้มี อย่าเข้าใจว่าจะมีได้เฉพาะผู้กำลังเสวยอยู่เท่านั้น โดยผู้อื่นมีไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสมบัติกลาง แต่กลับกลายมาเป็นสมบัติจำเพาะของผู้ผลิตผู้ทำก็ได้ ฉะนั้นท่านจึงสอนไม่ให้ดูถูกเหยียดหยามกัน เมื่อเห็นเขาตกทุกข์หรือกำลังจน จนน่าทุเรศ เราอาจมีเวลาเป็นเช่นนั้นหรือยิ่งกว่านั้นก็ได้ เมื่อถึงวาระเข้าจริง ๆ ไม่มีใครมีอำนาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะกรรมดีชั่วเรามีทางสร้างได้เช่นเดียวกับผู้อื่น จึงมีทางเป็นได้เช่นเดียวกับผู้อื่น และผู้อื่นก็มีทางเป็นได้เช่นที่เราเป็นและเคยเป็น..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
#พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
(พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)






“..ทาน คือเครื่องแสดงน้ำใจมนุษย์ผู้มีจิตใจสูง ผู้มีเมตตาจิตต่อเพื่อนมนุษย์และสัตว์ผู้อาภัพ ด้วยการให้การเสียสละแบ่งปันมากน้อย ตามกำลังของวัตถุเครื่องสงเคราะห์ที่มีอยู่ จะเป็นวัตถุทาน ธรรมทาน หรือวิทยาทานแขนงต่าง ๆ ก็ตาม ที่ให้เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นโดยมิได้หวังค่าตอบแทนใด ๆ นอกจากกุศลคือความดีที่เกิดจากทานนั้น ซึ่งจะเป็นสิ่งตอบแทนให้เจ้าของทานได้รับอยู่โดยดีเท่านั้น ตลอดอภัยทานที่ควรให้แก่กันในเวลาอีกฝ่ายหนึ่งผิดพลาดหรือล่วงเกิน คนมีทานหรือคนที่เด่นในการให้ทาน ย่อมเป็นผู้สง่าผ่าเผยและเด่นในปวงชนโดยไม่นิยมรูปร่างลักษณะ ผู้เช่นนี้มนุษย์และสัตว์ตลอดเทวดาที่มองไม่เห็นก็เคารพรัก จะตกทิศใดแดนใดย่อมไม่อดอยากขาดแคลน หากมีสิ่งหรือผู้อุปถัมภ์จนได้ ไม่อับจนทนทุกข์..”

ภูริทตฺตธมฺโมวาท
พระครูวินัยธร (หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต) วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร
(พ.ศ.๒๔๑๓-๒๔๙๒)








หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล เมตตาเล่าว่า...

หลวงปู่ดุลย์ท่านมีกระจกบานหนึ่งอยู่ในห้องท่าน วันหนึ่ง..

ท่านถาม : ท่านเยื้อนเห็นไหม? ในกระจกเห็นตัวท่านไหม?

เห็นครับ รูปผมอยู่ครับ ตาผมเห็นรูปครับ

หลวงปูดุลย์ท่านบอกสองอย่างนี้...

"เกิดหมดนะ! ผู้เห็น กับผู้ถูกเห็น
ถ้าไม่อยากเกิด ก็อยู่...ตรงกลาง
ก็คือ ความว่าง...นั่นน่ะ! ไม่เกิด
คือไม่ให้ติดทั้งกายทั้งสังขาร
ให้อยู่...ตรงกลาง ทั้งสองอย่างนี้

เรามีตัวรู้...
มีอยู่...ในกาย แต่ไม่เกี่ยวกับกาย
มีอยู่...ในขันธ์ ก็ไม่เกี่ยวกับขันธ์
คำว่า ว่าง...ตรงกลาง คืออยู่ตรงนี้..."






รอยกรรม รอยเกวียน
...
“กรรมทั้งหลาย ถ้าหากว่าเรากระทำแล้ว
มันหมุนไปตามประหนึ่งวงล้อเกวียนกับรอยโค
โคย่างก้าวไปที่ใด วงล้อเกวียน มันก็จะทับไป
กงจักรเหมือนวงล้อเกวียน วัฏฏะ คือความ
หมุนเวียนมันไม่สิ้นสุด ไม่รู้จบ วงล้อเกวียน
มันจะใหญ่โตสักแค่ไหน หรือเล็กนิดเดียว
ก็ตาม เวลามันหมุนไป รอยก็จะยาวไปเรื่อย
ว่าแต่โคลาก มันจะไปถึงไหนเมืองไหน
มันก็เป็นรอยลากยาวไปอย่างนั้นนะ ...
นี่รอยเกวียน รอยล้อเกวียน
แต่สภาพความเป็นจริงล่ะ ... ล้อเกวียนมัน
ไม่ยาวใหญ่อย่างนั้นหรอก ถ้าไม่มีสิ่งดึง
สิ่งที่จะมาลากมันไป เอาโคเทียมมันไป
เอาควายลากมันไป ไฉนร่องรอยมันจะรู้จบ
สักที มันก็ยาวออกไปเรื่อยๆอย่างนั้นเอง
นั่น ... ท่านว่า ถ้าทำบาป ไม่หยุดทำบาป
รอยบาปมันก็ไม่หยุดจากจิตใจเช่นกัน
เป็นดุจเกวียนเหมือนเอาโควัวเทียม
มันก็ลากไปไม่หยุด มันก็ทับรอยโคไปเรื่อยๆ
นะ ถ้าเอาวัวปลดจากแอก อ้าว ... มันคง
จะเหลือแต่เกวียนหยุดนิ่ง จากนั้น ...
ก็พังทลายทั้งวงล้อมัน ทั้งตัวเกวียนให้หมด
ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นบริวารอะไรของมัน
ทุกอย่าง ทำลายให้สิ้นไป นี่ละ ...
มันออกไปนะ เราก็เช่นกัน เราหยุดทำ
หยุดทำความผิด หยุดแล้ว ... ก็ทิ้งมันเสีย
เหมือนเกวียนปลดโคออก ปลดทิ้ง
โคก็หนีไป ส่วนตัวเกวียนนั้นหยุดอยู่กับที่” ...
...
หลวงพ่อชา สุภทฺโท วัดหนองป่าพง






“..ธรรมโอวาทครั้งสุดท้าย..”

“..มาอยู่ นี้ไม่ได้มาหาลาภยศอะไร มาหาทาง หนีจากความทุกข์ กรรม คือการกระทำ ทั้งบาป ทั้งบุญ ให้พิจารณา รู้ไหม.

บุญเป็นอย่างไร บาปเป็นอย่างไร

คนที่ปฏิบัติหาทางออกจากกองทุกข์นั้น มันหายากแล้ว ให้ลูกหลานจำให้ดี จำได้ไหม ให้
มีสติ มีอารมณ์อยู่กับพุทโธ พุทโธเอาให้ได้ ทำให้มันเห็นของดี จำได้ไหม นี่ไม่ได้พูดเล่นนะ ให้จับลมกับกายนี้

กายนี้ให้เห็นเป็นกายพระธรรมให้ได้ มีหู
ฟังแล้วก็ให้มันเป็นพระธรรม ตาให้เป็นตาพระธรรม กายให้เป็นกายพระธรรม ใจก็ให้เป็นใจพระธรรม

ทำให้มันได้ ให้มีพุทโธอยู่กับกายนี้ใจนี้ จำ
ไว้ที่ใจ จำได้ไหม จำดีๆอย่าไปลืมนะ ไม่ต้องไปรู้ที่อื่น มันอยู่ในกายนี้ กายนี้แหละมันเป็นทุกข์ อยู่ทุกวันนี้ สังขารจะแตก จะตายก็ให้รู้ จำได้ไหม

สมฺปโยโค ก็ให้รู้ จะต้องจากกันไม่ต้องตกใจ ให้พิจารณาเดี๋ยวนี้ จำได้ไหม จำให้ดีๆ ให้รู้อยู่กับกายกับใจ อย่าไปลืม ให้รู้จริงๆ อย่าทำเล่นไม่ได้นะ กามก็ดี ตัวกามนี้จับมันให้อยู่ จับมันมัดไว้ ให้มันตาย จำได้ไหม ไม่ว่าสัตว์ว่าคน หากาม แสวงหากาม

มันเดือดร้อนวุ่นวาย ก็เพราะกามนี้แหละ
ชาย หญิง สัตว์ผู้เมียต่างก็ยินกันและกัน มัวเมากันอยู่อย่างนี้ ให้มันเป็นธรรมโม อย่าให้เป็นธรรมเมา ให้ออกจากกาม หาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้จำไว้ จำไว้ให้มันดี ปฏิบัติให้มันรู้ กามมันตายแล้วมันก็สบาย ให้เป็นธรรมโม อย่าให้เป็นธรรมเมา

จำให้ดีๆนะ ปฏิบัติให้มันรู้ จำได้ไหม
อย่าไปลืมนะ ไม่ต้องพูดมาก
พูดมากไปไม่ใช่ธรรมะ มันเป็นธรรมเมา..”

สุจิณฺโณวาท
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่
(พ.ศ.๒๔๓๐–๒๕๒๘)






“ทำความสงบได้ด้วยวิธีใดแล้ว
จงหัดทำความสงบด้วยวิธีนั้นให้ชำนาญ
จนจับหลักนั้นให้ได้ อารมณ์ใดเข้ามา
ทางอายตนะทั้งหก จงให้เห็นว่านั้น
มันเป็นภัยแก่ความสงบของเรา
แล้วพยายามสลัดมันทิ้งเสีย
แล้วรักษาความสงบนั้นไว้ให้ได้” ...
...
หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี





“..ธรรมโอวาทครั้งสุดท้าย..”

“..มาอยู่ นี้ไม่ได้มาหาลาภยศอะไร มาหาทาง หนีจากความทุกข์ กรรม คือการกระทำ ทั้งบาป ทั้งบุญ ให้พิจารณา รู้ไหม.

บุญเป็นอย่างไร บาปเป็นอย่างไร

คนที่ปฏิบัติหาทางออกจากกองทุกข์นั้น มันหายากแล้ว ให้ลูกหลานจำให้ดี จำได้ไหม ให้
มีสติ มีอารมณ์อยู่กับพุทโธ พุทโธเอาให้ได้ ทำให้มันเห็นของดี จำได้ไหม นี่ไม่ได้พูดเล่นนะ ให้จับลมกับกายนี้

กายนี้ให้เห็นเป็นกายพระธรรมให้ได้ มีหู
ฟังแล้วก็ให้มันเป็นพระธรรม ตาให้เป็นตาพระธรรม กายให้เป็นกายพระธรรม ใจก็ให้เป็นใจพระธรรม

ทำให้มันได้ ให้มีพุทโธอยู่กับกายนี้ใจนี้ จำ
ไว้ที่ใจ จำได้ไหม จำดีๆอย่าไปลืมนะ ไม่ต้องไปรู้ที่อื่น มันอยู่ในกายนี้ กายนี้แหละมันเป็นทุกข์ อยู่ทุกวันนี้ สังขารจะแตก จะตายก็ให้รู้ จำได้ไหม

สมฺปโยโค ก็ให้รู้ จะต้องจากกันไม่ต้องตกใจ ให้พิจารณาเดี๋ยวนี้ จำได้ไหม จำให้ดีๆ ให้รู้อยู่กับกายกับใจ อย่าไปลืม ให้รู้จริงๆ อย่าทำเล่นไม่ได้นะ กามก็ดี ตัวกามนี้จับมันให้อยู่ จับมันมัดไว้ ให้มันตาย จำได้ไหม ไม่ว่าสัตว์ว่าคน หากาม แสวงหากาม

มันเดือดร้อนวุ่นวาย ก็เพราะกามนี้แหละ
ชาย หญิง สัตว์ผู้เมียต่างก็ยินกันและกัน มัวเมากันอยู่อย่างนี้ ให้มันเป็นธรรมโม อย่าให้เป็นธรรมเมา ให้ออกจากกาม หาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้จำไว้ จำไว้ให้มันดี ปฏิบัติให้มันรู้ กามมันตายแล้วมันก็สบาย ให้เป็นธรรมโม อย่าให้เป็นธรรมเมา

จำให้ดีๆนะ ปฏิบัติให้มันรู้ จำได้ไหม
อย่าไปลืมนะ ไม่ต้องพูดมาก
พูดมากไปไม่ใช่ธรรมะ มันเป็นธรรมเมา..”

สุจิณฺโณวาท
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่
(พ.ศ.๒๔๓๐–๒๕๒๘)






วันคืนล่วงไปนะ เดือนปี นาทีชั่วโมงก็ล่วงเลยไปนะ ปัจจุบันนี้ เราทำอะไรอยู่ บุญบารมีพอหรือยัง รีบทำเสีย เดี๋ยวบุญบารมี จะไม่พอ ให้ตรวจดูบุญบารมีที่กาย วาจา ใจของตน บุญบารมี มีอยูุ่ถ้าทำเพิ่มเติมไปเรื่อยๆ คงจะเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ เพราะวิริยะ ความเพียร มีอยู่ในบารมีนี้เอง ดังภาษิตที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า " วิริเยน ทุกขฺมจฺเจติ " บุคคลจะล่วงพ้นจากทุกข์ถึงสุขได้ เพราะความเพียร พระพุทธเจ้าท่านสอนมรณานุสติ ให้นึกถึงความตาย เพื่อเตือนเรา ไม่ให้ประมาท รีบทำรีบให้ทาน รีบรักษา ศีล รีบภาวนา ผู้จะได้รับผลคือความสุขก็ใจนั่นเอง ถ้าใจมีบุญเป็นนิสัยติดต่อมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน ทำเพิ่มบารมี ในอดีต วันก็ ทำบุญคืนก็ทำบุญ ทำบุญเพิ่มบุญอยู่เรื่อยๆ ความเต็มเปี่ยมแห่งบุญบารมี ก็รู้ที่ใจ ของคุณนั้นเอง

ระวังใจนะ อย่าไปทำบาปเพิ่มนะ พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า ให้รีบขวนขวาย ในการทำบุญ ห้าใจของตนเสียจากการทำบาป เพราะเมื่อบุคคลทำบุญช้าอยู่ ใจจะยินดีไปเสียในการทำบาป นี่เพราะใจยินดีในบาป พอใจในการทำบาป จึงทำบุญช้า เวลาจะทำ บุญกลัว เวลาทำบาป ไม่กลัว ทำความยินดีในเวรห้า เวรแปด ไม่กลัว ทำนิวรณืห้าไม่กลัว ทำความลุ่มหลงมัวเมาในกิเลสกามและ วัตถุกามไม่กลัว นี้แหละเพราะไม่กลัวบาปจึงทำบาปได้มาก บาปไม่กลัวแต่ใจกลัวบุญ กรรมชั่วไม่กลัว กลัวการทำความดี ใจคงจะ อ่อนหิริโอตอัปปะ จงดูใจท่านซิ เพราะไม่กลัวบาป ไม่ละอายบาป ไม่กลัวบาป จึงทำ บาปได้มาก กลัวบุญไม่กล้าทำบุญ บารมีจึงไม่แก่กล้าเข้มแข็งเพียงพอเสียที ดูใจท่านซิดูออกไหมว่า ใจทำอะไรกันแน่

บุญบารมีเต็มเปี่ยม เพราะทำมรรคผลเต็มเปี่ยม ถ้าใจไม่ทำแล้วมันก็เปล่า ที่เราล่วงเลยคำสอน ของพระพุทธเจ้าหลายล้าน พระองค์มาก็เพราะไม่ทำนี้แหละ ถ้าเราทำจริงแล้ว บุญกุศลมรรคผล ินิพพาน ต้องรู้ได้ภายในใจเลย ต้องการบรรลุพระนิพพาน ต้องดูมรรคว่่า เราดำเนินตามมรรคไหม ทางตรงสู่นิพพานคือ มรรคแปด ที่พระพุทธเจ้าท่านรับรองไว้ว่า เป็น มัชฌิมมาปฏิปทา ทางสายกลาง เป็นทางตรงสู่นิพพาน ไม่แวะเวียนไปสู่กามสุขัลลิกานุโยคและอัตตกิลมถานุโยค ดังภาษิต ที่ท่่านแสดงไว้ว่า

" มคฺคา นฏฺฐงคิโก เสฏฺโฐ เอเสว มคฺโค นตฺถญฺโญ ทสฺสนสฺส วิสุทฺธิยา "

ทางมีองค์แปดเป็นทางดำเนินไปสู่ความบริสุทธิ์แห่งทัศนะ ความเห็นทางอื่นนอกจากนี้ไม่มี
คติธรรม หลวงปู่บุญจันทร์ จันทวโร
วัดถ้ำผาผึ้ง อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่






“..ธรรมโอวาทครั้งสุดท้าย..”

“..มาอยู่ นี้ไม่ได้มาหาลาภยศอะไร มาหาทาง หนีจากความทุกข์ กรรม คือการกระทำ ทั้งบาป ทั้งบุญ ให้พิจารณา รู้ไหม.

บุญเป็นอย่างไร บาปเป็นอย่างไร

คนที่ปฏิบัติหาทางออกจากกองทุกข์นั้น มันหายากแล้ว ให้ลูกหลานจำให้ดี จำได้ไหม ให้
มีสติ มีอารมณ์อยู่กับพุทโธ พุทโธเอาให้ได้ ทำให้มันเห็นของดี จำได้ไหม นี่ไม่ได้พูดเล่นนะ ให้จับลมกับกายนี้

กายนี้ให้เห็นเป็นกายพระธรรมให้ได้ มีหู
ฟังแล้วก็ให้มันเป็นพระธรรม ตาให้เป็นตาพระธรรม กายให้เป็นกายพระธรรม ใจก็ให้เป็นใจพระธรรม

ทำให้มันได้ ให้มีพุทโธอยู่กับกายนี้ใจนี้ จำ
ไว้ที่ใจ จำได้ไหม จำดีๆอย่าไปลืมนะ ไม่ต้องไปรู้ที่อื่น มันอยู่ในกายนี้ กายนี้แหละมันเป็นทุกข์ อยู่ทุกวันนี้ สังขารจะแตก จะตายก็ให้รู้ จำได้ไหม

สมฺปโยโค ก็ให้รู้ จะต้องจากกันไม่ต้องตกใจ ให้พิจารณาเดี๋ยวนี้ จำได้ไหม จำให้ดีๆ ให้รู้อยู่กับกายกับใจ อย่าไปลืม ให้รู้จริงๆ อย่าทำเล่นไม่ได้นะ กามก็ดี ตัวกามนี้จับมันให้อยู่ จับมันมัดไว้ ให้มันตาย จำได้ไหม ไม่ว่าสัตว์ว่าคน หากาม แสวงหากาม

มันเดือดร้อนวุ่นวาย ก็เพราะกามนี้แหละ
ชาย หญิง สัตว์ผู้เมียต่างก็ยินกันและกัน มัวเมากันอยู่อย่างนี้ ให้มันเป็นธรรมโม อย่าให้เป็นธรรมเมา ให้ออกจากกาม หาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้จำไว้ จำไว้ให้มันดี ปฏิบัติให้มันรู้ กามมันตายแล้วมันก็สบาย ให้เป็นธรรมโม อย่าให้เป็นธรรมเมา

จำให้ดีๆนะ ปฏิบัติให้มันรู้ จำได้ไหม
อย่าไปลืมนะ ไม่ต้องพูดมาก
พูดมากไปไม่ใช่ธรรมะ มันเป็นธรรมเมา..”

สุจิณฺโณวาท
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่
(พ.ศ.๒๔๓๐–๒๕๒๘)






"เมื่อนึกถึงกฎแห่งกรรม เรามักจะนึกถึงเรื่องการใช้กรรม การจองเวรจองกรรม
เราเข้าใจกฎแห่งกรรมในความหมายของการรับผลกรรมดีหรือกรรมชั่วที่สืบเนื่องมาจากอดีตชาติ

เมื่อเข้าใจเช่นนั้น บางคนก็ไม่สามารถยอมรับกฎแห่งกรรมได้ แต่ถ้าถามว่า
เราเชื่อไหมว่าถ้าอยากได้ผลดี
ต้องทำความดี หรือ ทำความเพียร

ถ้าเชื่อ นี้แหละคือหัวใจของกฎแห่งกรรม
และเป็นหัวใจของพุทธศาสนา เพราะพุทธศาสนาไม่มีพระเจ้าที่จะดลบันดาลให้เรามีความสุข หรือประสบความสำเร็จได้ มีแต่ตัวเราที่ต้องเป็นผู้ลงมือทำเอง
กฎแห่งกรรมเพียงแต่ทำให้เรามั่นใจว่า
เมื่อทำความเพียร แล้วเราจะได้รับผลดี

เพราะฉะนั้นกฎแห่งกรรมจึงเป็นทั้งหลักประกันให้ความมั่นใจในการทำความดี และเป็นแนวทางในการทำความดี เพราะถ้าไม่เชื่อว่าทำดีแล้วได้ดี เราก็ไม่รู้จะทำดีไปเพื่ออะไร

ถามว่าใครเป็นผู้กำหนดกฎแห่งกรรม
'ไม่มี' นี่เป็นกฎธรรมชาติ เหมือนที่ไม่มีใครเป็นผู้กำหนดว่า น้ำต้องกลายเป็นไอเมื่อโดนความร้อน

กฎแห่งกรรมเป็นกฎธรรมชาติที่เรียกว่า Impersonal ไม่ใช่บุคคล ไม่ขึ้นอยู่กับบุคคล เป็นกลาง ไม่มีความอยาก ไม่มีอคติ ไม่มีความเกลียด ไม่มีความโกรธ
และทำงานเองโดยไม่ต้องรอให้ใครมา
บอก"

“จากกรรมสู่ธรรม”
พระไพศาล วิสาโล






คนดีเดี๋ยวนี้หายากมากนะ
ใครทำไม่ดี เราทำดีได้ฝึกได้
ใครทำไม่ถูก เราทำถูกได้

โอวาทธรรม หลวงปู่เชอรี่ อภิเจโต
วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี






“..การโกหก เป็นสิ่งทำลายความเชื่อถือ ให้ขาดสะบั้นลงอย่างไม่มีดี แม้เดรัจฉาน ก็ไม่พอใจในคำหลอกลวงจึงไม่ควรหลอกลวงคนอื่นให้เสียหาย..”

โอวาทธรรม
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต





เราต้องเคร่งครัดในสิกขาบท
เคร่งครัดในศีลของตัวเอง ...
เหตุผลก็คือ ถ้าเรารักษาเรื่องเล็กเรื่องน้อย
ไว้ได้ มันจะไม่กำเริบให้เป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต
...
พระอาจารย์ชยสาโร







“ความฉลาดทางโลก อาจทำให้เรามีทุกอย่าง
แต่ความฉลาดทางธรรม จะทำให้เราไม่มีทุกข์
การเก่งแจ้งในวิชาชีพ แต่แพ้พ่ายต่ออารมณ์
ตนเองเปรียบเสมือนการฉลาดแกมโกง
ที่หลอกได้ กระทั่งใจ การฝึกรู้เท่าทัน
ความโกรธ ความโลภ ความหลง ต่างหาก
คือปัญญาที่แท้จริง เพราะชัยชนะที่ยิ่งใหญ่
ที่สุด คือการมีสติครองตน ให้อยู่เหนือ
กระแสโลกที่ไม่แน่นอน” ...
...
พระพรหมวชิรญาณโสภณ
(หลวงพ่อเลี่ยม ฐิตธัมโม ) วัดหนองป่าพง






เวลาเหลือน้อย

“เวลา” เป็นสิ่งมีค่าอย่างยิ่งสำหรับคนสมัยใหม่ เพราะใคร ๆ ก็มองว่าเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการแสวงหาเงินทอง ดังมีคำพูดว่าเวลาเป็นเงินเป็นทอง เป็นเพราะมีทัศนคติดังกล่าว เวลาว่างจึงหายไปจากชีวิตของผู้คน เนื่องจากไม่ยอมปล่อยเวลาให้ผ่านเลยไปโดยไม่มีเงินทองงอกเงย ทุกวันนี้ใคร ๆ ก็บ่นว่า ไม่มีเวลา ๆ แม้จะหาเวลาเพิ่มขึ้นได้ ก็ยังรู้สึกว่าไม่มีเวลาอีกเหมือนเดิม ไม่ต่างจากคนที่ได้เงินเท่าใดก็ไม่รู้สึกพอ

น้อยคนตระหนักว่าขณะที่ตนมีเงินทองเพิ่มขึ้นนั้น เวลาของตนในโลกนี้กลับเหลือน้อยลงทุกที และเมื่อถึงวันที่ตนหมดอายุขัย ไปสู่ปรโลก มีทรัพย์สมบัติมากมายเพียงใดก็เอาไปด้วยไม่ได้ ร้ายกว่านั้นก็คือการพบว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ตนควรทำแต่กลับไม่ได้ทำ ใครที่ตระหนักเช่นนี้ย่อมไม่ปล่อยให้เวลาของตนหมดไปกับการสะสมเงินทองหรือเพลิดเพลินในความสนุกสนาน แต่จะให้ความสำคัญกับสิ่งที่มีความหมายต่อจิตใจ อันนำมาซึ่งความสงบเย็นและความสุขใจ อาทิ การทำความดี สร้างบุญกุศล ให้เวลาแก่คนที่ตนรัก รวมทั้งการเข้าถึงประโยชน์สูงสุดแห่งความเป็นมนุษย์ นั่นคือ การเป็นอิสระจากความทุกข์ และที่จะมองข้ามมิได้ก็คือ การเตรียมตัวเตรียมใจพร้อมรับมือกับความตาย อันเป็นความจริงที่ไม่มีใครหนีพ้น คนที่หมั่นเตือนตนว่าเวลาเหลือน้อย ย่อมสามารถเผชิญความตายได้ด้วยใจสงบ”

พระไพศาล วิสาโล


แสดงโพสต์จาก:  เรียงตาม  
กลับไปยังกระทู้  [ 1 โพสต์ ] 

เขตเวลา GMT + 7 ชั่วโมง


 ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: Google [Bot] และ บุคคลทั่วไป 40 ท่าน


ท่าน ไม่สามารถ โพสต์กระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ ลบโพสต์ของท่านในบอร์ดนี้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ในบอร์ดนี้ได้

ค้นหาสำหรับ:
ไปที่:  
Google
ทั่วไป เว็บธรรมจักร